พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 228 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….
…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ ….
ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้า
ปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุณีสงฆ์ ….
…. อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ….
…. ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….

228
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 229 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….
…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….
…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขา
ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์เพื่อประโยชน์ตน ….
…. ได้ให้สร้างเรือนนอน ….
…. ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ….
…. ได้ให้สร้างร้าน ….
…. ได้ให้สร้างโรงกลม ….
…. ได้ให้สร้างร้านค้า ….
…. ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….
…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….

229
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 230 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงครัว ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….
…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี
เขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า
ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้
จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่าเขามีกิจหรือกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไป
ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน
ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหะกรณียะได้ แต่เมื่อ
เขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูต
ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน
ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนาง
ไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

230
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 231 (เล่ม 4)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….
…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….
…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….
…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนาง
ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ….
…. อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ….

231
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 232 (เล่ม 4)

…. อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ….
…. ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….
…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….
…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….

232
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 233 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-
คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์ เพื่อประโยชน์ตน ….
…. ได้ให้สร้างเรือนนอน ….
…. ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ….
…. ได้ให้สร้างร้าน ….
…. ได้ให้สร้างโรงกลม ….
…. ได้ให้สร้างร้านค้า ….
…. ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….
…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….
…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….

233
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 234 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขา
เจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขอ
อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญ
ไปเสีย หรือว่า เขามีกิจ หรือกรณียะอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุ
ทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็น
ภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป
พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ….
…. ภิกษุณีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ….
…. สิกขมานาได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ….
…. สามเณรได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ….
…. สามเณรีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ….
…. อุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ….
…. อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ….
…. อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ….
…. อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ….
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรีในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารเพื่อประโยชน์ตน ….
…. ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ….
…. ได้ให้สร้างเรือนชั้น ….
…. ได้ให้สร้างเรือนโล้น ….

234
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 235 (เล่ม 4)

…. ได้ให้สร้างถ้ำ ….
…. ได้ให้สร้างบริเวณ ….
…. ได้ให้สร้างซุ้ม ….
…. ได้ให้สร้างโรงฉัน ….
…. ได้ให้สร้างโรงไฟ ….
…. ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ….
…. ได้ให้สร้างที่จงกรม ….
…. ได้ให้สร้างโรงจงกรม ….
…. ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ….
…. ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ….
…. ได้ให้สร้างมณฑป ….
…. ได้ให้สร้างอาราม ….
…. ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-
คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะสหธรรมิก ๕
[๒๑๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ. เธอได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย
ว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้
จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ นี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้
จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

235
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 236 (เล่ม 4)

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ
ทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย
เมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช
จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไป
ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา
กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไป
ด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความ
กระสัน หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต
ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผม
ปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญ
หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไป
ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผม
ปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิด
จักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติควรอยู่ปริวาส. ถ้าเธอพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองต้องคารุกาบัติควรอยู่ปริวาส ขออาราธนาภิกษุ
ทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา
ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ
ขวนขวายให้ปาริวาส จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

236
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรคภาค ๑ - หน้าที่ 237 (เล่ม 4)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาภิกษุ
ทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา
ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ
ขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน
สำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรมานัต ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนา
การมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้
จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต จักช่วยสวด
หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน
สำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนา
การมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้
จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภาน จักช่วยสวด
หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม
ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลาย
มา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา
ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธี
อย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
อนึ่ง ภิกษุนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม
หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่
กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา
พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้
สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

237