พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 146 (เล่ม 29)

ว่าด้วยปฏิปทาของมุนี
[๒๕๖] คำว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนใน
ธรรมวินัยนี้ มีความว่า คำว่า นั้น คือ มุนี ทราบ รู้ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้
แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งสมบัติและวิบัตินั้น คือ ยศและเกียรติในกาลก่อน คือ ในคราว
เป็นสมณะ ย่อมกลายเป็นความเสื่อมยศและเสื่อมเกียรติ ของภิกษุผู้บอกคือพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ สิกขาแล้ว เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ในภายหลัง. คำว่า มุนี มีความว่า
ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหา
เพียงดังข่าย ดำรงอยู่ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. คำว่า ในธรรม
วินัยนี้ คือ ในลัทธิ ในความควร ในความชอบใจ ในเขตแดน ในธรรม ในวินัย ใน
ธรรมวินัย ในปาพจน์ ในพรหมจรรย์ ในสัตถุศาสน์ ในอัตภาพ ในมนุษยโลกนี้ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนในธรรม
วินัยนี้.
[๒๕๗] คำว่า พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง มีความว่า พึงทำความประพฤติ
ผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยส่วนบรรพชา ๑ ด้วยการละความคลุกคลีด้วย
หมู่ ๑.
พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคงด้วยส่วนบรรพชาอย่างไร? มุนีตัดกังวลใน
ฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในมิตรและพวกพ้อง
ตัดกังวลในความสั่งสมแล้ว ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต
แล้ว เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล พึงเป็นผู้เดียวประพฤติ คือ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ
รักษา เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป มุนีพึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคงด้วยบรรพชา
อย่างนี้.
พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคงด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่อย่างไร? มุนีนั้น
บวชแล้วอย่างนั้น พึงเป็นผู้เดียวซ่องเสพเสนาสนะเป็นป่าละเมาะ และป่าทึบอันสงัด มีเสียง
น้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์

146
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 147 (เล่ม 29)

สมควรแก่วิเวก มุนีนั้น พึงเดินผู้เดียว พึงยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อ
บิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวประพฤติ
คือ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป มุนีพึงทำความ
ประพฤติผู้เดียวให้มั่นคงด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่อย่างนี้. มุนีพึงทำความประพฤติผู้เดียว
ให้มั่นคงถาวร มีการสมาทานมั่นคง มีการสมาทานตั้งลงในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง.
[๒๕๘] คำว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของ
อสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมถุนธรรม ไม่พึงเสพ ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงร่วม
ไม่พึงเสพเฉพาะซึ่งเมถุนธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนใน
ธรรมวินัยนี้ พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ไม่พึงเสพเมถุน
ธรรม.
[๒๕๙] บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอัน
สูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้
ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น บุคคลนั้นแล ย่อมปฏิบัติในที่ใกล้
นิพพาน.
[๒๖๐] คำว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง
คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑ กายวิเวก เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก
ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคล
ผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึง
ซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร. คำว่า ศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตต
สิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. คำว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวก
นั่นเทียว คือ พึงศึกษา พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ พึงประพฤติด้วยดี พึงสมาทานประพฤติวิเวก
นั่นเทียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว.

147
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 148 (เล่ม 29)

[๒๖๑] คำว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
มีความว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร
ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุด
ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.
[๒๖๒] คำว่า บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น
มีความว่า บุคคลไม่พึงทำความกำเริบขึ้น ไม่พึงทำความยกตน ไม่พึงทำความถือตัว ไม่พึงทำ
ความกระด้าง ด้วยความประพฤติวิเวกนั้น คือ ไม่ยังความถือตัวให้เกิด ไม่พึงทำความผูกพัน
ด้วยความประพฤติวิเวกนั้น ไม่พึงเป็นผู้กระด้าง เย่อหยิ่ง หัวสูง ด้วยความประพฤติวิเวกนั้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยความประพฤติวิเวกนั้น.
[๒๖๓] คำว่า บุคคลนั้นแล ย่อมปฏิบัติในที่ใกล้นิพพาน มีความว่า บุคคลนั้น
ย่อมปฏิบัติในที่ใกล้ ในที่ใกล้รอบ ในที่ใกล้เคียง ไม่ห่างไกล ในที่ใกล้ชิด ต่อนิพพาน เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นแล ย่อมปฏิบัติในที่ใกล้นิพพาน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึง
ตรัสว่า
บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอัน
สูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้
ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น บุคคลนั้นแล ย่อมปฏิบัติในที่
ใกล้นิพพาน.
[๒๖๔] หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง ไม่มี
อาลัยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
[๒๖๕] คำว่า ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง มีความว่าง ว่า คือ ผู้ว่าง ผู้เปล่า สงัดจาก
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่
ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี
ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวน

148
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 149 (เล่ม 29)

กระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. คำว่า มุนี
มีความว่า ญาณ เรียกว่าโมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง และ
ตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. คำว่า
ผู้ประพฤติ คือ ผู้เที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง.
[๒๖๖] คำว่า ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย มีความว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง โดย
หัวข้อ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่าวัตถุ ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม มุนีกำหนดรู้
วัตถุกาม ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้น ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสกาม ชื่อว่าไม่มีอาลัยในกาม
ทั้งหลาย คือ สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนกามเสียแล้ว สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืน
ราคะเสียแล้ว เป็นผู้หมดตัณหา ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยพร้อมเฉพาะซึ่งความสุข มีตนเป็นผู้
ประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย.
[๒๖๗] คำว่า หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกามคุณทั้งหลายย่อมรักใคร่ … ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว มี
ความว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์. หมู่สัตว์ผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว
พัวพันในกามทั้งหลาย หมู่สัตว์เหล่านั้นย่อมอยากได้ ยินดี ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ ต่อมุนี
ผู้ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ
อวิชชาโอฆะ และทางแห่งสงสารทั้งปวงแล้ว ผู้ไปสู่ฝั่งถึงฝั่งแล้ว ไปสู่ส่วนสุดถึงส่วนสุดแล้ว
ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแล้ว ไปสู่ส่วนสุดรอบถึงส่วนสุดรอบแล้ว ไปสู่ที่จบถึงที่จบแล้ว ไปสู่ที่ต้าน
ทานถึงที่ต้านทานแล้ว ไปสู่ที่ลี้ลับถึงที่ลี้ลับแล้ว ไปสู่ที่พึ่งถึงที่พึ่งแล้ว ไปสู่ที่ไม่มีภัยถึงที่ไม่
มีภัยแล้ว ไปสู่ที่ไม่เคลื่อนถึงที่ไม่เคลื่อนแล้ว ไปสู่อมตะถึงอมตะแล้ว ไปสู่นิพพานถึงนิพพาน
แล้ว. พวกลูกหนี้ย่อมปรารถนารักใคร่ความเป็นผู้หมดหนี้ ฉันใด พวกที่ป่วยไข้ย่อมปรารถนา
รักใคร่ความเป็นผู้หายโรค ฉันใด พวกที่ติดอยู่ในเรือนจำ ย่อมปรารถนารักใคร่ความพ้นจาก
เรือนจำ ฉันใด พวกที่เป็นทาส ย่อมปรารถนารักใคร่ความเป็นไท ฉันใด พวกที่เดินทางกันดาร
ย่อมปรารถนารักใคร่ภาคพื้นที่เกษม ฉันใด หมู่สัตว์ผู้กำหนัด ปรารถนายินดี ติดใจ ลุ่มหลุ่ง
ข้อง เกี่ยว พัวพันในกามทั้งหลาย หมู่สัตว์นั้นย่อมอยากได้ ยินดี ปรารถนารักใคร่ ชอบใจ
ต่อมุนีผู้ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ฯลฯ

149
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 150 (เล่ม 29)

ไปสู่นิพพาน ถึงนิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกาม
ทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ … ผู้ข้ามโอฆะแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง ไม่มี
อาลัยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะได้แล้วดังนี้.
จบ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๗.
————
ปสูรสุตตนิเทสนิทเทสที่ ๘
[๒๖๘] สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น
ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าว
สิ่งนั้น ว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก เป็น
ผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ.
ว่าด้วยความหมดจด
[๒๖๙] คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดย่อมมีในธรรมนี้เท่านั้น
มีความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความ
หมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้เท่านั้น คือ
ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ย่อมกล่าว
บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความ
พ้นวิเศษ ความพ้นรอบว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี
ที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างอื่น สรีระอย่างอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก
ก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า
ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น.

