พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 88 (เล่ม 7)

[๒๙๔] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กิฏาคิรีชนบทตามพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริก
ทางเมืองอาฬวี เสด็จจาริกโดยลำดับถึงเมืองอาฬวีแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์
เขตเมืองอาฬวีนั้น ฯ
เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรม
[๒๙๕] สมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองอาฬวีย่อมให้นวกรรมเห็นปานนี้ คือ:
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดินบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบทาฝาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงตั้งประตูบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยูบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงกรอบเช็ดหน้าบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาวบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลืองบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพังบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถูบ้าง
ให้นวกรรม ๒๐ ปีบ้าง
ให้นวกรรม ๓๐ ปีบ้าง
ให้นวกรรม ตลอดชีวิตบ้าง
ให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควันก็มี
บรรดาภิกษุ ที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุชาวเมือง
อาฬวี จึงได้ให้นวกรรมเห็นปานนี้ คือ:
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดินบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบทาฝาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงตั้งประตูบ้าง

88
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 89 (เล่ม 7)

ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยูบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดกรอบเช็ดหน้าบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาวบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลืองบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพังบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถูบ้าง
ได้ให้นวกรรม ๒๐ ปีบ้าง
ได้ให้นวกรรม ๓๐ ปีบ้าง
ได้ให้นวกรรม ตลอดชีวิตบ้าง
ได้ให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควันก็มี จึงภิกษุ เหล่านั้นกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค …
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุชาวเมือง อาฬวี … จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียน … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดิน
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบทาฝา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงตั้งประตู
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยู
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดกรอบเช็ดหน้า
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาว
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำ

89
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 90 (เล่ม 7)

ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลือง
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบ
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพัง
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถู
ไม่พึงให้นวกรรม ๒๐ ปี
ไม่พึงให้นวกรรม ๓๐ ปี
ไม่พึงให้นวกรรม ตลอดชีวิต
ไม่พึงให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควัน รูปใดให้ นวกรรม ต้อง
อาบัติทุกกฏ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นวกรรมวิหารที่ยังไม่ได้ทำหรือที่ทำค้างไว้ เฉพาะวิหาร
เล็กให้ตรวจดูงานแล้ว ให้นวกรรม ๕๖ ปี เรือนมุงแถบเดียว ให้ตรวจ ดูงานแล้ว ให้นวกรรม
๗๘ ปี วิหารใหญ่หรือปราสาทให้ตรวจดูงานแล้วให้นวกรรม ๑๐๑๒ ปี ฯ
ให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง
[๒๙๖] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้นวกรรมวิหารทั้งหลังจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี
พระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง รูปใด
ให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๒๙๗] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้นวกรรม ๒ ครั้งแก่วิหาร ๑ หลัง จึง กราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ นวกรรม ๒ ครั้ง
แก่วิหาร ๑ หลัง รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๒๙๘] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเอานวกรรมแล้วให้ภิกษุรูปอื่นอยู่ จึง กราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถือเอา นวกรรมแล้ว
ไม่พึงให้ภิกษุรูปอื่นอยู่ รูปใดให้อยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๒๙๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเอานวกรรมแล้ว เกียดกันเสนาสนะ ของสงฆ์ จึงกราบ
ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ถือเอานวกรรม

90
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 91 (เล่ม 7)

