พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 46 (เล่ม 6)

๖. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น
๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๙. ไม่พึงติกรรม
๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน
๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น
๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ
๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ฯ
วัตร ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ
________________________
ภิกษุสงฆ์เดินทางไปลงโทษ
[๑๒๐] ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุขได้ไปสู่ชนบท
กิฏาคีรี แล้วลงปัพพาชนียกรรมแก่พวกภิกษุอัสสชิและ ปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฏาคีรีว่า พวก
ภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ใน ชนบทกิฏาคีรี
พวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะเหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดย
ชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยัง
ใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะ ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียง
เพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มี
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุ
อัสสชิและปุนัพพสุกะ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่ ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อ
หยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียง

46
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 47 (เล่ม 6)

เพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะ ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว
หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มีเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
[๑๒๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น
ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุ
อัสสชิและปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่
ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมา ภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะ
ความพอใจ ลำเอียงเพราะความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีก
ไปเสียก็มี สึกเสียก็มี จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
ทรงติเตียน
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่า
นั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษ
เหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่ ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประ
พฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะ
ความพอใจ ลำเอียงเพราะ ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไป
เสียก็มี สึกเสียก็มีเล่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส
ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
หมวดที่ ๑
[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์
๕ คือ
๑. ให้อุปสมบท

47
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 48 (เล่ม 6)

๒. ให้นิสัย
๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
หมวดที่ ๒
[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
แม้อื่นอีก คือ
๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น
๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ติกรรม
๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
หมวดที่ ๓
[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
คือ
๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ทำการไต่สวน
๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๖. โจทภิกษุอื่น
๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรมจบ

48
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 49 (เล่ม 6)

วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
๑. ไม่ให้อุปสมบท
๒. ไม่ให้นิสัย
๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
หมวดที่ ๒
[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
แม้อื่นอีก คือ
๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น
๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ไม่ติกรรม
๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
หมวดที่ ๓
[๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
คือ
๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ไม่ทำการไต่สวน
๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส

49
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 50 (เล่ม 6)

๖. ไม่โจทภิกษุอื่น
๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ
__________________
วิธีระงับปัพพาชนียกรรม
[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมอย่างนี้ คือ ภิกษุที่ถูกลง
ปัพพาชนียกรรมนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าไหว้เท้าภิกษุทั้งหลายผู้แก่พรรษา
กว่า แล้วนั่งกระโหย่งประคองอัญชลี กล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
คำขอระงับปัพพาชนียกรรม
ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบหายเย่อหยิ่ง
ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ข้าพเจ้าขอระงับปัพพาชนียกรรม
พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม
ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ จตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
กรรมวาจาระงับปัพพาชนียกรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว
ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ แก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับปัพพาชนียกรรม ถ้า
ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลง ปัพพาชนียกรรมแล้ว
ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ ตัวได้ บัดนี้ขอระงับปัพพาชนียกรรม สงฆ์ระงับ
ปัพพาชนียกรรม แก่ ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด
ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง …

50
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 51 (เล่ม 6)

ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง ข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูป
นี้ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติ โดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้
ขอระงับปัพพาชนีย- กรรม สงฆ์ระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนีย-
กรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้
นั้นพึงพูด
ปัพพาชนียกรรมอันสงฆ์ระงับแล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
ปัพพาชนียกรรม ที่ ๓ จบ
____________
ปฏิสารณียกรรม ที่ ๔
เรื่องพระสุธรรม
[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระสุธรรมเป็นเจ้าอาวาส เป็นช่างก่อสร้าง รับภัตร
ประจำของจิตตะคหบดี ในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ในคราวที่จิตตะคหบดีประสงค์จะนิมนต์สงฆ์ คณะ
หรือบุคคล จะไม่บอกท่านพระสุธรรมก่อน นิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคล ไม่เคยมี
สมัยต่อมา พระเถระหลายรูปด้วยกัน คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระ
อนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระ อุบาลี ท่านพระอานนท์ และท่านพระราหุล ได้เที่ยวจาริกไป
ในแคว้นกาสี เดินทางไปถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ฯ
จิตตะคหบดีต้อนรับพระอาคันตุกะ
[๑๓๐] จิตตะคหบดีได้ทราบข่าวแน่ถนัดว่า พระเถระหลายรูปมาถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์แล้ว
โดยลำดับ จึงเข้าไปในสำนักของพระเถระ ครั้นแล้วจึงอภิวาท พระเถระทั้งหลายแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรได้ชี้แจงให้ จิตตะคหบดีผู้นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้เห็นแจ้ง สมาทาน
อาจหาญ ร่าเริง ด้วย ธรรมีกถา ครั้นจิตตะคหบดีอันท่านพระสารีบุตรชี้แจง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน
อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กล่าวคำอาราธนานี้แก่พระเถระทั้งหลาย ว่า ขอพระเถระ
ทั้งหลายจงกรุณารับอาคันตุกะภัตรของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล และปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วย
เถิด เจ้าข้า พระเถระทั้งนั้นรับอาราธนาด้วยอาการ ดุษณีภาพ ฯ

51
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 52 (เล่ม 6)

[๑๓๑] ครั้นจิตตะคหบดี ทราบการรับอาราธนาของพระเถระทั้งหลายแล้ว ลุกจากที่นั่ง
ไหว้พระเถระทั้งหลาย ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหาท่านพระสุธรรมถึงสำนัก นมัสการแล้วได้ยืนอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรม ดังนี้ว่า ขอพระคุณเจ้า
สุธรรม จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อม
กับ พระเถระทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า
ที่นั้น ท่านพระสุธรรมคิดว่า ครั้งก่อนๆ จิตตะคหบดีนี้ประสงค์จะนิมนต์สงฆ์ คณะ
หรือบุคคล คราวใด จะไม่บอกเราก่อนแล้วนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือ บุคคลไม่เคยมี แต่เดี๋ยวนี้
เขาไม่บอกเราก่อน แล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลาย เดี๋ยวนี้จิตตะคหบดีนี้ ลบหลู่เมินเฉย ไม่ยินดี
ในเราเสียแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้แก่ จิตตะคหบดีว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์
จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรมเป็นคำรบสองว่า ขอพระคุณเจ้าสุธรรม
จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและ ปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระ
ทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า
ท่านพระสุธรรมตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์
จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรมเป็นคำรบสามว่า ขอ พระคุณเจ้าสุธรรม
จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและ ปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระ
ทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า
ท่านพระสุธรรมตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์
ทีนั้น จิตตะคหบดีคิดว่า จักทำอะไรแก่เรา เมื่อพระคุณเจ้าสุธรรมรับ นิมนต์ หรือไม่รับ
นิมนต์ แล้วไหว้ท่านพระสุธรรมทำประทักษิณกลับไป ฯ
วิวาทกับคหบดี
[๑๓๒] ครั้งนั้น จิตตะคหบดีสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตถวายพระเถระ
ทั้งหลายโดยผ่านราตรีนั้น จึงท่านพระสุธรรมคิดว่า ถ้ากระไร เรา พึงตรวจดูขาทนียโภชนียาหารที่
จิตตะคหบดีตกแต่งถวายพระเถระทั้งหลาย ครั้นถึง เวลาเช้า นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร
เข้าไปสู่นิเวศน์ของจิตตะคหบดี แล้ว นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย
ทีนั้น จิตตะคหบดีเข้าไปหาท่านพระสุธรรม นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

52
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 53 (เล่ม 6)

