พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 188 (เล่ม 11)

[๒๕๕] ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่าง
๑. เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องแก้โดยส่วนเดียว
๒. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องย้อนถามแล้วจึงแก้
๓. วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องจำแนกแล้วจึงแก้
๔. ฐปนียปัญหา ปัญหาที่ควรงดเสีย ฯ
[๒๕๖] กรรม ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมเป็นฝ่ายดำ มีวิบากเป็นฝ่ายดำมีอยู่
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมเป็นฝ่ายขาว มีวิบากเป็นฝ่ายขาวมีอยู่
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมที่เป็นทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาว มีวิบากทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาวมีอยู่
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไป
เพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่ ฯ
[๒๕๗] สัจฉิกรณียธรรม ๔ อย่าง
๑. พึงทำให้แจ้งซึ่งขันธ์ที่ตนเคยอยู่อาศัยในกาลก่อนด้วยสติ
๒. พึงทำให้แจ้งซึ่งจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุ
๓. พึงทำให้แจ้งซึ่งวิโมกข์แปดด้วยกาย
๔. พึงทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายด้วยปัญญา
[๒๕๘] โอฆะ ๔ อย่าง
๑. กาโมฆะ [โอฆะคือกาม]
๒. ภโวฆะ [โอฆะคือภพ]
๓. ทิฏโฐฆะ [โอฆะคือทิฐิ]
๔. อวิชโชฆะ [โอฆะคืออวิชชา]
[๒๕๙] โยคะ ๔ อย่าง
๑. กามโยคะ [โยคะคือกาม]
๒. ภวโยคะ [โยคะคือภพ]

188
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 189 (เล่ม 11)

๓. ทิฏฐิโยคะ [โยคะคือทิฐิ]
๔. อวิชชาโยคะ [โยคะคืออวิชชา]
[๒๖๐] วิสังโยคะ ๔ อย่าง
๑. กามโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือกาม]
๒. ภวโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือภพ]
๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือทิฐิ]
๔. อวิชชาโยคะวิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคืออวิชชา]
[๒๖๑] คันถะ ๔ อย่าง
๑. อภิชฌากายคันถะ [เครื่องรัดกายคืออภิชฌา]
๒. พยาปาทกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือพยาบาท]
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือสีลัพพตปรามาส]
๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือความแน่ว่าสิ่งนี้
เป็นจริง] ฯ
[๒๖๒] อุปาทาน ๔ อย่าง
๑. กามุปาทาน [ถือมั่นกาม]
๒. ทิฏฐุปาทาน [ถือมั่นทิฐิ]
๓. สีลัพพตุปาทาน [ถือมั่นศีลและพรต]
๔. อัตตวาทุปาทาน [ถือมั่นวาทะว่าตน]
[๒๖๓] โยนิ ๔ อย่าง
๑. อัณฑชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่]
๒. ชลาพุชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์]
๓. สังเสทชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล]
๔. โอปปาติกโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น] ฯ

189
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 190 (เล่ม 11)

[๒๖๔] การก้าวลงสู่ครรก์ ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา
เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว อยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว คลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่
ครรภ์ข้อที่หนึ่ง ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลง
สู่ครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา
นี้การก้าวลงสู่ครรภ์มารดาข้อที่สอง ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลง
สู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การ
ก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สาม ฯ
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลงสู่
ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลง
สู่ครรภ์ข้อที่สี่ ฯ
[๒๖๕] การได้อัตภาพ ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนอย่างเดียว ไม่ตรง
กับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ตรง
กับความจงใจของตนมีอยู่ ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนด้วย ตรงกับความ
จงใจของผู้อื่นด้วยมีอยู่ ฯ
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ไม่ตรงกับความจงใจของตน ทั้งไม่ตรงกับ
ความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ
[๒๖๖] ทักขิณาวิสุทธิ ๔ อย่าง
๑. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
๒. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกมีอยู่ ฯ

190
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 191 (เล่ม 11)

๓. ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
๔. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
[๒๖๗] สังคหวัตถุ ๔ อย่าง
๑. ทาน [การให้ปัน]
๒. ปิยวัชช [เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน]
๓. อัตถจริยา [ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์]
๔. สมานัตตตา [ความเป็นผู้มีตนเสมอ]
[๒๖๘] อนริยโวหาร ๔ อย่าง
๑. มุสาวาท [พูดเท็จ]
๒. ปิสุณาวาจา [พูดส่อเสียด]
๓. ผรุสวาจา [พูดคำหยาบ]
๔. สัมผัปปลาป [พูดเพ้อเจ้อ]
[๒๖๙] อริยโวหาร ๔ อย่าง
๑. มุสาวาทา เวรมณี [เว้นจากพูดเท็จ]
๒. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดส่อเสียด]
๓. ผรุสาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดคำหยาบ]
๔. สัมผัปปลาปา เวรมณี [เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ]
[๒๗๐] อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าได้เห็น
๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าได้ยิน
๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าได้ทราบ
๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง ฯ

191
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 192 (เล่ม 11)

[๒๗๑] อริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น
๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน
๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ
๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าไม่ได้รู้แจ้ง ฯ
[๒๗๒] อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น
๒. เมื่อได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน
๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ
๔. เมื่อรู้แจ้งพูดว่าไม่รู้แจ้ง ฯ
[๒๗๓] อริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าได้เห็น
๒. เมื่อได้ยินพูดว่าได้ยิน
๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าได้ทราบ
๔. เมื่อได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง
[๒๗๔] บุคคล ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วย เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้
ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย ฯ

192
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 193 (เล่ม 11)

๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ไม่เป็น
ผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วยเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย เขาไม่ทำตนให้เดือด
ร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หายหิวดับสนิท เยือกเย็น เสวยความสุขมีตนเป็นเสมือน
พรหมอยู่ในปัจจุบัน ฯ
[๒๗๕] บุคคลอีก ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย
เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย ฯ
[๒๗๖] บุคคลอีก ๔ อย่าง
๑. บุคคลผู้มืดมา กลับมืดไป
๒. บุคคลผู้มืดมา กลับสว่างไป
๓. บุคคลผู้สว่างมา กลับมืดไป
๔. บุคคลผู้สว่างมา กลับสว่างไป ฯ
[๒๗๗] บุคคลอีก ๔ อย่าง
๑. สมณมจละ [เป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว]
๒. สมณปทุมะ [เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวหลวง]
๓. สมณปุณฑรีกะ [เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวขาว]
๔. สมเณสุ สมณสุขุมาละ [เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในสมณะทั้งหลาย ฯ]

193
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 194 (เล่ม 11)

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๔ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดด้วยกันพึง
สังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไป
เพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมากเพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์
เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
จบหมวด ๔
___________
หมวด ๕
[๒๗๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๕ๆ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้
ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเรา
ทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืน
ตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์
แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภท
๕ เป็นไฉน
ขันธ์ ๕ อย่าง
๑. รูปขันธ์ [กองรูป]
๒. เวทนาขันธ์ [กองเวทนา]
๓. สัญญาขันธ์ [กองสัญญา]
๔. สังขารขันธ์ [กองสังขาร]
๕. วิญญาณขันธ์ [กองวิญญาณ] ฯ
[๒๗๙] อุปาทานขันธ์ ๕ อย่าง
๑. รูปูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป)
๒. เวทนูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา)
๓. สัญญูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา)
๔. สังขารูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร)
๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ) ฯ
[๒๘๐] กามคุณ ๕ อย่าง
๑. รูปที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๒. เสียงที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยหู ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ

194
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 195 (เล่ม 11)

๓. กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจมูก ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๔. รสที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยลิ้น ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๕. โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
[๒๘๑] คติ ๕ อย่าง
๑. นิรยะ [นรก]
๒. ติรัจฉานโยนิ [กำเนิดดิรัจฉาน]
๓. ปิตติวิสัย [ภูมิแห่งเปรต]
๔. มนุสสะ [มนุษย์]
๕. เทวะ [เทวดา] ฯ
[๒๘๒] มัจฉริยะ ๕ อย่าง
๑. อาวาสมัจฉริยะ [ตระหนี่ที่อยู่]
๒. กุลมัจฉริยะ [ตระหนี่สกุล]
๓. ลาภมัจฉริยะ [ตระหนี่ลาภ]
๔. วัณณมัจฉริยะ [ตระหนี่วรรณะ]
๕. ธัมมมัจฉริยะ [ตระหนี่ธรรม] ฯ
[๒๘๓] นีวรณ์ ๕ อย่าง
๑. กามฉันทนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือ ความพอใจในกาม]
๒. พยาปาทนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความพยาบาท]
๓. ถีนมิทธนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม]
๔. อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความฟุ้งซ่านและรำคาญ]
๕. วิจิกิจฉานีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความสงสัย] ฯ

195
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 196 (เล่ม 11)

[๒๘๔] โอรัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องต่ำ] ๕ อย่าง
๑. สักกายทิฏฐิ [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน]
๒. วิจิกิจฉา [ความสงสัย]
๓. สีลัพตปรามาส [ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วย
ศีลหรือพรต]
๔. กามฉันทะ [ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม]
๕. พยาบาท [ความคิดแก้แค้นผู้อื่น]
[๒๘๕] อุทธัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องบน] ๕ อย่าง
๑. รูปราคะ [ความติดใจอยู่ในรูปธรรม]
๒. อรูปราคะ [ความติดใจอยู่ในอรูปธรรม]
๓. มานะ [ความสำคัญว่าเป็นนั่นเป็นนี่]
๔. อุทธัจจะ [ความคิดพล่าน]
๕. อวิชชา [ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง]
[๒๘๖] สิกขาบท ๕ อย่าง
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์]
๒. อทินนาทานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์]
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิด
ในกาม]
๔. มุสาวาทา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ]
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท] ฯ

196
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 197 (เล่ม 11)

[๒๘๗] อภัพพฐาน ๕ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิต
๒. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะลักทรัพย์ อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย
๓. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะเสพเมถุนธรรม
๔. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะพูดเท็จทั้งรู้อยู่
๕. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะกระทำการสั่งสมบริโภคกามเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์
อยู่ ฯ
[๒๘๘] พยสนะ ๕ อย่าง
๑. ญาติพยสนะ [ความฉิบหายแห่งญาติ]
๒. โภคพยสนะ [ความฉิบหายแห่งโภคะ]
๓. โรคพยสนะ [ความฉิบหายเพราะโรค]
๔. สีลพยสนะ [ความฉิบหายแห่งศีล]
๕. ทิฏฐิพยสนะ [ความฉิบหายแห่งทิฐิ] ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ญาติฉิบหายก็ดี เพราะเหตุที่โภคะฉิบหายก็ดี เพราะ
เหตุที่ฉิบหายเพราะโรคก็ดี สัตว์ทั้งหลายย่อมจะไม่ต้องเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ศีลพินาศ หรือเพราะเหตุที่ทิฐิพินาศ สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
[๒๘๙] สัมปทา ๕ อย่าง
๑. ญาติสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยญาติ]
๒. โภคสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยโภคะ]
๓. อาโรคยสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค]
๔. สีลสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยศีล]
๕. ทิฏฐิสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยทิฐิ] ฯ

197