พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 139 (เล่ม 10)

[๑๖๗] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง แก้วมณีได้ปรากฏแก่พระเจ้า มหาสุทัสสนะ
เป็นแก้วไพฑูรย์อันงามเกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นาย ช่างเจียรไนดีแล้ว สุกใสแวววาว
สมส่วนทุกอย่าง ดูกรอานนท์ แสงสว่าง ของแก้วมณีนั้น แผ่ไปโดยรอบประมาณโยชน์หนึ่ง
ดูกรอานนท์ เรื่องเคยมี มาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองแก้วมณีดวงนั้น ทรงยัง
จตุรงค เสนาให้ผูกสอดเครื่องรบ ทรงยกแก้วมณีไว้ปลายธง แล้วเสด็จไปยืนในที่มืด ในราตรี
กาล ดูกรอานนท์ ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ ต่างพากันสำคัญว่ากลางวัน ประกอบการงานด้วยแสง
สว่างนั้น ดูกรอานนท์ แก้วมณีเห็นปานนี้ ได้ ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ฯ
[๑๖๘] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง นางแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้า มหาสุทัสสนะ
เป็นสตรีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส กอปรด้วยผิวพรรณผุดผ่อง ยิ่งนัก ไม่สูงเกิน ไม่ต่ำเกิน
ไม่ผอมเกิน ไม่อ้วนเกิน ไม่ดำเกิน ไม่ขาวเกิน เย้ยวรรณของหญิงมนุษย์ แต่ไม่ถึงวรรณทิพย์ ดูกร
อานนท์
สัมผัสแห่งกายของ นางแก้วนั้น เห็นปานนี้ คือ เหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย นางแก้วนั้น ฤดู
หนาว ตัวอุ่น ฤดูร้อนตัวเย็น กลิ่นจันทร์ฟุ้งออกจากกาย กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก ของนางแก้ว
นั้น นางแก้วนั้นมีปรกติตื่นก่อน มีปรกตินอนภายหลัง คอยฟังว่าจะ โปรดให้ทำอะไร ประพฤติ
ต้องพระทัย เพ็ดทูลด้วยถ้อยคำที่น่ารัก นางแก้วนั้น แม้ใจก็ไม่คิดนอกพระทัยพระเจ้ามหา
สุทัสสนะ ไหนเลยกายนางจะเป็นได้เล่า ดูกรอานนท์ นางแก้วเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ฯ
[๑๖๙] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง คฤหบดีแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ
คฤหบดีแก้วนั้นปรากฏว่ามีจักษุเป็นทิพย์ซึ่งเกิดแต่ผลแห่งกรรม อาจเห็นขุมทรัพย์ทั้งที่มีเจ้าของ
และไม่มีเจ้าของ คฤหบดีแก้วนั้นเข้าเฝ้าพระเจ้า มหาสุทัสสนะ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ
พระองค์จงมีความขวนขวายน้อย ข้าพระพุทธเจ้าจักกระทำหน้าที่เรื่องทรัพย์ด้วยทรัพย์ของพระองค์
ดูกรอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองคฤหบดีแก้วนั้นแหละ
ได้เสด็จลงเรือตัดข้ามกระแสน้ำไปกลางแม่น้ำคงคา แล้วตรัสกะคฤหบดีแก้วว่า คฤหบดี เราต้อง
การเงินและทอง คฤหบดีแก้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ถ้า เช่นนั้น จงเทียบเรือเข้าไปริมตลิ่ง
ข้างหนึ่ง ดูกรคฤหบดี เราต้องการเงินและทอง ที่นี่ ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น คฤหบดีแก้วนั้น
เอามือทั้งสองจุ่มน้ำลงไปยกหม้อ อันเต็มด้วยเงินและทองขึ้นมา แล้วกราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะ
ว่า ขอเดชะ เท่านี้พอละ เท่านี้เป็นอันทำแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ตรัสอย่างนี้ว่า คฤหบดี

139
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 140 (เล่ม 10)