แล้ว ไม่พึงเกียดกันเสนาสนะของสงฆ์ รูปใดเกียดกัน ต้องอาบัติ ทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ถือที่นอนอย่างดีแห่งหนึ่ง ฯ
[๓๐๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้นวกรรม แก่วิหารที่ตั้งอยู่นอกสีมา จึงกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง ให้นวกรรม แก่
วิหารที่ตั้งอยู่นอกสีมา รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
[๓๐๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเอานวกรรมแล้ว เกียดกันตลอด กาลทั้งปวง จึง
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถือเอา
นวกรรมแล้ว ไม่พึงเกียดกันตลอดกาลทั้งปวง รูปใดเกียดกัน ต้อง อาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราอนุญาตให้เกียดกันเฉพาะ ๓ เดือนฤดูฝน ไม่ให้ เกียดกันตลอดฤดูกาล ฯ
ภิกษุถือเอานวกรรมแล้วหลีกไปเป็นต้น
[๓๐๒] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเอานวกรรมแล้ว หลีกไปบ้าง สึก เสียบ้าง ถึงมรณภาพ
บ้าง ปฏิญาณเป็นสามเณรบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขา บ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ต้องอันติมวัตถุบ้าง
ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริตบ้าง ปฏิญาณเป็น ผู้มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะ
เวทนาบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ ถูกยกวัตรฐานไม่เห็นอาบัติบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่สละคืน
ทิฐิอันลามกบ้าง ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์บ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ลักเพศบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีด
เดียรถีย์บ้าง ปฏิญาณเป็นสัตว์ ดิรัจฉานบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่ามารดาบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าบิดาบ้าง
ปฏิญาณเป็น ผู้ฆ่าพระอรหันต์บ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณีบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ทำลาย สงฆ์บ้าง
ปฏิญาณเป็นผู้ทำโลหิตุปบาทบ้าง ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนกบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
[๓๐๓] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรม วินัยนี้ ถือเอานวกรรม
แล้ว หลีกไป สงฆ์พึงมอบให้แก่ภิกษุรูปอื่นด้วยสั่งว่า อย่าให้ของสงฆ์เสียหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรมแล้วสึก ถึงมรณภาพ
ปฏิญาณเป็นสามเณร ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขา ปฏิญาณเป็นผู้ ต้องอันติมวัตถุ ปฏิญาณเป็นผู้
วิกลจริต ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ปฏิญาณเป็นผู้
ถูกยกวัตรฐานไม่เห็นอาบัติ ปฏิญาณ เป็นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่กระทำคืนอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกยก

91
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 92 (เล่ม 7)

วัตรฐานไม่สละคืนทิฐิ อันลามก ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์ ปฏิญาณเป็นผู้ลักเพศ ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีด
เดียรถีย์ ปฏิญาณเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่ามารดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าบิดา ปฏิญาณเป็น
ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ปฏิญาณเป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ปฏิญาณเป็น ผู้ทำลายสงฆ์ ปฏิญาณเป็นผู้ทำ
โลหิตุปบาท ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก สงฆ์ พึงมอบให้แก่ภิกษุรูปอื่นด้วยสั่งว่า อย่าให้ของสงฆ์
เสียหาย ฯ
[๓๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรม แล้วหลีกไปใน
เมื่อยังทำไม่เสร็จ สงฆ์พึงมอบให้แก่ภิกษุรูปอื่นด้วยสั่งว่า อย่าให้ ของสงฆ์เสียหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรมแล้วสึก ในเมื่อทำยังไม่เสร็จ
… ถึงมรณภาพ ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก สงฆ์พึงมอบ ให้แก่ภิกษุรูปอื่นด้วยสั่งว่า อย่าให้ของ
สงฆ์เสียหาย ฯ
[๓๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรม แล้ว หลีกไปในเมื่อ
ทำเสร็จแล้ว นวกรรมนั้นตกเป็นของภิกษุนั้นเอง ฯ
[๓๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรม แล้ว พอทำเสร็จ
แล้ว ก็สึก ถึงมรณภาพ ปฏิญาณเป็นสามเณร ปฏิญาณเป็น ผู้บอกลาสิกขา ปฏิญาณเป็นผู้ต้อง
อันติมวัตถุ สงฆ์เป็นเจ้าของ ฯ
[๓๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรม แล้ว พอทำเสร็จ
ก็ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริต ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ปฏิญาณ เป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา
ปฏิญาณเป็นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่เห็นอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่กระทำคืนอาบัติ ปฏิญาณ
เป็นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่ สละคืนทิฐิอันลามก นวกรรมนั้นตกเป็นของภิกษุนั้นเอง ฯ
[๓๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือเอานวกรรม แล้ว พอทำเสร็จ
ก็ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์ ปฏิญาณเป็นผู้ลักเพศ ปฏิญาณเป็น ผู้เข้ารีดเดียรถีย์ ปฏิญาณเป็นสัตว์
ดิรัจฉาน ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่ามารดา ปฏิญาณ เป็นผู้ฆ่าบิดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ ปฏิญาณ
เป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ปฏิญาณเป็นผู้ทำลายสงฆ์ ปฏิญาณเป็นผู้ทำโลหิตุปบาท ปฏิญาณเป็น
อุภโต พยัญชนก สงฆ์เป็นเจ้าของแล ฯ
ใช้เสนาสนะผิดสถานที่
[๓๐๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้สอยเสนาสนะอันเป็นเครื่องใช้ สำหรับวิหารของอุบาสก
คนหนึ่ง ในวิหารหลังอื่น ครั้งนั้น อุบาสกนั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้า

