ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง บรรดาสมถะ ๗
คือ บางที ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางที ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัต
ถารกะ ๑ …
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสวะ หรือบ้วน
เขฬะลงในน้ำ ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗?
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน
เขฬะลงในน้ำ ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาต
กรณะ ๑ บางที ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
สมถวารที่ ๗ จบ
—————-
สมุจจัยวารที่ ๘
[๔๖๗] ถามว่า ภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติเท่าไร?
ตอบว่า ภิกษุผู้เสพเมถุนธรรมต้องอาบัติ ๓ ตัว คือ เสพเมถุนธรรมในสรีระที่ไม่ถูก
สัตว์กัด ต้องอาบัติปาราชิก ๑ เสพเมถุนธรรมในเสรีระที่ถูกสัตว์กัดแล้วโดยมาก ต้องอาบัติ
ถุลลัจจัย ๑ สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากที่อ้า มิได้ถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.
ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้.
ถ. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง? สงเคราะห์ด้วยกอง
อาบัติเท่าไร บรรดาอาบัติ ๗ กอง? เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖?
เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔? ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗?
ต. อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง คือ บางทีเป็นศีลวิบัติ บางที
เป็นอาจารวิบัติ.
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๓ บรรดาอาบัติ ๗ กอง คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิก
บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ.
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔.
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือบางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑
บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑ …