อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
ขันธกปุจฉาวัณณนา
สองบทว่า อุปสมฺปทํ ปุจฺฉิสฺสํ มีความว่า ข้าพเจ้าจักถามถึง
อุปสัมปทาขันธกะ.
สองบทว่า สนิทานํ สนิทฺเทสํ มีความว่า ข้าพเจ้าจักถามพร้อม
ด้วยต้นเหตุ และอธิบาย.
หลายบทว่า สมุกฺฏฺฐปทานํ กติ อาปตฺติโย มีความว่า บทเหล่าใด
เป็นบทอุกฤษฏ์ คือ เป็นบทสูงสุด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอุปสัม-
ปทาขันธกะนั้น บทอุกฤษฏ์โดยย่อ มีอาบัติเท่าไร ?
อาบัติใด ? อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติด้วยบทใด ?, อาบัติ
นั้น ๆ ท่านกล่าวว่า อาบัติแห่งบทนั้น ๆ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
บทสูงสุดทั้งหลาย มีอาบัติเท่าไร ?
สองบทว่า เทฺว อาปตฺติโย มีความว่า เป็นปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้
ยังบุคคลมีอายุหย่อน ๒ ปีให้อุปสมบท, เป็นทุกกฏในบททั้งปวงที่เหลือ.
บทว่า ติสฺโส มีความว่า ในอุโปสถักขันธกะ มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นถุลลัจจัย เพราะทำอุโบสถแห่งภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งความแตกกันเป็นใหญ่
แก่ผู้กล่าวอยู่ว่า ภิกษุเหล่านี้ จงฉิบทาย. ภิกษุเหล่านี้ จงวอดวาย, ประโยชน์
อะไร ด้วยภิกษุเหล่านั้น, เป็นปาจิตตีย์ แม้เพราะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุผู้ถูก
สงฆ์ยกวัตร, เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
บทว่า เอกา มีความว่า ในวัสสูปนายิกขันธกะ มีอาบัติทุกกฏ
ชนิดเดียวเท่านั้น.
บทว่า ติสฺโส มีความว่า แม้ในปวารณาขันธกะ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นถุลลัจจัย แก่ภิกษุผู้มุ่งความแตกกันเป็นใหญ่ ปวารณาอยู่, เป็น
ปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ปวารณากับภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร, เป็นทุกกฏ เพราะบท
ทั้งหลายที่เหลือ.
บทว่า ติสฺโส มีความว่า แม้ในจัมมสังยุตต์ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นปาจิตตีย์ แก่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ผู้จับแม่โคสาวให้ (จมน้ำ) ตาย,
เป็นถุลลัจจัย เพราะมีจิตกำหนัดถูกองคชาต, เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลาย
ที่เหลือ.
แม้ในเภสัชชขันธกะ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้ คือ เป็นถุลลัจจัย (แก่
ภิกษุผู้ทำสัตถกรรม) ใกล้ที่แคบประมาณ ๒ นิ้ว โดยรอบ (แห่งวัจจมัคค์และ
ปัสสาวมัคค์), เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนยาคู, เป็นทุกกฏ เพราะบท
ทั้งหลายที่เหลือ.
กฐิน พระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงแต่ทรงบัญญัติเท่านั้น, ไม่มีอาบัติใน
กฐินขันธกะนั้น.
ในจีวรสังยุตต์ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัย เพราะจีวร
คากรองและเปลือกไม้คากรอง, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพราะอติเรกจีวร, เป็น
ทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
แม้ในจัมมเปยยักขันธกะ ก็มีอาบัติทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น.
แม้ในโกสัมพิกขันธกะ กรรมขันธกะ ปาริวาสิกขันธกะและสมุจจย-
ขันธกะ ก็มีอาบัติทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น.
ในสมถขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ ภิกษุณีผู้มอบฉันทะย่อมบ่น
ว่า เธอต้องปาจิตตีย์ มีการบ่นว่าเป็นเหตุ เป็นทุกกฏเพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในขุททกวัตถุกขันธกะ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ ภิกษุตัดองคชาตของ
ตน ต้องถุลลัจจัย เป็นปาจิตตีย์ เพราะกลืนอาหารที่สำรอกออกมาค้างอยู่ใน
ปาก เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในเสนาสนขันธกะ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัยเพราะจำ
หน่ายครุภัณฑ์ เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉุดคร่าออกจากสำนักของสงฆ์ เป็นทุกกฏ
เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในสังฆเภทักขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุ
ผู้พลอยสนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ เป็นปาจิตตีย์ เพราะคณโภชนะ.
ในวัตตขันธกะ ที่ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักถามถึงสมาจาร มีอาบัติ
ทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น. อาบัติทุกกฏนั้น เป็นเพราะความไม่เอื้อเฟื้อในวัตร
ทั้งปวง.
ในปาฏิโมกขัฏฐปนขันธกะ ก็เหมือนกัน.
ในภิกขุนีขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ เป็นปาจิตตีย์ เพราะไม่
ปวารณา เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในปัญจสติกขันธกะและสัตตสติกขันธกะ ท่านยกธรรมล้วน ๆ ขึ้นสู่
หมวด ไม่มีอาบัติในขันธกะทั้ง ๒ นั้น ฉะนี้แล.
ขันธกปุจฉา วัณณนา จบ