พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 148 (เล่ม 7)

ภิกษุอยู่ หรือไม่มีภิกษุอยู่ พึงบอก โคจรคาม พึงบอกอโคจรคาม พึงบอกสกุลที่เป็นเสกขะสมมติ
พึงบอกที่ถ่ายอุจจาระ พึงบอกที่ถ่ายปัสสาวะ พึงบอกน้ำฉัน พึงบอกน้ำใช้ พึงบอกไม้เท้า
พึงบอกกติกา สงฆ์ที่ตั้งไว้ว่า เวลานี้ควรเข้า เวลานี้ควรออก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นวัตรของภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลายซึ่งภิกษุเจ้าถิ่น ทั้งหลาย
พึงประพฤติเรียบร้อย ฯ
คมิกวัตร
[๔๑๘] สมัยนั้น ภิกษุผู้เตรียมจะไปไม่เก็บเครื่องไม้ เครื่องดิน เปิดประตู หน้าต่างทิ้งไว้
ไม่มอบหมายเสนาสนะ แล้วหลีกไป เครื่องไม้ เครื่องดิน เสียหาย เสนาสนะไม่มีใครรักษา
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนภิกษุผู้เตรียมจะไป จึงไม่เก็บ
เครื่องไม้ เครื่องดิน เปิดประตูหน้าต่าง ทิ้งไว้ ไม่มอบหมายเสนาสนะ แล้วหลีกไป เครื่องไม้
เครื่องดินเสียหาย เสนาสนะ ไม่มีใครรักษา จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า … จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติวัตรแก่ภิกษุผู้เตรียมจะไป โดยประการ ที่ภิกษุผู้เตรียมจะไปพึง
ประพฤติเรียบร้อย ฯ
[๔๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เตรียมจะไปพึงเก็บเครื่องไม้ เครื่องดิน ปิด ประตู
หน้าต่าง มอบหมายเสนาสนะ ถ้าภิกษุไม่มี พึงมอบหมายสามเณร ถ้าสามเณร ไม่มี พึงมอบ
หมายคนวัด ถ้าคนวัดไม่มี พึงมอบหมายอุบาสก ถ้าไม่มีภิกษุ สามเณร คนวัดหรืออุบาสก
พึงยกเตียงขึ้น วางไว้บนศิลา ๔ แผ่น แล้วพึงยกเตียง ซ้อนเตียง ยกตั่งซ้อนตั่ง แล้วกองเครื่อง
เสนาสนะไว้ข้างบน เก็บเครื่องไม้ เครื่องดิน ปิดประตูหน้าต่าง แล้วจึงหลีกไป ถ้าวิหารฝนรั่ว
ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงมุง หรือพึงทำ ความขวนขวายว่า จะมุงวิหารได้อย่างไร ถ้าได้ตามความขวน
ขวายอย่างนี้ นั่นเป็น ความดี ถ้าไม่ได้ ที่ใดฝนไม่รั่ว พึงยกเตียงขึ้นวางบนศิลา ๔ แผ่น ในที่นั้น
แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียง ยกตั่งซ้อนตั่ง แล้วกองเครื่องเสนาสนะไว้ข้างบน เก็บเครื่องไม้
เครื่องดิน ปิดประตูหน้าต่างแล้วจึงหลีกไป ถ้าวิหารฝนรั่วทุกแห่ง ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงขน
เครื่องเสนาสนะเข้าบ้าน หรือพึงทำความขวนขวายว่า จะขนเครื่องเสนาสนะ เข้าบ้าน อย่างไร
ถ้าได้ตามความขวนขวายอย่างนี้ นั่นเป็นความดี ถ้าไม่ได้ พึงยก เตียงขึ้นวางบนก้อนศิลา ๔ แผ่น

148
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 149 (เล่ม 7)

