พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 371 (เล่ม 1)

ปฐมฌาน-อิทธิบาท ๔
๑๖. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗
อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว
ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพราง
ความจริง ต้องอาบัติปาราชิก.
ปฐมฌาน-อินทรีย์ ๕
[๒๖๑] ๑๗. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้
ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง …
อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว
ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพราง
ความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-พละ ๕
๑๘. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและพละ ๕ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง
คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าว
เท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง
ต้องอาบัติปาราชิก.
ปฐมฌาน-โพชฌงค์ ๗
[๒๖๒] ๑๙. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็น
ผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง …
๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก.
ปฐมฌาน-อริยมรรคมีองค์ ๘
[๒๖๓] ๒๐. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้
เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง …

371
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 372 (เล่ม 1)

๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก.
ปฐมฌาน-โสดาปัตติผล
[๒๖๔] ๒๑. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้
เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและโสดาปัตติผล ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง …
๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-สกทาคามิผล
๒๒. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้
ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและสกทาคามิผล ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง …
๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าว
แล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-อนาคามิผล
๒๓. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้
ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและอนาคามิผล ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง …
๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว
ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพราง
ความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-อรหัตตผล
๒๔. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและอรหัตตผล ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง
คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าว
เท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง
ต้องอาบัติปาราชิก.

372
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 373 (เล่ม 1)

ปฐมฌาน-สละราคะ
[๒๖๕] ๒๕. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้
ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและราคะ ข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัด
แล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑
เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
แล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง
ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-สละโทสะ
๒๖. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและโทสะ ข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว
เพิกแล้ว ถอนแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้น
เธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติ
ปาราชิก
ปฐมฌาน-สละโมหะ
๒๗. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและโมหะ ข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว
เพิกแล้ว ถอนแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้น
เธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติ
ปาราชิก
ปฐมฌาน-เปิดจากราคะ
[๒๖๖] ๒๘. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้
เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่า
กล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ
๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก

373
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 374 (เล่ม 1)

ปฐมฌาน-เปิดจากโทสะ
๒๙. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง …
๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
ปฐมฌาน-เปิดจากโมหะ
๓๐. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ
ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง
… ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ
๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก.
ขัณฑจักร จบ.
พัทธจักร
[๒๖๗] ๑. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็น
ผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งซึ่งทุติยฌานและตติยฌาน ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง …
๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว
ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพราง
ความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
๒ … ทุติยฌานและจตุตถฌาน … ต้องอาบัติปาราชิก
๓ … ทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๔ … ทุติยฌานและอนิมิตตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๕ … ทุติยฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๖ … ทุติยฌานและสุญญตสมาธิ … ต้องอาบัติปาราชิก
๗ … ทุติยฌานและอนิมิตตสมาธิ … ต้องอาบัติปาราชิก
๘ … ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาธิ … ต้องอาบัติปาราชิก

374
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 375 (เล่ม 1)

๙ … ทุติยฌานและสุญญตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๐ … ทุติยฌานและอนิมิตตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๑ … ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๒ … ทุติยฌานและวิชชา ๓ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๓ … ทุติยฌานและสติปัฏฐาน ๔ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๔ … ทุติยฌานและสัมมัปปธาน ๔ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๕ … ทุติยฌานและอิทธิบาท ๔ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๖ … ทุติยฌานและอินทรีย์ ๕ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๗ … ทุติยฌานและพละ ๕ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๘ … ทุติยฌานและโพชฌงค์ ๗ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๙ … ทุติยฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๐ … ทุติยฌานและโสดาปัตติผล … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๑ … ทุติยฌานและสกทาคามิผล … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๒ … ทุติยฌานและอนาคามิผล … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๓ … ทุติยฌานและอรหัตผล … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๔ … ทุติยฌานและราคะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว
เพิกแล้ว ถอนแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๕ … ทุติยฌานและโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว
เพิกแล้ว ถอนแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๖ … ทุติยฌานและโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว
เพิกแล้ว ถอนแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๗ … ทุติยฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๘ … ทุติยฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๙ … ทุติยฌานและจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ … ต้องอาบัติปาราชิก
๓๐ … ทุติยฌานและปฐมฌาน … ต้องอาบัติปาราชิก
พัทธจักร จบ.

