พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 307 (เล่ม 2)

ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะ
อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่น
เป็นพุทธประเพณี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ร่างกายของพวกเธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อม
เพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้เป็นไปได้
พระพุทธเจ้าข้า, อนึ่ง พวกข้าพุทธเจ้าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษา
เป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า.
พุทธประเพณี
พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัสถามก็มี
ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถาม
สิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ พระตถาคตทรงกำจัดด้วยข้อปฏิบัติ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงสอบถาม
ภิกษุทั้งหลายด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่
พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง.
ตรัสถาม
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วย
บิณฑบาต ด้วยวิธีการอย่างไร
ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบแล้ว.
ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คุณวิเศษของพวกเธอนั่น มีจริงหรือ?
ภิ. มีจริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้กล่าวชม
อุตตริมนุสสธรรมของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งท้องเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

307
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 308 (เล่ม 2)

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ
เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๕๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใดบอกอุตตริมนุสสธรรมแก่อนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์
เพราะมีจริง.
เรื่องภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา จบ.
สิกขาบทวิภังค์
[๓๐๖] บทว่า อนึ่ง … ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด …
บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ … นี้ ชื่อว่า ภิกษุ
ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน ความว่า ยกเว้นภิกษุ ภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่าอนุปสัมบัน.
บทภาชนีย์
[๓๐๗] ที่ชื่อว่า อุตตริมนุสสธรรม ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ
ญาณทัสสนะ การทำมรรคให้เกิด การทำผลให้แจ้ง การละกิเลส ความเปิดจิต ความ
ยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า.
[๓๐๘] ที่ชื่อว่า ฌาน ได้แก่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน.
ที่ชื่อว่า วิโมกข์ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์.
ที่ชื่อว่า สมาธิ ได้แก่ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ.
ที่ชื่อว่า สมาบัติ ได้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ.
ที่ชื่อว่า ญาณ ได้แก่วิชชา ๓
ที่ชื่อว่า การทำมรรคให้เกิด ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘.

308
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 309 (เล่ม 2)

ที่ชื่อว่า การทำผลให้แจ้ง ได้แก่ การทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล … สกทาคามิผล
… อนาคามิผล … อรหัตผล.
ที่ชื่อว่า การละกิเลส ได้แก่ การละราคะ … โทสะ … โมหะ.
ที่ชื่อว่า ความเปิดจิต ได้แก่ ความเปิดจิตจากราคะ ความเปิดจิตจากโทสะ ความ
เปิดจิตจากโมหะ.
ที่ชื่อว่า ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ได้แก่ ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า
ด้วยปฐมฌาน, … ด้วยทุติยฌาน, … ด้วยตติยฌาน, … ด้วยจตุตถฌาน.
บอกปฐมฌาน
[๓๐๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ดังนี้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานอยู่ ดังนี้ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว ดังนี้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน ดังนี้ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน ดังนี้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกทุติยฌาน
[๓๑๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว ดังนี้
ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานอยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าทุติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

309
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 310 (เล่ม 2)

… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในทุติยฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ทุติยฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกตติยฌาน
… เข้าตติยฌานแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าตติยฌานอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าตติยฌานแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้ตติยฌาน … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในตติยฌาน … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ตติยฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกจตุตถฌาน
… เข้าจตุตถฌานแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าจตุตถฌานอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าจตุตถฌานแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้จตุตถฌาน … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในจตุตถฌาน … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… จตุตถฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสุญญตวิโมกข์
[๓๑๑] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์อยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตวิโมกข์ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สุญญตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอนิมิตตวิโมกข์
… เข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

310
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 311 (เล่ม 2)

… เข้าอนิมิตตวิโมกข์อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อนิมิตตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อนิมิตตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอัปปณิหิตวิโมกข์
… เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อัปปณิหิตวิโมกข์ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตวิโมกข์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อัปปณิหิตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสุญญตสมาธิ
… ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สุญญตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอนิมิตตสมาธิ
… เข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอนิมิตตสมาธิอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อนิมิตตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อนิมิตตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

