พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 231 (เล่ม 31)

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนา
ที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะ
ความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการ
เป็นอัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิ อรูป
ขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะ
ปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย … เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็น
สหชาตปัจจัย …เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย …เป็น
สัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย …เป็นสัมปยุตตปัจจัย
เทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ประการนี้ ฯ
[๕๒๑] ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่ง
เหตุเท่าไร กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติ
เพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร ฯ
ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการ
กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัย
แห่งเหตุ ๖ ประการ ฯ
[๕๒๒] ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่ง
เหตุ ๖ ประการเป็นไฉน ฯ
ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนา
ที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะ
ความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการเป็น
อัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์
เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ
มหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เครื่อง

231
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 232 (เล่ม 31)

ปรุงชีวิต ๓ประการเป็นสหชาตปัจจัย … เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและรูปเป็นสหชาต
ปัจจัย … เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย … เป็นวิปป
ยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย … เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ
อินทรีย์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย … เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการเป็นสหชาต
ปัจจัย … เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย … เป็นสัมปยุต
ปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๒ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย … เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะ
ปฏิสนธิ ธรรม ๒๖ ประการเป็นสหชาตปัจจัย … เป็นวิปปยุตปัจจัย ในกรรมอันประกอบด้วยญาณ
คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล
คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ ฯ
ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนา
ที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ฯลฯ ใน
กรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ กษัตริย์มหาศาลพราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้น
กามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ ฯ
จบคติกถา ฯ
______

232
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 233 (เล่ม 31)

มหาวรรค กรรมกถา
[๕๒๓] กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่
ได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมมีอยู่ กรรมได้มีแล้ววิบากแห่งกรรมไม่มีอยู่ กรรมได้
มีแล้ว วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมได้มีแล้ววิบากแห่งกรรมจักไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรม
มีอยู่ กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมมีอยู่ วิบากแห่ง
กรรมจักไม่มีกรรมจักมี วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมจักมี วิบากแห่งกรรมจักไม่มี กุศลกรรมได้มี
แล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมได้มีแล้ว กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว กุศล
กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่มี กุศลกรรม
ได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมจักมี กุศลกรรมได้มแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี กุศลกรรม
มีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี กุศลกรรมมีอยู่
วิบากแห่งกุศลกรรมจักมี กุศลกรรมจักมี วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบาก
แห่งอกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมมีอยู่ อกุศลกรรมได้มีแล้ว
วิบากแห่งอกุศลกรรมไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมได้มีแล้ว
วิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่วิบากแห่งอกุศลกรรมมีอยู่ อกุศลกรรมมีอยู่ วิบาก
แห่งอกุศลกรรมไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมจักมี วิบากแห่ง
อกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมจักมี วิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี ฯ
[๕๒๔] กรรมมีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมไม่มีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมดำได้มีแล้ว
ฯลฯ กรรมขาวได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีสุขเป็นกำไรได้มีแล้ว ฯลฯกรรมมีทุกข์เป็นกำไรได้มีแล้ว
ฯลฯ กรรมมีสุขเป็นวิบากได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์
เป็นวิบากได้มีแล้ว กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่ได้มีแล้ว
กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรมมีทุกข์เป็น
วิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบาก

233
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 234 (เล่ม 31)

แห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็น
วิบากจักไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรมมี
ทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่ง
กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี
วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากจักมี วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็น
วิบากจักไม่มี ฯ
จบกรรมกถา ฯ
______

234
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 235 (เล่ม 31)

มหาวรรค วิปัลลาสกถา
นิทานบริบูรณ์
[๕๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้ ๔
ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญผิด (แปรปรวน) ความคิดผิด ความเห็นผิด
ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสภาพ
ที่ไม่งามว่างาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ
[๕๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ๔
ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญไม่ผิด ความคิดไม่ผิด ความเห็น
ไม่ผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่ามิใช่
ตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่าไม่งามดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่
วิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ
สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง มีความ
สำคัญในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มีความสำคัญในสภาพ
ที่มิใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน มีความสำคัญในสภาพที่ไม่งามว่า
งาม ถูกความเห็นผิดนำไป มีจิตกวัดแกว่ง มีสัญญาผิด
สัตว์เหล่านั้นติดอยู่ในบ่วงของมาร เป็นสัตว์ไม่มีความปลอด
โปร่งจากกิเลส ต้องไปสู่สงสาร เป็นผู้ถึงชาติและมรณะ
เมื่อใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงส่อง
แสงสว่าง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประกาศธรรมนี้ อันให้
ถึงความสงบระงับทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญา
ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วกลับได้ความคิด
ชอบ เห็นสภาพที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เห็น
สภาพที่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ เห็นสภาพที่มิใช่ตัวตน
โดย ความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน และเห็นสภาพที่ไม่งามว่าไม่
งาม เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ฉะนี้แล ฯ

235
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 236 (เล่ม 31)

วิปลาส ๔ ประการนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิละได้แล้ว ละทั่วแล้ว วิปลาสเหล่าใด
ละได้แล้ว เหล่าใดละทั่วแล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่า
เที่ยงละได้แล้ว ความสำคัญ ความคิดในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้ว
ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ละได้แล้ว ความสำคัญ
ความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้ว วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว
วิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว และวิปลาส ๘ ในวัตถุ ๔ ละได้แล้ว
วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว ฯ
จบวิปัลลาสกถา ฯ
______

