พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 218 (เล่ม 7)

ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
งดโอวาทแล้วไม่พึงหลีกไปสู่จาริก รูปใดหลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๓๙] สมัยนั้น ภิกษุผู้เขลา ไม่ฉลาด งดโอวาท … ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเขลา ไม่ ฉลาด ไม่พึง
งดโอวาท รูปใดงด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๔๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายงดโอวาทในเพราะเรื่องไม่สมควร ใน เพราะเหตุไม่
สมควร … ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงงดโอวาท ในเพราะเรื่องไม่สมควร ในเพราะเหตุไม่สมควร รูปใดงด
ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๔๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายงดโอวาทแล้ว ไม่ให้คำวินิจฉัย ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ งดโอวาทแล้ว
จะไม่ให้คำวินิจฉัยไม่ได้ รูปใดไม่ให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๔๒] สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายไม่ไปรับโอวาท ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีจะไม่ไปรับ โอวาทไม่ได้
รูปใดไม่ไป พึงปรับตามธรรม ฯ
[๕๔๓] สมัยนั้น ภิกษุณีสงฆ์พากันไปรับโอวาททั้งหมด ชาวบ้าน เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณี เหล่านี้ เป็นชู้ของภิกษุพวกนี้ บัดนี้
ภิกษุเหล่านี้จักชื่นชมกับภิกษุณีเหล่านี้ ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี สงฆ์ไม่พึงไปรับโอวาททั้งหมด ถ้าไป ต้องอาบัติ
ทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณี ๔๕ รูป ไปรับโอวาท ฯ
[๕๔๔] สมัยนั้น ภิกษุณี ๔๕ รูป ไปรับโอวาท ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพน
ทะนาว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นชู้ ของภิกษุพวกนี้ บัดนี้ ภิกษุ
พวกนี้จักชื่นชมกับภิกษุณีเหล่านี้ ภิกษุทั้งหลายกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงไปรับ โอวาท ถึง ๔๕ รูป ถ้าไป ต้อง
อาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณี ๒๓ รูป ไปรับโอวาท

218
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 219 (เล่ม 7)

วิธีรับโอวาท
ภิกษุณีเหล่านั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้า นั่ง กระหย่ง
ประคองอัญชลี แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ภิกษุณีสงฆ์ไหว้ เท้าภิกษุสงฆ์และขอเข้า
รับโอวาท นัยว่า ภิกษุณีสงฆ์จงได้เข้ารับโอวาท ภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์ แล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ภิกษุณีสงฆ์ ไหว้เท้าภิกษุสงฆ์ และขอเข้ารับโอวาท นัยว่า ภิกษุณี
สงฆ์จงได้เข้ารับโอวาท ภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์พึงถามว่า ภิกษุบางรูปที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้สอน
ภิกษุณีมีอยู่ หรือ ถ้ามีภิกษุบางรูปที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี อันภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์
พึงกล่าวว่า ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์จงเข้าไป หาเธอ ถ้าไม่มี
ภิกษุบางรูปที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี ภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์พึงถามว่า ท่านรูปใดอาจ
สอนภิกษุณีได้ ถ้าภิกษุบางรูปอาจสอนภิกษุณีได้ และภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ อัน
ภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์นั้นพึงสมมติแล้วแจ้ง ให้ทราบว่า ภิกษุมีชื่อนี้สงฆ์สมมติให้เป็นผู้สอน
ภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์จงเข้าไปหา เธอ ถ้าไม่มีใครๆ อาจสอนภิกษุณีได้ ภิกษุผู้แสดงปาติโมกข์
พึงกล่าวว่า ไม่มี ภิกษุรูปใดที่สงฆ์สมมติได้เป็นผู้สอนภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์จงยังอาการอันน่าเลื่อมใส
ให้ถึงพร้อมเถิด ฯ
[๕๔๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่รับให้โอวาท … ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจะไม่รับให้ โอวาทไม่ได้
รูปใดไม่รับ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๔๖] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้เขลา ภิกษุณีทั้งหลายเข้าไปหาเธอ แล้วกล่าวว่า
พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรับให้โอวาท ภิกษุนั้นบอกว่า น้องหญิง ฉันเป็นผู้เขลา จะรับให้โอวาท
ได้อย่างไร ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า ขอท่านจงรับ ให้โอวาทเถิดเจ้าข้า เพราะพระผู้มีพระภาคทรง
บัญญัติไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายพึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เว้นภิกษุเขลาเสีย เราอนุญาต
ให้ ภิกษุทั้งหลายนอกนั้นรับให้โอวาท ฯ
[๕๔๗] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุณีทั้งหลายเข้าไปหาเธอ แล้วกล่าวว่า
พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรับให้โอวาท ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูกรน้องหญิง ฉันอาพาธ จะรับให้
โอวาทได้อย่างไร ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า ขอท่านจงรับให้ โอวาทเถิดเจ้าข้า เพราะพระผู้มี
พระภาคทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า เว้นภิกษุเขลาเสีย ภิกษุนอกนั้นต้องรับให้โอวาท ภิกษุทั้งหลาย

