พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 692 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วน
ปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัทธาส่วนปัจจุบัน เป็น ๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นอัทธาส่วนอดีต ขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคต เป็น
อัทธาส่วนอนาคต ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัทธา เป็น ๑๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อายตนะ ๑๒ ที่เป็น อดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคต
เป็นอัทธาส่วนอนาคต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วน
ปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัทธา เป็น ๓๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอนาคตเป็น
อัทธาส่วนอนาคต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัทธา เป็น ๕๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

692
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 693 (เล่ม 37)

ส. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต เป็นอัทธาส่วนอดีต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคต
เป็นอัทธาส่วนอนาคต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วนปัจจุบัน
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัทธาเป็น ๖๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๑๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัทธา เป็นปรินิปผันนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุมี ๓ อย่าง.
๓ อย่างเป็นไฉน? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอดีตว่า
ระยะกาลที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภ
ระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็นอย่างนี้ ดังนี้บ้าง
พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า ปัจจุบันเป็นอยู่
ในบัดนี้ อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุมี ๓ อย่าง
ฉะนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น อัทธาก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ
อัทธากถา จบ
——————
ขณลยมุหุตตกถา
[๑๖๑๗] สกวาที ขณะเป็นปรินิปผันนะ ลยะ เป็นปรินิปผันนะ มุหุตตะเป็นปรินิป
ผันนะ หรือ?

693
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 694 (เล่ม 37)

ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๑๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า มุหุตตะเป็นปรินิปผันนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุนี้มี ๓ อย่าง
๓ อย่างเป็นไฉน? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอดีตว่า
ระยะกาลที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภ
ระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็นอย่างนี้ ดังนี้
บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า ปัจจุบันมีอยู่
ณ บัดนี้ อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่าง
ฉะนี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น มุหุตตะ ก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ
ขณลยมุหุตตกถา จบ
—————–
อาสวกถา
[๑๖๑๙] สกวาที อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติ
ผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ?

694
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 695 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. อาสวะเหล่านั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะโดยอาสวะเหล่าใด อาสวะ
เหล่านั้น มีอยู่พวกหนึ่ง หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น อาสวะ ๔ ก็ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ น่ะสิ
อาสวกถา จบ
————-
ชรามรณกถา
[๑๖๒๐] สกวาที ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล
ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามณะแห่งโสดาปัตติมรรค ก็เป็นโสดาปัตติมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติมรรค ก็เป็นโสดาปัตติมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติผล ก็เป็นโสดาปัตติผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ แห่งสกทาคามิผล ฯลฯ แห่ง
อนาคามิมรรค ฯลฯ แห่งอนาคามิผล ฯลฯ แห่งอรหัตมรรค ก็เป็น
อรหัตมรรค หรือ?

695
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 696 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งอรหัตมรรค ก็เป็นอรหัตมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชรามรณะแห่งอรหัตผล ก็เป็นอรหัตผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชรามรณะแห่งสติปัฏฐาน แห่งสัมมัปปธาน แห่งอิทธิบาท แห่งอินทรีย์
แห่งพละ ฯลฯ ชรามรณะแห่งโพฌงค์ ก็เป็นโพฌงค์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นโลกิยะ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ
ชรามรณกถา จบ
————————-
สัญญาเวทยิตกถา
[๑๖๒๒] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นโลกุตตระ หรือ?
ปราวที ถูกแล้ว
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล
ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นโลกุตตระ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

696
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 697 (เล่ม 37)

ป. เป็นโลกิยะ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ
สัญญาเวทยิตกถก จบ
—————————
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒
[๑๖๒๓] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นโลกิยะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นกามาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นอรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๖๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นโลกิยะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นโลกุตตระ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นโลกิยะ น่ะสิ
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒ จบ
——————————

697
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 698 (เล่ม 37)

สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓
[๑๖๒๕] สกวาที บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงกระทำกาละ (ตาย) หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ผัสสะอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด เวทนาอันเกิดในสมัยมีความ
ตายเป็นที่สุด สัญญาอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด เจตนาอันเกิด
ในสมัยมีความตายเป็นที่สุด จิตอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด
ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด
ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ผัสสะ สัญญา เจตนา จิต อันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด
ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ ดังนี้
[๑๖๒๖] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มี
อยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มี
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ มีการทำกาละ บุคคลผู้ไม่มีเวทนา มีการทำกาละ ฯลฯ
บุคคลผู้ไม่มีจิต มีการทำกาละ หรือ?

698
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 699 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิต มีการทำกาละ มิใช่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิต มีการทำกาละ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละดังนี้
[๑๖๒๗] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟไม่พึงเข้าไป ในกายของบุคคล
ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟไม่พึงเข้าไป ในกาย
ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญา
เวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ
[๑๖๒๘] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มิได้เข้านิโรธ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

699
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 700 (เล่ม 37)

ป. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ
มีอยู่หรือ?
ส. ไม่มี
ป. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึง
ทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึง
ทำกาละ
[๑๖๒๙] ส. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำกาละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำ
กาละ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่มี
ส. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ
ไม่พึงทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ
ไม่พึงทำกาละ
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓ จบ
——————
อสัญญสัตตูปิกากถา
[๑๖๓๐] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ กุศลมูลคืออโมหะ ศรัทธา วิริยะ
สติ สมาธิ ปัญญา ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

700
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 701 (เล่ม 37)

ส. กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ ฯลฯ ปัญญาของบุคคลผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ กุศลมูลคืออโมหะ
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของบุคคลผู้เข้าสัญญเวทยิตนิโรธ
ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้เข้าถึง
ภพแห่งอสัญญสัตว์
[๑๖๓๑] ส. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะก็มีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคลผู้ไม่มีจิต ก็มีการเจริญ
มรรคได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีผัสสะ มีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคลมีจิต มีการเจริญมรรคได้
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีผัสสะ มีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิต มีการ
เจริญมรรคได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้
เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์

701