จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ
ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ
ปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ เกิดขึ้น
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม
เกิดขึ้น.
อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทานด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ แล้วพิจารณา
ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภกุศลธรรมนั้น ขันธ์ทั้งหลาย
ที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เกิดขึ้น
บุคคลออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค ฯลฯ ออก
จากผลแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณานิพพานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม
นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่เป็นสัปปีติกธรรม แก่โวทาน แก่มรรค แก่ผล และแก่
ปีติ โดยอารัมมณปัจจัย
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่เป็นอัปปีติกธรรม กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ
กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม
จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ
ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ
ปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ เกิดขึ้น
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม
และปีติ เกิดขึ้น.
สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติก
ธรรม เกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม
และปีติ เกิดขึ้น.