ในที่แจ้ง แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียง ยกตั่งซ้อนตั่ง กองเครื่องเสนาสนะไว้ข้างบนเก็บเครื่องไม้
เครื่องดิน แล้วคลุมด้วยหญ้าหรือใบไม้ แล้วจึงหลีกไปด้วยคิดว่า อย่างไรเสีย ส่วนของเตียงตั่ง
คงเหลืออยู่บ้าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นวัตรของภิกษุผู้เตรียมจะไป ซึ่งภิกษุผู้เตรียม จะไปพึงประพฤติ
เรียบร้อย ฯ
ภัตตานุโมทนา
[๔๒๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่อนุโมทนาในโรงฉัน คนทั้งหลาย จึงเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ ไม่อนุโมทนาในโรงฉัน ภิกษุทั้งหลาย
ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้อนุโมทนาในโรงฉัน ฯ
[๔๒๑] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดว่า ใครหนอพึงอนุโมทนาในโรงฉัน แล้วจึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก
เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ภิกษุผู้เถระอนุโมทนาในโรงฉัน ฯ
[๔๒๒] สมัยนั้น ประชาชนหมู่หนึ่งถวายภัตรแก่พระสงฆ์ ท่านพระ สารีบุตรเป็น
สังฆเถระ ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ผู้เถระอนุโมทนาในโรงฉัน
จึงเหลือท่านพระสารีบุตรไว้รูปเดียว แล้วพากัน กลับไป
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงความยินดีกะคนเหล่านั้น แล้วได้ไป ทีหลังรูปเดียว
พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตรเดินมาแต่ไกลรูป เดียว จึงรับสั่ง
ถามว่า ดูกรสารีบุตร ภัตรมีมากมายกระมัง
ท่านพระสารีบุตรทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ภัตรมีมากมาย แต่ภิกษุทั้งหลาย ละข้าพระพุทธ
เจ้าไว้ผู้เดียว แล้วพากันกลับไป
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ภิกษุเถรานุเถระ
๔๕ รูปรออยู่ในโรงฉัน ฯ

149
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 150 (เล่ม 7)

[๔๒๓] สมัยต่อมา พระเถระรูปหนึ่งปวดอุจจาระรออยู่ในโรงฉัน เธอ กลั้นอุจจาระอยู่
จนสลบล้มลง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆรับสั่งว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีกรณียกิจ เราอนุญาตให้บอกลาภิกษุผู้นั่งอยู่ในลำดับ แล้วไปได้ ฯ
ภัตตัคควัตร
[๔๒๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์นุ่งห่มไม่เรียบร้อย ไม่มีมรรยาทไปสู่ โรงฉัน เดินแซง
ไปข้างหน้าพระเถระทั้งหลายบ้าง นั่งเบียดเสียดพระเถระบ้าง เกียดกันพวกภิกษุใหม่ด้วยอาสนะ
บ้าง นั่งทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง บรรดา ภิกษุผู้ที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย ไม่มีมรรยาทไปสู่โรงฉัน เดินแซง
ไปข้างหน้าพระเถระ ทั้งหลายบ้าง นั่งเบียดเสียดพระเถระบ้าง เกียดกันพวกภิกษุใหม่ด้วย
อาสนะบ้าง นั่งทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค … ทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ ฉัพพัคคีย์นุ่งห่ม
ไม่เรียบร้อย ไม่มีมรรยาทไปสู่โรงฉัน เดินแซงไปข้างหน้าพระเถระทั้งหลายบ้าง นั่งเบียดเสียด
พระเถระบ้าง เกียดกันพวกภิกษุใหม่ด้วยอาสนะบ้าง นั่งทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติวัตรในโรงฉันแก่ภิกษุทั้งหลายโดยประการที่ภิกษุทั้งหลาย
พึงประพฤติเรียบร้อยในโรงฉัน ฯ
[๔๒๕] ถ้าภัตตุเทสก์บอกภัตกาลในอาราม ภิกษุเมื่อปกปิดมณฑล ๓ พึงนุ่งให้เป็น
ปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ชั้นกลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือเข้าบ้านโดยเรียบร้อย
ไม่ต้องรีบร้อน ไม่พึงเดินแซงไปข้างหน้าพระเถระ ทั้งหลาย พึงปกปิดกายด้วยดีไปในละแวก
บ้าน พึงสำรวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน อย่าเวิกผ้าไปในละแวก
บ้าน อย่าหัวเราะลั่นไป ในละแวกบ้าน พึงมีเสียงน้อยไปในละแวกบ้าน อย่าโยกกายไปใน
ละแวกบ้าน อย่าไกวแขนไปในละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าค้ำกาย ไปใน
ละแวกบ้าน อย่าคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าเดินกระโหย่ง ไปในละแวกบ้าน พึงปกปิดกาย
ด้วยดีนั่งในละแวกบ้าน พึงสำรวมด้วยดีนั่งใน ละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงนั่งในละแวกบ้าน
อย่าเวิกผ้านั่งในละแวกบ้าน อย่า หัวเราะลั่นนั่งในละแวกบ้าน พึงมีเสียงน้อยนั่งในละแวกบ้าน อย่า
โยกกายนั่งใน ละแวกบ้าน อย่าไกวแขนนั่งในละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะนั่งในละแวกบ้าน