236
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 237 (เล่ม 31)

มหาวรรค มรรคกถา
[๕๒๗] คำว่า มคฺโค ความว่า ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละ
มิจฉาทิฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลายเพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่ง
ปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอด
ธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ สัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรค
และเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ … สัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุ
เพื่อละมิจฉาวาจา … สัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละ
มิจฉากัมมันตะ … สัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ …
สัมมาวายามะเพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ … สัมมาสติ
เพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ … สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย
เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อ
บรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ
[๕๒๘] ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคา
นุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ … ฯ
ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่
ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
ส่วนละเอียดๆ … ฯ
ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่
ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย
ราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรมเพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจด
ในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ
เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ

237
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 238 (เล่ม 31)

[๕๒๙] สัมมาทิฐิเป็นมรรคแห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรคแห่งความดำริ
สัมมาวาจาเป็นมรรคแห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นมรรคแห่งสมุฏฐาน สัมมาอาชีวะเป็น
มรรคแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นมรรคแห่งความประคองไว้ สัมมาสติเป็นมรรคแห่ง
ความตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการเลือกเฟ้น
วิริยสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความแผ่ซ่านไปปัส
สัทธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบก
ขาสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปใน
ความไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นมรรค
แห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ
ปัญญาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความน้อมใจเชื่อ
วิริยินทรีย์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้สตินทรีย์เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็น
มรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่านปัญญินทรีย์เป็นมรรคแห่งความเห็น อินทรีย์เป็นมรรคเพราะอรรถว่า
เป็นใหญ่ พละเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นมรรคเพราะอรรถว่านำออกชื่อ
ว่ามรรคเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งมั่นสัมมัปปธานเป็นมรรค
เพราะอรรถว่าตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นมรรคเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าถ่องแท้
สมถะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถะและ
วิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่
ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ทิฐิวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าหลุดพ้น วิชชาเป็นมรรค
เพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าปล่อย ญาณในความสิ้นไปเป็นมรรคเพราะ
อรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏ
ฐานผัสสะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม สมาธิ
เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นมรรคเพราะ
อรรถว่าเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลงสู่
อมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ฯ

จบมรรคกถา ฯ
______

238
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 239 (เล่ม 31)

มหาวรรค มัณฑเปยยกถา
[๕๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้า เป็นพรหม
จรรย์อันผ่องใสควรดื่ม ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ คือ ความผ่องใส
แห่งเทศนา ๑ ความผ่องใสแห่งการรับ ๑ ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ ๑ ฯ
ความผ่องใสแห่งเทศนาเป็นไฉน การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การ
เปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย ซึ่งอริยสัจ ๔ การบอกการแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง
การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่ายซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความผ่องใสแห่งเทศนา ฯ
ความผ่องใสแห่งการรับเป็นไฉน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์
หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง นี้เป็นความผ่องใสแห่งการรับ ฯ
ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
นี้เป็นความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ ฯ
[๕๓๑] สัทธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก
บุคคลทิ้งความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์
เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใส
แห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่ม
ความผ่องใสแห่งความประคองไว้ของวิริยินทรีย์ เพราะเหตุนั้น วิริยินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความ
ผ่องใสควรดื่ม สตินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความ
ประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของสตินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สตินทรีย์
จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะ
เป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธินทรีย์
เพราะเหตุนั้น สมาธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่ง
การเห็น อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเห็นของ
ปัญญินทรีย์ เพราะเหตุนั้น ปัญญินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัทธาพละเป็น

239
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค - หน้าที่ 240 (เล่ม 31)

ความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกาก
บุคคลทิ้งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหว ไปใน
ความไม่มีศรัทธาของสัทธาพละ เพราะเหตุนั้นสัทธาพละ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส
ควรดื่ม วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ความเกียจคร้าน
เป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปใน
ความเกียจคร้านของวิริยพละ เพราะเหตุนั้น วิริยพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม
สติพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ความประมาทเป็นกาก บุคคล
ทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้วดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาทของ
สติพละ เพราะเหตุนั้น สติพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธิพละเป็นความผ่องใส
แห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่ม
ความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะของสมาธิพละ เพราะเหตุนั้น สมาธิพละจึงเป็น
พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่มปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา
อวิชชาเป็นกากบุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปใน
อวิชชาของปัญญาพละ เพราะเหตุนั้น ปัญญาพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สติ
สัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอัน
เป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของสติสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น สติสัมโพช
ฌงค์ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งการ
เลือกเฟ้นอวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้น
ของธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส
ควรดื่ม วิริยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้ง
ความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ของวิริยสัมโพชฌงค์
เพราะเหตุนั้น วิริยสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปีติสัมโพชฌงค์เป็นความ
ผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ความเร่าร้อนเป็นกาก บุคคลทิ้งความเร่าร้อนอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่ม
ความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่านไป ของปีติสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น ปีติสัมโพชฌงค์จึงเป็น
พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ ความ
ชั่วหยาบเป็นกาก บุคคลทิ้งความชั่วหยาบอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความสงบของ
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์ มีความผ่องใสควรดื่ม

240