พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยการนั่ง]
สองบทว่า อาสนํ สงฺคายนฺติโย มีความว่า ภิกษุณีทั้งหลายเมื่อ
ยังกันและกันให้ถือเอาที่นั่ง.
สองบทว่า กาลํ วีตินาเมสุํ ความว่า มัวให้รูปหนึ่งลุกขึ้น ให้
อีกรูปหนึ่งนั่งอยู่ ได้ยังเวลาฉันให้ล่วงเลยไปเสีย.
วินิจฉัยในคำว่า อฏฺฐนฺนํ ภิกขุนีนํ ยถาวุฑฺฒํ นี้ พึงทราบ
หากว่า ภิกษุณี ๘ รูปนั่งในที่ใกล้ ภิกษุณีอื่นที่เป็นไปภายในแห่ง
ภิกษุณีเหล่านั้นมา. เธอย่อมได้เพื่อยังภิกษุณีผู้อ่อนกว่าตนให้ลุกขึ้นแล้วนั่ง
แทน.
ฝ่ายภิกษุณีใด เป็นผู้อ่อนกว่าภิกษุณีทั้ง ๘ รูป ภิกษุณีนั้น แม้หากจะ
มีพรรษา ๖๐ ย่อมได้เพื่อนั่งตามลำดับแห่งผู้มาเท่านั้น.
ข้อว่า อญฺญตฺถ ยถาวุฑฺฒํ น ปฏิพาหิตพฺพํ มีความว่า ใน
ที่แจกปัจจัย ๔ แห่งอื่น นอกจากโรงเลี้ยง ใครจะห้ามภิกษุแก่ว่า เรามาก่อน
แล้วถือเอาสิ่งไร ๆ ไม่ได้. การถือเอาตามลำดับผู้แก่นั่นแลจึงควร.
กถาว่าด้วยปวารณา ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วแล.
ยานทุกชนิด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ด้วยคำว่า
อิตฺถียุตฺตํ เป็นอาทิ.
บทว่า ปาฏงฺกึ ได้แก่ เปลผ้า.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยการอุปสมบทด้วยทูต]
การอุปสมบทด้วยทูต ย่อมควร เพราะอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง
บรรดาอันตราย ๑๐ อย่าง. ในเวลาจบกรรมวาจา ภิกษุณีนั้นจะยืนหรือนั่งอยู่
ก็ตาม ตื่นอยู่หรือหลับอยู่ก็ตาม ในสำนักภิกษุณี, เธอย่อมเป็นผู้อุปสมบทแล้ว
แท้. ในทันทีนั้น ภิกษุสงฆ์พึงบอกส่วนแห่งวันมีคำว่า เงา เป็นต้น แก่
ภิกษุณีทูตผู้มาแล้ว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยโรงเก็บของเป็นต้น]
บทว่า อุทฺโทสิโต ได้แก่ โรงเก็บของ.
บทว่า น สมฺมติ ได้แก่ ไม่พอ.
บทว่า อุปสฺสยํ ได้แก่ เรือน.
บทว่า นวกมฺมํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุณีทำการสร้างใหม่
เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์.
สองบทว่า ตสฺสา ปพฺพชิตาย ได้แก่ ในเวลาที่หญิงนั้นบวชแล้ว.
หลายบทว่า ยาว โส ทารโก วิญฺญุตํ ปาปุณาติ มีความว่า
(เราอนุญาตให้เลี้ยงดู) จนกว่าทารกนั้นจะสามารถขบเคี้ยวบริโภคและอาบได้
ตามธรรมดาของตน.
สองบทว่า ฐเปตฺวา สาคารํ ได้แก่ เว้นเพียงห้องเรือนที่เป็น
สหไสย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ภิกษุณีผู้เป็นเพื่อน พึงปฏิบัติใน
ทารกนั้น เหมือนที่ปฏิบัติในบุรุษอื่น. ภิกษุณีผู้เป็นมารดา ย่อมได้เพื่อยัง
ทารกนั้นให้อาบ ให้ดื่ม และให้บริโภค เพื่อแต่งตัวทารกและให้เพื่อนอนกก
ทารกนั้นไว้ที่อก.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยลาสิกขาเป็นต้น ]
ด้วยคำว่า ยเทว สา วิพฺภนฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
เพราะภิกษุณีนั้น สึกแล้วนุ่งผ้าขาว ด้วยความยินดีพอใจของตน ฉะนั้นแล
เธอจึงมิใช่ภิกษุณี, เธอมิใช่ภิกษุณี เพราะการลาสิกขาหามิได้. เธอย่อมไม่ได้
อุปสมบทอีก.
ข้อว่า สา อาคตา น อุปสมฺปาเทตพฺพา มีความว่า ก็ภิกษุณี
นั้น อันสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบทอย่างเดียวเท่านั้น หามิได้ล เธอย่อมไม่ได้แม้
ซึ่งบรรพชา. ฝ่ายนางผู้นุ่งขาวสึกไป ย่อมได้เพียงบรรพชา.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยยินดีการอภิวาทเป็นต้น]
ในบทว่า อภิวาทนํ เป็นอาทิ มีความว่า บุรุษทั้งหลาย เมื่อจะ
นวดเท้า ย่อมไหว้ ย่อมปลงผม, ย่อมตัดเล็บ, ย่อมทำการรักษาแผล,
ภิกษุณีทั้งหลาย รังเกียจการนั้น ทั้งหมด จึงไม่ยินดี.
