พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอทสกนิสีทนกัปปะ]
จริงอยู่ คำว่า เฉทนเก ปาจิตฺติยํ นี้ มาแล้วในสุตตวิภังค์ว่า
ผ้าปูนั่งที่มีชาย เรียกชื่อว่า นิสีทนะ เพราะเหตุนั้น เฉพาะชายประมาณคืบ
หนึ่ง อันภิกษุย่อมได้เกินกว่า ๒ คืบสุคตขึ้นไป.
คำว่า เป็นปาจิตตีย์ มีการตัดเป็นวินัยกรรม แก่ภิกษุผู้ให้ก้าวล่วง
ประมาณนั้น นี้ ย่อมเป็นคำปรับได้ทีเดียว แก่ภิกษุผู้ทำตามประมาณนั้น
เว้นชายเสีย. เพราะเหตุนั้น ท่านพระสัพพกามี อันท่านพระเรวตะถามว่า ต้อง
อาบัติอะไร ? จึงตอบว่า ต้องปาจิตตีย์ ในเฉทนกสิกขาบท อธิบายว่า ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเฉทนกสิกขาบท.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
สัตตสติกักขันธก วรรณนา ในอรรถกถา
ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

คาถาสรูป
ขันธกะ ๒๒ ประเภท สงเคราะห์
ด้วยวรรค ๒ อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงละ
ทุกข์ คือ เบญจขันธ์เสีย ตรัสแล้วในพระ-
ศาสนา วรรณนาขันธกะเหล่านี้นั้น สำเร็จ
แล้วปราศจากอันตรายฉันใด แม้ความหวัง
อันงามทั้งหลาย ของสัตว์มีปราณจงสำเร็จ
ฉันนั้นเถิด ฉะนี้แล.
ในจุลลวรรคนี้ มีขันธกะ คือ กัมมัก-
ขันธกะ ปาริวาสิกักขันธกะ สมุจจยักขันธกะ
สมถักขันธกะ ขุททกวัตถุกขันธกะ เสนา-
สนักขันธกะ สังฆเภทักขันธกะ วัตตักขันธกะ
ปาติโมกขัฏฐปนักขันธกะ ภิกขุนิกขันธกะ
ปัญจสติกักขันธกะ และสัตตสติกักขันธกะ
จบแล้ว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปัญจมสมันตปาสาทิกา
ปริวารวัณณนา
วินัยใด อันพระเถระทั้งหลายจัดเข้า
หมวดโดยชื่อว่า บริวาร เป็นลำดับแห่ง
ขันธกะทั้งหลาย ในศาสนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้มีบริวารสะอาด มีกองธรรม
เป็นพระสรีระ, บัดนี้ข้าพเจ้าจักละนัยอันมา
แล้วในหนหลังเสีย จักทำการพรรณนาเนื้อ
ความที่ได้ตื้นแห่งวินัยที่ชื่อว่า บริวารนั้น.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ใสฬสมหาวารวัณณนาในอุภโตวิภังค์ ]
เนื้อความสังเขปแห่งปุจฉา ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ยนฺเตน
ภควตา ฯ เป ฯ ปญฺญตฺตํ ในคัมภีร์บริวารนั้น พึงทราบดังต่อไปนี้ก่อน-
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์ใด ผู้อันพระธรรมเสนาบดีประดิษฐาน
ไว้แล้วซึ่งอัญชลี อันกำลังแห่งความเคารพและนับถือมากในพระสัทธรรมเชิด
ขึ้นแล้ว เหนือเศียรเกล้า ทูลวิงวอนแล้ว จึงทรงแต่งตั้งวินัยบัญญัติ อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ เพื่อความตั้งอยู่ยืนนานของพระศาสนา. พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้กาลที่บัญญัติสิกขาบทนั้น ๆ ผู้เห็นอำนาจประโยชน์
๑๐ ประการแห่งสิกขาบทบัญญัตินั้น ๆ อีกอย่างหนึ่ง ผู้รู้ด้วยญาณทั้งหลาย มี
ปุพเพนิวาสญาณเป็นต้น ผู้เห็นด้วยทิพยจักษุ ผู้รู้ด้วยวิชชา ๓ หรือด้วย
อภิญญา ๖ ผู้เห็นด้วยสมันตจักษุ อันหาสิ่งใดขัดขวางมิได้ในธรรมทั้งปวง
ผู้รู้ด้วยปัญญา ซึ่งสามารถรู้ธรรมทั้งมวล ผู้เห็นแม้ซึ่งรูปทั้งหลาย ที่อยู่ใน
ภายนอกฝาเป็นต้น ซึ่งล่วงวิสัยจักษุแห่งสัตว์ทั้งปวง ด้วยมังสจักษุอันผ่องใส
ยิ่งนัก ผู้รู้ด้วยปัญญาเครื่องแทงตลอด มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ยังประโยชน์ตน
ให้สำเร็จ ผู้เห็นด้วยเทศนาปัญญา มีกรุณาเป็นปทัฏฐาน ยังประโยชน์ผู้อื่น
ให้สำเร็จ ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบัญญัติปฐมปาราชิกใดไว้
ปฐมปาราชิกนั้น ทรงบัญญัติที่ไหน ? ทรงปรารภใคร จึงบัญญัติ ? ทรง
บัญญัติ เพราะเรื่องอะไร ? ในปฐมปาราชิกนั้น มีบัญญัติหรือ ? ฯลฯ
ปฐมปาราชิกนั้น ใครนำมาแล้ว ?