150
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 151 (เล่ม 7)

อย่าค้ำกายนั่งในละแวกบ้าน อย่าคลุมศีรษะนั่งในละแวกบ้าน อย่านั่งรัดเข่าใน ละแวกบ้าน อย่านั่ง
เบียดเสียดพระเถระ อย่าเกียดกันภิกษุใหม่ด้วยอาสนะ อย่า นั่งทับสังฆาฏิในละแวกบ้าน เมื่อเขา
ถวายน้ำ พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับน้ำ พึงล้างบาตรถือต่ำๆ ให้ดี อย่าให้ครูดสี ถ้า
กระโถนมี พึงค่อยๆ เทน้ำลงในกระโถน ด้วยคิดว่า กระโถนอย่าเลอะเทอะด้วยน้ำ ภิกษุใกล้
เคียงอย่าถูกน้ำ กระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ำกระเซ็น ถ้ากระโถนไม่มี พึงค่อยๆ เทน้ำลงที่พื้นดิน
ด้วยคิดว่า ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ำกระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ำกระเซ็น เมื่อเขาถวายข้าวสุก
พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับข้าวสุก พึงเว้นเนื้อที่ไว้ สำหรับแกง ถ้ามีเนยใส น้ำมัน หรือ
แกงอ่อม พระเถระควรบอกว่า จงจัด ถวายภิกษุทั้งหลายเท่าๆ กันทุกรูป พึงรับบิณฑบาต
โดยเคารพ พึงมีความสำคัญในบาตรรับบิณฑบาต พึงรับบิณฑบาตพอสมกับแกง พึงรับบิณฑบาต
พอเสมอขอบปากบาตร พระเถระไม่พึงฉันก่อนจนกว่าข้าวสุกจะทั่วถึงภิกษุทุกรูป พึงฉันบิณฑบาต
โดยเคารพ พึงมีความสำคัญในบาตรฉันบิณฑบาต พึงฉันบิณฑบาต ตามลำดับ พึงฉันบิณฑบาต
ไม่พึงฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ไม่พึงกลบแกง หรือกับข้าวด้วยข้าวสุก เพราะอยากได้มาก
ไม่อาพาธ ไม่พึง ขอแกง หรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ไม่พึงแลดูบาตรของภิกษุเหล่า
อื่น ด้วยหมายจะยกโทษ ไม่พึงทำคำข้าวให้ใหญ่นัก พึงทำคำข้าวให้กลมกล่อม เมื่อคำข้าวยังไม่ถึง
ปาก ไม่พึงอ้าปาก กำลังฉันไม่พึงสอดมือทั้งหมดเข้าในปาก ปาก ยังมีคำข้าวไม่พึงพูด ไม่พึงฉัน
เดาะคำข้าว ไม่พึงฉันกัดคำข้าว ไม่พึงฉันทำ กะพุ้งแก้มให้ตุ่ย ไม่พึงฉันสลัดมือ ไม่พึงฉันทำ
เมล็ดข้าวตก ไม่พึงฉันแลบลิ้น ไม่พึงฉันทำเสียงดังจั๊บๆ ไม่พึงฉันทำเสียงซู๊ดๆ ไม่พึงฉันเลียมือ
ไม่พึงฉัน ขอดบาตร ไม่พึงฉันเลียริมฝีปาก ไม่พึงรับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส พระเถระ ไม่พึงรับ
น้ำก่อนจนกว่าภิกษุทั้งหมดฉันเสร็จ เมื่อเขาถวายน้ำ พึงใช้มือทั้งสอง ประคองบาตรรับน้ำ พึงค่อยๆ
ล้างบาตรถือต่ำๆ ให้ดี อย่าให้ครูดสี ถ้ากระโถนมี พึงค่อยๆ เทน้ำลงในกระโถน ด้วยคิดว่า
กระโถนอย่าเลอะเทอะด้วยน้ำ ภิกษุ ใกล้เคียงอย่าถูกน้ำกระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ำกระเซ็น
ถ้ากระโถนไม่มี พึง ค่อยๆ เทน้ำลงบนพื้นดิน ด้วยคิดว่า ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ำกระเซ็น
ผ้าสังฆาฏิ อย่าถูกน้ำกระเซ็น ไม่พึงเทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน เมื่อกลับ ภิกษุใหม่
พึงกลับก่อน พระเถระพึงกลับทีหลัง พึงปกปิดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงสำรวมด้วยดีไป
ในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเวิกผ้า ไปในละแวกบ้าน ไม่พึงหัวเราะ
ลั่นไปในละแวกบ้าน พึงมีเสียงน้อยไปใน ละแวกบ้าน ไม่พึงโยกกายไปในละแวกบ้าน ไม่พึง