ในคำว่า อภิวาทนํ เป็นต้นนั้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ถ้าว่า
เป็นผู้อันราคะครอบงำแล้ว เป็นผู้มีความกำหนัดกล้า ข้างภิกษุณีฝ่ายเดียวหรือ
ทั้ง ๒ ข้าง, เป็นอาบัติตามวัตถุแท้
พระอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในการไหว้เป็นต้นนี้ ไม่มีอาบัติ.
พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายแสดงอาจริยวาทอย่างนี้ กล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
การไหว้เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจำเพาะแก่ภิกษุณีทั้งหลาย จึง
สมควร. คำแห่งอรรถกถานี้ เป็นประมาณ. เพราะว่าการบุรุษทั้งหลายไหว้
เป็นต้น เป็นกิจสมควร โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ภิกษุณี
ยินดี ดังนี้แล.
สองบทว่า ปลฺลงฺเกน นิสีทนฺติ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิ.
บทว่า อฑฺฒปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิทบเท้าข้างเดียว.
วินิจฉัยในคำว่า เหฏฺฐาวิวเฏ อุปริปฏิจฺฉนฺเน นี้ พึงทราบ
ดังนี้ :-
ถ้าว่า เป็นหลุมที่เขาขุด และเพียงแต่ไม้เรียบข้างบนเท่านั้น ปรากฏ
ในทิศทั้งปวง จะถ่ายอุจจาระในหลุมแม้เห็นปานนั้น ก็ควร.
สองบทว่า กุกฺกุสํ มตฺติกํ ได้แก่ รำและดินเหนียว.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ดินทั้งนั้น ฉะนั้นแล.
ภิกขุนิกขันธกวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปัญจสติกักขันธก วรรณนา
วินิจฉัยในปัญจสติกักขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า ปญฺจ นิกาเย ปุจฺฉิ มีความว่า ท่านพระมหากัสสปะ
ถามนิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย อังคุตตรนิกาย สังยุตตนิกาย
ขุททกนิกาย.
คำอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เสีย สิกขาบทที่เหลือ เป็นสิกขาบทเล็ก
และเล็กน้อย เป็นอาทิ พระสังคาหก์เถระทั้งหลายกล่าวแล้วโดยปริยาย เพื่อ
แสดงความที่สิกขาบททั้งปวง อันท่านฟังรวบรวมเอาไว้ ไม่ละทิ้งแม้สิกขาบท
เดียว.
หลายบทว่า อิทํ โว สมณานํ มีความว่า นี้ สมควรแก่สมณะ
ทั้งหลาย. โว อักษร ใช้ในอรรถสักว่ายังบทให้เต็ม.
บทว่า ธูมกาลกํ มีความว่า ควันแห่งจิตกาธารเป็นที่ปรินิพพาน
ของพระสมณะ ยังปรากฏอยู่เพียงใด, กาลเพียงนั้น เป็นกาลแห่งสิกขาบทที่
พระสมณะทรงบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย.
คำว่า อิทํปิ เต อวุโส อานนฺท ทุกฺกฏํ นี้ อันพระเถระ
ทั้งหลาย เพียงแต่จะติว่า กรรมนี้อันท่านทำไม่ดีแล้ว จึงกล่าวแล้ว, หาได้
กล่าวหมายถึงอาบัติไม่. อันพระเถระเหล่านั้น จะไม่รู้จักอาบัติ และมิใช่อาบัติ
หามิได้.
จริงอยู่ ในบัดนี้เอง ท่านพระมหากัสสปะได้ประกาศคำนี้ว่า สงฆ์ไม่
บัญญัติสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้. ไม่เลิกถอนสิกขาบทที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว.
อนึ่ง แม้คำว่า เทเสหิ ตํ อาวุโส ทุกฺกฏํ นี้ อันพระเถระ
ทั้งหลาย กล่าวหมายถึงความประสงค์นี้ว่า ท่านจงปฏิญญาการไม่ทูลถามนั้นว่า
เป็นการทำเสีย อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทำไม่ดีจริง จะกล่าวหาถึง
การแสดงอาบัติ หามิได้.
ฝ่ายพระเถระไม่ทูลถามแล้ว เพราะระลึกไม่ได้ หาใช่เพราะไม่เอื้อ
เฟื้อไม่; เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อกำหนดไม่ได้ แม้ซึ่งความเป็นการทำเสีย
เพราะไม่ทูลถามนั้น ๆ จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นควานทำเสียนั้น เมื่อจะแสดง
ความเคารพในพระเถระทั้งหลาย จึงกล่าวว่า แต่ข้าพเจ้าเชื่อ* ท่านทั้งหลาย
ขอแสดงความทำเสียนั้น.