เท่านี้พอละ เท่านี้เป็นอันทำแล้ว เท่านี้เป็นอันบูชาแล้ว ดังนี้ ดูกรอานนท์ คฤหบดีแก้ว
เห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ฯ
[๑๗๐] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ปริณายกแก้วได้ปรากฏแก่ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ
ปริณายกแก้วนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญาสามารถ เพื่อยังพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ให้
ดำเนินเข้าไปยังที่ที่ควรเข้าไป ให้หลีกไปยังที่ที่ ควรหลีกไป หรือให้ทรงยับยั้ง ในที่ที่ควรยับยั้ง
ปริณายกแก้วนั้นเข้าเฝ้าพระเจ้า มหาสุทัสสนะ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จง
เป็นผู้ขวนขวาย น้อย ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองเอง ดูกรอานนท์ ปริณายกแก้วเห็นปานนี้ ได้
ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยแก้ว ๗
ประการ ฯ
[๑๗๑] ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบได้ด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ ฤทธิ์
๔ ประการ เป็นไฉน ฯ
ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ มีพระรูปงามน่าดู น่าเลื่อมใส กอปรด้วยผิวพรรณ
ผุดผ่องยิ่งนัก เกินกว่ามนุษย์อื่นๆ ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหา สุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์
นี้ เป็นที่หนึ่ง ฯ
[๑๗๒] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง พระเจ้ามหาสุทัสสนะ เป็นผู้มี พระชนม์ยืน
ดำรงอยู่สิ้นกาลนานกว่ามนุษย์เหล่าอื่นยิ่งนัก ดูกรอานนท์ พระเจ้า มหาสุทัสสนะทรงประกอบ
ด้วยฤทธิ์นี้เป็นที่สอง ฯ
[๑๗๓] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมี พระโรคาพาธน้อย
มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยไฟธาตุ อันเกิดแต่วิบากสม่ำ เสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เกินกว่า
มนุษย์เหล่าอื่น ดูกรอานนท์ พระเจ้า มหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์นี้ เป็นที่สาม ฯ
[๑๗๔] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง พระเจ้ามหาสุทัสสนะ เป็นที่ รักใคร่ เป็นที่
ชอบใจของพวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เหมือนอย่างบิดา ย่อมเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจ
ของบุตรทั้งหลายฉันใด พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจของพราหมณ์และ
คฤหบดีทั้งหลาย ฉันนั้น ดูกร อานนท์ พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่
ชอบใจของ พระเจ้ามหาสุทัสสนะเหมือนอย่างบุตร ย่อมเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจของบิดา
ฉันใด พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจของพระเจ้า มหาสุทัสสนะ

140
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 141 (เล่ม 10)

ฉันนั้น ดูกรอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะ เสด็จออกประพาสพระราช
อุทยานด้วยจาตุรงคเสนา ลำดับนั้น พวกพราหมณ์และ คฤหบดีเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ
แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ขอ พระองค์อย่าด่วนเสด็จไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักได้เห็น
พระองค์นานๆ ดูกร อานนท์ ฝ่ายพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสเตือนสารถีว่า จงขับรถช้าๆ เราจะ
พึง ได้ดูพวกพราหมณ์และคฤหบดีนานๆ ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงประกอบด้วย
ฤทธิ์นี้เป็นที่สี่ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ ประการนี้ ฯ
[๑๗๕] ครั้งนั้นแล อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร
เราจะพึงขุดสระโบกขรณีระยะห่างกันสระละร้อยชั่วธนู ในระหว่าง ต้นตาลเหล่านี้ ดูกรอานนท์
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ให้สร้างสระโบกขรณีระยะห่าง กันสระละร้อยชั่วธนู ในระหว่างต้นตาล
เหล่านั้น สระโบกขรณีเหล่านั้น ก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด อิฐชนิดหนึ่งแล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้ว
ด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วย แก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ในบรรดาสระโบกขรณี
เหล่านั้น สระ หนึ่งมีบันได ๔ ด้าน ๔ ชนิด บันไดด้านหนึ่งแล้วด้วยทอง ด้านหนึ่งแล้วด้วยเงิน
ด้านหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ด้านหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก บันไดแล้วด้วยทอง แม่บันไดแล้ว
ด้วยทอง ลูกบันไดและพนักแล้วด้วยเงิน บันไดแล้วด้วยเงิน แม่บันได แล้วด้วยเงิน ลูกบันได
และพนักแล้วด้วยทอง บันไดแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ แม่บันได แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ลูกบันได
และพนักแล้วด้วยแก้วผลึก บันไดแล้วด้วยแก้วผลึก แม่บันไดแล้วด้วยแก้วผลึก ลูกบันได
และพนักแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ดูกรอานนท์ระโบกขรณีเหล่านั้นแวดล้อมด้วยเวทีสองชั้น
เวทีชั้นหนึ่งแล้วด้วยทอง เวที ชั้นหนึ่งแล้วด้วยเงิน เวทีแล้วด้วยทอง เสาแล้วด้วยทอง คั่น
และกรอบแล้ว ด้วยเงิน เวทีแล้วด้วยเงิน เสาแล้วด้วยเงิน คั่นและกรอบแล้วด้วยทอง ฯ
ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร เราพึงให้
ปลูกไม้ดอกเห็นปานนี้ ในสระโบกขรณีเหล่านี้ คืออุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก อันเผล็ดดอก
ได้ทุกฤดูกาล ไม่ต้องให้ปวงชนผู้มาต้องกลับไปมือเปล่า ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ
รับสั่งให้คนปลูกไม้ดอกเห็นปานนั้น ในสระ โบกขรณีเหล่านั้น คือ อุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก
อันเผล็ดดอกได้ทุก ฤดูกาล ไม่ต้องให้ชนผู้มาต้องกลับไปมือเปล่า ครั้งนั้นแล อานนท์ พระเจ้า
มหาสุทัสสนะ ได้ทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร เราพึงวางบุรุษผู้เชิญคนให้อาบน้ำ ไว้ที่ฝั่งสระโบกขรณี