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

แต่คำว่า ยนฺเตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมา-
สมฺพุทฺเธน ปฐมํ ปารางชกํ นี้ เป็นแต่เพียงคำขยายของบทต้น ที่มาแล้ว
ในปุจฉาอย่างเดียว ในวาระคำถามและคำตอบเท่านั้น.
ก็แลในวาระคำถามและคำตอบนี้ พึงถามแล้วตอบทีละบท ๆ แม้อีก
เทียว โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ถามว่า ปฐมปาราชิกทรงบัญญัติที่ไหน ?
ตอบว่า ทรงบัญญัติที่กรุงเวสาลี ทรงปรารภใคร ? ทรงปรารภพระสุทินน์
กลันทบุตร.
ข้อว่า เอกา ปญฺญตฺติ มีความว่า บัญญติที่ว่า ก็ภิกษุใดพึงเสพ
เมถุนธรรม ภิกษุนั้น เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ นี้เป็นบัญญัติอันหนึ่ง.
ข้อว่า เทฺว อนุปญฺญตฺติโย มีความว่า อนุบัญญัติ ๒ นี้ ที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัส ด้วยอำนาจแห่งเรื่องนางลิงว่า อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ
และเรื่องภิกษุวัชชีบุตรว่า สิกฺขํ อปจฺจกฺขาย.
ปุจฉานี้ว่า ในปฐมปาราชิกนั้น มีบัญญัติหรือ ? มีอนุบัญญัติหรือ ?
มีอนุปันนบัญญัติหรือ ? เป็นอันวิสัชนาแล้ว ๒ ส่วน ด้วยคำมีประมาณเท่านี้
ก็แลเพื่อวิสัชนาส่วนที่ ๓ ท่านจึงกล่าวว่า ในปฐมปาราชิกนั้น ไม่มีอนุปันน-
บัญญัติ. จริงอยู่ ที่ชื่อว่าอนุปันนบัญญัตินี้ ได้แก่ ข้อที่ทรงบัญญัติในเมื่อโทษ
ยังไม่เกิดขึ้น อนุปันนบัญญัตินั้นไม่มี นอกจากที่มาด้วยอำนาจครุธรรม ๘
ของภิกษุณีทั้งหลายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในปฐมปาราชิกนั้น
ไม่มีอนุปันนบัญญัติ.
ข้อว่า สพฺพตฺถ ปญฺญตฺติ นั้น ได้แก่ บัญญัติในที่ทั้งปวง ทั้ง
ในมัชฌิมประเทศ ทั้งในปัจจันตชนบททั้งหลาย.
จริงอยู่ ๔ สิกขาบทนี้ คือ อุปสมบทด้วยคณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕,
รองเท้าตั้งแต่ ๔ ชั้นขึ้นไป, การอาบน้ำเป็นนิตย์, เครื่องลาดคือหนัง ทรง
บัญญัติเฉพาะในมัชฌิมประเทศเท่านั้น, เป็นอาบัติ เพราะสิกขาบทเหล่านั้น
ในมัชฌิมประเทศนี้เท่านั้น ในปัจจันตชนบททั้งหลาย หาเป็นอาบัติไม่.
สิกขาบทที่เหลือทั้งหมดทีเดียว ชื่อว่า สัพพัตถบัญญัติ.
ข้อว่า สาธารณปญฺญตฺติ นั้น ได้แก่ พระบัญญัติที่ทั่วถึงแก่
ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย.
จริงอยู่ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติเฉพาะแก่ภิกษุล้วน หรือภิกษุณีล้วน
เป็นอสาธารณบัญญัติ. ส่วนสิกขาบทที่ว่า ยา ปน ภิกฺขุนี ฉนฺทโส เมถุนํ
ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฺฉานคเตปิ ปาราชิกา โหติ อสํวาสา
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภภิกษุทั้งหลาย บัญญัติแล้ว แม้แก่ภิกษุณี
ทั้งหลาย ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว จริงอยู่ เพียงแต่เรื่องเทียบเคียงเท่านั้น
ของภิกษุณีทั้งหลายเหล่านั้นไม่มี. แต่สิกขาบทมี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ปฐมปาราชิกเป็นสาธารณบัญญัติ.
