พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 256 (เล่ม 29)

นิทาน เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี อรรถ
นั้นใด คือ ความไม่มีและความมี ข้าพระองค์ขอบอกอรรถนั้นว่า มี
ผัสสะนี้เป็นนิทานแก่พระองค์.
[๔๘๒] คำว่า ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน ความว่า สุขเวทนาเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา. เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นนั่น
แหละดับไป สุขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ที่เสวยอยู่ อันเกิด
แต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา.
เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นนั่นแหละดับไป ทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ที่เสวยอยู่ อันเกิดแต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป. อทุกขม
สุขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา. เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้ง
แห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นนั่นแหละดับไป อทุกขมสุขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ
อันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ที่เสวยอยู่ อันเกิดแต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป. คำว่า ความดีใจ
และความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน ความว่า ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน
มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความดีใจ
และความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน.
[๔๘๓] คำว่า เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี ความว่า
เมื่อผัสสะไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้อยู่ ความดีใจและความเสียใจจึงไม่มี คือ ไม่เป็น
ไม่เกิด ไม่เกิดพร้อม ไม่บังเกิด ไม่บังเกิดเฉพาะ ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อผัสสะ
ไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี.
[๔๘๔] คำว่า อรรถนั้นใด คือ ความไม่มีและความมี ความว่า ภวทิฏฐิก็ดี วิภวทิฏฐิ
ก็ดี ก็มีผัสสะเป็นนิทาน. คำว่า อรรถนั้นใด คือ อรรถอย่างยิ่งใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อรรถนั้นใด คือ ความไม่มีและความมี.
[๔๘๕] คำว่า นั้น ในคำว่า ขอบอกอรรถนั้นว่า มีผัสสะนี้เป็นนิทานแก่พระองค์
ความว่า อรรถที่พระองค์ตรัสถาม ขอให้บอก เชิญให้บอก ให้ประกาศ. คำว่า ขอบอก คือ

256
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 257 (เล่ม 29)

ขอตอบ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ขอบอกอรรถนั้น … แก่พระองค์. คำว่า มีผัสสะนี้เป็นนิทาน คือ มีผัสสะนี้เป็นนิทาน
มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอบอก
อรรถนั้น ว่ามีผัสสะนี้เป็นนิทาน แก่พระองค์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน เมื่อผัสสะไม่มี ความ
ดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี อรรถนั้นใด คือ ความไม่มีและ
ความมี ข้าพระองค์ขอบอกอรรถนั้น ว่ามีผัสสะนี้เป็นนิทาน แก่
พระองค์.
[๔๘๖] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ผัสสะในโลก มีอะไรเป็นนิทาน และ
ความยึดถือมีมาแต่อะไร เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่อ
อะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง.
ว่าด้วยต้นเหตุของผัสสะ ….
[๔๘๗] คำว่า ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบ
ถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งผัสสะว่า ผัสสะ
มีอะไรเป็นนิทาน คือ เกิด เกิดพร้อมบังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไร
เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๘๘] คำว่า และความยึดถือมีมาแต่อะไร ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบ
ถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท ซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัย แห่งความยึด
ถือทั้งหลายว่า ความยึดถือมีมาแต่อะไร คือ เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่
อะไร คือ มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า และความยึดถือมีมาแต่อะไร.
[๔๘๙] คำว่า เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี ความว่า เมื่ออะไรไม่มี ไม่

257
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 258 (เล่ม 29)

