พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 180 (เล่ม 36)

บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนี้ใดถือบิณฑบาตเป็นวัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อย
อย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว
เพราะอาศัยความต้องการด้วย ข้อปฏิบัติอันงามนี้อย่างเดียว ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด
เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุดเป็นผู้ประเสริฐกว่าบรรดาภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้
น้ำนมเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากน้ำนม เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น
ก้อนเนยใสเกิดจากเนยใส บรรดาเภสัช ๕ นั้น ก้อนเนยใส ชาวโลกกล่าวว่าเลิศชื่อแม้ฉันใด
ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตร นี้ใด เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรเพราะอาศัยความปรารถนาน้อย
อย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียวเพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว
เพราะอาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอย่างเดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุนี้ เป็นผู้เลิศ
เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุขเป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕
จำพวกเหล่านี้
เหล่านี้ชื่อว่า ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวก
[๑๔๖] ภิกษุถือห้ามภัตรอันนำมาถวาย ต่อภายหลังเป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถือนั่งฉัน
อาสนะเดียวเป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕ จำพวกภิกษุถือไตรจีวรเป็นวัตร
๕ จำพวก ภิกษุถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถืออยู่
ในที่แจ้งเป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวก ภิกษุถืออยู่ในเสนาสนะที่ท่าน
จัดไว้เป็นวัตร ๕ จำพวก เป็นไฉน
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวกเป็นไฉน
ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะความเป็นผู้เขลา เพราะความเป็นผู้งมงาย
ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน
ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะคิดว่า การอยู่ป่าช้าเป็นวัตรนี้ เป็นข้อที่พระพุทธเจ้า
พระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อยอย่างเดียว
เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะอาศัย
ความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้อย่างเดียว

180
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 181 (เล่ม 36)

บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนี้ใดถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อย
อย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะ
อาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้อย่างเดียว ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็น
ประมุข เป็นผู้สูงสุด และเป็นผู้ประเสริฐกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวกเหล่านี้ น้ำนม
เกิดจากแม่โคนมส้มเกิดจากน้ำนม เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น ก้อนเนยใส
เกิดจากเนยใส บรรดาเภสัชเหล่านั้น ก้อนเนยใส ชาวโลกกล่าวว่าเลิศ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุ
ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรนี้ใด เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อย
อย่างเดียว เพราะอาศัยความสันโดษอย่างเดียว เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลสอย่างเดียว เพราะ
อาศัยความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามนี้อย่างเดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศ เป็น
ผู้ประเสริฐ เป็นประมุขเป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕
จำพวกเหล่านี้
เหล่านี้ชื่อว่า ภิกษุถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก
ปัญจกนิทเทส จบ
ฉักกนิทเทส
[บุคคล ๖ จำพวก]
[๑๔๗] บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลนี้ใด ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรม
ทั้งหลาย ที่ไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน ทั้งบรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย ทั้งถึง
ความชำนาญในธรรม เป็นกำลังทั้งหลายด้วยบุคคลนั้น พึงเห็นว่าเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น
บุคคลนี้ใด ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้วใน
กาลก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย ทั้งมิได้ถึงความชำนาญในธรรมเป็น
กำลังทั้งหลายด้วย บุคคลนั้น พึงเห็นว่าเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยปัจเจกโพธิญาณนั้น

181
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 182 (เล่ม 36)

บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้ว
ในกาลก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว ทั้งบรรลุสาวกบารมีด้วย บุคคลเหล่านั้น
พึงเห็นว่าเป็น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะด้วยสาวกบารมีญาณนั้น
บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้ว
ในกาลก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว แต่ไม่บรรลุสาวกบารมี บุคคลเหล่านั้น
พึงเห็นว่าเป็น พระอรหันต์ ที่เหลือ ด้วยการกระทำที่สุดแห่งทุกข์นั้น
บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้ว
ในกาลก่อน ทั้งมิได้กระทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว เป็นพระอนาคามี ไม่มาแล้วสู่ความเป็น
อย่างนี้ บุคคลนั้น พึงเห็นว่าเป็น พระอนาคามีด้วยการไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้นั้น
บุคคลนี้ใด มิได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่ได้สดับมาแล้ว
ในกาลก่อน ทั้งไม่ได้ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว ยังมาสู่ความเป็นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น
พึงเห็นว่าเป็น พระโสดาบัน พระสกทาคามีด้วยการมาสู่ความเป็นอย่างนี้นั้น
ฉักกนิทเทส จบ
สัตตกนิทเทส
[บุคคล ๗ จำพวก]
[๑๔๘] บุคคลจมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยอกุศลธรรมอันดำโดย ส่วนเดียว บุคคล
อย่างนี้ชื่อว่า บุคคลจมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม
คือหิริอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือวิริยะอันดี
ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี สัทธาของบุคคลนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ

182
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 183 (เล่ม 36)

ย่อมเสื่อมไปถ่ายเดียว หิริของบุคคลนั้นไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไปถ่ายเดียว
โอตตัปปะของบุคคลนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไปโดยถ่ายเดียว วิริยะของบุคคล
นั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไปถ่ายเดียว ปัญญาของบุคคลนั้น ย่อมไม่ตั้ง
อยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไปถ่ายเดียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ในกุศลธรรมคือหิริอันดี
ในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรมคือวิริยะอันดีในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี สัทธาข
องบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่หิริของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่
โอตตัปปะของบุคคลนั้น ไม่เสื่อมไม่เจริญ คงตั้งอยู่ วิริยะของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ
คงตั้งอยู่ ปัญญาของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้ว
หยุดอยู่
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ในกุศลธรรมคือหิริอันดี
ในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรมคือวิริยะอันดี ในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี บุคคล
นั้นเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีอันไม่ตกไปในอบายภูมิเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีความตรัสรู้
เป็นที่ในเบื้องหน้า เพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไปแล้ว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้ว เหลียว
มองดู
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ในกุศลธรรมคือหิริอันดี
ในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรมคือวิริยะอันดีในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี บุคคล
นั้นชื่อว่า เป็นพระสกทาคามี เพราะสัญโญชน์๓ สิ้นไปแล้ว เพราะราคะ โทสะ และโมหะ
เบาบางลง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า
โผล่ขึ้นแล้วว่ายข้ามไป

