พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 229 (เล่ม 33)

กุณฑลเกสวรรคที่ ๓
กุณฑลเกสีเถริยาปทานที่ ๑
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฑลเกสีเถรี
[๑๖๑] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าปทุมมุตระ
ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ
ในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉันเข้า
ไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมอันอุดม มีความ
เลื่อมใสเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ
ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกอบ
ด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีปัญญาดีว่า เป็นผู้
เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์
นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระ
มหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดท่าน
ปรารถนาแล้ว ตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่ท่าน ท่านจงเป็น
ผู้มีสุขเย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนาม
ว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นใน
โลก ท่านผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระ
องค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา
ชื่อว่าภัททากุณฑลเกสาด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์จุติจากภพนั้นแล้วไปสู่ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วได้ไปสู่ชั้น
ดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้น
ปรนิมมิตวสวัสดี ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆ
ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว

229
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 230 (เล่ม 33)

ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาที่
เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์
เจริญด้วยความสุขทุกๆ ภพ ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก ในภัทรกัป
นี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์
มียศมาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น
พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณาสี
อันอุดม เป็นอุปัฏฐาก พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉัน
เป็นพระธิดาคนที่ ๔ ของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกขุทาสีได้ฟัง
ธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา … ด้วยกุศลกรรม
ที่ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดใน
สกุลเศรษฐีที่มีความเจริญ ในพระนครราชคฤห์อันอุดมเมื่อดำรงอยู่
ในความเป็นสาว ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อจะฆ่า มีความรัก
ในโจรคนนั้น บิดาของดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้นให้หลุดพ้น
จากการฆ่าด้วยทรัพย์พันหนึ่ง รู้จักใจดิฉันแล้ว ยกดิฉัน
ให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูลแก่โจรนั้นมาก แต่
โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวงสรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจร
คิดจะฆ่าดิฉัน ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน เวลานั้นดิฉัน
จะรักษาชีวิตของตัวไว้ จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดี
แล้วกล่าวว่า นายผู้เจริญ สร้อยทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์
เป็นอันมากทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็น

230
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 231 (เล่ม 33)

ทาสีเถิด แน่ะนางงาม จงตายเสียเถิด อย่ามัวรำพันนักเลย เรามุ่ง
จะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว ตั้งแต่ฉันระลึกถึงตัวได้ ถึงความเป็นผู้รู้ชัด
แล้ว ฉันไม่รู้จักบุรุษอื่นว่าเป็นที่รักยิ่งกว่านาย มาเถิด ฉันจักขอ
กอดนาย ทำประทักษิณแล้วจะไหว้นาย เพราะนายกับดิฉันจะไม่ได้
ร่วมกันต่อไป ในที่ทุกแห่งใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิต ถึงสตรี
ก็เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในที่นั้นๆ และในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษ
เท่านั้นจะเป็นบัณฑิตคิดความได้ว่องไว ใช่ว่าบุรุษจะคิดเหมาะสม
ในเรื่องเดียวเร็วพลัน ดิฉันฆ่าศัตรูได้ในครั้งนั้น ก็เพราะเนื่องด้วย
ปัญญาเต็มอยู่ในจิต ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วไว ผู้นั้นมีปัญญา
เขลา ย่อมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรที่ถูกฆ่าที่เหว ฉะนั้น ผู้ใด รู้จัก
เรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่องไว ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรู เหมือนดิฉันพ้นจาก
โจรที่เป็นศัตรูในครั้งนั้น ฉะนั้น เมื่อดิฉันผลักศัตรูให้ตกไปในเหว
แล้ว เข้าไปบวชในสำนักพวกปริพาชกที่ครองผ้าขาว ครั้งนั้น พวก
ปริพาชกเอาแหนบถอนผมดิฉันหมดแล้ว ให้บวชแล้วบอกลัทธิให้
เนืองๆ ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียวว่า คณะ
ปริพาชกเป็นดังว่าสุนัขทำกะเราซึ่งเป็นมนุษย์ ถือเอากิ่งหว้าที่หัก
แล้วปักไว้ ณ ที่ใกล้เราแล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิต ที่ตั้ง
อยู่เหมือนเป็นหมู่หนอน ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจ
มาถามพวกปริพาชก ที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอกว่า พวกภิกษุ
ศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น ดิฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น
พุทธสาวกเหล่านั้นพาดิฉันไปในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระ
องค์ผู้เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรมแก่ดิฉันว่า ขันธ์อายตนะ
และธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดิฉัน
ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้