ปรากฏ ไม่เข้าไปได้อยู่ ความถือว่าของเรา จึงไม่มี ไม่เป็น ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ
ความถือว่าของเรา อันพระสมณะละ ตัดขาดสงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสีย
แล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี.
[๔๙๐] คำว่า เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ความว่า เมื่ออะไรไม่มี ไม่เป็น
ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงแล้ว ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออะไรไม่มี
ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน และความยึดถือ มีมาแต่อะไร เมื่อ
อะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่
ถูกต้อง.
[๔๙๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ผัสสะเกิดขึ้น เพราะอาศัยนามและรูป
ความยึดถือมีความปรารถนาเป็นนิทาน เมื่อความปรารถนาไม่มี ความ
ถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง.
[๔๙๒] คำว่า ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความว่า จักษุวิญญาณเกิดขึ้น
เพราะอาศัยจักษุและรูป ประชุมธรรม ๓ ประการ คือ จักษุรูป ในส่วนรูป และสัมปยุตธรรม
ในส่วนนาม เว้นจักษุสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. โสต
วิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง ประชุมธรรม ๓ ประการ คือ หู เสียง ในส่วนรูป
และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นโสตสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและ
รูป แม้อย่างนี้. ฆานวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ประชุมธรรม ๓ ประการ คือ
จมูก กลิ่น ในส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นฆานสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยนาม และรูปแม้อย่างนี้. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส ประชุม
ธรรม ๓ ประการ คือ ลิ้น รส ในส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนามเว้น ชิวหาสัมผัส
เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. กายวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย
และโผฏฐัพพะ ประชุมธรรม ๓ ประการ คือ กาย โผฏฐัพพะ ในส่วนรูป และสัมปยุตธรรม
ในส่วนนาม เว้นกายสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้.

258
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 259 (เล่ม 29)

มโนวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ ประชุมธรรม ๓ ประการ คือ รูป วัตถุ ใน
ส่วนรูป ธรรมทั้งหลายที่มีรูปในส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นมโนสัมผัส เป็น
ผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้.
ว่าด้วยความยึดถือมีความปรารถนาเป็นต้นเหตุ
[๔๙๓] คำว่า ความยึดถือมีความปรารถนาเป็นนิทาน ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความ
ปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. ชื่อว่าความยึดถือ ได้แก่
ความยึดถือ ๒ ประการ คือ ความยึดถือด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความยึดถือด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือด้วยทิฏฐิ. คำว่า ความยึดถือมีความปรารถนาเป็น
นิทาน ความว่า ความยึดถือทั้งหลาย มีความปรารถนาเป็นนิทาน มีความปรารถนาเป็นเหตุ มีความ
ปรารถนาเป็นปัจจัย มีความปรารถนาเป็นตัวการณ์ มีความปรารถนาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความยึดถือมีความปรารถนาเป็นนิทาน.
[๔๙๔] คำว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี ความว่า ตัณหา
เรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. ชื่อว่าความ
ถือว่าของเรา ได้แก่ความถือว่าของเรา ๒ อย่างคือ ความถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความถือว่า
ของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความถือว่าของเรา
ด้วยทิฏฐิ. คำว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี ความว่า เมื่อความปรารถนา
ไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้อยู่ ความถือว่าของเราจึงไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ ความ
ถือว่าของเราเหล่านั้น อันพระสมณะละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสีย
แล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี.
ว่าด้วยมหาภูตรูป ๔
[๔๙๕] คำว่า รูป ในคำว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ได้แก่ มหาภูตรูป ๔.
อุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔ คำว่า เมื่อรูปไม่มี คือ รูปย่อมไม่มีโดยเหตุ ๔ อย่าง คือ โดยการรู้
โดยการพิจารณา โดยการละ โดยการก้าวล่วง.

259
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 260 (เล่ม 29)

รูปไม่มีโดยการรู้อย่างไร? พระสมณะย่อมรู้รูป คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า รูปหมดทุกอย่าง
ชื่อว่ารูป ได้แก่มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔ รูปไม่มีโดยการรู้อย่างนี้.
รูปไม่มีโดยการพิจารณาอย่างไร? พระสมณะครั้นรู้รูปอย่างนี้แล้ว จึงพิจารณารูป คือ
พิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของลำบาก
เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของ
หวั่นไหว เป็นของแตกพัง เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ค้านทาน เป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น
เป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นของมีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมูลแห่งความทุกข์ เป็นดังเพชฌฆาต เป็นของ
ปราศจากความเจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นของ
มีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะ
เป็นธรรมดา เป็นของมีความโศก ความรำพัน ความเจ็บกาย ความเจ็บใจ และความแค้นใจเป็น
ธรรมดา เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของดับไป เป็นของ
ชวนให้หลงแช่มชื่น เป็นอาทีนพ เป็นนิสสรณะ รูปไม่มีโดยการพิจารณาอย่างนี้.
รูปไม่มีโดยการละอย่างไร? พระสมณะครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว จึงละ บรรเทา ทำให้
สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งฉันทราคะในรูป.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในรูปใด พวกท่าน
จงละฉันทราคะนั้นเสีย ฉันทราคะนั้นจักเป็นของอันพวกท่านละแล้ว มีมูลอันตัดขาดแล้ว
ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา
โดยประการอย่างนี้. รูปไม่มีโดยการละอย่างนี้.
รูปไม่มีโดยการก้าวล่วงอย่างไร? ผู้ที่ได้อรูปสมาบัติทั้ง ๔ แล้วเป็นผู้ไม่มีรูป คือ
ไม่เจริญรูป ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงรูปเสียได้แล้ว รูปไม่มีโดยการก้าวล่วงอย่างนี้. รูปย่อม
ไม่มีโดยเหตุ ๔ ประการนี้.
คำว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ความว่า เมื่อรูปไม่มี ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง
เป็นไปล่วงแล้ว ผัสสะ ๕ ประการ คือ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส

260
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 261 (เล่ม 29)

กายสัมผัส ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือมีความปรารถนาเป็น
นิทาน เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี
ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง.
[๔๙๖] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร? รูปจึงไม่มี
อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร? รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด
ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ตั้งใจไว้ว่า
จะรู้ประการไร.
[๔๙๗] คำว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร? รูปจึงไม่มี ความว่า เมื่อบุคคลดำเนิน
อย่างไร? คือ ปฏิบัติอย่างไร? เปลี่ยนอิริยาบถอย่างไร? ประพฤติอย่างไร? รักษาอย่างไร?
บำรุงอย่างไร? เยียวยาอย่างไร? รูปจึงไม่มี คือ ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร? รูปจึงไม่มี.
[๔๙๘] คำว่า อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร? ความว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่มี คือ
ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มี
อย่างไร?.
[๔๙๙] คำว่า ประการนั้น ในคำว่า รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด ขอพระองค์
ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ประการที่ข้าพระองค์ถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรง
แสดง ขอให้ประสาท เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ประการนั้น. คำว่า ขอตรัสบอก … แก่ข้าพระองค์ คือ
ของตรัสบอก ทรงเล่า ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแก่
ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอตรัสบอก … แก่ข้าพระองค์. คำว่า รูปเป็นต้นไม่มี
ด้วยประการใด คือ รูปไม่มี ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ด้วยประการใด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้าพระองค์.

261
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 262 (เล่ม 29)

[๕๐๐] คำว่า จะรู้ประการนั้น ในคำว่า ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่า จะรู้ประการนั้น ความว่า
จะรู้ จะทราบ จะรู้แจ้ง จะรู้แจ่มแจ้ง จะแทงตลอดประการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จะรู้
ประการนั้น. คำว่า ข้าพระองค์ได้ตั้งใจ คือ ข้าพระองค์ได้ตั้งจิต ตั้งความดำริ ตั้งวิญญาณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่า จะรู้ประการนั้น. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร? รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร?
รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้า
พระองค์ ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่าจะรู้ประการนั้น.
[๕๐๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ
ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่เป็นผู้
ปราศจากสัญญา เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะว่าส่วนแห่ง
ธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า มีสัญญาเป็นนิทาน.
[๕๐๒] คำว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญา
ผิดปกติ ความว่า ชนเหล่าใด ตั้งอยู่โดยสัญญาปกติ ชนเหล่านั้น เรียกว่า เป็นผู้มีสัญญาโดย
สัญญาปกติ บุคคลนั้นไม่ตั้งอยู่โดยสัญญาปกติ. ชนเหล่าใดเป็นบ้า และเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
ชนเหล่านั้น เรียกว่า เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ บุคคลนั้นไม่เป็นบ้า ทั้งไม่เป็นผู้มีจิต
ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดย
สัญญาผิดปกติ.
[๕๐๓] คำว่า ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา และไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา ความว่า ชนเหล่าใด
เข้านิโรธ และเป็นอสัญญีสัตว์ ชนเหล่านั้น เรียกว่า เป็นผู้ไม่มีสัญญา บุคคลนั้นไม่ใช่ผู้เข้านิโรธ
ทั้งไม่ใช่เป็นอสัญญีสัตว์. ชนเหล่าใด ได้อรูปสมาบัติ ๔ ชนเหล่านั้น เรียกว่า เป็นผู้ปราศจาก
สัญญา บุคคลนั้นไม่เป็นผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้มีไม่มีสัญญาและ
ไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา.