141
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 142 (เล่ม 10)

เหล่านี้ จักได้เชิญคนผู้มาแล้วๆ ให้อาบ ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงวางบุรุษผู้
เชิญคนให้อาบน้ำไว้ที่ขอบสระโบกขรณี เหล่านั้น สำหรับเชิญคนผู้มาแล้วๆ ให้อาบ ฯ
ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ถ้า กระไร เราพึง
ตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านี้ คือ ข้าวสำหรับ ผู้ต้องการข้าว น้ำสำหรับผู้ต้องการ
น้ำ ผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยานสำหรับผู้ต้อง การยาน ที่นอนสำหรับผู้ต้องการที่นอน สตรีสำหรับ
ผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับ ผู้ต้องการเงิน และทองสำหรับผู้ต้องการทอง ดูกรอานนท์ พระเจ้า
มหาสุทัสสนะ ได้ทรงตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านั้น คือข้าวสำหรับผู้ต้องการ
ข้าว น้ำสำหรับผู้ต้องการน้ำ ผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยานสำหรับผู้ต้องการยาน ที่นอน สำหรับผู้
ต้องการที่นอน สตรีสำหรับผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับผู้ต้องการเงิน และทองสำหรับผู้ต้องการทอง ฯ
[๑๗๖] ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล พวกพราหมณ์และคฤหบดี ถือเอาทรัพย์ สมบัติ
เป็นอันมาก เข้าไปเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ทรัพย์สมบัติเป็น
จำนวนมากนี้ พวกข้าพระพุทธเจ้านำมาเฉพาะพระองค์เท่านั้น ขอพระองค์จงทรงรับทรัพย์สมบัติ
นั้น มีพระราชดำรัสว่า ช่างเถอะ พ่อผู้เจริญ ทรัพย์สมบัติอันมากมายนี้ พวกท่านนำมาเพื่อเรา
โดยพลีอันชอบธรรม จงเป็นของ พวกท่านเถิด และจงนำเอาไปยิ่งกว่านี้ พวกเขาถูกพระราชา
ตรัสห้าม ได้หลีก ไปข้างหนึ่ง แล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า การที่พวกเราจะนำทรัพย์สมบัติเหล่านี้
กลับคืนไปยังเรือนของตนอีกนั้น ไม่สมควรเลย ถ้ากระไร พวกเราจงช่วยกัน สร้างนิเวศน์ถวาย
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ พวกเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ
พวกข้าพระพุทธเจ้าจะช่วยกันสร้างนิเวศน์ถวายแด่ พระองค์ ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ
ทรงรับด้วยดุษณีภาพ ฯ
[๑๗๗] ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงทราบ พระดำริของพระเจ้า
มหาสุทัสสนะ จึงมีเทวโองการตรัสเรียกวิศวกรรมเทพบุตรมา สั่งว่า เพื่อนวิศวกรรม เธอจงมา
นี่เถิด เธอจงไปสร้างนิเวศน์ชื่อว่าธรรมปราสาท เพื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ดูกรอานนท์
วิศวกรรมเทวบุตรรับสนองเทวบัญชาแล้ว อันตรธานไปจากดาวดึงสเทวโลก ได้ปรากฏเฉพาะ
พระพักตร์ของพระเจ้ามหา สุทัสสนะ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขน
ที่เหยียดเข้า ฉะนั้น ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น วิศวกรรมเทวบุตร ได้กราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะ

142
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 143 (เล่ม 10)

ว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจักนิรมิตนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาทถวาย พระองค์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ
ทรงรับด้วยดุษณีภาพ ฯ
ดูกรอานนท์ วิศวกรรมเทวบุตรได้นิรมิตนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาท แด่ พระเจ้ามหา
สุทัสสนะ ธรรมปราสาทได้มีปริมาณโดยยาวหนึ่งโยชน์ ด้านปุรัตถิม ทิศและปัจจิมทิศ โดยกว้าง
กึ่งโยชน์ ด้านอุตตรทิศและทักษิณทิศ ดูกรอานนท์ ธรรมปราสาทมีวัตถุที่ก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด
โดยส่วนสูงกว่าสามชั่วบุรุษ คือ อิฐ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่ง
แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ธรรมปราสาทมีเสาแปดหมื่นสี่พันต้น แบ่งเป็น
สี่ชนิด เสาชนิดหนึ่งแล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์
ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ธรรมปราสาทปูลาดด้วยแผ่นกระดาน ๔ ชนิด กระดาน ชนิดหนึ่ง
แล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้ว
ผลึก ธรรมปราสาทมีบันได ๒๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด บันไดชนิดหนึ่งแล้วด้วยทอง ชนิด
หนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก บันไดที่แล้ว
ด้วยทอง แม่บันไดแล้วด้วยทอง ลูก บันไดและพนักแล้วด้วยเงิน บันไดที่แล้วด้วยเงิน แม่
บันไดแล้วด้วยเงิน ลูก บันไดและพนักแล้วด้วยทอง บันไดที่แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ แม่บันได
แล้วด้วย แก้วไพฑูรย์ ลูกบันไดและพนักแล้วด้วยแก้วผลึก บันไดที่แล้วด้วยแก้วผลึก แม่
บันไดแล้วด้วยแก้วผลึก ลูกบันไดและพนักแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ในธรรม ปราสาทมีเรือนยอด
แปดหมื่นสี่พัน แบ่งเป็น ๔ ชนิด เรือนยอดชนิดหนึ่งแล้ว ด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน
ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้ว ด้วยแก้วผลึก ในเรือนยอดแล้วด้วยทอง แต่งตั้ง
บัลลังก์เงินไว้ ในเรือนยอด แล้วด้วยเงิน แต่งตั้งบัลลังก์ทองไว้ ในเรือนยอดแล้วด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ แต่งตั้ง บัลลังก์งาไว้ ในเรือนยอดแล้วด้วยแก้วผลึก แต่งตั้งบัลลังก์แล้วด้วยแก้ว
บุษราคัม ไว้ ที่ประตูเรือนยอดแล้วด้วยทอง มีต้นตาลแล้วด้วยเงินตั้งอยู่ ลำต้นของต้นตาล
นั้นแล้วด้วยเงิน ใบและผลแล้วด้วยทอง ที่ประตูเรือนยอดแล้วด้วยเงิน มี ต้นตาลแล้วด้วยทอง
ตั้งอยู่ ลำต้นของต้นตาลนั้นแล้วด้วยทอง ใบและผลแล้ว ด้วยเงิน ที่ประตูเรือนยอดแล้วด้วย
แก้วไพฑูรย์ มีต้นตาลแล้วด้วยแก้วผลึกตั้งอยู่ลำต้นของต้นตาลนั้นแล้วด้วยแก้วผลึก ใบและ
ผลแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ที่ประตู เรือนยอดแล้วด้วยแก้วผลึก มีต้นตาลแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ตั้ง
อยู่ ลำต้นของ ต้นตาลนั้นแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ใบและผลแล้วด้วยแก้วผลึก ฯ

143
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 144 (เล่ม 10)