151
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 152 (เล่ม 7)

ไกวแขนไปในละแวกบ้านไม่พึงโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน ไม่พึงค้ำกายไปในละแวกบ้าน
ไม่พึง คลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเดินกระโหย่งไปในละแวกบ้าน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล วัตรในโรงฉันของภิกษุทั้งหลาย ซึ่งภิกษุทั้งหลาย พึงประพฤติ
เรียบร้อยในโรงฉัน ฯ
ปฐมภาณวาร จบ
_______________
ปิณฑจาริกวัตร
[๔๒๖] สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนุ่งห่มไม่เรียบร้อย ไม่มี มรรยาทเที่ยว
บิณฑบาต ไม่กำหนดเข้าไปสู่นิเวศน์บ้าง ไม่กำหนดออกไปบ้าง รีบร้อนเข้าไปบ้าง รีบร้อนออก
ไปบ้าง ยืนไกลเกินไปบ้าง ยืนใกล้เกินไปบ้าง ยืนนานเกินไปบ้าง กลับเร็วเกินไปบ้าง ภิกษุผู้เที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ไม่กำหนดเข้าไปสู่นิเวศน์ เธอเข้าใจว่าประตูเข้าไปสู่ห้องน้อยแห่งหนึ่ง
ใน ห้องน้อยนั้นมีหญิงเปลือยกายนอนหงายอยู่ เธอได้เห็นหญิงนั้นแล้ว รู้ว่านี้ไม่ใช่ ประตู นี้เป็น
ห้องน้อย จึงออกจากห้องน้อยนั้นไป สามีของหญิงนั้นได้เห็น หญิงนั้นเปลือยกายนอนหงายก็
สำคัญว่า ภิกษุนี้ประทุษร้ายภรรยาของเรา จึงจับ ภิกษุนั้นทุบตี ในทันใด หญิงนั้นตื่นขึ้น เพราะ
เสียงนั้นจึงถามสามีว่า นาย ท่านทุบตีภิกษุนี้ทำไม เขาตอบว่า เพราะภิกษุนี้ประทุษร้ายเธอ
นางตอบว่า นาย ภิกษุนี้ไม่ได้ประทุษร้ายฉันเลย ท่านไม่ได้ทำอะไร แล้วให้ปล่อยภิกษุนั้น ภิกษุ
นั้นไปอารามบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรจึงนุ่งห่ม ไม่เรียบร้อย ไม่มีมรรยาทเที่ยวบิณฑบาต
ไม่กำหนดเข้าไปสู่นิเวศน์บ้าง ไม่กำหนดออกไปบ้าง รีบร้อนเข้าไปบ้าง รีบร้อนออกไปบ้าง
ยืนไกลเกินไปบ้าง ยืนใกล้เกินไปบ้าง ยืนนานเกินไปบ้าง กลับเร็วเกินไปบ้าง จึงกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค … ทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า … จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติวัตรแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร โดยประการที่ภิกษุผู้เที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร พึงประพฤติเรียบร้อย ฯ

