พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 489 (เล่ม 39)

[๑๓๒๓] ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดโสมนัสสินทรีย์จัก
ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือรูปาวจรสัตว์ แต่โสมนัส
สินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
โสมนัสสินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
อสัญญสัตว์ และอรูปสัตว์
หรือว่า โสมนัสสินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปุริสินทรีย์ไม่
เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
โสมนัสสินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
กามาวจรภูมิ และสัตว์ซึ่งเป็นปุริสะ มีอุเบกขาเกิดขึ้นแล้วจักปรินิพพาน แต่ปุริสินทรีย์
ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์จักไม่เกิดขึ้น และ
ปุริสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
อสัญญสัตว์และอรูปสัตว์
[๑๓๒๔] ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดอุเปกขินทรีย์จักไม่
เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
แต่อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
และอุเปกขินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
ในอรูปาวจรภูมิและอสัญญสัตว์
หรือว่า อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในกามาวจร
ภูมิ และสัตว์ซึ่งเป็นปุริสะ มีโสมนัสเกิดขึ้น แล้วจักปรินิพพาน แต่ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ไม่เคย

489
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 490 (เล่ม 39)

เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ
และอสัญญสัตว์
[๑๓๒๕] ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดสัทธินทรีย์ ฯลฯ
ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ
ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
แต่มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ใน
อรูปาวจรภูมิและอสัญญสัตว์
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ในกามาวจรภูมิ
แต่ปุริสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้น และ
ปุริสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
ในอรูปาวจรภูมิ และอสัญญสัตว์
[๑๓๒๖] ชีวิตินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดโสมนัสสินทรีย์จัก
ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
จักเกิดขึ้น
หรือว่า โสมนัสสินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดชีวิตินทรีย์ไม่เคย
เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว
[๑๓๒๗] ชีวิตินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดอุเปกขินทรีย์ ฯลฯ
สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
จักเกิดขึ้น
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดชีวิตินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
เคยเกิดขึ้นแล้ว

490
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 491 (เล่ม 39)

[๑๓๒๘] โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปกขินทรีย์
จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส
ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ แต่อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่
โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และอุเปกขินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
คืออสัญญสัตว์
หรือว่า อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดโสมนัสสินทรีย์ไม่เคย
เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยปัจฉิมจิต และสัตว์ซึ่งจักมีปัจฉิมจิตสัมปยุตด้วยโสมนัสเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด แต่
โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์จักไม่เกิดขึ้น
และโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
[๑๓๒๙] โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธินทรีย์ ฯลฯ
ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส
ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ แต่มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัส
สินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และมนินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ
อสัญญสัตว์
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดโสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ปัจฉิมจิต แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์
จักไม่เกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ
อสัญญสัตว์
[๑๓๓๐] อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดสัทธินทรีย์จัก
ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ

491
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 492 (เล่ม 39)

อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึง
ชั้นสุทธาวาส แต่สัทธินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ไม่
เกิดขึ้นแล้ว และสัทธินทรีย์ ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
หรือว่า สัทธินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดอุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
สัทธินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ปัจฉิมจิต แต่อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์จัก
ไม่เกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
[๑๓๓๑] อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปัญญินทรีย์ ฯลฯ
มนินทรีย์ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึง
ชั้นสุทธาวาส แต่มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ไม่เคย
เกิดขึ้นแล้ว และมนินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดอุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ปัจฉิมจิต แต่อุเปกขินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์จัก
ไม่เกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
[๑๓๓๒] สัทธินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปัญญินทรีย์ ฯลฯ
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
สัทธินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้น
สุทธาวาส แต่มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ไม่เคย
เกิดขึ้นแล้ว และมนินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดสัทธินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น

492
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 493 (เล่ม 39)

มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ปัจฉิมจิต แต่สัทธินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์จักไม่
เกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
[๑๓๓๓] ปัญญินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใดมนินทรีย์จักไม่
เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ
ปัญญินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ที่กำลังเข้าถึงชั้น
สุทธาวาส แต่มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ไม่เคย
เกิดขึ้นแล้ว และมนินทรีย์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์
หรือว่า มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปัญญินทรีย์ ไม่เคยเกิดขึ้น
แล้วแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น
มนินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือสัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ปัจฉิมจิต แต่ปัญญินทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์จักไม่
เกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คืออสัญญสัตว์ ฯลฯ
ปวัตติวาร จบ
ปริญญาวาร
[๑๓๓๔] ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้โสตินทรีย์หรือ
ถูกแล้ว
หรือว่า ผู้ใดย่อมกำหนดรู้โสตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
ถูกแล้ว
[๑๓๓๕] ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
หามิได้

493
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 494 (เล่ม 39)

[๑๓๓๖] ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
หามิได้
[๑๓๓๗] ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอัญญินทรีย์หรือ
ถูกแล้ว
หรือว่า ผู้ใดย่อมเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
ถูกแล้ว
[๑๓๓๘] ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวิน
ทรีย์หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
หามิได้
[๑๓๓๙] ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอนัญญาตัญญัตสามีตินทรีย์
หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์
หามิได้
[๑๓๔๐] ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอัญญินทรีย์หรือ
ถูกแล้ว
หรือว่า ผู้ใดย่อมเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์
บุคคล ๒ จำพวกย่อมเจริญอัญญินทรีย์ แต่จะละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ ผู้มีความพร้อม
เพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมเจริญอัญญินทรีย์ และย่อมละโทมนัสสินทรีย์
[๑๓๔๑] ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือ
หามิได้

494
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 495 (เล่ม 39)

หรือว่า ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์
หามิได้
[๑๓๔๒] ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอัญญินทรีย์
หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
หามิได้
[๑๓๔๓] ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่ง
อัญญาตาวินทรีย์หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละอนัญญาตัญญัสสามี
ตินทรีย์
หามิได้
[๑๓๔๔] ผู้ใดย่อมเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือ
หามิได้
หรือว่า ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอัญญินทรีย์
หามิได้
[๑๓๔๕] ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์หรือ
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่ละ
โทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒จำพวก บุคคลที่เหลือย่อม
ไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่กำหนดรู้
จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่
ละโทมนัสสินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์

495
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 496 (เล่ม 39)

[๑๓๔๖] ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี
ตินทรีย์หรือ
บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่
เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสียบุคคลที่เหลือย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้
จักขุนทรีย์
บุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะ
ไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคล
ที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
[๑๓๔๗] ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ
ถูกแล้ว
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
ถูกแล้ว
[๑๓๔๘] ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญา
ตาวินทรีย์หรือ
ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
อัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและพระอรหันต์เสีย บุคคลที่
เหลือ ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้
จักขุนทรีย์
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จะไม่
กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และพระอรหันต์เสีย บุคคล
ที่เหลือ ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
[๑๓๔๙] ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี
ตินทรีย์หรือ

496
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 497 (เล่ม 39)

บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่
เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
และไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัส
สินทรีย์
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะ
ไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคลที่
เหลือ ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
[๑๓๕๐] ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ
บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ เว้น
บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
ถูกแล้ว
[๑๓๕๑] ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญา
ตาวินทรีย์หรือ
ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
อัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และพระอรหันต์เสีย
บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์และย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัส
สินทรีย์
ผู้ที่มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จะ
ไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และพระอรหันต์
เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์

497
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 498 (เล่ม 39)

[๑๓๕๒] ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ
อัญญินทรีย์หรือ
บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
แต่จะไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวกเสีย บุคคล
ที่เหลือย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี
ตินทรีย์
บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่
เว้นบุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และ
ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
[๑๓๕๓] ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กระทำให้
แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ
ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัสญัสสามีตินทรีย์ แต่จะ
ไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลที่ ๘ และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ
ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญา
ตัญญัสสามีตินทรีย์
บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี
ตินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลที่ ๘ และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
อัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
[๑๓๕๔] ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตา
วินทรีย์หรือ
ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
อัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค๓ จำพวก และพระอรหันต์
เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์
หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์

498