พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 179 (เล่ม 10)

พระเจ้าเรณูได้ตรัสว่า ท่านโควินท์ท่านจงแบ่งมหาปฐพี นี้ที่ยาวไปทางทิศอุดรและทิศทักษิณ
ออกเป็น ๗ ส่วนเท่าๆ กันให้เป็นดุจทาง เกวียน ฯ
มหาโควินทพราหมณ์ รับสนองพระราชดำรัสของพระเจ้าเรณูแล้ว แบ่ง มหาปฐพีนี้ที่
ยาวไปทางทิศอุดรและทิศทักษิณออกเป็น ๗ ส่วนเท่าๆ กัน ให้ เป็นดุจทางเกวียน ตั้งเนื้อที่
ทั้งหมดให้เป็นดุจทางเกวียน ฯ
ได้ยินว่า ในเนื้อที่เหล่านั้น ชนบทของพระเจ้าเรณูอยู่ท่ามกลาง ฯ
[๒๒๑] ทันตปุรนคร เป็นมหานครของแคว้นกาลิงคะโปตนนคร
เป็นมหานครของแคว้นอัสสกะมาหิสสตินคร เป็นมหานคร ของแคว้นอวันตี
โรรุกนคร เป็นมหานครของแคว้นโสจิระมิถิลา นคร เป็นมหานครแห่ง
แคว้นวิเทหะ จัมปานครสร้างในแคว้น อังคะ พาราณสีนคร เป็นมหานครแห่ง
แคว้นกาสี พระนคร เหล่านี้ ท่านโควินทพราหมณ์สร้าง ฯ
[๒๒๒] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ทรงดีพระทัยมีความดำริ บริบูรณ์ด้วย
ลาภของตนๆ ว่า สิ่งใดที่เราทั้งหลายอยากได้ หวัง ประสงค์ ปรารถนายิ่ง เราทั้งหลายก็ได้
สิ่งนั้นแล้วหนอ ฯ
[๒๒๓] กษัตริย์เหล่านั้น ทรงพระนามว่า สัตตภูพระองค์ ๑ พรหมทัต
พระองค์ ๑ เวสสภูพระองค์ ๑ ภรตพระองค์ ๑ เรณูพระองค์ ๑ ธตรถ ๒
พระองค์ รวมพระมหากษัตริย์ผู้ทรง พระราชภาระ ๗ พระองค์ ในกาลนั้น ฯ
จบภาณวารที่หนึ่ง
[๒๒๔] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น เสด็จเข้าไปหามหาโควินท พราหมณ์ถึง
ที่อยู่ แล้วตรัสว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ขอท่านโควินทพราหมณ์ จงเป็น สหายที่รัก ที่เจริญใจ
โปรดปรานของข้าพเจ้าทั้งหลาย ดังท่านโควินท์เป็นสหาย ที่รัก ที่เจริญใจโปรดปราน ของพระเจ้า
เรณูเถิด ขอจงสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งหลาย อย่าบอกคืนในการสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งหลายเลย มหา
โควินทพราหมณ์รับสนอง พระดำรัสของกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วว่า
อย่างนั้น พระ เจ้าข้า ฯ

179
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 180 (เล่ม 10)

ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงสอนพระราชาผู้กษัตริย์ ๗ พระองค์ ผู้ได้มูรธาภิเษก
แล้ว ที่ตนพึงสั่งสอนด้วยราชกิจ แลบอกมนต์กะพราหมณ์ มหาศาล ๗ คน และเหล่าข้า
ราชบริพาร ๗๐๐ ฯ
ครั้งนั้น สมัยต่อมา เกียรติศัพท์อันงามของมหาโควินทพราหมณ์ ขจร ไปอย่างนี้ว่า
มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม ครั้งนั้น มหา
โควินทพราหมณ์มีความดำริว่า เกียรติศัพท์อันงาม ของเราขจรไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์
อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม ก็เราไม่ได้เห็นพรหม ไม่ได้สนทนา
ปราศรัย ปรึกษากับพรหม แต่เราได้สดับความข้อนี้มาต่อพราหมณ์ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์
และปาจารย์ พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ผู้นั้น
ย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ถ้ากระนั้น เราพึงหลีกออกเร้น
เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนเถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณูถึงที่ประทับ แล้ว กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เกียรติศัพท์อันงามของข้าพระพุทธเจ้าขจรไป อย่างนี้ว่า มหาโควินท
พราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้ ก็ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เห็น
พรหม มิได้สนทนาปราศรัย ปรึกษากับ พรหม แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับความข้อนี้มาต่อ
พราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็น อาจารย์และปาจารย์ พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณา
ฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้
ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึง
เข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว พระ เจ้าเรณูรับสั่งว่า ท่านมหา
โควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น แล้ว กราบทูลว่า ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ เกียรติศัพท์อันงามของข้าพระพุทธเจ้าขจรไป อย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์
อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้ ก็ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เห็นพรหม
มิได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหม แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับความข้อนี้มาต่อพราหมณ์