375
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 376 (เล่ม 1)

พัทธจักรเอกมูลกนัย ท่านตั้งอุตตริมนุสสธรรมข้อหนึ่งๆ เป็นมูลแล้ว เวียนไปโดยวิธีนี้
ท่านย่อไว้.
พัทธจักร เอกมูลกนัย
[๒๖๘] ๑. ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว
เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง
… ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความ
ชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก
๒ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งทุติยฌาน …
ต้องอาบัติปาราชิก
๓ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งตติยฌาน …
ต้องอาบัติปาราชิก
๔ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งจตุตถฌาน …
ต้องอาบัติปาราชิก
๕ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสุญญต-
วิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๖ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอนิมิตต-
วิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๗ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอัปปณิหิต-
วิโมกข์ … ต้องอาบัติปาราชิก
๘ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสุญญตสมาธิ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๙ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอนิมิตตสมาธิ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๑๐ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอัปปณิหิต-
สมาธิ … ต้องอาบัติปาราชิก

376
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 377 (เล่ม 1)

๑๑ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสุญญต-
สมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๒ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอนิมิตต-
สมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๓ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอัปปณิหิต-
สมาบัติ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๔ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งวิชชา ๓ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๑๕ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๑๖ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสัม-
มัปปธาน ๔ … ต้องอาบัติปาราชิก
๑๗ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอิทธิบาท ๔ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๑๘ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอินทรีย์ ๕ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๑๙ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งพละ ๕ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๐ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งโพชฌงค์ ๗ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๑ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอริยมรรค
มีองค์ ๘ … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๒ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งโสดา-
ปัตติผล … ต้องอาบัติปาราชิก
๒๓ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งสกทาคามิผล …
ต้องอาบัติปาราชิก

377
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 378 (เล่ม 1)

๒๔ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอนาคามิผล …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๕ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว … ซึ่งอรหัตตผล …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๖ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๗ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๘ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก
๒๙ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ …
ต้องอาบัติปาราชิก
๓๐ ภิกษุรู้อยู่ … จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ …
ต้องอาบัติปาราชิก.
พัทธจักร เอนกมูลกนัย
มีอุตตริมนุสสธรรมข้อหนึ่งเป็นมูล ที่ท่านย่อไว้ จบ.
[๒๖๙] พัทธจักร ทุมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๒ ข้อเป็นมูลก็ดี ติมูลกนัย
มีอุตตริมนุสสธรรม ๓ ข้อเป็นมูลก็ดี จตุมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๔ ข้อเป็นมูลก็ดี
ปัญจมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๕ ข้อเป็นมูลก็ดี ฉมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๖ ข้อเป็น
มูลก็ดี สัตตมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๗ ข้อเป็นมูลก็ดี อัฏฐมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรม
๘ ข้อเป็นมูลก็ดี นวมูลนัย มีอุตตริมนุสสธรรม ๙ ข้อเป็นมูลก็ดี ทสมูลกนัย มีอุตตริ-
มนุสสธรรม ๑๐ ข้อเป็นมูลก็ดี บัณฑิตพึงให้พิสดารเหมือนพัทธจักร เอกมูลกนัย ดังที่ให้พิสดาร
แล้วนั้นเถิด.
พัทธจักร สัพพมูลกนัย มีอุตตริมนุสสธรรมทุกข้อเป็นมูล ดังต่อไปนี้:-
พัทธจักร สัพพมูลกนัย
[๒๗๐] ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้
เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ

378
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 379 (เล่ม 1)

สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผล อรหัตตผล ราคะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว
ถอนแล้ว โทสะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว
โมหะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว จิตของ
ข้าพเจ้าเปิดจากราคะ จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ ด้วยอาการ
๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง … ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น
๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาราชิก.
พัทธจักร สัพพมูลกนัย จบ.
สุทธิกวารกถา จบ.
ขัณฑจักร แห่งนิกเขปบท วัตถุนิสสารกะ
[๒๗๑] ๑ ภิกษุรู้อยู่ ประสงค์จะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ดังนี้ แต่กล่าว
เท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้วด้วยอาการ ๓ อย่าง … ๔ อย่าง … ๕ อย่าง … ๖ อย่าง …
๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้นกล่าวแล้ว
ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ ๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพราง
ความจริง เมื่อคนอื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๒ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๕ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๖ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย

379
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค - หน้าที่ 380 (เล่ม 1)

๗ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๘ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๙ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๐ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๑ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๒ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๓ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าวิชชา ๓ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ ต้อง
อาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๔ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าสติปัฏฐาน ๔ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๕ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๖ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๗ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๘ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๑๙ ภิกษุรู้อยู่ … แต่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเข้าโพชฌงค์ ๗ แล้ว … เมื่อคนอื่นเข้าใจ
ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย

380