แม้ในอุภโตบัญญัติ ก็มีนัยเหมือนกัน. จริงอยู่ ในอุภโตบัญญัตินี้
ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น. ปฐมปาราชิก จัดเป็นสาธารณบัญญัติ เพราะ
เป็นสิกขาบทที่ทั่วถึงทั้งแก่ภิกษุทั้งหลาย ทั้งแก่ภิกษุณีทั้งหลาย จัดเป็นอุภโต-
บัญญัติ เพราะเป็นสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแก่ภิกษุและภิกษุณีทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนี้แล.
ส่วนในใจความ ไม่มีความต่างกันเลย.
บทว่า นิทาโนคธํ มีความว่า ชื่อว่าหยั่งลงในนิทาน คือ นับเข้า
ในนิทาน เพราะอาบัติทั้งปวงนับเข้าในนิทานุทเทสนี้ว่า ยสฺส สิยา อาปตฺติ,
โส อาวิกเรยฺย.
สองบทว่า ทุติเยน อุทฺเทเสน มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้หยั่งลง
ในนิทาน คือ แม้นับเนื่องในนิทานก็จริง แต่ย่อมไม่มาสู่อุเทศ โดยอุเทศ
ที่ ๒ เท่านั้น ดังนี้ว่า ตตฺรีเม จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา เป็นอาทิ.
สองบทว่า จตุนฺนํ วิปตฺตีนํ ได้แก่ บรรดาวิบัติทั้งหลายมีศีลวิบัติ
เป็นต้น.
จริงอยู่ อาบัติ ๒ กองต้น ชื่อว่าศีลวิบัติ. ๕ กองที่เหลือ ชื่อว่า
อาจารวิบัติ, มิจฉาทิฏฐิและอันตคาหิกทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ สิกขาบท ๖ ที่
ทรงบัญญัติเพราะอาชีวะเป็นเหตุ ชื่อว่าอาชีววิบัติ. บรรดาวิบัติ ๔ เหล่านี้
ปาราชิกนี้ จัดเป็นศีลวิบัติ ด้วยประการฉะนี้.
ข้อว่า เอเกน สมุฏฐาเนน มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้ เกิดขึ้น
ด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง มีองค์ ๒ (คือกายกับจิต).
จริงอยู่ ในองค์ ๒ นี้ จิตเป็นองค์, แต่ภิกษุย่อมต้องอาบัติด้วยกาย.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมเกิดขึ้นแต่กายและจิต.
ข้อว่า ทฺวีหิ สมเถหิ มีความว่า ภิกษุผู้ถูกถามอยู่พร้อมหน้ากัน
ว่า ท่านเป็นผู้ต้องหรือ ? จึงปฏิญญาว่า จริง ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องแล้ว. ความ
บาดหมาง ความทะเลาะ และความแก่งแย่ง เป็นอันสงบในทันทีนั้นเอง,
ทั้งอุโบสถหรือปวารณา ย่อมเป็นกรรมอันสงฆ์อาจกำจัดบุคคลนั้นเสียแล้ว
กระทำได้; เพราะเหตุนั้น อธิกรณ์นั้นจึงระงับด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย
๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑. และอุปัทวะบางอย่าง ย่อมไม่มี เพราะปัจจัยคือการ
กำจัดบุคคลนั้น.
ส่วนคำใดที่ท่านกล่าวไว้ ในปัญญัติวัคค์ถัดไปว่า กตเมน สมเถน
สมฺมติ คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาเนื้อความนี้ว่า อนาบัติอันภิกษุไม่อาจเพื่อ
ให้หยั่งลงสู่สมถะแล้วกระทำได้.
ข้อว่า ปญฺญตฺติ วินโย มีความว่า บัญญัติมีมาติกาที่ตรัสไว้โดย
นัยมีคำว่า โย ปน ภิกฺขุ เป็นอาทิ เป็นวินัย.
บทภาชนะ เรียกว่า วิกัตติ คำว่า วิภัตติ นั่น เป็นชื่อแห่งวิภังค์.
ความละเมิด ชื่อว่า ความไม่สังวร. ความไม่ละเมิด ชื่อว่า สังวร.
ข้อว่า เยสํ วตฺตติ มีความว่า วินัยปิฎกและอรรถกถา ของ
พระมหาเถระเหล่าใด เป็นคุณแคล่วคล่องทั้งหมด.
ข้อว่า เต ธาเรนฺติ มีความว่า พระมหาเถระเหล่านั้น ย่อมทรง
ไว้ซึ่งปฐมปาราชิกนั่นทั้งโดยบาลี ทั้งโดยอรรถกถา.