150
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 151 (เล่ม 29)

[๒๗๐] คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น มีความว่า สมณพราหมณ์
ทั้งหลายย่อมทิ้ง ทอดทิ้ง ละทิ้งวาทะอื่นทั้งหมด เว้นศาสดาธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ
ปฏิปทา มรรคของตน ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดานั้นกล่าวดีแล้ว คณะสงฆ์ไม่เป็นผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิเจริญ
ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคไม่เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ ความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ ย่อมไม่มี
ในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ
หรือไม่พ้นรอบ ในเพราะธรรมทั้งหลายนั้น คือ ย่อมเป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น.
[๒๗๑] คำว่า อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น มีความว่า
อาศัยสิ่งใด คือ อาศัย อาศัยด้วยดี พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง สิ่งใด คือ ศาสดา
ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทามรรคใด. คำว่า ในเพราะทิฏฐิของตนนั้น คือ
ในเพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน. คำว่า กล่าวสิ่งนั้นว่างาม คือ กล่าวสิ่งนั้น
ว่าดี กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่าเป็นญาณ กล่าวว่าเป็นเหตุ กล่าวว่า
เป็นลักษณะ กล่าวว่าเป็นการณะ กล่าวว่าเป็นฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น.
[๒๗๒] คำว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ
มีความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป
ในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ เป็นอันมาก คือ ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจ
ไปว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ
น้อมใจไปว่าโลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก
ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก
เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

151
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 152 (เล่ม 29)

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดย่อมมีในธรรมนี้
เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว
กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก
เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่ง ๆ.
[๒๗๓] สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท เป็นคู่ปรับ
ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว
ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตน
เป็นคนฉลาด.
ว่าด้วยการยกวาทะ
[๒๗๔] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท มีความว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ ต้องการวาทะ
ประสงค์วาทะ มุ่งหมายวาทะ เที่ยวแสวงหาวาทะ. คำว่า เข้าไปสู่บริษัท คือ เข้าไป หยั่งลง
เข้าถึง เข้าหา ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท.
[๒๗๕] คำว่า เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล มีความว่า เป็นคู่ปรับ คือ
เป็นคนสองฝ่าย เป็นผู้ทำความทะเลาะกันสองฝ่าย ทำความหมายมั่นกันทั้งสองฝ่าย ทำความ
อื้อฉาวกันทั้งสองฝ่าย ทำความวิวาทกันทั้งสองฝ่าย ก่ออธิกรณ์กันทั้งสองฝ่าย ทำวาทะกัน
ทั้งสองฝ่าย โต้เถียงกันทั้งสองฝ่าย สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมุ่งกันและกัน คือ ดู เห็น
แลเห็น เพ่งดู พิจารณา เห็นกันและกันโดยความเป็นคนพาล เป็นคนเลว เป็นคนเลวทราม
เป็นคนต่ำช้า เป็นคนลามก เป็นคนสกปรก เป็นคนต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคู่ปรับ
ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล.
[๒๗๖] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน
มีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัย อาศัยด้วยดี พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงสิ่งอื่น คือ
ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค. ความทะเลาะกัน ความหมายมั่น

152
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 153 (เล่ม 29)

ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความมุ่งร้าย เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน. อีกอย่างหนึ่ง ถ้อยคำที่
ไม่มีน้ำมีนวล เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน. สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ พูด แสดง แถลง
ซึ่งคำคัดค้านกัน ความทะเลาะ คำหมายมั่นกัน คำแก่งแย่งกัน คำวิวาทกัน คำมุ่งร้ายกัน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน.
[๒๗๗] คำว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตนเป็นคนฉลาด มีความว่า
เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ คือ เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ ต้องการความสรรเสริญ ประสงค์
ความสรรเสริญ มุ่งหมายความสรรเสริญ เที่ยวแสวงหาความสรรเสริญ. คำว่า กล่าวว่า
ตนเป็นผู้ฉลาด คือ พูดว่าตนเป็นคนฉลาด พูดว่าตนเป็นบัณฑิต พูดว่าตนเป็นนักปราชญ์
พูดว่าตนเป็นผู้มีญาณ พูดว่าตนเป็นผู้มีเหตุ พูดว่าตนเป็นผู้มีลักษณะ พูดว่าตนเป็นผู้มีการณะ
พูดว่าตนเป็นผู้มีฐานะ ด้วยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่า
ตนเป็นผู้ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกัน
และกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว
ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่า
ตนเป็นคนฉลาด.
[๒๗๘] ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ
ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้าน
ตกไป ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทาง
แก้ตัว.
ว่าด้วยแพ้วาทะแล้วขัดเคือง
[๒๗๙] คำว่า ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท มีความว่า ชนผู้ประกอบ คือ
ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบด้วยดี ประกอบพร้อม ในถ้อยคำของตน เพื่อกล่าว
ในท่ามกลางขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท.

