พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 712 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นส่งความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้แก่บุคคลอื่นหรือ ส่งความสุขของคน
อื่นๆ หรือ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้แก่บุคคลอื่นก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของคน
อื่นๆ ก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้นก็ไม่ใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้บุคคลอื่นก็ไม่ใช่ ส่งความสุข
ของคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้นก็ไม่ใช่ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้
[๑๖๕๕] ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่นทำให้ คนหนึ่งทำ อีก
คนหนึ่งเสวยผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๕๖] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่คนอื่นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

712
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 713 (เล่ม 37)

ส. ท่านพระอุทายีได้กล่าวคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคของเราทรงขจัด
ทุกขธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ พระผู้มีพระภาคของเรา
ทรงประทานสุขธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ พระผู้มีพระ
ภาคของเรา ทรงขจัดอกุศลธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ
พระผู้มีพระภาคของเราทรงประทานกุศลธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอัน
มากหนอ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลอื่นก็ส่งความสุขแก่บุคคลอื่นได้ น่ะสิ
สุขานุปปทานกถา จบ
———-
อธิคัยหมนสิการกถา
[๑๖๕๗] สกวาที มนสิการรวบยอดได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ ได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ?

713
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 714 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น ฯลฯ ด้วยเวทนานั้น ฯลฯ ด้วยสัญญา
นั้น ฯลฯ ด้วยเจตนานั้น ฯลฯ ด้วยจิตนั้น ฯลฯ ด้วยวิตกนั้น ฯลฯ
ด้วยวิจารนั้น ฯลฯ ด้วยปีตินั้น ฯลฯ ด้วยสติ ฯลฯ รู้ชัดปัญญานั้น
ด้วยปัญญานั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่าปัจจุบัน
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่าปัจจุบัน ดังนี้ได้
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

714
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 715 (เล่ม 37)

ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้
มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้
มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่าอดีต ดังนี้ได้
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

715
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 716 (เล่ม 37)

ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่าอดีต ดัง
นี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต ดัง
นี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่า อนาคต
ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่า
อนาคต ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

716
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 717 (เล่ม 37)

ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต
ดังนี้ได้ มนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต
ดังนี้ได้ มนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๕๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า มนสิการรวบยอดได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่เป็นทางแห่งวิสุทธิ เมื่อใด
เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์
นี่ทางแห่งวิสุทธิ เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่ทางแห่งวิสุทธิ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็มนสิการรวบยอดได้น่ะสิ
อธิคัยหมนสิการกถา จบ
———-
รูปังเหตูติกถา
[๑๖๕๙] สกวาที รูปเป็นเหตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

717
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 718 (เล่ม 37)

ส. เป็นเหตุ คือ อโลภะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเหตุ คือ อโทสะ ฯลฯ เป็นเหตุ คือ อโมหะ เป็นเหตุ คือ
โลภะ เป็นเหตุ คือ โทสะ เป็นเหตุ คือ โมหะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เป็นเหตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มี
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น
ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นเหตุ
[๑๖๖๐] ป. อโลภะเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
อโลภะนั้น มีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น
มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อโทสะเป็นเหตุ อโมหะเป็นเหตุ โลภะเป็นเหตุ โทสะเป็นเหตุ โมหะ
เป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งโมหะนั้น
มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

718
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 719 (เล่ม 37)

ส. รูปเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น
มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๖๑] ส. รูปเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
รูปนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อโลภะเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
แห่งอโลภะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูป
นั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อโทสะเป็นเหตุ อโมหะเป็นเหตุ โลภะเป็นเหตุ โทสะเป็นเหตุ โมหะ
เป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งโมหะนั้น
ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๖๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นเหตุหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มหาภูตรูปทั้งหลาย เป็นเหตุ โดยเป็นที่อาศัยแห่งอุปาทายรูปทั้งหลาย
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า มหาภูตเป็นเหตุโดยเป็นที่อาศัยแห่งอุปาทายรูปทั้งหลาย ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นเหตุ
รูปังเหตูติกถา จบ
———–

719
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 720 (เล่ม 37)

รูปังสเหตุกันติกถา
[๑๖๖๓] สกวาที รูปเป็นธรรมที่มีเหตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ โดยเหตุคืออโลภะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ โดยเหตุคืออโทสะ ฯลฯ โดยเหตุคือ อโมหะ ฯลฯ
โดยเหตุคือโลภะ ฯลฯ โดยเหตุคือโทสะ ฯลฯ โดยเหตุคือโมหะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๖๔] ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี มิใช่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่
มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุ
[๑๖๖๕] ส. อโลภะเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
อโลภะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
รูปนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

720
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 721 (เล่ม 37)

ส. อโทสะเป็นธรรมมีเหตุ ฯลฯ อโมหะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
เป็นธรรมมีเหตุ มีธรรมเป็นอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
อโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูป
นั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๖๖] ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
แห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อโลภะเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ
ตั้งใจแห่งอโลภะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
แห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อโทสะเป็นธรรมมีเหตุ ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่
มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นธรรมมีปัจจัย มิใช่หรือ?

721