เรากล่าวว่า
ดูกรท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราผู้มีรูปงามผู้เป็นดุจต้นตัณหา
มีดอกบานสะพรั่งตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นดังต้นการะเกดมีดอกอันบาน
และเป็นดุจต้นแคฝอยภายในทวีป ผู้มีร่างกายรูปไล้ด้วยจุรณจันทน์แดง
นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีค่าอันสูง เป็นผู้สมบูรณ์ไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
พรานนกปรารถนาตามเบียดเบียนนก ฉันใด เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วย
รูปร่างอันมีการตบแต่งต่างๆ ฉันนั้นหาได้ไม่.
เรากล่าวว่า
ดูกรท่านกาฬะ ก็ผล คือบุตรของเรานี้ ท่านเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ไฉน
ท่านจึงมาละทิ้งเราซึ่งเป็นผู้มีบุตรไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ย่อมละบุตร ละญาติ ละทรัพย์
ตัดเครื่องผูกพันเสียแล้วออกบวช เหมือนช้างสลัดเครื่องผูกไป ฉะนั้น.
เรากล่าวว่า
บัดนี้ เราพึงเอาท่อนไม้หรือมีดทุบหรือเฉือนบุตรของท่านนี้ให้จมลงใน
แผ่นดิน ท่านจักไม่เศร้าโศกถึงบุตรหรือ?
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูกรนางชั่วช้า ผู้มีบุตรอันทำแล้ว ถ้าแม้เจ้าจักทิ้งบุตรให้สุนัขจิ้งจอก
กินเป็นอาหาร เจ้าก็จักยังเราให้กลับคืนมาอีกไม่ได้.
เรากล่าวว่า
เอาเถอะท่านกาฬะผู้เจริญ บัดนี้ ท่านจักไปไหน คือจักไปสู่บ้าน นิคม
นคร ราชธานีไหน?
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เมื่อก่อนเราเคยเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ไม่ใช่สมณะ แต่ถือตัวว่าเป็นสมณะ
ได้เที่ยวไปตามบ้านทุกๆ บ้าน ทุกนคร ทุกราชธานีน้อยใหญ่ บัดนี้