92
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 93 (เล่ม 7)

ทั้งหลาย จึงได้เอาเครื่องใช้ในวิหารแห่ง หนึ่ง ไปใช้ในวิหารอีกแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องใช้ในวิหารแห่ง
หนึ่ง ภิกษุไม่พึงเอาไปใช้ในวิหารอีกแห่งหนึ่ง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
พุทธานุญาตให้ขอยืมเสนาสนะ
[๓๑๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะรักษาโรงอุโบสถบ้าง ที่นั่ง ประชุมบ้าง จึงนั่ง
บนพื้นดิน ทั้งร่างกาย ทั้งจีวร ย่อมเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่น ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้
มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้นำไปใช้ฐานเป็นของขอยืม ฯ
พุทธานุญาตให้เก็บเสนาสนะไปรักษา
[๓๑๑] สมัยนั้น มหาวิหารของสงฆ์ชำรุด ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่ นำเสนาสนะออกไป
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาต
ให้นำไปเพื่อเก็บรักษาไว้ได้ ฯ
พุทธานุญาตให้แลกเปลี่ยน
[๓๑๒] สมัยนั้น ผ้ากัมพลมีราคามาก เป็นบริขารสำหรับเสนาสนะ เกิดขึ้นแก่สงฆ์
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
อนุญาตให้แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์แก่ผาติกรรมได้ ฯ
[๓๑๓] สมัยนั้น ผ้ามีราคามาก เป็นบริขารสำหรับเสนาสนะเกิดขึ้น แก่สงฆ์ ภิกษุ
ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรา
อนุญาตให้แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์แก่ผาติกรรมได้ ฯ
พุทธานุญาตผ้าเช็ดเท้า
[๓๑๔] สมัยนั้น หนังหมีบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มี
พระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำเป็นผ้า เช็ดเท้า ฯ
[๓๑๕] สมัยต่อมา เครื่องเช็ดเท้ารูปวงล้อบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ทำเป็นผ้าเช็ดเท้า ฯ
[๓๑๖] สมัยต่อมา ผ้าท่อนน้อยบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้
มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำเป็น ผ้าเช็ดเท้า ฯ

93
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 94 (เล่ม 7)

มีเท้าเปื้อนห้ามเหยียบเสนาสนะ
[๓๑๗] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเหยียบเสนาสนะด้วยเท้าที่ยังมิได้ล้าง เสนาสนะ
เปรอะเปื้อน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเหยียบเสนาสนะด้วยเท้าที่ยังมิได้ล้าง รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
มีเท้าเปียกห้ามเหยียบเสนาสนะ
[๓๑๘] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเหยียบเสนาสนะด้วยเท้าที่ยังเปียก เสนาสนะเปรอะ
เปื้อน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเหยียบเสนาสนะด้วยเท้าที่ยังเปียก รูปใด เหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
สวมรองเท้าห้ามเหยียบเสนาสนะ
[๓๑๙] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายสวมรองเท้าเหยียบเสนาสนะ เสนาสนะเปรอะเปื้อน
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
สวมรองเท้าไม่พึงเหยียบเสนาสนะ รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
ทรงห้ามถ่มเขฬะบนพื้นที่ขัดถู
[๓๒๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถ่มเขฬะบนพื้นที่ขัดถูแล้ว ความงาม ย่อมเสียไป
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงถ่มเขฬะบนพื้นที่ขัดถูแล้ว รูปใดถ่ม ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
กระโถน ฯ
พุทธานุญาตผ้าพันเท้าเตียงตั่ง
[๓๒๑] สมัยนั้น ทั้งเท้าเตียง ทั้งเท้าตั่ง ย่อมครูดพื้นที่ขัดถูแล้ว ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ใช้ผ้าพัน ฯ
[๓๒๒] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายพิงฝาที่ขัดถูแล้ว ความงามย่อมเสีย ไป ภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงพิงฝา
ที่ขัดถูแล้ว รูปใดพิง ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตพนักอิง พนักอิงส่วนล่าง
ครูดพื้น และส่วนบนครูดฝา ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ใช้ผ้าพันทั้งข้างล่างและข้างบน ฯ