จริงอยู่ เนื้อความแห่งปฐมปาราชิกนั่น อันบุคคลผู้ไม่รู้วินัยปิฎก
ทั้งหมด ไม่อาจทราบได้.
ข้อว่า เกนาภฏํ มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้ ใครนำมาด้วยอำนาจ
บาลี และด้วยอำนาจอรรถกา ตลอดกาลจนทุกวันนี้ ?
ข้อ ปรมฺปราภฏํ มีความว่า อันพระมหาเถระทั้งหลายนำมาด้วย
สืบลำดับกัน.
ปฐมปาราชิกนี้ อันพระมหาเถระทั้งหลายนำมาด้วยสืบลำดับกันอันใด,
บัดนี้ เพื่อแสดงกิริยาที่สืบลำดับกันอันนั้น พระมหาเถระทั้งหลายครั้งโบราณ
จึงตั้งคาถาไว้โดยนัยมีคำว่า อุปาลิ ทาสโก เจว เป็นอาทิ. ในคาถา
เหล่านั้น คำใดอันข้าพเจ้าพึงกล่าว, คำนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ในนิทาน
วัณณนานั่นแล.
แม้ในปุจฉาวิสัชนาทั้งหลาย มีทุติยปาราชิกเป็นต้น พึงทราบวินิจฉัย
โดยนัยนี้ ฉะนี้แล.
ปัญญัตติวารวัณณนา ในมหาวิภังค์ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยวารต่าง ๆ]
ถัดจากนี้ไป วาร ๗ เหล่านี้ คือ กตาปัตติวาร มีประเภทเป็นต้นว่า
ภิกษุเสพเมถุนธรรมต้องอาบัติเท่าไร ? วิปัตติวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติ
ของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมจัดเป็นวิบัติเท่าไร แห่งวิบัติ ๔ อย่าง ?
สังคหวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ท่าน
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร แห่งกองอาบัติ ๗ ? สมุฏฐานวาร มีประเภท
เป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมเกิดขึ้น ด้วยสมุฏฐานเท่าไร
แห่งสมุฏฐานอาบัติ ๖ ? อธิกรณวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้
เสพเมถุนธรรม จัดเป็นอธิกรณ์ไหน แห่งอธิกรณ์ ๔ ? สมถวาร มีประเภท
เป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร แห่ง
สมถะ ๗ ? และสมุจจยวารอันเป็นลำดับแห่งสมถวารนั้น มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
ถัดจากนั้นไปอีก ๘ วาร ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ ปัญญัตติวาร ๑
เนื่องด้วยปัจจัยอีก โดยนัยเป็นต้นว่า เพราะปัจจัยคือการเสพเมถุนธรรม
ปาราชิกทรงบัญญัติที่ไหน ณ ดังนี้, ๗ วาร มีกตาปัตติวารเป็นอาทิ คล้ายวาร
ก่อน ๆ เนื่องด้วยปัจจัยนั้นเหมือนกัน. แม้วารทั้ง ๘ นั้น ก็มีเนื้อความตื้น
ทั้งนั้น.
วาร ๑๖ ในมหาวิภังค์ คือ ที่มีก่อน ๘ เหล่านี้อีก ๘ ข้าพเจ้าแสดง
แล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ถัดจากวารนั้นไป ๑๖ วาร มาแล้วแม้ในภิกขุนีวิภังค์ โดยนัยนั้น
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบวาร ๓๒ ในอุภโตวิภังค์เหล่านี้โดยนัยบาลี
นั่นแล ด้วยประการฉะนี้.
จริงอยู่ ใน ๓๒ วารนี้ คำไร ๆ ที่นับว่ามิได้วินิจฉัยแล้วในหนหลัง
ย่อมไม่มี.
โสฬสมหาวาร วัณณนา
ในมหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

สมุฏฐานสีส วัณณนา
ก็แลวินิจฉัยในสมุฏฐานกถา อันเป็นอันดับแห่งโสฬสมหาวารนั้น
พึงทราบดังนี้:-
คาถาว่า อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา มีความว่า บัญญัติคือนิพพาน
ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา. (เมื่อดวงจันทร์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น
เมื่อดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา).
บทว่า สภาคธมฺมานํ ได้แก่ สังขตธรรมที่มีส่วนเสมอกันด้วยอาการ
มีอาการคือไม่เที่ยงเป็นต้น.
ข้อว่า นามมตฺตํ น ญายติ มีความว่า แม้เพียงแต่ชื่อ (แห่ง
สังขตธรรมเหล่านั้น) ย่อมไม่ปรากฏ.
บทว่า ทุกฺขหานึ ได้แก่ บำบัดทุกข์เสีย.