[๑๗๘] ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร เราพึงให้
สร้างสวนตาลแล้วด้วยทองล้วนไว้ที่ประตูเรือนยอดหลังใหญ่ สำหรับเรา จักได้นั่งพักกลางวัน
ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะรับสั่งให้สร้างสวนตาล แล้วด้วยทองล้วนไว้ที่ประตูยอดเรือน
หลังใหญ่ สำหรับทรงนั่งพักกลางวัน ดูกร อานนท์ ธรรมปราสาทแวดล้อมด้วยเวที ๒ ชั้น
เวทีชั้นหนึ่งแล้วด้วยทอง ชั้น หนึ่งแล้วด้วยเงิน เวทีแล้วด้วยทอง มีเสาแล้วด้วยทอง ขั้นและ
กรอบแล้วด้วย เงิน เวทีแล้วด้วยเงิน มีเสาแล้วด้วยเงิน ขั้นและกรอบแล้วด้วยทอง ดูกร
อานนท์ ธรรมปราสาทแวดล้อมด้วยข่ายแห่งกระดึงสองชั้น ข่ายชั้นหนึ่งแล้วด้วยทอง ชั้นหนึ่ง
แล้วด้วยเงิน ข่ายที่แล้วด้วยทอง มีกระดึงแล้วด้วยเงิน ข่ายที่ แล้วด้วยเงิน มีกระดึงแล้วด้วย
ทอง ดูกรอานนท์ ข่ายแห่งกระดึงเหล่านั้นต้อง ลมพัดแล้ว มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง
และให้เคลิบเคลิ้ม ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕ ที่บุคคลปรับดีแล้ว
ประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ เสียงย่อมไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และให้เคลิบ
เคลิ้ม แม้ฉันใด ดูกรอานนท์ ข่ายแห่งกระดึงเหล่านั้นต้องลมพัดแล้ว ก็ฉันนั้น เหมือนกัน
มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม ดูกรอานนท์ ในสมัยนั้น กุสาวดี
ราชธานี มีนักเลง นักเล่น และนักดื่ม พวกเขาบำเรอกัน ด้วยเสียงแห่งกระดึงที่ต้องลม
เหล่านั้น ดูกรอานนท์ ธรรมปราสาทที่สำเร็จแล้ว ยากที่จะดู ทำนัยน์ตาให้พร่าพราย ดูกรอานนท์
เปรียบเหมือนในสรทกาล คือ ท้ายเดือนแห่งฤดูฝน เมื่ออากาศแจ่มใสปราศจากเมฆหมอก
พระอาทิตย์ส่อง นภากาศสว่างจ้า ยากที่จะดู ย่อมทำนัยน์ตาให้พร่าพรายฉันใด ธรรมปราสาท
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยากที่จะดู ย่อมทำนัยน์ตาให้พร่าพราย ฯ
ดูกรอานนท์ ลำดับนั้นพระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร เราพึงสร้าง
สระชื่อธรรมโบกขรณีไว้เบื้องหน้าธรรมปราสาท ดูกรอานนท์ พระเจ้า มหาสุทัสสนะได้ทรงสร้าง
สระชื่อธรรมโบกขรณีไว้เบื้องหน้าธรรมปราสาท ดูกร อานนท์ ธรรมโบกขรณีโดยยาว ด้านทิศ
บูรพาและทิศปัจจิม ๑ โยชน์ โดยกว้าง ด้านทิศอุดรและทิศทักษิณ กึ่งโยชน์ ธรรมโบกขรณีก่อ
ด้วยอิฐ ๔ ชนิด อิฐชนิด หนึ่งแล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ ชนิดหนึ่ง แล้วด้วยแก้วผลึก ฯ

144
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 145 (เล่ม 10)