180
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 181 (เล่ม 10)

ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด
๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ข้าพระ
พุทธเจ้าปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไป
หาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว กษัตริย์ ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ตรัสว่า ท่าน
โควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรใน บัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ เหล่าข้าราช
บริพาร ๗๐๐ ถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เกียรติศัพท์ อันงามของข้าพเจ้าขจร
ไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจเห็นพรหม อาจ สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้
ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นพรหม มิได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม แต่ว่า ข้าพเจ้าได้สดับความ
ข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณา
ฌาน
อยู่ ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้น ย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้
ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงทำการสาธยายมนต์ตามที่สดับมาแล้ว ตามที่เรียนมาแล้วโดยพิสดาร
และจงบอกมนต์ให้แก่กันและกัน ข้าพเจ้าปรารถนา จะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔
เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไป หาข้าพเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว พราหมณ์
มหาศาลและเหล่า ข้าราชบริพารเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรใน
บัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาภรรยา ๔๐ คน ผู้เสมอกันที่อยู่ แล้วกล่าวว่า
ดูกรนางผู้เจริญทั้งหลาย เกียรติศัพท์อันงามของฉัน ขจรไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจ
เห็นพรหม อาจสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ก็ฉันมิได้เห็นพรหม มิได้สนทนาปราศรัย
ปรึกษากับพรหม แต่ว่า ฉันได้สดับ ความข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และ
ปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใด หลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝนผู้นั้นย่อมเห็น
พรหม ย่อมสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ฉันปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณา ฌาน
อยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาฉัน นอกจากคนนำอาหาร ไปให้คนเดียว
ภรรยาเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควร ในบัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงให้สร้างสัณฐาคารใหม่โดยทิศบูรพา แห่งนคร แล้ว
หลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่เข้าไปหา นอกจากคน
นำอาหารไปให้คนเดียว ครั้งนั้น พอล่วง ๔ เดือน ในวันนั้นเอง มหาโควินทพราหมณ์มีความ

181
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 182 (เล่ม 10)

ระอา ความท้อใจว่า ก็เราได้สดับความ ข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์
พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออก เร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม
ย่อม สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ แต่เราก็มิได้เห็นพรหม มิได้สนทนา ปราศรัย
ปรึกษากับพรหม ฯ
ครั้งนั้น สนังกุมารพรหม ทราบความปริวิตกแห่งใจของมหาโควินท พราหมณ์ ด้วยใจ
แล้ว จึงหายไปในพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะหน้ามหาโควินท พราหมณ์ เหมือนบุรุษมีกำลัง
เหยียดแขนที่คู้ออก หรือคู้แขนที่เหยียดเข้า ฉะนั้น ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความกลัว
หวาดเสียว ขนลุกชูชัน เพราะเห็น รูปที่ไม่เคยเห็น ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ กลัว
หวาดเสียว ขนลุกชูชัน ได้กล่าวกะสนังกุมารพรหมด้วยคาถาว่า
[๒๒๕] ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครเล่า มีวรรณมียศ มีสิริ ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักจึงถามท่าน ไฉนข้าพเจ้าจะพึงรู้จักท่านได้ ฯ
ส. เทวดาทั้งปวงรู้จักเราว่า กุมารเก่าในพรหมโลก เทวดาทั้ง ปวงรู้จักเรา
ดูกรโควินท์ ท่านจงรู้จักเราอย่างนี้ ฯ
ม. อาสนะ น้ำ น้ำมันทาเท้า น้ำผึ้งเคี่ยวไฟ ข้าพเจ้าเชื้อเชิญ ท่านด้วย
ของควรค่า ขอท่านจงรับของควรค่าของข้าพเจ้า เถิด ฯ
ส. ดูกรโควินท์ เราย่อมรับของควรค่าของท่าน ที่ท่านพูดถึง นั้น ท่าน
ผู้ที่เราให้โอกาสแล้ว จงถามความที่ท่านปรารถนา เถิด เพื่อประโยชน์
เกื้อกูลในปัจจุบัน และสุขใน ภพหน้า ฯ
[๒๒๖] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความดำริว่า เรามีโอกาสอัน สนังกุมารพรหม
ให้แล้ว เราจะพึงถามทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หรือสัมปรายิกัตถ ประโยชน์ กะสนังกุมารพรหม
ดีหนอ ลำดับนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความ ดำริว่า เราเป็นผู้ฉลาดในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์
แม้ชนเหล่าอื่นก็ถามทิฏฐธัมมิกัตถ ประโยชน์กะเรา ดังนั้น เราพึงถามสัมปรายิกัตถประโยชน์
กะสนังกุมาร พรหมเถิด ฯ