231
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 232 (เล่ม 33)

สัทธรรมแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้งนั้น พระพุทธเจ้า
อันดิฉันทูลขอแล้ว ได้ตรัสว่า มาเถิด นางผู้เจริญ ดิฉันอุปสมบท
แล้ว ได้เห็นน้ำน้อยหนึ่ง รู้จักสังขาร อันมีความเกิดและความดับ
ด้วยน้ำล้างเท้า คิดเห็นว่า สังขารทั้งปวงย่อมเป็นอย่างนั้น ลำดับนั้น
จิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ครั้งนั้น
พระพิชิตมารทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลายฝ่าย
ขิปปาภิญญา ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ
ผู้วารจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระ
ทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้บริสุทธิ์ หมด
มลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือ
ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิต
ต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉัน ในอรรถะ ธรรมะ นิรุติ และ
ปฏิภาณไพบูลย์ หมดจด เพราะอำนวยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว … พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบกุณฑลเกสีเถริยาปทาน.
กิสาโคตมีเถริยาปทานที่ ๒
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิสาโคตมีเถรี
[๑๖๒] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระ
ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้ง
นั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครหงสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ ได้ฟัง

232
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 233 (เล่ม 33)

ธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง
นำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้อุดมกว่าบุรุษ เมื่อทรง
ตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้ว เกิดปีติมาก ทำสักการะ
แด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง หมอบลงใกล้พระธีรมุนี
แล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลก ทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า ในกัปที่หนึ่งแสนแต่
กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักเป็นธรรมทายาท
ของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกา
ของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากิสาโคตมี ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธ
พจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระ
พิชิตมารผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วย
กุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละ
ร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระ
พุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์มียศมาก
ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้ากาสี
พระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสี อันอุดม
เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็น
พระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของ
พระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรง
อนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเรา
ผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติ

233
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 234 (เล่ม 33)

พรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี พระราชธิดาทั้ง ๗ พระ
องค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทา
สิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗
เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็นพระเขมาเถรี
พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉัน
พระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗ ด้วยกุศลกรรม
ที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดใน
สกุลเศรษฐีที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มีทรัพย์
พวกเลสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์ เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้ว
ก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชนทั้งปวง กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ใน
ความสุข เป็นที่รักใคร่ของดิฉันเหมือนว่าชีวิตของตน ได้ถึงอำนาจ
ยมราชเสียแล้ว ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้าเศร้าตลอดวัน
มีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้าร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไป
ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็น
หมอดีเลิศอุดม ดิฉันได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์
ได้โปรดปรานประทานยาที่แก้บุตรให้กลับเป็นเถิด พระพิชิตมารผู้
ฉลาดในอุบายแนะนำรับสั่งว่าในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหา
เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉันเที่ยวไปหาจนทั่ว
เมืองสาวัตถีไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแต่เรือนที่ไม่มีคนตายไหนๆ
เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระ
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มีพระกระแสเสียง
อันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็นดิฉันแต่ที่ไกลแล้วตรัสว่า ก็ความ
เป็นอยู่เพียงวันเดียวของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความ

234
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 235 (เล่ม 33)

เสื่อมไป ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
อนิจจาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน ไม่ใช่ธรรม
เฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุลเดียว เป็นธรรมของ
โลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.
ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ
เมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้ออกบวช แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบ
ความเพียรในพุทธศาสนา ไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันเป็น
ผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น และ
ทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์
หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้น
แล้ว ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของ
ดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ ไพบูลย์ หมดจดเพราะ
อำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อ
ป่าช้าและถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอันเศร้าหมอง พระ
พิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณบัติ คือ การทรง
จีวรอันเศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ใน
บริษัททั้งหลาย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว … พระพุทธศาสนาดิฉัน
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบกิสาโคตมีเถริยาปทาน.