ท่านพระสุธรรมได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดี ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า ท่านคหบดี ขาทนีย
โภชนียาหารนี้ ท่านตกแต่งไว้มากนัก แต่ของสิ่งหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ขนมแดกงา ไม่มีในจำนวนนี้
จิตตะคหบดีกล่าวความตำหนิว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อพระพุทธพจน์มากมายมี อยู่ แต่พระ
คุณเจ้าสุธรรมมากล่าวว่า ขนมแดกงา ซึ่งเป็นคำเล็กน้อย
ท่านเจ้าข้า เรื่องเคยมีมาแล้ว พ่อค้าชาวทักษิณาบถ ได้ไปสู่ชนบทแถบ ตะวันออก พวก
เขานำแม่ไก่มาแต่ที่นั้น ต่อมาแม่ไก่นั้นสมสู่อยู่ด้วยพ่อกาก็ออก ลูกมา คราวใดลูกไก่นั้นปรารถนาจะ
ร้องอย่างกา คราวนั้นย่อมร้องเสียงการะคนไก่ คราวใดปรารถนาจะขันอย่างไก่ คราวนั้นย่อมขัน
เสียงไก่ระคนกา ฉันใด เมื่อ พระพุทธพจน์มากมายมีอยู่ พระคุณเจ้าสุธรรมมากล่าวว่า ขนมแดกงา
ซึ่งเป็น คำเล็กน้อย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
สุ. คหบดี ท่านด่าอาตมา คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่น อาวาสของท่าน
อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น
จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่ามิได้บริภาษพระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนาพระคุณเจ้าสุธรรม
จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์ เขตเมือง มัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้าจักทำการขวนขวาย
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม
ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดีเป็นคำรบสองว่า คหบดีท่านด่าอาตมา
คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น
จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่า มิได้บริภาษพระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนาพระคุณเจ้า
สุธรรม จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์ เขตเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้าจักทำการ
ขวนขวาย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม
ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดีเป็นคำรบสามว่า คหบดี ท่านด่าอาตมา
คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น
จิ. พระคุณเจ้าสุธรรมจักไปที่ไหน เจ้าข้า
สุ. คหบดี อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค
จิ. ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น ถ้อยคำอันใดที่พระคุณเจ้าได้กล่าวแล้ว และ ถ้อยคำอันใดที่
ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ขอท่านจงกราบทูลถ้อยคำอันนั้นทั้งมวลแด่ พระผู้มีพระภาค แต่ข้อที่พระคุณเจ้า
สุธรรมจะพึงกลับมาเมืองมัจฉิกาสณฑ์อีกนั้น ไม่อัศจรรย์เลย เจ้าข้า ฯ

53
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 54 (เล่ม 6)

พระสุธรรมเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
[๑๓๓] ครั้งนั้น ท่านพระสุธรรมเก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรจีวรเดินไปทางพระนคร
สาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวันอารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มี
พระภาค แล้วถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลถ้อยคำที่ตนกับคหบดี
โต้ตอบกัน ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบทุกประการ ฯ
ทรงติเตียน
[๑๓๔] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น
ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ จิตตะคหบดีผู้มีศรัทธาเลื่อมใส
เป็นทายก กัปปิยการก บำรุงสงฆ์ ไฉนเธอจึงได้พูดกด พูดข่ม ด้วยถ้อยคำอันเลวเล่า ดูกร
โมฆบุรุษ การกระทำ ของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส … ครั้นแล้ว
ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์ จงทำปฏิสารณีย
กรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี
วิธีทำปฏิสารณียกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีทำปฏิสารณียกรรมพึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุสุธรรมก่อน
ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้
สงฆ์ทราบด้วยบัญญัติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
กรรมวาจาทำปฏิสารณียกรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มี
ศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุง สงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว ถ้าความพร้อมพรั่ง
ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ พึงทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี
นี้ เป็นบัญญัติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มี
ศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุง สงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำปฏิสารณีย
กรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี การทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม

54
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 55 (เล่ม 6)

คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด
ท่านผู้นั้นพึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง …
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง ข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้
พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กับปิยการก ผู้บำรุงสงฆ์ ด้วย
ถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำ ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี การทำ
ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง
เป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงพูด
ปฏิสารณียกรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบ
แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑
[๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรมไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบ ถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
หมวดที่ ๒
[๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้ อื่นอีก เป็นกรรม
ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ ไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่
เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดง แล้ว ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
หมวดที่ ๓
[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การ
ก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑

55