182
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 183 (เล่ม 10)

ลำดับนั้น มหาโควินทพราหมณ์ได้กล่าวกะสนังกุมารพรหมด้วยคาถาว่า
[๒๒๗] ข้าพเจ้ามีความสงสัย จึงขอถามสนังกุมารพรหม ผู้ไม่มีความ
สงสัย ในปัญหาของคนอื่น สัตว์ตั้งอยู่ในอะไร ศึกษาในอะไร จึงจะถึง
พรหมโลกอันไม่ตาย ฯ
ส. ดูกรพราหมณ์ สัตว์ละความยึดถือว่าเป็นของเรา ในสัตว์ ทั้งหลายที่
เกิดเป็นมนุษย์แล้วอยู่โดดเดี่ยว น้อมไปในกรุณา ไม่มีกลิ่นร้าย เว้น
จากเมถุน สัตว์ตั้งอยู่ในธรรมนี้ และ ศึกษาอยู่ในธรรมนี้ ย่อม
ถึงพรหมโลกอันไม่ตายได้ ฯ
[๒๒๘] ม. ข้าพเจ้าทราบต่อท่านว่า ละความยึดถือว่าเป็นของเรา คน บางคนใน
โลกนี้ ละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและ หนวด นุ่งห่มผ้ากาสาว
พัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต ดังนี้ ชื่อว่า ละความ ยึดถือว่าเป็นของเรา ข้าพเจ้าทราบต่อท่าน
ดังนี้ ฯ
ข้าพเจ้าทราบต่อท่านว่า อยู่โดดเดี่ยว คนบางคนในโลกนี้ย่อมเสพ เสนาสนะอันสงัด
คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง หลีกออกเร้นอยู่ ดังนี้
ชื่อว่า อยู่โดดเดี่ยว ข้าพเจ้าทราบต่อท่าน ดังนี้ ฯ
ข้าพเจ้าทราบต่อท่านว่า น้อมไปในกรุณา คนบางคนในโลกนี้มีใจ สหรคตด้วยกรุณา
แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ
เบื้องขวาง ในที่ทุกสถาน มีใจสหรคต ด้วยกรุณา อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ
ไม่มีเวร ไม่พยาบาท แผ่ไปทั่วโลก โดยประการทั้งปวง ดังนี้อยู่ ดังนี้ ชื่อว่า น้อมไปในกรุณา
ข้าพเจ้าทราบต่อท่านดังนี้ แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบคนมีกลิ่นร้าย ต่อท่านซึ่งพูดถึงอยู่ ฯ
[๒๒๙] ม. ข้าแต่พรหม ในสัตว์ทั้งหลาย คนเหล่าไหนมีกลิ่น ร้าย
ข้าพเจ้าไม่ทราบคนกลิ่นร้ายเหล่านี้ ท่านนักปราชญ์ ขอจงบอก ณ ที่นี้เถิด
หมู่สัตว์อันอะไรร้อยแล้ว ย่อม เหม็นเน่าคลุ้งไปต้องไปอบาย มีพรหมโลก
อันปิดแล้ว ฯ
ส. ความโกรธ การพูดเท็จ การโกง ความประทุษร้ายมิตร ความเป็นคน
ตระหนี่ ความเย่อหยิ่ง ความริษยา ความมักได้ ความลังเล การเบียดเบียน
ผู้อื่น ความโลภ ความ คิด ประทุษร้าย ความเมา และความหลง สัตว์ผู้