ดูกรอานนท์ ธรรมโบกขรณีมีบันได ๒๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด บันได ชนิดหนึ่ง
แล้วด้วยทอง ชนิดหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งแล้วด้วยแก้ว
ผลึก บันไดที่แล้วด้วยทอง แม่บันไดแล้วด้วยทอง ลูก บันไดและพนักแล้วด้วยเงิน บันไดที่
แล้วด้วยเงิน แม่บันไดแล้วด้วยเงิน ลูก บันไดและพนักแล้วด้วยทอง บันไดที่แล้วด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ แม่บันไดแล้วด้วย แก้วไพฑูรย์ ลูกบันไดและพนักแล้วด้วยแก้วผลึก บันไดที่แล้วด้วย
แก้วผลึก แม่บันไดแล้วด้วยแก้วผลึก ลูกบันไดและพนักแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ฯ
ดูกรอานนท์ ธรรมโบกขรณีแวดล้อมด้วยเวทีสองชั้น เวทีชั้นหนึ่งแล้ว ด้วยทอง
ชั้นหนึ่งแล้วด้วยเงิน เวทีที่แล้วด้วยทอง มีเสาหนึ่งแล้วด้วยทอง ขั้น และกรอบแล้วด้วยเงิน
เวทีที่แล้วด้วยเงิน มีเสาแล้วด้วยเงิน ขั้นและกรอบแล้ว ด้วยทอง ฯ
ดูกรอานนท์ ธรรมโบกขรณีแวดล้อมด้วยต้นตาล ๗ แถว ต้นตาลแถว หนึ่งแล้วด้วย
ทอง แถวหนึ่งแล้วด้วยเงิน แถวหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ แถวหนึ่ง แล้วด้วยแก้วผลึก แถว
หนึ่งแล้วด้วยแก้วโกเมน แถวหนึ่งแล้วด้วยแก้วบุษราคัม แถวหนึ่งแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ต้นตาล
ที่แล้วด้วยทอง ลำต้นแล้วด้วยทอง ใบ และผลแล้วด้วยเงิน ต้นตาลที่แล้วด้วยเงิน ลำต้น
แล้วด้วยเงิน ใบและผลแล้ว ด้วยทอง ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ลำต้นแล้วด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ ใบและผล แล้วด้วยแก้วผลึก ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วผลึก ลำต้นแล้วด้วยแก้วผลึก ใบ
และผล แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วโกเมน ลำต้นแล้วด้วยแก้วโกเมน ใบและ
ผลแล้วด้วยแก้วบุษราคัม ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วบุษราคัม ลำต้นแล้วด้วย แก้วบุษราคัม ใบ
และผลแล้วด้วยแก้วโกเมน ต้นตาลที่แล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ลำต้นแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง
ใบและผลแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ฯ
ดูกรอานนท์ แถวต้นตาลเหล่านั้นเมื่อต้องลมพัดแล้ว มีเสียงอันไพเราะ ยวนใจ
ชวนให้ฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนดนตรีมีองค์ ๕ ที่บุคคลปรับดีแล้ว
ประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ เสียงย่อมไพเราะ ยวนใจ ชวนฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม
แม้ฉันใด ดูกรอานนท์ เสียงแห่งแถว ต้นตาลเหล่านั้น ที่ต้องลมพัดแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม ดูกรอานนท์ ก็สมัยนั้น ในกุสาวดีราชธานี
มีนักเลง นักเล่น นักดื่ม พวกเขาบำเรอกันกันด้วยเสียงแห่งแถวต้นตาลที่ต้องลมเหล่านั้น ดูกร

145
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 146 (เล่ม 10)

อานนท์ เมื่อธรรมปราสาทสำเร็จแล้ว และธรรมโบกขรณีสำเร็จแล้ว พระเจ้า มหาสุทัสสนะได้
ทรงยังสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ให้เอิบอิ่มด้วยสมณบริขารและ พราหมณบริขาร ที่ตนปรารถนา
ทุกอย่าง แล้วเสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาท ฉะนี้แล ฯ