235
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 236 (เล่ม 33)

ธรรมทินนาเถริยาปทานที่ ๓
ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรี
[๑๖๓] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก
พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้ง
นั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองหงสวดีรับจ้างทำการงานของคน
อื่น เป็นผู้มีปัญญาสำรวมอยู่ในศีลพระเถระนามว่าสุชาตะอัครสาวก
ของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ออกจากวิหารไปเพื่อ
บิณฑบาตเวลานั้น ดิฉันเอาหม้อไปตักน้ำ เห็นท่านแล้วเลื่อมใสได้
ถวายขนมด้วยมือของตน ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉัน
นิมนต์ท่านไปสู่เรือนได้ถวายโภชนะแก่ท่าน ต่อมา นายของดิฉัน
ทราบเข้าแล้วมีความยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน
ดิฉันไปกับแม่ผัว ได้ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระ
บรมศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้เป็นธรรมกถึก ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี
นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ถวายมหาทานแล้ว ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระกระแสเสียงไพเราะ
ได้ตรัสกะดิฉันว่าท่านยินดีบำรุงเรา อังคาสเรากับสาวกสงฆ์ ขวน
ขวายในการฟังสัทธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ ท่านผู้เจริญ ท่านยินดี
เถิด ท่านจะได้ตำแหน่งนั้นอันเป็นผลแห่งความปรารถนา ในกัป
ที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม ซึ่งมีสมภพใน
วงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้
เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม
นิรมิตเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่า ธรรมทินนา ดิฉันได้ฟัง
พระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง

236
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 237 (เล่ม 33)

พระมหามุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉัน
ละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระ
พุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมาก
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้า
กาสีพระนามว่ากิกี ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม
ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็น
พระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรม
ของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้
ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่ออยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเรา
ผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้านประพฤติพรหม
จรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี.
จบภาณวารที่ ๓
ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑
นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑
และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจบำรุงพระพุทธเจ้าได้มา
เป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณ
ฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี และดิฉันเป็นวิสาขาอุบาสิกา
คนที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนง
ไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพ
หลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี มีความเจริญมั่นคั่งด้วยกามสุข
ทั้งปวง ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อดิฉันประกอบด้วยรูป
สมบัติตั้งอยู่ในปฐมวัย ไปสู่สกุลอื่น เพรียบพร้อมด้วยความสุข
สามีของดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟัง

237
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 238 (เล่ม 33)

ธรรมเทศนา แล้วได้บรรลุอนาคามิผล เป็นผู้มีปัญญาดี ครั้งนั้น
ดิฉันได้รับอนุญาตจากสามีนั้นแล้ว ออกบวชไม่ช้านานก็ได้บรรลุ
อรหัตผล อุบาสกนั้นเข้าไปหาดิฉัน แล้วถามปัญหาที่ลึกซึ้งสุขุมมาก
ดิฉันแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้ พระพิชิตทรงมารทรงพอพระทัยใน
คุณสมบัตินั้นจึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระดำรัส
ว่าเรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่น ผู้เป็นธรรมกถึกเหมือนธรรมทินนา
ภิกษุณีนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำภิกษุณีธรรม
ทินนาผู้มีปัญญาไว้อย่างนี้เถิด ดิฉันอันพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์
แล้ว ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างนี้ ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ทำกิจ
พระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอัน
นำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการ
นั้นแล้ว ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุ
รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ ดิฉันรู้ปุพเพนิวาส
ญาณและทิพจักษุ อันหมดจดวิเศษยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว …
พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระธรรมทินนาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบธรรมทินนาเถริยาปทาน.
สกุลาเถริยาปทานที่ ๔
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสกุลาเถรี
[๑๖๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก
พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

238