พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 224 (เล่ม 40)

ในอาหารปัจจัย มีวาระ ๓
ในอินทริยปัจจัย มี ” ๓
ในฌานปัจจัย มี ” ๓
ในมัคคปัจจัย มี ” ๓
ในสัมปยุตตปัจจัย มี ” ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย มี ” ๓
ในอัตถิปัจจัย มี ” ๓
ในนัตถิปัจจัย มี ” ๓
ในวิคตปัจจัย มี ” ๓
ในอวิคตปัจจัย มี ” ๓
อนุโลม จบ
[๔๗๙] อกุศลธรรม ประกอบกับอกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะปัจจัยที่ไม่ใช่
เหตุปัจจัย
คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ประกอบกับขันธ์ ที่สหรคต
ด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เกิดขึ้น
[๔๘๐] อัพยากตธรรม ประกอบกับอัพยากตธรรม เกิดขึ้น เพราะปัจจัย
ที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ ประกอบกับขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ซึ่งเป็น
อเหตุกะ เกิดขึ้น ขันธ์ ๑ ประกอบกับขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ ประกอบกับขันธ์ ๒ เกิดขึ้น
ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ ประกอบกับขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ ๑
ประกอบกับ ขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ ประกอบกับขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ฯลฯ
[๔๘๑] ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย มี ” ๓
” ปุเรชาตปัจจัย มี ” ๓
” ปัจฉาชาตปัจจัย มี ” ๓
” อาเสวนปัจจัย มี ” ๓

224
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 225 (เล่ม 40)

ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย มีวาระ ๓
” วิปากปัจจัย มี ” ๓
” ฌานปัจจัย มี ” ๑
” มัคคปัจจัย มี ” ๑
” วิปปยุตตปัจจัย มี ” ๓
ปัจจนียะ จบ
[๔๘๒] ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
” ปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
” อาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
” กัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
” วิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
” วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๓
อนุโลมปัจจนียะ จบ
[๔๘๓] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๒
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอุปปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒

225
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 226 (เล่ม 40)

ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑
ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ปัจจนียานุโลม จบ
สัมปยุตตวาร จบ
ข้อความในสัมปยุตตวาร เหมือนกับข้อความในสังสัฏฐวาร
ข้อความในสังสัฏฐวาร เหมือนกับข้อความในสัมปยุตตวาร
ปัญหาวาร
[๔๘๔] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย
กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมและอัพยากตธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดย
เหตุปัจจัย
[๔๘๕] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยเหตุปัจจัย

226
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 227 (เล่ม 40)

คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมและอัพยากตธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป
โดยเหตุปัจจัย
[๔๘๖] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต
ขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุทั้งหลาย ที่เป็นอัพยากตวิบาก
เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูป โดยเหตุปัจจัย
[๔๘๗] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณากุศลนั้น
บุคคลพิจารณากุศลทั้งหลาย ที่สั่งสมไว้ดีแล้วในก่อน
บุคคลออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌาน
พระเสขะ พิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน
พระเสขะ ออกจากมรรค พิจารณามรรค
พระเสขะ หรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งกุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนันตา
บุคคลรู้จิตของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกุศลจิต ด้วยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัย
กุศลขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ยถากัมมุปคญาณ และอนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๘๘] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม แล้วยินดี เพลิดเพลินซึ่งกุศล
นั้น เพราะปรารภกุศลนั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น

227
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 228 (เล่ม 40)

บุคคลยินดีเพลิดเพลิน ซึ่งกุศลทั้งหลายที่ตนสั่งสมไว้แล้วในก่อน เพราะปรารภกุศล
นั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น
บุคคลออกจากฌานแล้ว ยินดีเพลิดเพลินซึ่งฌาน เพราะปรารภฌานนั้น มี ราคะ
ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ เกิดขึ้น สำหรับท่านผู้มีวิปฏิสาร เมื่อฌานเสื่อมแล้ว มีโทมนัส
เกิดขึ้น
[๔๘๙] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค พิจารณาถึงธรรมที่สั่งสมไว้ดีแล้ว
ในก่อน พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งกุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้ซึ่งจิต
ของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกุศลจิต ด้วยเจโตปริยญาณ
พระเสขะ หรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งกุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งกุศล เพราะปรารภกุศลนั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิต อันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบาก และกิริยา โดย
อารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนวิบาก และกิริยา โดย
อารัมมณปัจจัย
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ยถากัมมุปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๙๐] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งราคะ เพราะปรารภราคะนั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น
บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งทิฏฐิ เพราะปรารภทิฏฐินั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ และโสมนัส เกิดขึ้น
เพราะปรารภวิจิกิจฉา มีวิจิกิจฉา ทิฏฐิ อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น
เพราะปรารภอุทธัจจะ มีอุทธัจจะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา และโทมนัส เกิดขึ้น
เพราะปรารภโทมนัส มีโทมนัส ทิฏฐิ วิจิกิจฉา และอุทธัจจะ เกิดขึ้น