183
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 184 (เล่ม 36)

บุคคลโผล่ขึ้นแล้วและว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ในกุศลธรรมคือหิริอันดี
ในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ในกุศลธรรมคือวิริยะอันดีในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี บุคคล
นั้นเป็นอุปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ สิ้นไปแล้ว จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น
เป็นผู้มีอันไม่กลับมาจากเทวโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้วและว่ายไปถึง
ที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว
บุคคลโผล่ขึ้นและว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือสัทธาอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม
คือหิริอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือโอตตัปปะอันดี ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือวิริยะอันดี
ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือปัญญาอันดี บุคคลนั้นรู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้ว
ซึ่งเจโตวิมุติ ซึ่งปัญญาวิมุติชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้ว สำเร็จอิริยาบถ
อยู่ในทิฏฐธรรมเทียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า โผล่ขึ้นและว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้วเป็นพราหมณ์ยืนอยู่
บนบก
[๑๔๙] บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ และอาสวะทั้งหลาย
ของบุคคลนั้น สิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา นี้เรียกว่าบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต บุคคลผู้เป็นกายสักขี บุคคลผู้เป็นทิฐิปัตตะ บุคคลผู้เป็น
สัทธาวิมุต บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน? และบุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน
สัทธินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง โสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง อบรม
อริยมรรค มีสัทธาเป็นตัวนำ มีสัทธาเป็นประธาน นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี บุคคล
ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารีผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต
ด้วยประการดังนี้แล
สัตตกนิทเทส จบ

184
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 185 (เล่ม 36)

อัฏฐกนิทเทส
[บุคคล ๘ จำพวก]
[๑๕๐] บุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยมรรค ๔ ผู้พร้อมเพียงด้วยผล ๔เป็นไฉน
บุคคลผู้เป็นพระโสดาบัน
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
บุคคลผู้เป็นพระสกทาคามี
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล
บุคคลผู้เป็นพระอนาคามี
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล
บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์
เหล่านี้ชื่อว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ ผู้พร้อมเพรียงด้วยผล ๔
อัฏฐกนิทเทส จบ
นวกนิทเทส
[บุคคล ๙ จำพวก]
[๑๕๑] บุคคลผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตนมิได้
เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้นๆ และบรรลุความเป็นผู้
มีความชำนาญในธรรม เป็นกำลังทั้งหลายนี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

185
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 186 (เล่ม 36)

บุคคลผู้เป็นพระปัจเจกพุทธะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตนมิได้
เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความ
เป็นผู้ชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย นี้เรียกว่าบุคคลผู้เป็นพระปัจเจกพุทธะ
บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้น
ก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะ
ของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต
บุคคลผู้เป็นกายสักขี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่าง
ของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา นี้เรียกว่าบุคคลผู้เป็นกายสักขี
บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯนี้ข้อปฏิบัติให้ถึง
ความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนิน
ไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้น ก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา
นี้เรียกว่าบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึง
ความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศ ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดี
แล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่
เหมือน บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะนี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุต

186
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 187 (เล่ม 36)

บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน
ปัญญินทรีย์ ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง
บุคคลนั้นย่อมอบรมอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นตัวนำ มีปัญญาเป็นประธาน นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็น
ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งแล้ว
อยู่ในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน
สัทธินทรีย์ ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น
ย่อมอบรมอริยมรรค มีสัทธาเป็นตัวนำ มีสัทธาเป็นประธานนี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลชื่อว่าสัทธานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า
สัทธาวิมุต
นวกนิทเทส
ทสกนิทเทส
[บุคคล ๑๐ จำพวก]
[๑๕๒] ความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ของพระอริยบุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน
ความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล ๕ จำพวก เหล่านี้ คือ
พระอริยะประเภทสัตตักขัตตุปรมะ
พระอริยะประเภทโกลังโกละ
พระอริยะประเภทเอกพิชี
พระอริยะประเภทสกทาคามี
ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพนี้

187
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 188 (เล่ม 36)

ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้วจึงสำเร็จของพระอริยบุคคล ๕ จำพวก
เหล่าไหน
ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้วจึงสำเร็จของพระอริยบุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ
พระอริยะประเภทอันตราปรินิพพายี
พระอริยะประเภทอุปหัจจปรินิพพายี
พระอริยะประเภทอสังขารปรินิพพายี
พระอริยะประเภทสสังขารปรินิพพายี
พระอริยะประเภทอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
ทสกนิทเทส จบ
การบัญญัติจำพวกบุคคลของบุคคลทั้งหลาย ย่อมมีด้วยบัญญัติเพียงเท่านี้
ปุคคลปัญญัติปกรณ์ ฉภาณวาร จบ
————-

188
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 1 (เล่ม 37)

พระอภิธรรมปิฎก
เล่ม ๔
กถาวัตถุปกรณ์
ขอนอบน้อมแต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มหาวรรค
ปุคคลกถา
นิคหะ ๘
นิคหะ ที่ ๘
อนุโลมปัญจกะ
[๑] สกวาที ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม
สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น
ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง

1