219
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 220 (เล่ม 7)

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เว้นภิกษุเขลา
เว้นภิกษุอาพาธ เราอนุญาตให้ภิกษุ นอกนั้นรับให้โอวาท ฯ
[๕๔๘] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเตรียมจะไป ภิกษุณีทั้งหลายเข้าไปหา เธอ แล้วกล่าว
ว่า พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรับให้โอวาท ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูกร น้องหญิง ฉันเตรียมจะไป
จะรับให้โอวาทได้อย่างไร ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่าขอท่านจงรับให้โอวาทเถิดเจ้าข้า เพราะ
พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า เว้นภิกษุเขลา เว้นภิกษุอาพาธ ภิกษุนอกนั้นต้องรับให้
โอวาท ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เว้นภิกษุเขลา เว้นภิกษุอาพาธ เว้นภิกษุเตรียมจะไป เราอนุญาตให้ภิกษุนอกนั้นรับ
ให้โอวาท ฯ
[๕๔๙] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่า ภิกษุณีทั้งหลายได้เข้าไปหาเธอแล้วกล่าวว่า
พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรับให้โอวาท ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูกร น้องหญิง ฉันอยู่ในป่า จะรับให้
โอวาทได้อย่างไร ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า ขอ ท่านจงรับให้โอวาทเถิดเจ้าข้า เพราะพระผู้มี
พระภาคทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า เว้น ภิกษุเขลา เว้นภิกษุอาพาธ เว้นภิกษุเตรียมจะไป ภิกษุ
นอกนั้นต้องรับให้โอวาท ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ารับให้โอวาท และทำการนัดหมายว่า เรา
จักกลับใน ที่นั้น ฯ
[๕๕๐] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรับให้โอวาทแล้ว ไม่บอกภิกษุผู้แสดง ปาติโมกข์
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุจะไม่บอกการให้โอวาทไม่ได้ รูปใดไม่บอก ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๕๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรับให้โอวาทแล้วไม่กลับมาบอก …ภิกษุทั้งหลายกราบ
ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจะไม่กลับมา
บอกการให้โอวาทไม่ได้ รูปใดไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๕๒] สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายไม่ไปสู่ที่นัดหมาย ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีจะไม่ ไปที่นัดหมายไม่ได้
รูปใดไม่ไป ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๕๓] สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายใช้ผ้ากายพันธน์ยาวรัดสีข้างด้วยผ้า เหล่านั้น ชาว
บ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์ผู้ บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย

220
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 221 (เล่ม 7)