152
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 153 (เล่ม 7)

[๔๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร คิดว่า จักเข้า บ้านในบัดนี้
เมื่อปกปิดมณฑลสาม พึงนุ่งให้เป็นปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ชั้น กลัดลูกดุม
ล้างบาตรแล้ว ถือเข้าบ้านโดยเรียบร้อยไม่ต้อง รีบร้อน พึงปกปิดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึง
สำรวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน อย่าเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน
อย่าหัวเราะลั่นไป ในละแวกบ้าน พึงมีเสียงน้อยไปในละแวกบ้าน อย่าโยกกายไปในละแวกบ้าน
อย่าไกวแขนไปในละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าค้ำกายไป ในละแวกบ้าน
อย่าคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าเดินกระหย่งไปในละแวก บ้าน เมื่อเข้านิเวศน์พึงกำหนดว่า
จักเข้าทางนี้ จักออกทางนี้ อย่ารีบร้อนเข้าไป อย่ารีบร้อนออกเร็วนัก อย่ายืนไกลนัก อย่ายืน
ใกล้นัก อย่ายืนนานนัก อย่ากลับ เร็วนัก พึงยืนกำหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษา หรือไม่
ประสงค์จะถวาย ถ้าเขาพักการงาน ลุกจากที่นั่งจับทัพพี หรือจับภาชนะ หรือตั้งไว้ พึงยืนด้วยคิดว่า
เขาประสงค์จะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษา พึงแหวกผ้าซ้อนด้วยมือซ้าย พึงน้อม บาตรเข้าไปด้วยมือ
ขวา แล้วพึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับภิกษา และไม่พึง มองดูหน้าผู้ถวายภิกษา พึงกำหนดว่าเขา
ประสงค์จะถวายแกงหรือไม่ประสงค์จะ ถวาย ถ้าเขาจับทัพพี จับภาชนะ หรือตั้งไว้ พึงยืนอยู่ด้วย
คิดว่า เขาประสงค์ จะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษาแล้ว พึงคลุมบาตรด้วยผ้าซ้อน แล้วกลับโดยเรียบร้อย
ไม่ต้องรีบร้อน พึงปกปิดกายด้วยดี ไปในละแวกบ้าน พึงสำรวมด้วยดีไปใน ละแวกบ้าน พึงมีตา
ทอดลงไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ไม่พึงหัวเราะลั่นไปในละแวกบ้านพึงมี
เสียงน้อยไปในละแวกบ้าน ไม่พึงโยกกาย ไปในละแวกบ้าน ไม่พึงไกวแขนไปในละแวกบ้าน
ไม่พึงโคลงศีรษะไปใน ละแวกบ้าน ไม่พึงค้ำกายไปในละแวกบ้าน ไม่พึงคลุมศีรษะไปในละแวก
บ้านไม่พึงเดินกระหย่งไปในละแวกบ้าน ภิกษุใดกลับบิณฑบาตจากบ้านก่อน ภิกษุนั้น พึงปูอาสนะ
ไว้ พึงจัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า พึงล้างภาชนะ รองของฉันตั้งไว้ พึงตั้งน้ำฉัน
น้ำใช้ไว้ ภิกษุใดกลับบิณฑบาตจากบ้านทีหลัง ถ้าอาหารที่ฉันแล้วยังเหลืออยู่ ถ้าจำนงก็พึงฉัน
ถ้าไม่จำนงก็พึงเททิ้ง ในที่ปราศจาก ของเขียวสด หรือพึงเทลงในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์ ภิกษุนั้น
พึงรื้อขนอาสนะ เก็บน้ำ ล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า พึงล้างภาชนะรองของฉัน เก็บไว้
พึงเก็บ น้ำฉัน น้ำใช้ พึงกวาดโรงฉัน ภิกษุใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำ ชำระว่าง
เปล่า ภิกษุนั้นพึงจัดหาไปตั้งไว้ ถ้าเป็นการสุดวิสัย พึงกวักมือเรียก เพื่อนมา ให้ช่วยกันจัดตั้งไว้
แต่ไม่พึงเปล่งวาจาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ

153
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 154 (เล่ม 7)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นวัตรของภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ซึ่ง ภิกษุผู้เที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร พึงประพฤติเรียบร้อย ฯ
อารัญญกวัตร
[๔๒๘] สมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกันอยู่ในป่า พวกเธอไม่ตั้งน้ำฉัน ไม่ตั้งน้ำใช้ไว้
ไม่ติดไฟไว้ ไม่เตรียมไม้สีไฟไว้ ไม่รู้ทางนักษัตร ไม่รู้ทิสาภาค พวกโจรพากันไปที่นั้น ได้ถาม
ภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย มีน้ำดื่ม หรือไม่
ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย
จ. มีน้ำใช้หรือไม่
ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย
จ. มีไฟหรือไม่
ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย
จ. มีไม้สีไฟหรือไม่
ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย
จ. วันนี้ประกอบด้วยฤกษ์อะไร
ภ. พวกเราไม่รู้เลย ท่านทั้งหลาย
จ. นี้ทิศอะไร
ภ. พวกเราไม่รู้เลย ท่านทั้งหลาย
ลำดับนั้น โจรเหล่านั้นคิดกันว่า พวกนี้น้ำดื่มก็ไม่มี น้ำใช้ก็ไม่มี ไฟก็ ไม่มี ไม้สีไฟ
ก็ไม่มี ทางนักษัตรก็ไม่รู้ ทิสาภาคก็ไม่รู้ พวกนี้เป็นโจร พวกนี้ ไม่ใช่ภิกษุ จึงทุบตีแล้วหลีกไป จึง
ภิกษุเหล่านั้น แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ เหตุนั้นแล เราจักบัญญัติวัตร
แก่พวกภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร โดยประการที่ภิกษุผู้อยู่ ป่าเป็นวัตร พึงประพฤติเรียบร้อย ฯ
[๔๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร พึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ พึงสวมถุงบาตร
คล้องบ่า พาดจีวรบนไหล่ สวมรองเท้า เก็บเครื่องไม้ เครื่องดิน ปิดประตูหน้าต่าง แล้วออก
จากเสนาสนะ กำหนดรู้ว่าจักเข้าบ้านเดี๋ยวนี้ พึงถอด รองเท้า เคาะต่ำๆ แล้วใส่ถุง คล้องบ่า

154
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 155 (เล่ม 7)

