พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 122 (เล่ม 14)

ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่าง นั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน
นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ ทรงจำแนก
เนื้อความโดยพิสดารนี้แล ข้าพระองค์ทราบเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
[๒๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อ
มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ ถูกแล้ว ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติทางกายโดยส่วน ๒
คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้นแต่ละอย่างเป็นความประพฤติ
ทางกายด้วยกัน นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกร สารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกาย
เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางกายเช่นนี้ ไม่ควรเสพ
และเมื่อเสพความประพฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
ความประพฤติทางกายเช่นนี้ ควรเสพ ฯ
[๒๒๒] ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึง
เจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้
ตกล่วง คือเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูใน
เหล่าสัตว์มีชีวิต อนึ่ง เป็นผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ถือเอาอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ
ของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า อันเจ้าของเขาไม่ให้ด้วยความเป็นขโมย อนึ่ง เป็นผู้มัก
ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง
หญิงที่ทั้งมารดาและบิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษา
บ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้
ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึง
เสื่อมไป ฯ

122
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 123 (เล่ม 14)

[๒๒๓] ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึง
เสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เพราะละปาณาติบาต
จึงเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราแล้วมีความละอาย ถึงความเอ็นดู
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่เพราะละอทินนาทาน จึงเป็นผู้เว้นขาดจาก
อทินนาทาน ไม่ถือเอาอุปกรณ์เครื่อง ปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า อันเจ้าของเขา
ไม่ให้ ด้วยความเป็นขโมย เพราะละกาเมสุมิจฉาจาร จึงเป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ไม่
เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดารักษาบ้าง
หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้างหญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง
หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ ดูกรสารีบุตร เมื่อ
เสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติทางกายโดยส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้นแต่ละอย่างเป็นความประพฤติ
ทางกายด้วยกัน นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
[๒๒๔] ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติทางวาจา …
เรากล่าวความประพฤติทางใจ … เรากล่าวความเกิดขึ้นแห่งจิต …เรากล่าวความได้สัญญา … เรา
กล่าวความได้ทิฐิ … เรากล่าวความได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว
ดูกรสารีบุตรเมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป
ความได้อัตภาพเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป
กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้อัตภาพเช่นนี้ ควรเสพ ฯ
[๒๒๕] ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง
กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ดูกรสารีบุตร เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างบกพร่อง
เป็นผู้ไม่สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

123
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 124 (เล่ม 14)

[๒๒๖] ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป
กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ดูกรสารีบุตร เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างไม่บกพร่อง
เป็นผู้สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ ที่
ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน
นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ดูกรสารีบุตร ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้แล
เธอพึงเห็นเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
[๒๒๗] ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควร
เสพอย่าง ๑ เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑
เรากล่าวโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑เรา
กล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ ควรเสพอย่าง ๑ ฯ
[๒๒๘] พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตร ได้ทูลพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกเนื้อ
ความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้ โดยพิสดารอย่างนี้
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดย
ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร
ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ
เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ ควรเสพ
ข้อที่ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

124
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 125 (เล่ม 14)

ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒
คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม
ย่อมเสื่อมไป เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต เช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด
อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง เสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัย เนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน ๒
คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม
ย่อมเสื่อมไป กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด
อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒
คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม
ย่อมเสื่อมไปรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด
อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา เช่นนี้ควรเสพ ข้อที่
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วย ชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มี พระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย
โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร
ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อม

125
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 126 (เล่ม 14)

เจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป โผฏฐัพพะที่รู้ด้วยกายเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพโผฏฐัพพะ
ที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใดอกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย
เช่นนี้ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะ ที่รู้แจ้ง
ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัย
เนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ ด้วยมโนโดย
ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศล
ธรรมย่อมเสื่อมไป ธรรมารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วย
ใจเช่นใดอกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยใจเช่นนี้
ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ ได้ด้วยมโน
โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความ
ดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนก
เนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
[๒๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อ
มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ถูกแล้ว ฯ
ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ
อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้วดูกรสารีบุตร เมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วย
จักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ไม่ควรเสพ
และเมื่อเสพรูปที่รู้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รูปที่รู้
ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดย
ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ

126
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 127 (เล่ม 14)

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพเสียง
ที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่งกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต
เช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรม
ย่อมเจริญยิ่ง เสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าว
เสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นเราอาศัย
เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพกลิ่นที่รู้
ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศลย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ
เช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรม
ย่อมเจริญยิ่ง กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าว
กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย
เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้วดูกรสารีบุตร เมื่อเสพรสที่รู้
ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นนี้
ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อม
เจริญยิ่ง รสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรส
ที่รู้ได้ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความ
ดังนี้กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพ
โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป โผฏฐัพพะ

127
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 128 (เล่ม 14)

ที่รู้ได้ด้วยกายเช่นนี้ไม่ควรเสพและเมื่อเสพโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อม
เสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า
ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพ
ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ธรรมารมณ์
ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ไม่ควรเสพและเมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรมย่อม
เสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า
ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้กล่าวแล้ว ฯ
ดูกรสารีบุตร ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ เธอพึงเห็นเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
[๒๓๐] ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรา
กล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ที่ไม่ควรเสพ ๑ เรากล่าวบ้านโดย
ส่วน ๒ คือ ทีควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ อย่าง ๑ เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ
อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ เรากล่าว ชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวบุคคล
โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ฯ
[๒๓๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนก
เนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ
อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

128
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 129 (เล่ม 14)

เมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่งกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพ
และเมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศล ธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง จีวรเช่นนี้ควรเสพ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดย ส่วน ๒ คือ ที่
ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรง อาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดย ส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อ
ที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ
อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระ
ผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตรเรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่
ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระ
ผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่
ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรง อาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ

129
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 130 (เล่ม 14)

ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มี
พระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่
ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ
ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร
เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ เมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่งกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บุคคลเช่นนี้
ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพบุคคลเช่นใดอกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
บุคคลเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒
คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้
ตรัสแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ ทรงจำแนก
เนื้อความโดยพิสดารนี้แล ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
[๒๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยายที่เรากล่าว
โดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ถูกแล้ว
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศล
ธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพจีวรเช่นใด
อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง จีวรเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกร
สารีบุตร เรากล่าวจีวร โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย
เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร

130
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - หน้าที่ 131 (เล่ม 14)

เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อ
ความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ
อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกร
สารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น
เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ
ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เรากล่าวอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร
เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความ
ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร
เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความ
ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าว ฯลฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ ดูกรสารีบุตร
เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นเราอาศัยเนื้อความ
ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือที่ควรเสพอย่าง ๑
ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกร สารีบุตร เมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศล
ธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไปบุคคลเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพบุคคล
เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไปกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บุคคลเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่เรา
กล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ
อย่าง ๑ นั่นเราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ

131