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึง
ใช้ผ้ากายพันธน์ยาว รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตผ้ากายพันธน์ที่รัดได้รอบเดียวแก่
ภิกษุณี แต่อย่ารัดสีข้างด้วย ผ้านั้น รูปใดรัด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เรื่องภิกษุณีรัดสีข้าง
[๕๕๔] สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายรัดสีข้างด้วยแผ่นไม้สาน ด้วยแผ่น หนัง ด้วยแผ่น
ผ้าขาว ด้วยช้องผ้า ด้วยเกลียวผ้า ด้วยผ้าผืนน้อย ด้วยช้องผ้า ผืนน้อย ด้วยเกลียวผ้าผืนน้อย
ด้วยช้องถักด้วยด้าย ด้วยเกลียวด้าย ชาวบ้าน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิง
คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัส
ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี ไม่พึงรัดสีข้างด้วยแผ่นไม้สาน ด้วยแผ่นหนัง ด้วยแผ่นผ้าขาว
ด้วยช้องผ้า ด้วย เกลียวผ้า ด้วยผ้าผืนน้อย ด้วยช้องผ้าผืนน้อย ด้วยเกลียวผ้าผืนน้อย ด้วยช้อง
ถักด้วยด้าย ด้วยเกลียวด้าย รูปใดรัด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เรื่องภิกษุณีแต่งกาย
[๕๕๕] สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายให้สีตะโพกด้วยกระดูกแข้งโค ให้ นวดตะโพก
มือ หลังมือ เท้า หลังเท้า ขาอ่อน หน้า ริมฝีปาก ด้วยไม้มี สัณฐานดุจคางโค ชาวบ้าน
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิง คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้สีตะโพก
ด้วยกระดูกแข้งโค ไม่พึงให้นวดตะโพก ไม่พึงให้นวดมือ ไม่พึงให้นวดหลังมือ ไม่พึงให้
นวดเท้า ไม่พึงให้นวด หลังเท้า ไม่พึงให้นวดขาอ่อน ไม่พึงให้นวดหน้า ไม่พึงให้นวดริมฝีปาก
ด้วย ไม้มีสัณฐานดุจหางโค รูปใดให้นวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
ทาหน้าเป็นต้น
[๕๕๖] สมัยต่อมา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ทาหน้า ถูหน้า ผัดหน้า เจิมหน้า ด้วยมโนศิลา
ย้อมตัว ย้อมหน้า ย้อมทั้งตัวทั้งหน้า ชาวบ้าน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวก
หญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงทาหน้า ไม่พึงถูหน้า ไม่พึงผัดหน้า ไม่พึงเจิมหน้าด้วย
มโนศิลา ไม่พึงย้อมตัว ไม่พึง ย้อมหน้า ไม่พึงย้อมทั้งตัวทั้งหน้า รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

221
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 222 (เล่ม 7)