262
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 263 (เล่ม 29)

[๕๐๔] คำว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี ความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้
บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ เพราะละสุข ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมเป็นทางแห่งอรูป
สมาบัติ เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ คือ ปฏิบัติ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง
เยียวยาอยู่อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้. รูปจึงไม่มี ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี.
ว่าด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า
[๕๐๕] คำว่า เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า มีสัญญาเป็นนิทาน ความว่า
ธรรมเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า คือ ตัณหา ทิฏฐิ มานะ เป็นธรรม มีสัญญาเป็นนิทาน มีสัญญา
เป็นสมุทัย มีสัญญาเป็นชาติ มีสัญญาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่าส่วนแห่งธรรม
เป็นเครื่องให้เนิ่นช้า มีสัญญาเป็นนิทาน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิด
ปกติ ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา เมื่อบุคคล
ดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า
มีสัญญาเป็นนิทาน.
[๕๐๖] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์
ได้ทรงแถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จะขอทูลถามธรรม
ส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกธรรมนั้น ก็สมณพราหมณ์
บางพวกอ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์
ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณ
พราหมณ์บางพวก กล่าวความหมดจดอย่างอื่น กว่าอรูปสมาบัตินี้.

263
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 264 (เล่ม 29)

[๕๐๗] คำว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ได้ทรงแถลงธรรมนั้นแก่
ข้าพระองค์แล้ว ความว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถาม คือ ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้
ประสาทซึ่งธรรมใด. คำว่า ได้ทรงแสดงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว คือ พระองค์ทรงแสดง
แถลงออก ตรัสบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศธรรม
นั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ได้
ทรงแถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว.
[๕๐๘] คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัส
บอกธรรมนั้น ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้
ประสาท ซึ่งธรรมส่วนอื่น กะพระองค์ คือ จะขอทูลถามธรรมยิ่งขึ้นไปกะพระองค์. คำว่า
ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกธรรมนั้น คือ ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอก ชี้บอก แสดง บัญญัติ
แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศธรรมนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอ
ทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกธรรมนั้น.
ว่าด้วยความหมดจดด้วยอรูปสมาบัติ
[๕๐๙] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ความว่า สมณพราหมณ์
บางพวกย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง (ความหมดจด) ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ประเสริฐ
วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือ. คำว่า ยักษ์ คือ แห่งสัตว์ นรชน
มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า ความหมดจด คือ
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ
คำว่า อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ คือ เป็นผู้กล่าวว่าตนเป็นบัณฑิต เป็นผู้กล่าวว่าตนเป็นธีรชน
ผู้กล่าวว่าตนมีญาณ ผู้กล่าวโดยเหตุ ผู้กล่าวโดยลักษณะ ผู้กล่าวโดยการณ์ ผู้กล่าวโดยฐานะ
ในโลกนี้โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนเป็นบัณฑิต
ในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ.

264
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 265 (เล่ม 29)

[๕๑๐] คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่า
อรูปสมาบัตินี้ ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง อรูปสมาบัติ
เหล่านี้ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แสถง ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบแห่งยักษ์อย่างอื่น คือ ยิ่งกว่าอรูปสมาบัตินี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่ารูปสมาบัตินี้. เพราะเหตุ
นั้น. พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ทรงแถลงธรรม นั้นแก่
ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญ
พระองค์จงตรัสบอกธรรมนั้น ก็สมณพราหมณ์บางพวก อ้างตนว่าเป็น
บัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติ
เท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก
กล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้.
[๕๑๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ก็สมณพราหมณ์บางพวก อ้างตนเป็น
บัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติ
เท่านี้ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์
อีกบางพวก อ้างตนเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบ ในอนุปาทิเสส.
[๕๑๒] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ย่อมกล่าวความ
หมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัตินี้ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก
ผู้กล่าวความเที่ยง ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง (ความหมดจด) ว่าเป็นธรรมอันเลิศ
ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้. คำว่า ยักษ์ คือ
แห่งสัตว์ นรชน มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม. คำว่า ความหมดจด
คือความหมด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ.

265