บาทคาถาว่า ขนฺธกา ยา จ มาติกา มีความว่า ขันธกะทั้งหลาย
และมาติกาเหล่าใด. อนึ่ง บาลีก็เหมือนกันนี้.
บาทคาถาว่า สมุฏฺฐานนิยโต กตํ มีความว่า สมุฏฐานที่ท่านทำ
ให้เป็นของแน่นอน คือ จัดไว้เป็นหลักที่แน่ ชื่อว่า นิยตสมุฏฐาน.
การสงเคราะห์ ๓ สิกขาบท คือ ภูตาโรจนสิกขาบท โจรีวุฏฐาปน-
สิกขาบท และอนนุญญาตสิกขาบท ด้วยคำว่า สมุฏฺฐานนยโต กตํ นั่น
อันบัณฑิตพึงพิจารณา.
จริงอยู่ ๓ สิกขาบทนี้เท่านั้น เป็นนิยตสมุฏฐาน คือ เป็นสมุฏฐาน
ที่ไม่เจือปนกับสมุฏฐานเหล่าอื่น.
บาทคาถาว่า สมฺเภทนิทานญฺจญฺญํ มีความว่า ความเจือปนกัน
และเหตุแม้อื่น, บัณฑิตพึงพิจารณา การถือเอาความเจือปนกันแห่งสมุฏฐาน
ใน ๒ คำนั้น ด้วยคำว่า สัมเภท. จริงอยู่ เว้น ๓ สิกขาบทนั้นเสีย สิกขาบท
ที่เหลือ จัดเป็นสัมภินนสมุฏฐาน. บัณฑิตพึงตรวจดูนิทาน กล่าวคือประเทศ
ที่บัญญัติ แห่งสิกขาบททั้งหลายด้วยคำว่า นิทาน.
บาทคาถาว่า สุตฺเต ทิสฺสนฺติ อุปริ มีความว่า ๓ ส่วนนี้ คือ
สมุฏฐานนิยม สัมเภท นิทาน แห่งสิกขาบททั้งหลาย ย่อมเห็นได้ คือ ย่อม
ปรากฏในสูตรเท่านั้น.
บรรดาสมุฏฐานนิยม สัมเภท และนิทานนั้น สมุฏฐานนิยมและ
สัมเภท ในปุริมนัยก่อน ย่อมปรากฏในคำว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง
คือกายกับจิต เป็นอาทิ. ส่วนนอกจากนี้ ชื่อนิทาน ย่อมปรากฏในเบื้องหน้า
อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในกรุงเวสาลี ในกรุงราชคฤห์
ในกรุงสาวัตถี ในเมืองอาฬวี ในกรุงโกสัมพี ในแคว้นสักกะทั้งหลาย และใน
แคว้นภัคคะทั้งหลาย. บัณฑิตพึงทราบว่า คำนี้จักปรากฏในละครซึ่งมาข้างหน้า
เนื้อความแห่งคาถาว่า วิภงฺเค ทฺวีสุ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้:-
ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ย่อมสวดสิกขาบทใด อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒, ข้าพเจ้าจักกล่าวสมุฏฐานตาม
สมควรแก่สิกขาบทนั้น; ท่านทั้งหลายจงฟังคำนั้นของข้าพเจ้า.
บทว่า สญฺจริตฺตานุภาสญฺจ ได้แก่ สัญจริตตสิกขาบทและสมนุ-
ภาสนสิกขาบท.
สองบทว่า อติเรกกญฺจ จีวรํ ได้แก่ อติเรกจีวรสิกขาบท อธิบายว่า
กฐินสิกขาบท.
สองบทว่า โลมานิ ปทโสธมฺโม ได้แก่ เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลาย
และปทโสธัมมสิกขาบท.
บทว่า ภูตสํวิธาเนน จ ได้แก่ ภูตาโรจนสิกขาบท และการ
ชักชวนเดินทางไกล.
บทว่า เถยฺยเทสนโจรญฺจ ได้แก่ เถยยสัตถสิกขาบท การแสดง
ธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีร่มในมือ และโจรีวุฏฐาปนสิกขาบท.
สองบทว่า อนนุญฺญาตาย เตรส มีความว่า สมุฏฐานเหล่านี้
รวมกับการบวชสตรีที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓.
บาทคาถาว่า สทิสา อิธ ทิสฺสเร มีความว่า ในอุภโตวิภังค์นี้
สมุฏฐานทั้งหลายที่คล้ายกัน แม้เหล่าอื่น ย่อมปรากฏ ในสมุฏฐานอันหนึ่ง ๆ
ในบรรดาสมุฏฐาน ๑๓ เหล่านี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยปฐมปาราชิกสมุฏฐาน]
บัดนี้ ท่านกล่าวคำว่า เมถุนํ สุกฺกสํสคฺโค เป็นต้น เพื่อแสดง
สมุฏฐานเหล่านี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมถุนํ พึงทราบก่อน. สมุฏฐานใหญ่
อันหนึ่ง ชื่อว่าปฐมปาราชิก. สมุฏฐานที่เหลือ คล้ายกับปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกฺกสํสคฺโค ได้แก่ สุกกวิสัฏฐิสมุฏฐาน
และกายสังสัคคสมุฏฐาน.