[๕๕๗] สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์แต้มหน้า ทาแก้ม เยี่ยมหน้าต่าง ยืนแอบประตู
ให้ผู้อื่นทำการฟ้อนรำ ตั้งสำนักหญิงแพศยา ตั้งร้านขายสุรา ขาย เนื้อ ออกร้านขายของเบ็ด
เตล็ด ประกอบการหากำไร ประกอบการค้าขาย ใช้ ทาสให้บำรุง ใช้ทาสีให้บำรุง ใช้กรรมกรชาย
ให้บำรุง ใช้กรรมกรหญิงให้บำรุงใช้สัตว์เดียรัจฉานให้บำรุง ขายของสดและของสุก ใช้
สันถัดขนเจียมหล่อชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภค
กาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงแต้มหน้า ไม่พึงทาแก้ม ไม่พึงเยี่ยมหน้าต่าง ไม่พึงยืนแอบประตู ไม่พึง
ให้ผู้อื่นทำการฟ้อนรำ ไม่พึงตั้งสำนักหญิงแพศยา ไม่พึงตั้งร้านขายสุรา ไม่ พึงออกร้านขายของ
เบ็ดเตล็ด ไม่พึงประกอบการหากำไร ไม่พึงประกอบการค้า ขาย ไม่พึงใช้ทาสให้บำรุง ไม่พึงใช้
ทาสีให้บำรุง ไม่พึงใช้กรรมกรชายให้บำรุง ไม่พึงใช้กรรมกรหญิงให้บำรุง ไม่พึงใช้สัตว์เดียรัจฉาน
ให้บำรุง ไม่พึงขายของ สดและของสุก ไม่พึงใช้สันถัดขนเจียมหล่อ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
ใช้จีวรสีครามล้วนเป็นต้น
[๕๕๘] สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้จีวรสีครามล้วน ใช้จีวรสีเหลือง ล้วน ใช้จีวร
สีแดงล้วน ใช้จีวรสีบานเย็นล้วน ใช้จีวรสีดำล้วน ใช้จีวรสีแสด ล้วน ใช้จีวรสีชมภูล้วน
ใช้จีวรไม่ตัดชาย ใช้จีวรมีชายยาว ใช้จีวรมีชายเป็น ลายดอกไม้ ใช้จีวรมีชายเป็นลายผลไม้
สวมเสื้อ สวมหมวก ประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์
ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึง ใช้จีวรสีครามล้วน ไม่พึงใช้จีวรสีเหลืองล้วน ไม่พึงใช้จีวร
สีแดงล้วน ไม่พึงใช้ จีวรสีบานเย็นล้วน ไม่พึงใช้จีวรสีดำล้วน ไม่พึงใช้จีวรสีแสดล้วน ไม่พึงใช้
จีวรสีชมภูล้วน ไม่พึงใช้จีวรไม่ตัดชาย ไม่พึงใช้จีวรมีชายยาว ไม่พึงใช้จีวรมี ชายเป็นลายดอกไม้
ไม่พึงใช้จีวรมีชายเป็นลายผลไม้ ไม่พึงสวมเสื้อ ไม่พึงสวม หมวก รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
พินัยกรรม
[๕๕๙] สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เมื่อจะถึงมรณภาพ พูดอย่างนี้ว่า เมื่อ ฉันล่วงไปแล้ว
บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ บรรดาสหธรรมิกเหล่านั้น ภิกษุ และภิกษุณีทั้งหลายโต้เถียงกันว่า
บริขารเป็นของพวกเรา บริขารเป็นของพวกเรา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุณีเมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉัน

222
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 223 (เล่ม 7)

ล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็น ของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็น
ของภิกษุณีสงฆ์ ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสิกขมานา …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณรี เมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉัน ล่วงไปแล้ว
บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์
ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขาร
ของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขาร นั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์
ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณร …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสก …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสิกา …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าใครคนอื่นเมื่อจะตายพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขาร
ของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขาร นั้นเป็นของภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ฯ
ภิกษุณีประหารภิกษุ
[๕๖๐] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งเป็นภรรยาของนักมวยมาก่อน บวชใน สำนักภิกษุณี
นางเห็นภิกษุทุพพลภาพที่ถนน แล้วให้ประหารด้วยไหล่ให้เซไป ภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ให้ประหารแก่ภิกษุ เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงดันภิกษุ รูปใดดัน ต้องอาบัติทุกกฎ เราอนุญาต
ให้ภิกษุณีเห็นภิกษุแล้ว หลีกทางให้แต่ไกลเทียว ฯ
นำทารกไปด้วยบาตร
[๕๖๑] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งผัวหย่าร้างจึงมีครรภ์กับชายชู้ นางรีดครรภ์ แล้วกล่าววาน
ภิกษุณีผู้กุลุปกะว่า วานทีเถิดเจ้าข้า ขอท่านจงนำทารกนี้ไปด้วยบาตร ภิกษุณีนั้นจึงวางเด็กลง
ในบาตรปิดด้วยผ้าสังฆาฏิเดินไป
สมัยนั้น ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่งทำการสมาทานว่าเราไม่ให้ ภิกษาที่ได้แก่ภิกษุ
หรือภิกษุณีก่อนแล้วจักไม่ฉัน