183
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 184 (เล่ม 10)

ประกอบ ในกิเลสเหล่านี้ จัดว่าไม่หมดกลิ่นร้ายต้องไปอบาย มี พรหมโลก
อันปิดแล้ว ฯ
[๒๓๐] ม. ข้าพเจ้าเพิ่งทราบกลิ่นร้าย ต่อท่านซึ่งพูดถึงอยู่กลิ่น ร้ายเหล่านั้น อัน
บุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้ง่ายเลย ข้าพเจ้าจะออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
ส. ท่านโควินท์ ย่อมรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณูถึงที่ประทับ แล้ว กราบทูลว่า
บัดนี้ ขอพระองค์จงแสวงหาปุโรหิตคนอื่น ที่จักแนะนำราชกิจต่อ พระองค์เถิด ข้าพระพุทธเจ้า
ปรารถนาจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับ กลิ่นร้ายมาต่อพรหม
ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้นอัน บุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึง
จักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ฯ
[๒๓๑] ม. ข้าพระพุทธเจ้าขอเชิญพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่าเรณู
ขอพระองค์ทรงรับรู้ด้วยราชกิจเถิด ข้าพระพุทธเจ้า ไม่ยินดีในความ
เป็นปุโรหิต ฯ
เร. ถ้าท่านพร่องด้วยกามทั้งหลาย เราจะให้ท่านบริบูรณ์ อนึ่ง ผู้ใด
เบียดเบียนท่าน เราผู้เป็นเจ้าแผ่นดินจะห้ามผู้นั้น ท่านเป็นบิดา
ข้าพเจ้าเป็นบุตร ดูกรท่านโควินท์ ขอท่านอย่าสละเราเสียเลย ฯ
ม. ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความบกพร่องด้วยกาม ไม่มีใครเบียด เบียน
ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของท่านผู้ไม่ ใช่มนุษย์เหตุ
นั้น จึงไม่ยินดีในเรือน ฯ
เร. ท่านผู้ไม่ใช่มนุษย์ มีวรรณอย่างไร ได้กล่าวข้อความอะไร กะท่าน
ซึ่งท่านฟังแล้วจะละเรือนของเรา พวกเรา และ ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น
เล่า ฯ
ม. เมื่อข้าพระพุทธเจ้า อยู่โดดเดี่ยวเมื่อก่อนประสงค์จะเส้น สรวง
ไฟสุมด้วยใบหญ้าคาลุกโพลงแล้ว ขณะนั้น สนัง กุมารพรหมมา
จากพรหมโลก ปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้าพรหมนั้นพยากรณ์ปัญหา

184
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 185 (เล่ม 10)

ปัญหาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าฟังปัญหานั้นแล้ว จึงไม่
ยินดีในเรือน ฯ
เร. ดูกรท่านโควินท์ ท่านพูดคำใด ข้าพเจ้าเชื่อคำนั้นต่อท่าน ท่าน
ฟังคำของท่านผู้ไม่ใช่มนุษย์แล้ว จะประพฤติโดย ประการอื่นอย่างไร
ข้าพเจ้าทั้งหลายนั้นจักประพฤติตาม ท่าน ท่านโควินท์ ท่านเป็นครู
ของเราทั้งหลาย แก้ว ไพฑูรย์ ไม่มีฝ้า ปราศจากราคี งาม ฉันใด
ข้าพเจ้าทั้ง หลายจักเชื่อฟัง ประพฤติอยู่ในคำสั่งสอนของท่านโควินท์
ฉันนั้น ฯ
[๒๓๒] เร. ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้เรา ทั้งหลายก็จัก
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่งคติ อันใดของท่าน คตินั้นจัก เป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินท์พราหมณ์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นถึงที่ประทับ แล้วกราบทูล
ว่า บัดนี้ขอพระองค์ทั้งหลายจงแสวงหาปุโรหิตคนอื่น ที่จักแนะนำ ราชกิจต่อพระองค์ทั้งหลายเถิด
ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ด้วยว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่น
ร้ายมาต่อพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้าย เหล่านั้น อันบุคคลผู้ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย
ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
ลำดับนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นหลีกเลี่ยงไป ณ ข้างหนึ่งแล้ว คิด ร่วมกันอย่างนี้
ว่า ธรรมดาพราหมณ์เหล่านี้มักโลภทรัพย์ ถ้ากระไรเราทั้งหลายจะพึง เกลี้ยกล่อมมหาโควินท
พราหมณ์ด้วยทรัพย์ แล้วเข้าไปหามหาโควินทพราหมณ์ ตรัสอย่างนี้ว่า ในราชอาณาจักรทั้ง ๗ นี้
มีทรัพย์เพียงพอ ท่านต้องการทรัพย์ ประมาณเท่าใด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะให้นำมาเท่านั้น ฯ
ม. ขอเดชะ อย่าเลย ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้านี้มีเพียงพอเหมือน ทรัพย์ของพระองค์
ทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าจักละทรัพย์ทั้งปวงออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้า
ได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่น ร้ายเหล่านั้นอันบุคคลผู้ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดย
ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจัก ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
ลำดับนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์หลีกไป ณ ข้างหนึ่ง แล้วคิดร่วมกัน อย่างนี้ว่า
ธรรมดาพราหมณ์เหล่านี้มักโลภด้วยหญิง ถ้ากระไรเราทั้งหลายจะพึง เกลี้ยกล่อมมหาโควินทพราหมณ์