บาทคาถาว่า อนิยตา ปฐมิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๑.
บาทคาถาว่า ปุพฺพูปปริปาจิตา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า ชานํ
ปุพฺพูปคตํ ภิกฺขุํ และภิกขุนีปริปาจิตปิณฑปาตสิกขาบท
บาทคาถาว่า รโห ภิกฺขุนิยา สหํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการนั่ง
ในที่ลับกับภิกษุณี.
บาทคาถาว่า สโภชเน รโห เทฺว จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วย
การนั่งแทรกแซง ในสโภชนสกุล และรโหนิสัชชสิกขาบททั้ง ๒.
บาทคาถา องฺคุลิ อุทเก หสํ ได้แก่ อังคุลีปโฏทกสิกขาบท
และอุทเกหัสสธัมมสิกขาบท.
บาทคาถาว่า ปหาเร อุคฺคิเร เจว ได้แก่ ปหารทานสิกขาบท
และตลสัตติกอุคคิรณสิกขาบท.
บาทคำถาว่า เตปญฺญาสา จ เสขิยา ได้แก่ เสขิยสิกขาบท ๕๓
มีปริมัณฑลนิวาสนสิกขาบทเป็นอาทิ ที่ท่านกล่าวไว้ในที่สุดแห่งขุททกวัณณนา
เหล่านี้ คือ:-
ปริมัณฑลกสิกขาบท ๒, สุปฏิจฉันนกสิกขาบท ๒,
สุสังวุตสิกขาบท ๒, โอกขิตตจักขุกสิกขาบท ๒, อุกขิตตกายก
สิกขาบท ๒, กายัปปจาลิกสิกขาบท ๒, พาหุปปจาลิกสิกขาบท
๒, สีสัปปจาลิกสิกขาบท ๒, ขัมภกสิกขาบท ๒, โอคุณฐิต-
สิกขาบท ๒, อุกกุฏิกสิกขาบท ๑, ปัลลัตถิกสิกขาบท ๑,
ลักกัจจปฏิคคหณสิกขาบท ๑, ปัตตสัญญิตาสิกขาบท ๑, สม-
สูปกสิกขาบท ๑, สมติตติกสิกขาบท ๑, สักกัจจภุญชิสส
สิกขาบท ๑, ปัตตสัญญีภุญชิสสสิกขาบท ๑, สปทานภุญชิสส
สิกขาบท ๑, สมสูปกภุญชิสสสิกขาบท ๑, ถูปิกตสิกขาบท ๑,
พยัญชนสิกขาบท ๑, อุชฌานสัญญิสิกขาบท ๑, นาติมหันตกวฬ
สิกขาบท ๑, มัณฑลอาโลปสิกขาบท ๑, อนาหตสิกขาบท ๑,
สัพพหัตถสิกขาบท ๑, ปิณฑุกเขปกสิกขาบท ๑, กวฬาวัจเฉทก
สิกขาบท ๑, อวคัณฑกสิกขาบท ๑, หัตถนิทธูนกสิกขาบท ๑,
สิตถาวการกสิกขาบท ๑, ชิวหานิจฉารกสิกขาบท ๑, จปุจปุ-
การกสิกขาบท ๑, สุรุสุรุการกสิกขาบท ๑, หัตถนิลเลห
สิกขาบท ๑, ปัตตนิลเลหสิกขาบท ๑, โอฎฐนิลเลหสิกขาบท ๑,
สามิสสิกขาบท ๑, สสิตถกสิกขาบท ๑, และปกิณณกสิกขาบท ๓
เหล่านี้ คือ ยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ๑, ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในของเขียว ๑, ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในน้ำ ๑.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

บาทคาถาว่า อธกฺขคามาวสฺสุตา ได้แก่ อธักขกสิกขาบท
คามันตรคมนสิกขาบท และสิกขาบทว่าด้วยการที่ภิกษุณีผู้มีจิตกำหนัดรับของ
ควรเคี้ยว จากมือของบุรุษผู้มีจิตกำหนัด ของภิกษุณีทั้งหลาย.
บาทคาถาว่า ตลมตฺกญฺจ สุทฺธิกา ได้แก่ ตลฆาฏกสิกขาบท
ชตุมัตถกสิกขาบท และอุทกสุทธิกาสิกขาบท สาทิยนสิกขาบท
บาทคาถาว่า วสฺสํ วุตฺถา จ โอวาทํ ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า วสฺสฺ
วุตฺถา ฉ ปญฺจ โยชนานิ และสิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปเพื่อโอวาท.