จบภาณวารที่หนึ่ง
——————————–
[๑๗๙] ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า นี้เป็นผล
แห่งกรรมอะไรของเราหนอ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่เป็นเหตุให้เรา มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มี
อานุภาพมากอย่างนี้ ในบัดนี้ ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า
นี้เป็นผลแห่งกรรม ๓ ประการของเรา เป็นวิบากแห่งกรรม ๓ ประการ ที่เป็นเหตุให้เรามีฤทธิ์
มากอย่างนี้ มีอานุภาพมาก อย่างนี้ ในบัดนี้ กรรม ๓ ประการ คือ ทาน ทมะ สัญญมะ
ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จเข้าไปยังกุฏาคารหลังใหญ่ ครั้นเสด็จเข้าไป
แล้วประทับยืนที่ประตูกุฏาคารหลังใหญ่ ทรงเปล่งพระอุทานว่า กามวิตก จงหยุด พยาบาทวิตก
จงหยุด วิหึสาวิตก จงหยุด กามวิตก จงกลับเพียงแค่นี้เถิด พยาบาทวิตกจงกลับเพียงแค่
นี้เถิด วิหึสาวิตก จงกลับเพียงแค่นี้เถิด ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จ
เข้าไปยังกุฏาคารหลังใหญ่ ประทับนั่งบน บัลลังก์แล้วด้วยทอง ทรงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
ธรรม ทรงบรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปิติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทรงบรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใส แห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และ เสวยสุขด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป ทรงบรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุข ทรงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละทุกข์ละสุข และดับโทมนัส
โสมนัสก่อนๆ ได้ มี อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ฯ
[๑๘๐] ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จออกจาก กุฏาคารหลังใหญ่
เสด็จเข้าไปยังกุฏาคารแล้วด้วยทอง ประทับบนบัลลังก์แล้วด้วย เงิน ทรงมีพระทัยประกอบด้วย

146
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 147 (เล่ม 10)

เมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สองที่สามที่สี่ ก็เหมือนกัน โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง
เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่ว สัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยเมตตา
อันไพบูลย์ ถึง ความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีพระทัย
ประกอบด้วยกรุณา … มีพระทัยประกอบด้วยมุทิตา … มีพระทัยประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอด
ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สองที่สามที่สี่ก็เหมือนกัน โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่
ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัย อันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์
ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ
[๑๘๑] ดูกรอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ มีพระนครขึ้นแปดหมื่น สี่พัน มีกุสาวดี
ราชธานีเป็นประมุข มีปราสาทแปดหมื่นสี่พัน มีธรรมปราสาท มีเรือนยอดหลังใหญ่
เป็นประมุข มีบัลลังก์ แปดหมื่นสี่พันแล้วด้วยทอง แล้วด้วยเงิน แล้วด้วยงา แล้วด้วยแก้ว
บุษราคัม ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยหนังกวาง อย่างดี
มีพนักอันสูง มีนวมทั้งสองข้างแดง มีช้างแปดหมื่นสี่พันเชือก มีเครื่อง อลังการแล้วด้วยทอง
มีธงแล้วด้วยทอง คลุมด้วยตาข่ายแล้วด้วยทอง มีพระยา ช้างสกุลอุโบสถเป็นประมุข มีม้าแปด
หมื่นสี่พัน มีเครื่องอลังการแล้วด้วยทอง มีธงแล้วด้วยทอง คลุมด้วยตาข่ายแล้วด้วยทอง
มีวลาหกอัศวราชเป็นประมุข มี รถแปดหมื่นสี่พันหุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง และ
หนังเสือเหลือง หุ้ม ด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีอลังการแล้วด้วยทอง มีธงแล้วด้วยทอง มีตาข่าย
ปกคลุม แล้วด้วยทอง มีรถเวชยันต์เป็นประมุข มีแก้วแปดหมื่นสี่พันดวง มีแก้วมณี เป็นประมุข
มีสตรีแปดหมื่นสี่พันนาง มีสุภัททาเทวีเป็นประมุข มีคฤหบดี แปดหมื่นสี่พันคน มีคฤหบดีแก้ว
เป็นประมุข มีกษัตริย์แปดหมื่นสี่พันองค์ ผู้สวามิภักดิ์ มีปริณายกแก้วเป็นประมุข มีโคนมแปด
หมื่นสี่พัน กำลังกำดัด หลั่งน้ำนม กำลังเอาภาชนะรองได้ มีผ้าโขมพัสตร์อย่างเนื้อดี ผ้าฝ้าย
อย่างเนื้อดี และผ้าไหมอย่างเนื้อดี ผ้ากัมพลอย่างเนื้อดี ประมาณแปดหมื่นสี่พันโกฏิพับ มีพระ
กระยาหารเต็มภาชนะแปดหมื่นสี่พันสำรับ มีคนนำมาถวายทั้งเวลาเช้าและ เวลาเย็น ฯ
[๑๘๒] ดูกรอานนท์ ก็โดยสมัยนั้นแล ช้างแปดหมื่นสี่พันเชือก มาสู่ที่เฝ้าพระเจ้า
มหาสุทัสสนะ ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น ครั้งนั้น พระเจ้ามหา สุทัสสนะทรงพระดำริว่า ช้าง
แปดหมื่นสี่พันเชือกของเราเหล่านี้ ย่อมมายังที่เฝ้า ทั้งเช้าทั้งเย็น ถ้ากระไร ช้างจำนวนสี่หมื่น