94
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 95 (เล่ม 7)

พุทธานุญาตให้ปูลาดนอน
[๓๒๓] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายล้างเท้าแล้วย่อมรังเกียจที่จะนอน จึง กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ปูลาดก่อนแล้วนอน ฯ
พุทธานุญาตภัตร
[๓๒๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เมืองอาฬวีตามพระพุทธา ภิรมย์ แล้วเสด็จ
จาริกทางกรุงราชคฤห์ เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงกรุงราชคฤห์ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่
ณ พระเวฬุวันวิหารอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อ แก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์นั้น ฯ
[๓๒๕] สมัยต่อมา กรุงราชคฤห์มีข้าวแพง ประชาชนไม่สามารถจะทำสังฆภัตร แต่
ปราถนาจะทำอุทเทสภัตร นิมันตนภัตร สลากภัตร ปักขิกภัตร อุโปสถิกภัตร ปาฏิปทิกภัตร
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตสังฆภัตร อุทเทสภัตร นิมันตนภัตร สลากภัตร ปักขิกภัตร อุโปสถิกภัตร ปาฏิปทิกภัตร ฯ
พุทธานุญาตให้สมมติภัตตุเทสก์
[๓๒๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์รับภัตตาหารดีๆ ไว้สำหรับพวกตน ให้ ภัตตาหารเลวๆ
แก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ รับสั่งว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุที่ประกอบด้วย องค์ ๕ เป็นภัตตุเทสก์ คือ:
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว และ
๕. รู้จักภัตรที่แจกแล้วและยังมิได้แจก ฯ
วิธีสมมติ
[๓๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ พึงขอร้อง ภิกษุก่อน ครั้นแล้ว
ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ ทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:

95
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 96 (เล่ม 7)

กรรมวาจาสมมติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง
สมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นภัตตุเทสก์ นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นภัตตุเทสก์
การสมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นภัตตุเทสก์ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบ
แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติเป็นภัตตุเทสก์แล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุ นั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
วิธีแจกภัตร
[๓๒๘] ครั้นนั้น พระภัตตุเทสก์มีความสงสัยว่า จะพึงแจกภัตรอย่างไ หนอ จึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เขียนชื่อ
ลงในสลากหรือแผ่นผ้ารวมเข้าไว้ แล้วจึงแจกภัตร ฯ
สมมติภิกษุเป็นผู้แต่งตั้งเสนาสนะเป็นต้น
[๓๒๙] สมัยนั้น สงฆ์ไม่มีภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะ …
ไม่มีภิกษุผู้รักษาเรือนคลัง …
ไม่มีภิกษุผู้รับจีวร …
ไม่มีภิกษุผู้แจกจีวร …
ไม่มีภิกษุผู้แจกข้าวยาคู …
ไม่มีภิกษุผู้แจกผลไม้ …
ไม่มีภิกษุผู้แจกของเคี้ยว ของเคี้ยวที่ยังมิได้แจกย่อมเสีย ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ สมมติภิกษุที่
ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้แจกของเคี้ยว คือ:
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว และ
๕. รู้จักของเคี้ยวที่แจกแล้วและยังมิได้แจก ฯ

96
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 97 (เล่ม 7)

วิธีสมมติ
[๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ พึงขอร้องภิกษุ ก่อน ครั้นแล้ว
ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ ทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:
กรรมวาจาสมมติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์
พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นผู้แจกของเคี้ยว นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นผู้ แจกของเคี้ยว
การสมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นผู้แจกของของเคี้ยวชอบแก่ ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่
ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติเป็นผู้แจกของเคี้ยวแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
สมมติภิกษุเป็นผู้แจกของเล็กน้อย
[๓๓๑] สมัยนั้น บริขารเล็กน้อยเกิดขึ้นในเรือนคลังของสงฆ์ ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้สมมติ
ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้แจกของเล็กน้อย คือ:
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว และ
๕. รู้จักของที่แจกแล้วและมิได้แจก ฯ
วิธีสมมติ
[๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ พึงขอร้องภิกษุ ก่อน ครั้น
แล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ ทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:

97