บาทคาถาว่า นานุพนฺเธ ปวตฺตินึ มีความว่า สิกขาบทเหล่านี้มี
๗๖ รวมทั้งวุฏฐาปิตปวัตนนนุพันธสิกขาบท.
สองบทว่า อิเม สิกฺขา ได้แก่ สิกขาบททั้งหลายเหล่านี้. ศัพท์ว่า
อิเม ท่านทำให้ผิดลิงค์เสีย.
บาทคาถาว่า กายมานสิกา กตา ความว่า สิกขาบทเหล่านี้ ท่าน
จัดเป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยทุติยปาราชิกสมุฏฐาน]
บทว่า อทินฺนํ นี้ พึงทราบก่อน. คำว่าอทินนาทาน หรือคำว่า
ทุติยปาราชิก เป็นสมุฏฐานใหญ่อันหนึ่ง.
บทที่เหลือ เป็นเช่นกับอทินนาทานนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคฺคหุตฺตรึ ได้แก่ มนุสสวิคคหสิกขาบท
และอุตตริมนุสสธัมมสิกขาบท.
สองบทว่า ทุฏฺฐุลฺลา อตฺตกามินํ ได้แก่ ทุฏฐุลลวาจสิกขาบท
และอัตตกามปาริจริยสิกขาบท.
สองบทว่า อมูลา อญฺญภาคิยา ได้แก่ ทุฏฐโทสสิกขาบททั้ง ๒.
สองบทว่า อนิยตา ทุติยิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๒.
สองบทว่า อจฺฉินฺเท ปริณามเน ได้แก่ การให้จีวรเองแล้ว
ชิงเอามา และการน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน.
บาทคาถาว่า มุสาโอมสเปสุณา ได้แก่ มุสาวาทสิกขาบท ๑
โอมสวาทสิกขาบท ๑ ภิกขุเปสุญญสิกขาบท ๑.
สองบทว่า ทุฏฐุลฺลา ปฐวีขเณ ได้แก่ ทุฏฐุลลาปัตติอาโรจน-
สิกขาบท ๑ ปฐวีขณนสิกขาบท ๑.
สามบทว่า ภูตํ อญฺญาย อุชฺฌเป ได้แก่ ภูตคามสิกขาบท
อัญญวาทกสิกขาบท และอุชฌาปนกสิกขาบท.
สองบทว่า นิกฑฺฒนํ สิญฺจนญฺจ ได้แก่ วิหารโตนิกัฑฒนสิกขาบท ๑
อุทเกนติณาทิสิญจนสิกขาบท ๑.
สองบทว่า อามิสเหตุ ภุตฺตาวี ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า อามิสเหตุ
ภิกฺขุนิโย โอวทนฺติ ๑, สิกขาบทว่าด้วยปวารณาภิกษุผู้ฉันเสร็จแล้ว ด้วย
ขอเคี้ยวเป็นต้น อันมิใช่เดน ๑.
สามบทว่า เอหิ อนาทริ ภึสา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า เอหาวุโส
คามํ วา เป็นต้น ๑, อนาทริยสิกขาบท ๑, ภิกษุภิงสาปนกสิกขาบท ๑.
สองบทว่า อปนิเธ จ ชีวิตํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการซ่อน
บริขารมีบาตรเป็นต้น ๑, สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ๑.
สามบทว่า ชานํ สปฺปาณกํ กมฺมํ ได้แก่ ชานังสัปปาณกอุทก
สิกขาบท ๑, ปุนกัมมายุโกฏนสิกขาบท ๑.
บทว่า อูนสํวาสนาสนา ได้แก่ อูนวีสติวัสสสิกขาบท ๑, สิกขาบท
ว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตร ๑, นาสิตกสามเณรสัมโภคสิกขาบท ๑.
บทว่า สทธมฺมิกวิเลขา ได้แก่ สหธัมมิกวุจจมานสิกขาบท ๑
สิกขาบทที่มาว่า วิเลขาย สํวตฺตนฺติ ๑.
สองบทว่า โมโห อมูลเกน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยเป็น
ปาจิตตีย์ เพราะความเป็นผู้แสร้งทำหลง ๑, สิกขาบทว่าด้วยการโจทด้วยอาบัติ
สังฆาทิเสสไม่มีมูล ๑.
สามบทว่า กุกฺกุจฺจํ จีวรํ ทตฺวา ได้แก่ กุกกุจจอุปปาทน สิกขาบท
๑, สิกขาบทว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อกรรมที่เป็นธรรมแล้วกลับบ่นว่า ๑,
สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวรแล้วกลับบ่นว่า ๑.
สองบทว่า ปริณเมยฺย ปุคฺคเล ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยน้อมลาภ
สงฆ์ไปเพื่อบุคคล.
บาทคาถาว่า กินฺเต อกาลอจฺฉินฺเท ได้แก่ สิกขาบทที่มาว่า
พระผู้เป็นเจ้า บุรุษบุคคลนั่น จักทำประโยชน์อะไรแก่ท่าน ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยการอธิษฐานอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกัน ๑, สิกขาบทว่า
ด้วยการแลกจีวรกับภิกษุณีแล้วชิงเอามา ๑.
สองบทว่า ทุคฺคหิ นิรเยน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการยกโทษ
ผู้อื่น ด้วยเครื่องที่จับไม่ถนัด ใคร่ครวญไม่ดี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการแช่ง
ด้วยนรก หรือพรหมจรรย์ ๑.
สามบทว่า คณํ วิภงฺคํ ทุพฺพลํ ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสว่า ภิกษุณี
ใด พึงทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงห้ามการ
แจกจีวรที่เป็นธรรม ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงก้าวล่วงจีวรกาลสมัยเสีย ด้วย
จำนงเฉพาะซึ่งจีวรอันไม่มั่นคง ๑.
บาทคาถาว่า กฐินาผาสุปสฺสยํ ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีโด พึงห้ามการรื้อกฐินที่เป็นธรรม ๑ ภิกษุณีใด พึง
แกล้งทำความไม่สำราญแก่ภิกษุณี ๑ ภิกษุณีใดให้ที่อยู่แก่ภิกษุณีแล้ว โกรธ
ไม่พอใจ พึงฉุดคร่านางก็ดี ๑.
สองบทว่า อกฺโกสจณฺฑี มจฺฉรี ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงด่าก็ดี ซึ่งภิกษุ ๑ ภิกษุณีใด เป็นผู้ดุร้าย พึง
กล่าวขู่คณะ ๑ ภิกษุณีใด พึงเป็นผู้หวงตระกูล ๑.
สองบทว่า คพฺภินี จ ปายนฺติยา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีมีครรภ์ให้บวช ๑ ภิกษุณีโด พึง
ยังสตรีผู้ยังต้องให้บุตรดื่มนมให้บวช ๑.
หลายบทว่า เทฺว วสฺสา สิกฺขา สงฺเฆน ได้แก่ สิกขาบทที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาใน
ธรรม ๖ ครบ ๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ศึกษาเสร็จ
แล้วในธรรม ๖ แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ให้บวช ๑.
สองบทว่า ตโย เจว คิหิคตา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีมีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุหย่อน ๑๒ ปี ให้บวช ๑
ภิกษุณีใด พึงยังสตรีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุครบ ๑๒ ปีแล้ว แต่ยังไม่ศึกษาในธรรม
๖ ครบ ๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังสตรีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุครบ ๑๒ ปี
แล้ว ได้ศึกษาในธรรม ๖ ครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ ให้บวช ๑.
สองบทว่า กุมารีภูตา ติสฺโส จ ได้แก่ สตรีผู้เป็นนางกุมารี
๓ จำพวก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีคำว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีผู้เป็น
นางกุมารี มีอายุหย่อน ๒๐ ปีให้บวช เป็นต้น.
บทว่า อูนทฺวาทสสมฺมตา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ภิกษุณีใด มีพรรษาหย่อน ๑๒ พึงเป็นอุปัชฌาย์ยังนางสิกขมานาให้
อุปสมบท ๑ ภิกษุณีโด มีพรรษาครบ ๑๒ แล้วแต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ พึง
เป็นอุปัชฌาย์ ยังนางสิกขมานาให้อุปสมบท ๑.
สองบทว่า อลนฺตา ว โสกาวสฺสํ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ผู้อันนางภิกษุณีใดกล่าวอยู่ว่า อย่าเพ่อก่อน
แม่คุณ เธออย่ายังนางสิกขมานา ให้บวช ดังนี้เป็นต้น ๑ ภิกษุณีใด พึงยัง
นางสิกขมานา ผู้มีใจร้ายยังความโศกให้ครอบงำใจบุรุษให้บวช ๑.
สามบทว่า ฉนฺทา อนุวสฺสา จ เทฺว ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาให้อุปสมบทด้วยการ
มอบฉันทะที่ตกค้าง ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ให้อุปสมบทตามปี ๑
ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ให้อุปสมบทปีละ ๒ รูป ๑.
สามบทว่า สมุฏฺฐานา ติกา กตา มีความว่า ๗ สิกขาบทนี้จัด
เป็นติกสมุฏฐาน (คือ เกิดโดยทวาร ๓).