เมื่อปกปิดมณฑลสาม พึงนุ่งให้เป็น ปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ชั้น กลัดลูกดุม
ล้างบาตรแล้วถือเข้า บ้านโดยเรียบร้อย ไม่ต้องรีบร้อน พึงปกปิดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึง
สำรวม ด้วยดีไปในละแวกบ้าน … อย่าเดินกระหย่งไปในละแวกบ้าน เมื่อเข้าสู่นิเวศน์พึง
กำหนดว่า จักเข้าทางนี้ จักออกทางนี้ อย่ารีบร้อนเข้าไป อย่ารีบร้อนออกมา อย่ายืนไกลนัก
อย่ายืนใกล้นัก อย่ายืนนานนัก อย่ากลับเร็วนัก ยืนอยู่พึงกำหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษา
หรือไม่ประสงค์จะถวาย ถ้าเขาพักการงาน ลุกจาก ที่นั่ง จับทัพพี จับภาชนะ หรือตั้งไว้ พึง
ยืนอยู่ด้วยคิดว่า เขาประสงค์จะถวายเมื่อเขาถวายภิกษา พึงแหวกผ้าซ้อนด้วยมือซ้าย พึงน้อม
บาตรเข้าไปด้วยมือขวา พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับภิกษา และไม่พึงมองดูหน้าผู้ถวายภิกษา
พึงกำหนดว่า เขาประสงค์จะถวายแกง หรือไม่ประสงค์จะถวาย ถ้าเขาจับทัพพี จับภาชนะ
หรือตั้งไว้ พึงยืนอยู่ด้วยคิดว่าเขาประสงค์จะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษาแล้ว พึงคลุมบาตรด้วย
ผ้าซ้อนแล้วกลับโดยเรียบร้อย ไม่ต้องรีบร้อน พึงปกปิดกายด้วยดี ไปในละแวกบ้าน … ไม่พึง
เดินกระหย่งไปในละแวกบ้าน ออกจากบ้านแล้ว เข้า ถุงบาตร คล้องบ่า พับจีวร วางบนศีรษะ
สวมรองเท้าเดินไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร พึงตั้งน้ำฉัน พึงตั้งน้ำใช้ พึงติด
ไฟไว้ พึงเตรียมไม้สีไฟไว้ พึงเตรียมไม้เท้าไว้ พึงเรียนทางนักษัตรทั้งสิ้น หรือบางส่วนไว้
พึงเป็นผู้ฉลาดในทิศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นวัตรของภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่า เป็นวัตร
พึงประพฤติเรียบร้อย ฯ
เสนาสนวัตร
[๔๓๐] สมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกันทำจีวรกรรมในที่แจ้งพระฉัพพัคคีย์ เคาะ
เสนาสนะบนที่สูงเหนือลม ภิกษุทั้งหลายถูกธุลีกลบ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่ง
โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้เคาะเสนาสนะ ที่สูงเหนือลม ภิกษุทั้งหลาย
ถูกธุลีกลบ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค … ทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ ฉัพพัคคีย์เคาะ
เสนาสนะบนที่สูงเหนือลม ภิกษุทั้งหลายถูกธุลีกลบ จริง หรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

155
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 156 (เล่ม 7)

พระผู้มีพระภาค … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติเสนาสนวัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุทั้งหลาย
พึงประพฤติเรียบร้อยในเสนาสนะ ฯ
[๔๓๑] ภิกษุอยู่ในวิหารใด ถ้าวิหารนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงชำระ เมื่อจะชำระ
วิหาร พึงขนบาตร จีวร ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่งก่อน พึงขนผ้า ปูนั่ง ผ้าปูนอน ออกวาง
ไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง พึงขนฟูก หมอน ออกไปวางไว้ที่ ควรแห่งหนึ่ง เตียงพึงยกต่ำๆ ขนออกไปให้ดี
อย่าให้ครูดสี กระทบกระแทก บานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง ตั่งพึงยกต่ำๆ ขน
ออกไปให้ดี อย่าให้ครูดสีกระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง
พึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง กระโถนพึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง พนักอิงพึงขน
ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เครื่องลาดพื้นพึงกำหนด ที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่ง
หนึ่ง ถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึงกวาด แต่เพดานลงมาก่อน พึงเช็ดกรอบหน้าต่าง ประตูและ
มุมห้อง ถ้าฝาทาน้ำมันขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ด ถ้าพื้นทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิด
แล้วเช็ด ถ้าพื้น ไม่ได้ทำ พึงเอาน้ำพรมแล้วกวาดด้วยคิดว่า อย่าให้ฝุ่นกลบวิหาร พึงกวาด
หยาก เยื่อไปทิ้งเสีย ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้ภิกษุ ไม่พึงเคาะ เสนาสนะ
ในที่ใกล้วิหาร ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้น้ำฉัน ไม่พึงเคาะเสนาสนะ ในที่ใกล้น้ำใช้ ไม่พึง
เคาะเสนาสนะบนที่สูงเหนือลม พึงเคาะเสนาสนะในที่ใต้ ลม เครื่องลาดพื้นพึงผึ่งแดดในที่ควร
แห่งหนึ่ง ชำระ เคาะ ปัด แล้วขนกลับไป ปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้า เตียง พึงผึ่งแดดไว้
ในที่ควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนกลับตั้ง ไว้ตามเดิม เตียง ตั่ง พึงผึ่งแดดไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง
ขัดสี เคาะ ยกต่ำๆ ทำให้ดี อย่าให้ครูดสี กระทบบานและกรอบประตู ขนกลับตั้งไว้ตามเดิม
ฟูกและหมอน พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เคาะ ปัดให้สะอาดแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม ผ้าปูนั่ง
และผ้าปูนอน พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง สลัดให้สะอาดแล้วขนไปปูไว้ตามเดิม กระโถน
พนักอิง พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนไปตั้งไว้ตามเดิม พึง เก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บ
บาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ ใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บ
บาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่องรอง เมื่อ จะเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบ
ราวจีวร หรือสายระเดียง พึงทำชายไว้ข้างนอก ขนดไว้ข้างใน เก็บจีวร ถ้ามีลมเจือด้วย
ผงคลีพัดมาทางทิศ ตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพัดมาทางทิศ
ตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพัดมาทางทิศเหนือ พึงปิด

