พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 482 (เล่ม 35)

[๑๐๒๘] อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน
อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ
๑. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์
๒. อทินนาทาน ลักทรัพย์
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาท พูดเท็จ
๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ
๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา
๙. พยาบาท ปองร้ายเขา
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม
เหล่านี้เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐
[๑๐๒๙] สัญโญชน์ ๑๐ เป็นไฉน
สัญโญชน์ ๑๐ คือ
๑. กามราคสัญโญชน์
๒. ปฏิฆสัญโญชน์
๓. มานสัญโญชน์
๔. ทิฏฐิสัญโญชน์
๕. วิจิกิจฉาสัญโญชน์
๖. สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์
๗. ภวราคสัญโญชน์
๘. อิสสาสัญโญชน์
๙. มัจฉริยสัญโญชน์
๑๐. อวิชชาสัญโญชน์
เหล่านี้เรียกว่า สัญโญชน์ ๑๐

482
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 483 (เล่ม 35)

[๑๐๓๐] มิจฉัตตะ ๑๐ เป็นไฉน
มิจฉัตตะ ๑๐ คือ
๑. มิจฉาทิฏฐิ
๒. มิจฉาสังกัปปะ
๓. มิจฉาวาจา
๔. มิจฉากัมมันตะ
๕. มิจฉาอาชีวะ
๖. มิจฉาวายามะ
๗. มิจฉาสติ
๘. มิจฉาสมาธิ
๙. มิจฉาญาณ
๑๐. มิจฉาวิมุตติ
เหล่านี้เรียกว่า มิจฉัตตะ ๑๐
[๑๐๓๑] มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน
มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ
๑. ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล
๒. ความเห็นว่า การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผล
๓. ความเห็นว่า การบูชาเทวดาไม่มีผล
๔. ความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มี
๕. ความเห็นว่า โลกนี้ไม่มี
๖. ความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี
๗. ความเห็นว่า มารดาไม่มี
๘. ความเห็นว่า บิดาไม่มี
๙. ความเห็นว่า สัตว์ที่จุติและเกิดไม่มี
๑๐. ความเห็นว่า สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่ง
โลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มีในโลก
เหล่านี้เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐

483
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 484 (เล่ม 35)

[๑๐๓๒] อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน
อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ
๑. ความเห็นว่า โลกเที่ยง
๒. ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง
๓. ความเห็นว่า โลกมีที่สุด
๔. ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด
๕. ความเห็นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น
๖. ความเห็นว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น
๗. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก
๘. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก
๙. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี
๑๐. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้
เหล่านี้เรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
อัฏฐารสกนิเทศ
[๑๐๓๓] ในมาติกานั้น ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายในเป็นไฉน
ตัณหาว่าเรามี ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็น
อย่างนั้น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราจักเป็น ดังนี้ ก็มี
ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่า
เราจักเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราแน่นอน ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราไม่แน่นอน
ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็น ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่า
เราพึงเป็นอย่างนั้น ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็น
บ้าง ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น
บ้างดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ดังนี้ ก็มี
[๑๐๓๔] ก็ตัณหาว่า เรามี คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกัน
แล้ว ได้ฉันทะว่า เรามี ได้มานะว่า เรามี ได้ทิฏฐิว่า เรามี เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรม

484
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 485 (เล่ม 35)

เป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราเป็นโดยประการนี้ หรือเราเป็นอย่างนั้น หรือเราเป็นโดยประการ
อื่นก็ย่อมมี
[๑๐๓๕] ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์ หรือเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ หรือเป็นศูทรเป็นคฤหัสถ์
หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ มีรูป หรือไม่มีรูปมีสัญญา หรือไม่มีสัญญา
หรือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้
[๑๐๓๖] ก็ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์
เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์เหมือนกัน หรือเขาเป็นแพศย์ เราก็เป็น
แพศย์เหมือนกัน หรือเขาเป็นศูทร เราก็เป็นศูทรเหมือนกัน หรือเขาเป็นคฤหัสถ์ เราก็เป็น
คฤหัสถ์เหมือนกัน หรือเขาเป็นบรรพชิตเราก็เป็นบรรพชิตเหมือนกัน หรือเขาเป็นเทวดา
เราก็เป็นเทวดาเหมือนกัน หรือเขาเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หรือเขามีรูป เราก็มี
รูปเหมือนกันหรือเขาไม่มีรูป เราก็ไม่มีรูปเหมือนกัน หรือเขามีสัญญา เราก็มีสัญญาเหมือนกัน
หรือเขาไม่มีสัญญา เราก็ไม่มีสัญญาเหมือนกัน หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็มี
สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น
[๑๐๓๗] ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่ได้เป็นกษัตริย์
เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขาหรือเขาเป็นแพศย์ เราไม่
ได้เป็นแพศย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นศูทร เราไม่ได้เป็นศูทรเหมือนเขา หรือเขาเป็นคฤหัสถ์
เราไม่ได้เป็นคฤหัสถ์เหมือนเขา หรือเขาเป็นบรรพชิต เราไม่ได้เป็นบรรพชิตเหมือนเขา หรือเขา
เป็นเทวดา เราไม่ได้เป็นเทวดาเหมือนเขา หรือเขาเป็นมนุษย์ เราไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนเขา
หรือเขามีรูป เราไม่มีรูปเหมือนเขา หรือเขาไม่มีรูป เรามิใช่ไม่มีรูปเหมือนเขา หรือเขามีสัญญา
เราไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือเขาไม่มีสัญญา เราไม่ใช่ไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือเขามีสัญญาก็
ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่ใช่มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่า
ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น
[๑๐๓๘] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็น คืออย่างไร

485
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 486 (เล่ม 35)

คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกัน
แล้ว ได้ฉันทะว่า เราจักเป็น ได้มานะว่า เราจักเป็น ได้ทิฏฐิว่า เราจักเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓
นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ หรือเราจักเป็นอย่างนั้น
หรือเราจักเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี
[๑๐๓๙] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์ หรือจักเป็นพราหมณ์ จักเป็นแพศย์หรือจักเป็นศูทร
จักเป็นคฤหัสถ์ หรือจักเป็นบรรพชิต จักเป็นเทวดา หรือจักเป็นมนุษย์ จักมีรูป หรือจักไม่มีรูป
จักมีสัญญา หรือจักไม่มีสัญญา หรือจักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหา
ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้
[๑๐๔๐] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์
เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็จักเป็นพราหมณ์เหมือนกันฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็จักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า
เราจักเป็นอย่างนั้น
[๑๐๔๑] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์เราจักไม่ได้เป็น
กษัตริย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราจักไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามี
สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราจักไม่เป็นผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา
อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น
[๑๐๔๒] ก็ตัณหาว่า เราแน่นอน คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกัน
แล้ว มีตัณหาว่า เราเที่ยง เรายั่งยืน เราแน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราแน่นอน
[๑๐๔๓] ก็ตัณหาว่า เราไม่แน่นอน คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกัน
แล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มี อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราไม่แน่นอน

486
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 487 (เล่ม 35)

[๑๐๔๔] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็น คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว
ได้ฉันทะว่า เราพึงเป็น ได้มานะว่า เราพึงเป็น ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมี
อยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ หรือเราพึงเป็นอย่างนั้น หรือเรา
พึงเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี
[๑๐๔๕] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ หรือพึงเป็นพราหมณ์ พึงเป็นแพศย์หรือพึงเป็นศูทร
พึงเป็นคฤหัสถ์ หรือพึงเป็นบรรพชิต พึงเป็นเทวดา หรือพึงเป็นมนุษย์พึงมีรูป หรือพึงไม่มี
รูป พึงมีสัญญา หรือพึงไม่มีสัญญา หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็
ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้
[๑๐๔๖] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์
เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกันฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า
เราพึงเป็นอย่างนั้น
[๑๐๔๗] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์
เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหา
ว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น
[๑๐๔๘] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นบ้าง คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว
ได้ฉันทะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้มานะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้ทิฏฐิว่า เราก็พึงเป็นบ้าง เมื่อธรรม
ทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราก็พึงเป็นโดยประการนี้บ้าง หรือพึงเป็น
อย่างนั้นบ้าง หรือพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ก็ย่อมมี
[๑๐๔๙] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราก็พึงเป็นกษัตริย์บ้าง หรือพึงเป็นพราหมณ์บ้าง พึงเป็นแพศย์บ้าง

487
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 488 (เล่ม 35)

หรือพึงเป็นศูทรบ้าง พึงเป็นคฤหัสถ์บ้าง หรือพึงเป็นบรรพชิตบ้างพึงเป็นเทวดาบ้าง หรือพึง
เป็นมนุษย์บ้าง พึงมีรูปบ้าง หรือพึงไม่มีรูปบ้าง พึงมีสัญญาบ้าง หรือพึงไม่มีสัญญาบ้าง หรือ
พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่บ้างอย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง
[๑๐๕๐] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์
เหมือนเขาบ้าง หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้าง ฯลฯ หรือเขามีสัญญา
ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้
ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง
[๑๐๕๑] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์
เหมือนเขาบ้างก็หาไม่ หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้างก็หาไม่ ฯลฯ
หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือน
เขาบ้างก็หาไม่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง
เหล่านี้ชื่อว่า ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน
[๑๐๕๒] ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก เป็นไฉน
ตัณหาว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นโดย
ประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหา
ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป
ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ตัณหาว่า
เราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็น
โดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณ
นี้บ้าง

488
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 489 (เล่ม 35)

[๑๐๕๓] ก็ตัณหาว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจาก
กันแล้ว ได้ฉันทะว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เรามีโดยประการนี้ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป
ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
[๑๐๕๔] ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นพราหมณ์ด้วยรูป
ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้หรือเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้ เป็นคฤหัสถ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นบรรพชิตด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้ เป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณ
นี้มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้มีสัญญาด้วย
รูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือไม่มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือมีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๕๕] ก็ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ เขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็มีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็น
อย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๕๖] ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์
เหมือนเขา ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่เป็นพราหมณ์เหมือนเขา

489
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 490 (เล่ม 35)

ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เรามีสัญญาก็
ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็หามิได้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหา
ว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๕๗] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกัน
แล้ว ได้ฉันทะว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่
ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเรา
จักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
[๑๐๕๘] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นพราหมณ์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นศูทรด้วย
รูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นบรรพชิต
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นมนุษย์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักมีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักไม่มีรูปด้วย
รูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ จักมีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักไม่มีสัญญาด้วยรูป
ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
[๑๐๕๙] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์เราก็จักเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็จักมีสัญญาก็
ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เรา
จักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

490
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 491 (เล่ม 35)

[๑๐๖๐] ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราจักไม่เป็น
กษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์เราจักไม่เป็นพราหมณ์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เรา
จักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขาก็หามิได้ อย่างนี้
ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๖๑] ก็ตัณหาว่า เราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจาก
กันแล้ว มีตัณหาว่า เราเที่ยง เรายั่งยืน เราแน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วย
รูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๖๒] ก็ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจาก
กันแล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มี ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้
อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
[๑๐๖๓] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจาก
กันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เราพึงเป็นด้วยรูป
ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้น
มีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเรา
พึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ หรือเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
[๑๐๖๔] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นพราหมณ์
ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นศูทรด้วย

491