ว่าด้วยสาวัชชกรรม อนวัชชกรรม
[๖๒๗] คำว่า ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม ความว่า กรรม
ดำมีผลดำ เรียกว่า สาวัชชกรรม. กรรมขาวมีผลขาว เรียกว่า อนวัชชกรรม. ละ เว้น
บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม.
[๖๒๘] คำว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด ความว่า พวกปุถุชน
ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม ย่อมปรารถนา ความหมดจด คือ
ปรารถนาเบญจกามคุณ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรมและเบญจกามคุณ
ปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนา
อกุศลธรรม เบญจกามคุณ และทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนากุศล
ธรรมอันมีในไตรธาตุ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม เบญจกามคุณ
ทิฏฐิ ๖๒ และกุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ พวกกัลยาณปุถุชน ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ
ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค พระเสขะ ย่อมปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ เมื่อบรรลุ
อรหัตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาอกุศลธรรม ไม่ปรารถนาเบญจกามคุณ ไม่ปรารถนา
ทิฏฐิ ๖๒ ไม่ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ไม่ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค ไม่
ปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ พระอรหันต์ก้าวล่วงความปรารถนาแล้ว ล่วงเลยความ
เจริญและความเสื่อมเสียแล้ว. ท่านอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯลฯ มิได้
มีภพใหม่ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด.
[๖๒๙] คำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ในคำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่
พึงประพฤติไป ความว่า ละเว้น งดเว้น ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความ
หมดจดและความไม่หมดจด เป็นผู้มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้เว้นแล้ว. คำว่า พึงประพฤติไป ความว่า พึงประพฤติ พึงเที่ยวไป ผลัดเปลี่ยน
ดำเนินไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เว้นแล้ว … พึงประพฤติไป.