147
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - หน้าที่ 148 (เล่ม 10)

สองพัน พึงมาสู่ที่เฝ้าโดยล่วงร้อยปี ต่อครั้ง ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัส
เรียกปริณายกแก้วมา ตรัสว่า เพื่อนปริณายก ช้างแปดหมื่นสี่พันเหล่านี้ มาสู่ที่เฝ้าทั้งเช้าทั้งเย็น
อย่ากระนั้นเลย โดยล่วงไปร้อยปี พวกมันจงมาสู่ที่เฝ้าคราวละสี่หมื่นสองพันเชือก ดูกรอานนท์
ปริณายกแก้วรับสนองพระบรมราชโองการของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ แล้ว ฯ
ดูกรอานนท์ ลำดับนั้น โดยสมัยต่อมา ช้างมาสู่ที่เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ คราวละ
สี่หมื่นสองพันเชือก โดยล่วงร้อยปีต่อครั้ง ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล โดยล่วงไปหลายปี
หลายร้อยปี หลายพันปี พระนางสุภัททาเทวีทรงพระดำริว่า เราได้เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะนาน
มาแล้ว ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระองค์ ครั้งนั้น พระนางสุภัททาเทวีตรัสเรียกนางสนม
มาตรัสว่า พวกท่านจงมา จงอาบน้ำ ชำระเกล้าเสีย จงห่มผ้าสีเหลือง พวกเราได้เฝ้าพระเจ้า
มหาสุทัสสนะนานมาแล้ว พวกเราจักเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระองค์ ดูกรอานนท์ พวกนางสนมรับ
สนองพระราช เสาวนีย์ของพระราชเทวีสุภัททา แล้วอาบน้ำชำระเกล้า ห่มผ้าสีเหลือง เข้าไปหา
พระนางสุภัททาเทวี ดูกรอานนท์ ครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีตรัสเรียก ปริณายกแก้วมาตรัส
ว่า พ่อปริณายกแก้ว ท่านจงจัดจตุรงคเสนา เราได้เฝ้าพระเจ้า มหาสุทัสสนะนานมาแล้ว พวก
เราจักไปเฝ้าพระองค์ ปริณายกแก้วรับสนอง พระราชเสาวนีย์แล้ว จัดเตรียมจตุรงคเสนาไว้
เรียบร้อยแล้วไปทูลว่า จตุรงคเสนา จัดพร้อมแล้ว ขอพระองค์จงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ
ครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีพร้อมด้วยจตุรงคเสนาและนางสนมเสด็จ ไปยังธรรม
ปราสาท ครั้นเสด็จเข้าไปขึ้นสู่ธรรมปราสาทแล้ว เสด็จเข้าไปสู่เรือน ยอดหลังใหญ่ แล้วประทับ
ยืนเหนี่ยวบานประตูเรือนยอดหลังใหญ่ พระเจ้ามหา สุทัสสนะได้สดับเสียงทรงพระดำริว่า อะไร
หนอ เหมือนเสียงคนหมู่มาก จึงเสด็จ ออกจากเรือนยอดหลังใหญ่ ทอดพระเนตรพระนาง
สุภัททาเทวียืนเหนี่ยวบานประตู ครั้นแล้วได้ตรัสกะพระนางว่า เทวี เธอจงหยุดอยู่ที่นี่แหละ
อย่าเข้ามาเลย ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า พ่อผู้เจริญ
มานี่แน่ะ พ่อจงนำบัลลังก์แล้วด้วยทองจากเรือนยอดหลังใหญ่ไปตั้งในสวนตาลอัน แล้วด้วยทอง
ล้วนราชบุรุษนั้นรับสนองพระราชโองการแล้ว ยกบัลลังก์แล้วด้วยทอง จากเรือนยอดหลังใหญ่
ไปตั้งไว้ในสวนตาลอันแล้วด้วยทองล้วน ฯ
ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสำเร็จสีหไสยาด้วยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อน
พระบาทเหลื่อมพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ ฯ

148