156
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 157 (เล่ม 7)

หน้าต่างด้านเหนือ ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพัดมาทางทิศใต้ พึงปิดหน้าต่าง ด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว
กลางวันพึงเปิดหน้าต่าง กลางคืนพึงปิด ถ้าฤดูร้อน กลางวัน พึงปิดหน้าต่าง กลางคืนพึงเปิด
ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎีรก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉัน น้ำใช้ไม่มี พึงจัดตั้ง
ไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึง ตักน้ำมาไว้ในหม้อชำระ ถ้าอยู่ในวิหารหลังเดียวกับภิกษุผู้แก่กว่า
ยังไม่อาปุจฉา ภิกษุผู้แก่กว่า ไม่พึงให้อุเทศ ไม่พึงให้ปริปุจฉา ไม่พึงทำการสาธยาย ไม่พึง
แสดงธรรม ไม่พึงตามประทีป ไม่พึงดับประทีป ไม่พึงเปิดหน้าต่าง ไม่พึงปิด หน้าต่าง ถ้าเดิน
จงกรมในที่จงกรมเดียวกับภิกษุผู้แก่กว่า พึงเดินคล้อยตามภิกษุผู้แก่กว่า และไม่พึงกระทบ
กระทั่งภิกษุผู้แก่กว่า ด้วยชายผ้าสังฆาฏิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นเสนาสนวัตรของภิกษุทั้งหลาย ซึ่งภิกษุทั้งหลายพึง
ประพฤติเรียบร้อยในเสนาสนะ ฯ
ชันตาฆรวัตร
[๔๓๒] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ถูกพระเถระทั้งหลายในเรือนไฟห้ามอยู่ อาศัยความไม่
เอื้อเฟื้อ ใส่ฟืนมาก ติดไฟ ปิดประตูแล้วนั่งที่ประตู ส่วนพระ เถระทั้งหลายถูกความร้อนแผด
เผา ออกประตูไม่ได้ สลบล้มลง บรรดาภิกษุที่เป็น ผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์อันพระเถระ ทั้งหลายในเรือนไฟห้ามอยู่ จึงอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ
ใส่ฟืนมาก ติดไฟปิดประตูแล้วนั่งที่ประตู ส่วนพระเถระทั้งหลายถูกความร้อนแผดเผา ออก
ประตูไม่ได้ สลบล้มลง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาค … ทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ ฉัพพัคคีย์อันพระเถระ
ทั้งหลายในเรือนไฟห้ามอยู่ อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ใส่ฟืนมาก ติดไฟ ปิดประตู แล้วนั่งที่
ประตู ภิกษุทั้งหลายถูกความร้อนแผดเผา ออกประตู ไม่ได้ สลบล้มลง จริง หรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุอันพระเถระในเรือนไฟห้ามอยู่ ไม่พึงอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ใส่ฟืนมาก ติดไฟ รูปใด
ติดไฟต้องอาบัติทุกกฏ
อนึ่ง ภิกษุไม่พึงปิดประตู แล้วนั่งขวางประตู รูปใดนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ

157