185
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 186 (เล่ม 10)

ด้วยหญิง แล้วจึงเข้าไปหามหาโควินทพราหมณ์ ตรัสอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญในราชอาณาจักร
ทั้ง ๗ นี้ มีหญิงมากมาย ท่านต้อง การหญิงเท่าใด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะให้นำมาเท่านั้น ฯ
ม. ขอเดชะ อย่าเลย ภรรยาของข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคนเสมอกัน มีถึง ๔๐ คน
ข้าพระพุทธเจ้าจักละภรรยาเหล่านั้นทั้งหมด ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้า
ได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้าย เหล่านั้น อันบุคคลผู้ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้
โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจัก ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
ก. ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จักออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้นจักเป็นของ ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
[๒๓๓] ม. ถ้าพระองค์ทั้งหลายจะละกาม อันเป็นที่ข้องของ ปุถุชน ขอจง
ทรงปรารภความเพียรให้มั่น ประกอบด้วยกำลังขันติ ทางนี้เป็น
ทางตรง ทางนี้ไม่มีทาง อื่นยิ่งกว่า พระสัทธรรมอันสัตบุรุษ
ทั้งหลายรักษา เพื่อบังเกิดในพรหมโลก ฯ
[๒๓๔] ก. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านมหาโควินท์จงรออยู่สัก ๗ ปีก่อน พอล่วง ๗ ปี
แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่งคติ อันใดของท่าน คตินั้นจักเป็นของ
ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ม. ขอเดชะ ๗ ปี ช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์ อยู่ได้ถึง ๗ ปี ใครจะ
รู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดด้วย ปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติ
พรหมจรรย์ สัตว์เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหมผู้พูด
ถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคลผู้ครองเรือน ไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจัก
ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ฯ
ก. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๖ ปี … ๕ ปี … ๔ ปี … ๓ ปี … ๒ ปี … ๑ ปี พอล่วง
๑ ปีแล้ว แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้น
จักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ม. ขอเดชะ ๑ ปีช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์อยู่ได้ถึง ๑ ปี ใครจะรู้ชีวิต
สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดด้วยปัญญา พึง ทำกุศล พึงประพฤติ
พรหมจรรย์ สัตว์เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วยว่าข้า พระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหม

186
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 187 (เล่ม 10)

ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคล ผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้า
จึงจักออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ฯ
ก. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่ ๗ เดือนก่อน พอล่วง ๗ เดือน แล้ว แม้
ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้นจักเป็นของ
ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ม. ขอเดชะ ๗ เดือนช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์ได้ถึง ๗ เดือน ใครจะ
รู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดด้วย ปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติ
พรหมจรรย์ สัตว์เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหม
ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้า
จึงจักออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
ก. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์ จงรออยู่สัก ๖ เดือน … ๕ เดือน … ๔ เดือน … ๓
เดือน … ๒ เดือน … ๑ เดือน … ครึ่งเดือน พอล่วงครึ่งเดือนแม้ข้าพเจ้า ทั้งหลายก็จักออกเรือนบวช
เป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้นจัก เป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ม. ขอเดชะ ครึ่งเดือนช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์ได้ถึง ครึ่งเดือน ใครจะ
รู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดด้วย ปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติ
พรหมจรรย์ สัตว์เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วย ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหม
ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้า
จึงจักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ฯ
ก. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๗ วัน พอให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย สั่งสอนบุตร
และพี่น้องชายของตนๆ ในราชกิจเสียก่อน พอล่วง ๗ วัน แม้ข้าพเจ้า ทั้งหลายก็จักออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่านคตินั้นจัก เป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ม. ขอเดชะ ๗ วัน ไม่นาน ข้าพระพุทธเจ้าจักรอพระองค์ทั้งหลาย ๗ วัน ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ เหล่าข้าราช
บริพาร ๗๐๐ ถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า บัดนี้ท่านทั้งหลายจงแสวงหา อาจารย์อื่น ซึ่งจักสอนมนต์แก่
ท่านทั้งหลายเถิด เราปรารถนาจะออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ด้วยว่าเราได้สดับกลิ่นร้ายมา
ต่อพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย เราจึง
จักออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ฯ

187
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 188 (เล่ม 10)

พราหมณ์และเหล่าข้าราชบริพารเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านโควินท์อย่าออก จากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตเลย บรรพชิตมีศักดิ์น้อย มีลาภน้อย ความเป็น พราหมณ์มีศักดิ์มาก มีลาภมาก ฯ
ม. ท่านทั้งหลายอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายอย่าได้พูดอย่างนี้ว่า บรรพชามีศักดิ์น้อย
มีลาภน้อย ความเป็นพราหมณ์มีศักดิ์มาก มีลาภมาก ดูกร ท่านทั้งหลาย ใครอื่นจะมีศักดิ์มาก
มีลาภมากกว่าเรา บัดนี้เราเป็นเหมือนพระราชา ของพระราชาสามัญทั้งหลาย เป็นดังพรหมของ
พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นดุจเทวดา ของคฤหบดีทั้งหลาย เราจักละสิ่งทั้งปวงนั้นออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตด้วยว่า เราได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่
ครอง เรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย เราจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ
พ. ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จักออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้นจักเป็นของ ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ฯ
ครั้งนั้น มหาโควินท์พราหมณ์ เข้าไปหาภรรยา ๔๐ คน ผู้เสมอกัน ถึงที่อยู่ แล้ว
กล่าวว่า เธอคนใดปรารถนาจะไปยังสกุลญาติของตน ก็จงไป หรือ ปรารถนาจะแสวงหาสามีอื่น
ก็จงแสวงหา ฉันปรารถนาจะออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตด้วยว่าฉันได้สดับกลิ่นร้ายมาต่อ
พรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นร้ายเหล่านั้น อัน บุคคลผู้อยู่ครองเรือนไม่พึงย่ำยีได้โดยง่ายเลย ฉันจัก
ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ฯ
ภ. ท่านนั่นแล เป็นญาติของดิฉันทั้งหลายผู้ต้องการญาติ เป็นสามีของ ดิฉันทั้งหลาย
ผู้ต้องการสามี ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้ ดิฉันทั้งหลาย ก็จักออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คตินั้นจักเป็นของดิฉันทั้งหลายด้วย ฯ
ครั้งนั้น พอล่วง ๗ วันนั้นไป มหาโควินทพราหมณ์ปลงผมและหนวด นุ่งผ้ากาสาว
พัสตร์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต และเมื่อมหาโควินทพราหมณ์ บวชแล้ว พระราชาผู้กษัตริย์
ซึ่งได้มูรธาภิเษก ๗ พระองค์ พราหมณ์มหาศาล ๗ คน เหล่าข้าราชบริพาร ๗๐๐ คน ภรรยา
๔๐ คน เจ้าหลายพัน พราหมณ์หลายพัน คฤหบดีหลายพัน และนางสนมหลายพัน ปลงผม
และหนวด นุ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตตามมหาโควินทพราหมณ์ ฯ
ข่าวว่า มหาโควินทพราหมณ์ แวดล้อมด้วยบริษัทนั้นเที่ยวจาริกไปใน บ้าน นิคม และ
ราชธานีทั้งหลาย สมัยนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปยังบ้าน หรือนิคมใด ในบ้านและนิคมนั้น
ท่านเป็นดังพระราชาของพระราชาทั้งหลาย เป็นดังพรหมของพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นดังเทวดาของ
คฤหบดีทั้งหลาย ฯ

188