311
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 312 (เล่ม 2)

บอกอัปปณิหิตสมาธิ
… เข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอัปปณิหิตสมาธิอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตสมาธิ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อัปปณิหิตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสุญญตสมาบัติ
[๓๑๒] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติแล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติอยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตสมาบัติแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตสมาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตสมาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สุญญตสมาบัติข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอนิมิตตสมาบัติ
… เข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอนิมิตตสมาบัติอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อนิมิตตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อนิมิตตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอัปปณิหิตสมาบัติ
… เข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอัปปณิหิตสมาบัติอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

312
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 313 (เล่ม 2)

… เป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตสมาบัติ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อัปปณิหิตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกวิชชา ๓
[๓๑๓] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าวิชชา ๓ แล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าวิชชา ๓ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าวิชชา ๓ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้วิชชา ๓ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… วิชชา ๓ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสติปัฏฐาน ๔
[๓๑๔] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าสติปัฏฐาน ๔ แล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าสติปัฏฐาน ๔ อยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในสติปัฏฐาน ๔ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สติปัฏฐาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสัมมัปปธาน ๔
… ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าสัมมัปปธาน ๔ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้สัมมัปปธาน ๔ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในสัมมัปปธาน ๔ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สัมมัปปธาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

313
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 314 (เล่ม 2)

บอกอิทธิบาท ๔
… ข้าพเจ้าเข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอิทธิบาท ๔ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อิทธิบาท ๔ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอิทธิบาท ๔ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อิทธิบาท ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอินทรีย์ ๕
[๓๑๕] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอินทรีย์ ๕ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อินทรีย์ ๕ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอินทรีย์ ๕ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อินทรีย์ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกพละ ๕
… ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าพละ ๕ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าพละ ๕ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้พละ ๕ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในพละ ๕ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… พละ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกโพชฌงค์ ๗
[๓๑๖] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าโพชฌงค์ ๗ แล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าโพชฌงค์ ๗ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

314
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 315 (เล่ม 2)

… เป็นผู้เข้าโพชฌงค์ ๗ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้โพชฌงค์ ๗ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในโพชฌงค์ ๗ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… โพชฌงค์ ๗ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอริยมรรคมีองค์ ๘
[๓๑๗] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าอริยมรรคมีองค์ ๘
แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อริยมรรคมีองค์ ๘ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอริยมรรคมีองค์ ๘ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกโสดาปัตติผล
[๓๑๘] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าโสดาปัตติผลแล้ว
ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าโสดาปัตติผลอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าโสดาปัตติผลแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้โสดาปัตติผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในโสดาปัตติผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… โสดาปัตติผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสกทาคามิผล
… ข้าพเจ้าเข้าสกทาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าสกทาคามิผลอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าสกทาคามิผลแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้สกทาคามิผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในสกทาคามิผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… สกทาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

315
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค - หน้าที่ 316 (เล่ม 2)

บอกอนาคามิผล
… ข้าพเจ้าเข้าอนาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอนาคามิผลอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอนาคามิผลแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ได้อนาคามิผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอนาคามิผล … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อนาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกอรหัตตผล
… เข้าอรหัตตผลแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เข้าอรหัตตผลอยู่ … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้เข้าอรหัตตผลแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… เป็นผู้ชำนาญในอรหัตตผล ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… อรหัตตผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกสละ ราคะ โทสะ โมหะ
[๓๑๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ราคะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว
พ้นแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… โทสะ ข้าพเจ้าสละแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… โมหะ ข้าพเจ้าสละแล้ว … ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกจิตเปิดจากราคะ โทสะ โมหะ
[๓๒๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ
ดังนี้, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
… จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บอกเข้าปฐมฌานในสุญญาคาร
[๓๒๑] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานในสุญญาคาร
แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

316