223
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 224 (เล่ม 7)

ครั้งนั้น เธอพบภิกษุณีนั้นแล้วได้กล่าวว่า น้องหญิง เชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สอง ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สาม ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
ภิกษุนั้นชี้แจงว่า น้องหญิง ฉันสมาทานไว้ว่า ฉันไม่ให้ภิกษาที่ได้แก่ ภิกษุ หรือภิกษุณี
ก่อนแล้วจักไม่ฉัน น้องหญิงเชิญรับภิกษา
ครั้นนางถูกภิกษุนั้นแค่นไค้อยู่ จึงนำบาตรออกแสดงกล่าวว่า พระคุณเจ้าข้า ท่านจงดู
ทารกในบาตร ท่านอย่าบอกใคร ภิกษุนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพน ทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงนำทารก
ไปด้วยบาตรแล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้นำทารกไปด้วยบาตร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงนำทารกไปด้วยบาตร รูปใดนำ
ไป ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุแล้วนำบาตรออกแสดง ฯ
แสดงก้นบาตร
[๕๖๒] สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุแล้ว พลิกกลับแสดงก้น บาตร ภิกษุเหล่านั้น
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบ ภิกษุแล้ว จึงได้พลิกกลับแสดงก้นบาตร
แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีพบ
ภิกษุแล้ว ไม่พึงพลิกกลับ แสดงก้นบาตร รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณี
พบภิกษุแล้ว หงายบาตรแสดง และอามิสใดมีในบาตร พึงนิมนต์ภิกษุด้วยอามิสนั้น ฯ
เพ่งดูนิมิตบุรุษ
[๕๖๓] สมัยนั้น นิมิตบุรุษเขาทิ้งไว้ที่ถนนในพระนครสาวัตถี ภิกษุณี ทั้งหลายตั้งใจ
เพ่งดูนิมิตบุรุษนั้น ชาวบ้านพากันโห่ ภิกษุณีเหล่านั้นเก้อ จึงไปสู่ สำนักแล้ว บอกเรื่องนั้นแก่
ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็ เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี
ทั้งหลายจึงได้เพ่งดูนิมิตบุรุษเล่า แล้ว ได้บอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย … ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ ภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงเพ่งดูนิมิต
บุรุษ รูปใดเพ่งดู ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

224
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 225 (เล่ม 7)

เรื่องให้อามิส
[๕๖๔] สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ให้อามิสแก่พวก
ภิกษุณี ประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณ เจ้าทั้งหลาย จึงได้ให้อามิสที่เขา
ถวายแก่ตนเพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่นเล่า ก็พวกเราไม่รู้จักให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ … ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อามิสที่เขา
ถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์ บริโภคแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๖๕] สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แก่ สงฆ์ อามิสมีมาก
เหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้เป็นส่วนบุคคล ฯ
[๕๖๖] สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุทำการสั่งสมไว้มีมาก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ภิกษุยังภิกษุณีให้รับ
อามิสที่เป็นสันนิธิของภิกษุแล้วฉันได้ ฯ
[๕๖๗] สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณี ทั้งหลายถวายแก่ภิกษุ
คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลายจึงถวายอามิสที่เขาถวายแก่ตน
เพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่น ก็พวกเรา ไม่รู้จักให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้อามิสที่เขาถวายแก่ตน
เพื่อประโยชน์บริโภค แก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๕๖๘] สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถวายแก่ สงฆ์ อามิสมีมาก
เหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แม้เป็นส่วนบุคคล ฯ
[๕๖๙] สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุณีทำการสั่งสมมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบ ทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณี ยังภิกษุให้รับ
อามิสที่เป็นสันนิธิของภิกษุณีแล้วฉันได้ ฯ