153
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 154 (เล่ม 29)

[๒๘๐] คำว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ มีความว่า เมื่ออยากได้
ความสรรเสริญ คือ เมื่ออยากได้ ยินดี ปรารถนา ชอบใจ รักใคร่ ความสรรเสริญ คือ
ความชม ความมีเกียรติ ความยกย่องคุณ. คำว่า ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ คือ ก่อนแต่โต้ตอบ ย่อมเป็น
ผู้มีความสงสัย ลังเลใจ คือ ก่อนแต่โต้ตอบ ย่อมเป็นผู้สงสัย ลังเลใจอย่างนี้ว่า เราจักมีชัย
หรือไม่หนอ หรือเราจักปราชัย เราจักข่มเขาอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้เชิดชูอย่างไร จักทำ
ลัทธิของเราให้วิเศษอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้วิเศษเฉพาะอย่างไร จักทำความผูกมัดเขาอย่างไร
จักทำความปลดเปลื้องอย่างไร จักทำความตัดรอบวาทะเขาอย่างไร เราจักขนาบวาทะเขาไว้อย่างไร
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.
[๒๘๑] คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป มีความว่า
ชนผู้พิจารณาปัญหามีความเอ็นดูปรานี ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ
ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยอรรถ ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า
คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ ย่อมคัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว
ไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ย่อมคัดค้านว่า เนื้อความท่านชักมาไม่ดี พยัญชนะท่านยกขึ้นไม่ดี
อรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี ความข่มผู้อื่นท่านไม่กระทำ ความเชิดชูลัทธิ
ท่านทำไม่ดี วาทะอันวิเศษท่านไม่กระทำ วาทะอันวิเศษเฉพาะท่านทำไม่ดี ความผูกมัดผู้อื่น
ท่านไม่ทำ ความปลดเปลื้องท่านทำไม่ดี ความตัดรอบวาทะผู้อื่นท่านไม่ทำ ความขนาบวาทะผู้อื่น
ท่านทำไม่ดี ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว เจรจาชั่ว เปล่งวาจาชั่ว ภาษิตชั่ว. คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป คือ เมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
คือ อับอาย กระวนกระวาย ลำบากกาย ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป.
[๒๘๒] คำว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว มี
ความว่า เพราะความติเตียน คือ เพราะความนินทา ครหา ไม่ชมเชย ไม่สรรเสริญคุณ. คำว่า
ย่อมขัดเคือง คือ ขัดเคือง ขัดใจ หมายแก้แค้น ย่อมทำความโกรธ ความเคือง ความไม่
ยินดีให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน. คำว่า ย่อมเป็นผู้แสวง

154
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส - หน้าที่ 155 (เล่ม 29)

หาช่องทางแก้ตัว คือ ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว แสวงหาความผิด ความพลั้ง ความ
พลาด ความเผลอ และช่องทาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อม
เป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ
ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้าน
ตกไป ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว.
[๒๘๓] ชนผู้พิจารณาปัญหา กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว คัดค้านให้ตกไป
ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่า เขา
ล่วงเลยเรา.
ว่าด้วยถูกข่มด้วยวาทะแล้วเสียใจ
[๒๘๔] คำว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว มีความว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ย่อม
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งวาทะของชนนั้นว่า เลว เลวทราม เสื่อมเสีย เสียหาย
ไม่บริบูรณ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว.
[๒๘๕] คำว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา … คัดค้านให้ตกไป มีความว่า ชนผู้พิจารณา
ปัญหา มีความเอ็นดูปราณี ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า คำที่ท่านกล่าว
ไม่ประกอบด้วยอรรถ ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ ย่อม
คัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ย่อมคัดค้านว่า
เนื้อความท่านชักมาไม่ดี พยัญชนะท่านยกขึ้นไม่ดี อรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี
ความข่มผู้อื่นท่านไม่กระทำ ความเชิดชูลัทธิท่านทำไม่ดี วาทะอันวิเศษท่านไม่กระทำ วาทะอัน
วิเศษเฉพาะท่านทำไม่ดี ความผูกมัดผู้อื่นท่านไม่ทำ ความปลดเปลื้องท่านทำไม่ดี ความตัดรอน
วาทะผู้อื่นท่านไม่ทำ ความขนาบวาทะผู้อื่นท่านทำไม่ดี ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว เจรจาชั่ว เปล่ง
วาจาชั่ว ภาษิตชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา … คัดค้านให้ตกไป.
[๒๘๖] คำว่า ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก มีความว่า ย่อม
รำพัน คือ เป็นผู้มีการพูดเพ้อ บ่นเพ้อ พร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ

155