228
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 229 (เล่ม 40)

[๔๙๑] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระเสขะพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิด
มาแล้วแต่ก่อนๆ
พระเสขะหรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งอกุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอกุศลจิต ด้วยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ยถากัมมุปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๙๒] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว รู้กิเลสที่เคย เกิดขึ้น มาแล้ว แต่ก่อนๆ
พิจารณาเห็นแจ้งอกุศลธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคล
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอกุศลจิต ด้วยเจโตปริยญาณ
พระเสขะหรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งอกุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่ออกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งอกุศล เพราะปรารภอกุศลนั้น มี ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ และโทมนัส เกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ยถากัมมุปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๙๓] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์พิจารณาผลจิต พิจารณาพระนิพพาน
พระนิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผลจิต และอาวัชชนจิต โดยอารัมมณปัจจัย
พระอรหันต์พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ
และขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา

229
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 230 (เล่ม 40)

พระอรหันต์เห็นซึ่งรูปด้วยทิพจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของท่าน ผู้มี
ความพร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ด้วยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
สัททายตนะ เป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณ คันธายตนะ เป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณ
รสายตนะ เป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยอารัมมณ
ปัจจัย
ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอัพยากตะ เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิ
วาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๙๔] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระเสขะทั้งหลายพิจารณาผลจิต พิจารณานิพพาน
นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน และมรรค โดยอารัมมณปัจจัย
พระเสขะหรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ทหยวัตถุ และขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา โดยความ
เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พระอรหันต์เห็นรูปด้วยทิพพจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของท่าน ผู้มี
ความพร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ด้วยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิ
วาสานุสสติญาณ และอนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๔๙๕] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลินซึ่งจักษุ เพราะปรารภจักษุนั้น มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ โทมนัส เกิดขึ้น

230
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 231 (เล่ม 40)

บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
หทยวัตถุ และขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา เพราะปรารภสิ่งเหล่านั้น
มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัส เกิดขึ้น
[๔๙๖] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม
แล้วกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
บุคคลกระทำกุศลทั้งหลายที่สั่งสมไว้แล้วแต่ก่อนๆ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา
บุคคลออกจากฌานแล้ว กระทำฌานให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
พระเสขะทั้งหลาย กระทำโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำ
โวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
พระเสขะทั้งหลาย ออกจากมรรคแล้ว กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่กุศลที่เป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
โดยอธิปติปัจจัย
[๔๙๗] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียวคือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถ
กรรมแล้วกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำกุศล
นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
บุคคลกระทำกุศลทั้งหลาย ที่สั่งสมไว้แล้วแต่ก่อนๆ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มี ราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
บุคคลออกจากฌาน แล้วกระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิด
เพลิน เพราะกระทำฌานนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น

231
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 232 (เล่ม 40)

[๔๙๘] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้วกระทำมรรคให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่กุศลที่เป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย
อธิปติปัจจัย
กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมและอัพยากตธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่กุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์
และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
[๔๙๙] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลกระทำราคะ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มี ราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
กระทำทิฏฐิให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำทิฏฐินั้นให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น มี ราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อกุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
โดยอธิปติปัจจัย
[๕๐๐] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่กุศลธรรมที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่จิตต
สมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
[๕๐๑] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม โดย
อธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตตาธิปติ ได้แก่อกุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต
ขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
[๕๐๒] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอธิปติปัจจัย

232
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ - หน้าที่ 233 (เล่ม 40)

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์กระทำผลจิตให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์หนักแน่น แล้วพิจารณา
นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลจิต โดยอธิปติปัจจัย
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ที่เป็นอธิบดี เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
[๕๐๓] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระเสขะ กระทำผลจิตให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน และมรรค โดยอธิปติปัจจัย
[๕๐๔] อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียวคือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลกระทำจักษุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำจักษุนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
บุคคลกระทำโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ
และขันธ์ที่อัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิดเพลิน
เพราะกระทำโสตะเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มี ราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
[๕๐๕] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ กุศลขันธ์ที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู
อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน
โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค
โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอนันตรปัจจัย
[๕๐๖] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม โดยอนันตรปัจจัย

233