225
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 226 (เล่ม 7)

พุทธานุญาตเสนาสนะอาศัยชั่วคราว
[๕๗๐] สมัยนั้น เสนาสนะของภิกษุทั้งหลายมีมาก เสนาสนะของ พวกภิกษุณีไม่มี
ภิกษุณีทั้งหลายส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดีละ เจ้าข้าขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงให้
เสนาสนะแก่พวกดิฉันอาศัยชั่วคราว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อ ให้เสนาสนะแก่ภิกษุณีทั้งหลายอาศัยชั่วคราว ฯ
พุทธานุญาตผ้าสำหรับนุ่งในที่พัก
[๕๗๑] สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายมีระดู ขึ้นนั่งบ้าง ขึ้นนอนบ้าง บน เตียงที่บุ บนตั่ง
ที่บุ เสนาสนะเปื้อนโลหิต ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงขึ้นนั่ง ไม่พึงขึ้นนอน บนเตียงที่บุ บนตั่งที่บุ รูปใดขึ้นนั่ง
หรือขึ้นนอน ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาต ผ้าในที่พัก ผ้าในที่พักเปื้อนโลหิต ภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
ผ้าซับใน ผ้าซับในหลุด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ใช้เชือกผูก แล้วผูกไว้ที่ขาอ่อน เชือกขาด ภิกษุ
ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
เชือกฟั่น ผูกสะเอว ฯ
[๕๗๒] สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้เชือกผูกสะเอวตลอดกาล คน ทั้งหลายเพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้เชือกผูกสะเอว
ตลอดกาล รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาต เชือกผูกสะเอว เมื่อมีระดู ฯ
ทุติยภาณวาร จบ
__________________
อันตรายิกธรรมของภิกษุณี
[๕๗๓] สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายที่อุปสมบทแล้วปรากฏว่าไม่มีนิมิตบ้าง มีสักแต่ว่า
นิมิตบ้าง ไม่มีโลหิตบ้าง มีโลหิตเสมอบ้าง มีผ้าซับในเสมอบ้าง มีน้ำ มูตรกะปริบกะปรอยบ้าง
มีเดือยบ้าง เป็นหญิงบัณเฑาะก์บ้าง เป็นหญิงคล้ายชาย บ้าง เป็นหญิงมีมรรคระคนกันบ้าง

226
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 227 (เล่ม 7)

เป็นหญิง ๒ เพศบ้าง … ภิกษุทั้งหลายกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถาม อันตรายิกธรรม ๒๔ ประการ แก่ภิกษุณีผู้จะอุปสมบท
วิธีถามอันตรายิกธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงถามอย่างนี้:
เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิต หรือ
มิใช่ผู้มีสักแต่ว่านิมิต หรือ
มิใช่ผู้ไม่มีโลหิต หรือ
มิใช่ผู้มีโลหิตเสมอ หรือ
มิใช่ผู้มีผ้าซับในเสมอ หรือ
มิใช่ผู้มีน้ำมูตรกะปริบกะปรอย หรือ
มิใช่ผู้มีเดือย หรือ
มิใช่เป็นหญิงบัณเฑาะก์ หรือ
มิใช่เป็นหญิงคล้ายชาย หรือ
มิใช่ผู้เป็นหญิงมีมรรคระคนกัน หรือ
มิใช่เป็นหญิง ๒ เพศ หรือ
อาพาธเหมือนอย่างนี้ ของเธอ มีหรือ คือ โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ
ลมบ้าหมู
เธอเป็นมนุษย์ หรือ
เป็นหญิง หรือ
เป็นไทย หรือ
ไม่มีหนี้สิน หรือ
ไม่เป็นราชภัฏ หรือ
มารดาบิดา สามี อนุญาตแล้ว หรือ
มีอายุครบ ๒๐ ปีแล้ว หรือ
บาตร จีวรของเธอครบแล้ว หรือ
เธอ ชื่ออะไร

227