พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 102 (เล่ม 30)

ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดมและอย่างยิ่ง. น้อมใจไป ในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง เลิศ
ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง ด้วยอธิมุตติวิโมกข์ คือ น้อมใจไปในสัญญา
วิโมกข์นั้น ปล่อยใจไปในสัญญาวิโมกข์นั้น ประพฤติในสัญญาวิโมกข์ มากอยู่ในสัญญาวิโมกข์
หนักอยู่ในสัญญาวิโมกข์ เอนไปในสัญญาวิโมกข์ โอนไปในสัญญาวิโมกข์ เงื้อมไปในสัญญา
วิโมกข์ มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์เป็น
อย่างยิ่ง.
[๒๕๖] คำว่า ติฏฺเฐ นุ ในอุเทศว่า “ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี” ดังนี้
เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้
หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า พึงดำรงอยู่หรือหนอ.
คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ.
คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว คือ ไม่พรั่นพรึง ไม่ไปปราศ ไม่อันตรธาน
ไป ไม่เสื่อมไป. อีกอย่างหนึ่ง ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ. เพราะ
เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น
อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์
อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ
จัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ.
[๒๕๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ)
ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น
อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์
อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสัญญา
วิโมกข์นั้น.
[๒๕๘] คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า “สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค” ดังนี้ ความ
ว่า … ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า “สพฺเพสุ” นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวม.

102
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 103 (เล่ม 30)

โดยอุทานว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้
เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม.
คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัด …
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง.
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า “อุปสีวาติ ภควา”
ดังนี้.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.
[๒๕๙] คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละเว้น น้อมใจ
ไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตน
สมาบัติ.
[๒๖๐] คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่าน
กล่าวว่า สัญญาวิโมกข์ … มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปใน
สัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างยิ่ง.
[๒๖๑] คำว่า ติฏฺเฐยฺย ในอุเทศว่า “ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี” ดังนี้ ความ
ว่า พึงตั้งอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ คำว่า อนานุยายี
ความว่า ไม่หวั่นไหว … เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน
อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น
อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปแล้วในสัญญา
วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน
อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.
[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น
พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล
เช่นนั้นพึงมีหรือ?

103
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 104 (เล่ม 30)

[๒๖๓] คำว่า ติฏฺเฐ เจ โส ในอุเทศว่า “ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี”
ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป.
คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ.
คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว … ไม่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.
[๒๖๔] คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า “ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ” ดังนี้
ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัป
หลายพันกัป หลายแสนกัป. พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระ
องค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯลฯ เหตุนั้นพระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ … แม้มากปี.
[๒๖๕] คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละ วิญญาณ
ของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึงความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงตั้งอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้.
อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้ และความขาดสูญของบุคคลผู้
บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึงเคลื่อนไป พึงขาดสูญ พินาศไป ไม่พึงมี
ปฏิสนธิวิญญาณไม่พึงเกิดในกามธาตุ ในรูปธาตุ หรือในอรูปธาตุดังนี้ หรือว่าย่อมถามถึง
ปรินิพพานและปฏิสนธิของบุคคลผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพว่า บุคคลนั้น ย่อมปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้น
พึงเคลื่อนไป พึงเกิดปฏิสนธิวิญญาณในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุอีก.
คำว่า ตถาวิธสฺส ความว่า ของบุคคลชนิดอย่างนั้น คือ ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ดำรง
อยู่ดังนั้น ผู้มีประการดังนั้น ผู้มีส่วนดังนั้น ผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้น
พึงมีหรือ. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า.
ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น

104
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 105 (เล่ม 30)

พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล
เช่นนั้นพึงมีหรือ?
[๒๖๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ)
เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่
เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึง
ความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.
[๒๖๗] เปลวไฟตรัสว่า อัจจิ ในอุเทศว่า “อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ” ดังนี้
ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อน
ลมแรง ลมบ้าหมู ลมแต่ปีกนก ลมแต่ปีกครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า วาตา.
คำว่า ดับแล้วเพราะกำลังลม ความว่า ดับ คือ สูญหาย หายไป สิ้นไป หมดไป
หมดสิ้นไปแล้วเพราะกำลังลม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม … ฉันใด.
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า “อุปสีวาติ ภควา” ดังนี้.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยความเคารพ ฯลฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็น
สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.
[๒๖๘] คำว่า อตฺถํ ปเลติ ในอุเทศว่า อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ดังนี้
ความว่า ย่อมดับไป คือ ถึงความสิ้นไป ถึงความหมดไป ดับไป สงบไป ระงับไป.
คำว่า ไม่เข้าถึงความนับ ความว่า ไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความ
คาดคะเน ความบัญญัติว่า เปลวไฟนั้นไปสู่ทิศชื่อโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึง
ความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ.
[๒๖๙] คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า “เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต” ดังนี้ เป็นเครื่อง
ยังอุปมาให้ถึงพร้อม.
ญาณ ตรัสว่า โมนะ ในคำว่า มุนี. ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่อง
ข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย.
คำว่า พ้นแล้วจากนามกาย ความว่า มุนีนั้นพ้นจากนามกายและรูปกายก่อนแล้วโดย
ปกติ คือ มุนีนั้นละนามกายและรูปกายแล้ว ด้วยการละ คือ ความล่วงและความข่ม ด้วย

105
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 106 (เล่ม 30)

องค์นั้นๆ อาศัยพระผู้มีพระภาคแล้วได้อริยมรรค ๔ เพราะเป็นผู้ได้อริยมรรค ๔ จึงกำหนดรู้
นามกายและรูปกาย เพราะเป็นผู้กำหนดรู้นามกายและรูปกาย จึงพ้น คือ พ้นวิเศษจากนามกาย
และรูปกายด้วยความพ้นวิเศษส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีพ้นแล้วจากนามกาย …
ฉันนั้น.
[๒๗๐] คำว่า ย่อมถึงความไม่มี ในอุเทศว่า “อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ” ดังนี้
ความว่า มุนีนั้นย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปา
ทิเสสปรินิพพานธาตุ.
คำว่า ย่อมไม่เข้าถึงความนับ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึง
ความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร
เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์
มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มุนีนั้นไม่มี
เหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์เครื่องให้ถึงการนับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่
เข้าถึงความนับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้า
ถึงความนับ ฉันใด. มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงความ
ไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.
[๒๗๑] มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น
เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระ
มุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี พระองค์
ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.
[๒๗๒] คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้
ดับไปแล้ว หรือว่ามุนีนั้นย่อมไม่มี คือ มุนีนั้นดับแล้ว ขาดสูญแล้ว หายไปแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี.
[๒๗๓] คำว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ความว่า หรือว่ามุนี
นั้นเป็นผู้ยั่งยืน คือ เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงตั้งอยู่เที่ยงแท้ในอากิญ –

106
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 107 (เล่ม 30)

จัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือมุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็น
ผู้เที่ยง.
[๒๗๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์
ย่อมทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทปัญหาใด.
ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น
เครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย.
คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก … ด้วยดี ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก … ขอจง
ทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์ผู้เป็นมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่
ข้าพระองค์ด้วยดี.
[๒๗๕] คำว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง ความว่า พระองค์ทรงทราบ คือ
ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง ทรงให้ปรากฎแล้วแท้จริง เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น
เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระมุนี
โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี. พระองค์ทรง
ทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.
[๒๗๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ)
บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล
นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม
ทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง
บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว.
[๒๗๗] คำว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ความว่า บุคคลผู้ดับไปแล้ว คือ
ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมไม่มี ย่อมไม่ปรากฎ ย่อมไม่ประจักษ์ประมาณ
แห่งรูป ประมาณแห่งเวทนา ประมาณแห่งสัญญา ประมาณแห่งสังขารประมาณแห่งวิญญาณ
ประมาณแห่งรูปเป็นต้นนั้น อันบุคคลผู้ดับไปแล้ว ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ให้สงบแล้ว

107
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 108 (เล่ม 30)

ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้
ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ.
พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ
ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.
[๒๗๘] คำว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น
ดังนี้ ความว่า ชนทั้งหลายพึงว่า (บุคคลนั้น) ด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ
ด้วยทิฏฐิ ด้วยอุทธัจจะ ด้วยวิจิกิจฉา ด้วยอนุสัยใดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง
เป็นผู้หลง เป็นผู้มีมานะผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลง
หรือว่าเป็นผู้ถือกำลังอภิสังขารเหล่านั้น บุคคลนั้นละเสียแล้ว เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ละอภิสังขาร
เสียแล้ว ชนทั้งหลายพึงว่าโดยคติด้วยเหตุใดว่า บุคคลนั้นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิด
ดิรัจฉาน เป็นผู้เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป
เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคล
นั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องให้ชนทั้งหลายพึงว่า พึงกล่าว พึงพูดถึงได้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น.
[๒๗๙] คำว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว ความว่า เมื่อธรรมทั้งปวง
คือ เมื่อขันธ์ อายตนะ ธาตุ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งปวง อันบุคคล
นั้นถอนขึ้นแล้ว คือ ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้น
พร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือ ญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว.
[๒๘๐] คำว่า ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว ความว่า กิเลส ขันธ์ และ
อภิสังขาร ตรัสว่า ทางแห่งถ้อยคำ. ถ้อยคำ ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อ ทางแห่งชื่อ นิรุตติ ทางแห่ง
นิรุตติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว
ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับ
แล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ทางแห่ง
ถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

108
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 109 (เล่ม 30)

บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล
นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม
ทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำ
ทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว.
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศ
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของพวกข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็น
สาวก ดังนี้.
จบอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖.
———-

109
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 110 (เล่ม 30)

นันทมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านพระนันทะ
[๒๘๑] (ท่านพระนันทะทูลถามว่า)
ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลกนี้. ข้อนี้
นั้นเป็นอย่างไร? ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ
ด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วย
ความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี?
[๒๘๒] คำว่า สนฺติ ในอุเทศว่า สนฺติ โลเก มุนโย ดังนี้ ความว่า ย่อมมี คือ
ย่อมปรากฏ ย่อมประจักษ์.
คำว่า ในโลก ความว่า ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก.
คำว่า มุนีทั้งหลาย ความว่า อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า มุนี เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา
เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพระนันทะทูลถามว่า.
[๒๘๓] คำว่า ชนทั้งหลาย ในอุเทศว่า ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ดังนี้ คือ กษัตริย์
พราหมณ์ แพศย์ ศูทร บรรพชิต เทวดา และมนุษย์.
คำว่า ย่อมกล่าว ความว่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ.
คำว่า ตยิทํ กถํสุ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามด้วยความเคลือบแคลง เป็น
คำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้?
เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกัน …
ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร?
[๒๘๔] คำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนีหรือ ความว่า
ชนทั้งหลายย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้า

110
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส - หน้าที่ 111 (เล่ม 30)

ไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยญาณอันสัปยุตด้วยสมาบัติ ๘
หรือด้วยญาณ คือ อภิญญา ๕ ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่ง
บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี.
[๒๘๕] คำว่า หรือว่าชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็น
มุนี ความว่า หรือว่าชนทั้งหลายย่อมกล่าวว่า … ประกอบด้วยความเพียรของบุคคลผู้เป็นอยู่
เศร้าหมอง ผู้ทำกิจที่ทำได้ยากยิ่งยวดหลายอย่างว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือว่าชน
ทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น
จึงกล่าวว่า
ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก. ข้อนี้
นั้นเป็นอย่างไร? ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ
ด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วย
ความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี?
[๒๘๖] ดูกรนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วย
ทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนี. เราย่อมกล่าวว่า
ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความ
หวังเที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
[๒๘๗] คำว่า น ทิฏฺฐิยา ในอุเทศว่า น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ดังนี้
ความว่า ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวด้วยความหมดจดด้วยความเห็น.
คำว่า น สุติยา ความว่า ไม่กล่าวด้วยความหมดจด ด้วยการฟัง.
คำว่า น ญาเณน ความว่า ไม่กล่าวแม้ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ไม่กล่าว
ด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ
ด้วยญาณ.
[๒๘๘] คำว่า กุสลา ในอุเทศว่า มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ ดังนี้ ความว่า ท่าน
ผู้ฉลาดในขันธ์ ท่านผู้ฉลาดในธาตุ ท่านผู้ฉลาดในอายตนะ ท่านผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ท่าน
ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ท่านผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ท่านผู้ฉลาดในอิทธิบาท ท่านผู้ฉลาดใน

111