พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 614 (เล่ม 40)

ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในอารัมมณปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
[๑๑๓๔] ในเหตุปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย มีวาระ ๒
ในอารัมมณปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๒
ในอธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒

614
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 615 (เล่ม 40)

ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๒
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
[๑๑๓๕] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุ
ปัจจัย มีวาระ ๑
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
[๑๑๓๖] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุ
ปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาต

615
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 616 (เล่ม 40)

ปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย
กับปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย มีวาระ ๑
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
[๑๑๓๗] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุ
ปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาต
ปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย
กับปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย มีวาระ ๑
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑

616
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 617 (เล่ม 40)

ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ปัจจนียานุโลม จบ
ปฏิจจวาร จบ
[๑๑๓๘] ธรรมที่เกิดร่วมกับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ธรรมที่เป็น
ปัจจัย กับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ธรรมที่อาศัยธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ธรรมที่คลุกเคล้ากับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
[๑๑๓๙] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตกับธรรมที่สัมปยุตด้วยสุข
เวทนา เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๒ สัมปยุตกับขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น ขันธ์ ๑
สัมปยุตกับขันธ์ ๒ เกิดขึ้น
สัมปยุตตวาร จบ
ปัญหาวาร
[๑๑๔๐] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
ในปฏิสนธิขณะ เหตุสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย

617
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 618 (เล่ม 40)

[๑๑๔๑] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
[๑๑๔๒] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดย
เหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์
ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
[๑๑๔๓] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากมรรค
ออกจากผลแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านละแล้วที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านข่มแล้ว รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิด
แล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น
มีราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น ฯลฯ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น
[๑๑๔๔] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ เมื่อบุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา แล้วมีวิปฏิสาร โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น ในเมื่อฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเสื่อมไป
เมื่อบุคคลนั้นมีวิปฏิสาร โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น

618
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 619 (เล่ม 40)

[๑๑๔๕] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
อทุขมสุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรมด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออก
จากมรรค ออกจากผลแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
พระอริยบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสทั้งหลาย ที่ท่านละแล้ว ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านข่มแล้ว รู้กิเลสทั้งหลายที่
เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อม
เพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา เกิดขึ้น
พระอริยบุคคลทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพียงด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุข
เวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณแก่ปุพเพนิวาสา
นุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตั้งสญาณ แก่อวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ย่อมเกิดขึ้น
[๑๑๔๖] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภโทสะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น เพราะปรารภโมหะที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา โมหะ โทสะ เกิดขึ้น เพราะปรารภกายวิญญาณที่สหรคตด้วยทุกข์ โทสะ โมหะ
เกิดขึ้น
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกข
เวทนา เกิดขึ้น
[๑๑๔๗] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย

619
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 620 (เล่ม 40)

คือ พระอริยบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ท่านละได้แล้ว ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านข่มแล้ว รู้กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดแล้ว
ในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา เกิดขึ้น
[๑๑๔๘] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้วที่สัมปยุตด้วยทุกข
เวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านข่มแล้ว รู้กิเลส
ทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพียงด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
ด้วยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสา
นุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น
[๑๑๔๙] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา ออกจากมรรค ออกจากผลแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้แล้วที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว รู้กิเลส
ทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อนแล้ว พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา

620
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 621 (เล่ม 40)

ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อม
ยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น
พระอริยบุคคลทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา ด้วยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอารัมมณปัจจัย
ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ
แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณ
ปัจจัย
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น
[๑๑๕๐] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข
เวทนา ออกจากมรรค ออกจากผลแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
พระอริยบุคคลทั้งหลาย พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้แล้ว ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณากิเลสทั้งหลายที่ข่มแล้ว รู้กิเลส
ทั้งหลายที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน ปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา พิจารณา
เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อม
ยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น
ฯลฯ
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น

621
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 622 (เล่ม 40)

[๑๑๕๑] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยทุกขเวทนา โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขม
สุขเวทนา แล้วมีวิปฏิสาร โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น
โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีวิปฏิสาร ในเมื่อฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
เสื่อมไปแล้ว
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา เกิดขึ้น
[๑๑๕๒] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุข
เวทนา โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณาด้วย
จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากมรรค ออกจากผล
กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
กระทำขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนาแล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
มีราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขึ้น ฯลฯ
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุต
ขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๕๓] ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
อทุกขมสุขเวทนา โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถ
กรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา แล้วกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณาจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากมรรค
ออกจากผล แล้วกระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่

622
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 623 (เล่ม 40)

สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่น ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ
ปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้น ฯลฯ
[๑๑๕๔] ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วย
ทุกขเวทนา โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๕๕] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยอทุกขมสุขเวทนา โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม
ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ออกจากมรรค ออกจากผล กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณาด้วยจิตที่
สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง
เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
เกิดขึ้น ฯลฯ
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัย
แก่สัมปยุตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๕๖] ธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำ
อุโบสถกรรม ด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณาด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ออกจากฌานที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ออก
จากมรรค ออกจากผล กระทำฌานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณาด้วยจิต

623