มีคำอธิบายว่า ท่านทั้งหลายกล่าวอย่างใด, ข้าพเจ้ายอมปฎิญญาอย่าง
นั้น. ในสถานทั้ง ๔ แม้ที่เหลือมีนัยเหมือนกัน.
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า มา ยิมา วิกาเล อเหสุํ โดยอธิบายว่า
การไปในเวลาวิกาลของสตรี อย่าได้มีแล้ว.
สองบทว่า รโชหรณํ กริสฺสาม มีความว่า อาตมภาพทั้งหลาย
จักชุบน้ำบิดแล้วเช็ดพื้นที่ทำบริกรรม.
สองบทว่า น กุลวํ คเมนฺติ มีอธิบายว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้
ไม่เก็บงำไว้ในคลัง.
* ในโยชนาเป็น สทฺธาย.
สองบทว่า ยทคฺเคน ตยา มีความว่า ถ้าว่า พระอรหัตอันท่าน
ทำให้แจ้งแล้ว ในกาลเริ่มแรกทีเดียว ฉะนี้แล.
คำใดที่จะพึงกล่าว ซึ่งยังเหลือ จะพึงมีในปัญจสติกกักขันธกะนี้ คำนั้น
ข้าพเจ้าได้กล่าวในนิทานวรรณนาเสร็จแล้ว.
ปัญจสติกักขันธก วรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

สัตตสติกักขันธก วรรณนา
วินิจฉัยในสัตตสติกักขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า ภิกฺขุคฺเคน มีความว่า ภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี นับ
ภิกษุทั้งหลายตามจำนวนภิกษุแล้ว จัดส่วนไว้มีประมาณเท่านั้น.
บทว่า มหิกา ได้แก่ หมอกในคราวหิมะตก.
บทว่า อวิชฺชานีวุตา ได้แก่ ผู้อันอวิชชาปิดบังแล้ว.
บทว่า โปสา ได้แก่ บุรุษ. ชื่อว่าผู้ชื่นชมนักซึ่งปิยรูป เพราะ
เพลินนัก คือ กระหยิ่ม ปรารถนาซึ่งปิยรูป.
บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่รู้ ชื่อว่าผู้มีฐุลีด้วยธุลีคือราคะ. ชื่อว่า
ผู้เป็นเพียงดังมฤค เพราะเป็นผู้คล้ายมฤค. ชื่อว่าผู้มีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
เพราะเป็นไปกับด้วยตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ.
บาทคาถาว่า วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ มีความว่า ย่อมยังภูมิเป็น
ที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้นเนือง ๆ. ก็แลเมื่อยังภูมิเป็นที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้น
เนือง ๆ อย่างนั้น ชื่อว่าย่อมถือเอาภพใหม่ที่น่ากลัว คือว่าย่อมเกิดอีก ฉะนี้
แล.
ข้อว่า ปาปิกํ โน อาวุโส กตํ มีความว่า ผู้มีอายุ กรรมลามก
อัน เราทั้งหลายกระทำแล้ว.
บทว่า ภุมฺมิ นี้ ซึ่งมีอยู่ใน คำว่า กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน
นี้ เป็นคำไพเราะ.
ได้ยินว่า ท่านพระสัพพกามี ผู้ประสงค์จะกล่าวคำอันไพเราะจึงเรียก
ภิกษุใหม่ทั้งหลาย อย่างนั้น .
บทว่า กุลฺลกวิหาเรน ได้แก่ ธรรมเป็นที่อยู่อันตื้น.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยสิงคิโลณกัปปะ]
สองบทว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค มีความว่า เกลือเขนงนี้เป็น
ของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วในสุตตวิภังค์ อย่างไร ? จริงอยู่ ใน
สุตตวิภังค์นั้น เกลือเขนงเป็นของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ของภิกษุรับ
ประเคนแล้วในวันนี้ ควรเพื่อฉันในวันอื่นอีก ชื่อว่าเป็นของสันนิธิ ดังนี้แล้ว
ตรัสอาบัติห้ามอีกว่า ภิกษุมีความสำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้
ค้างคืน ว่ามิได้รับประเคนไว้ค้างคืน เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้อง
ปาจิตตีย์.
ในสุตตวิภังค์นั้น อาจารย์พวกหนึ่งเข้าใจว่า ก็ สิกขาบทนี้พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า โย ปน ภิกฺขุ สนฺนิธิการกํ ขาทนียํ วา โภชนียํ
วา เป็นอาทิ แต่ธรรมดาเกลือนี้ ไม่ถึงความเป็นสันนิธิ เพราะเป็นยาวชีวิก
ภิกษุรับประเคนอามิสที่ไม่เค็มแม้ใดด้วยเกลือนั้น แล้วฉันพร้อมกับเกลือนั้น
อามิสนั้น อันภิกษุรับประเคนในวันนั้นเท่านั้น เพราะเหตุนั้น อันอาบัติทุกกฏ
ในเพราะเกลือที่รับประเคนก่อนนี้ พึงมี เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย
วัตถุเป็นยาวชีวก ภิกษุรับประเคนในวันนั้น พร้อมกับวัตถุเป็นยาวกาลิกควร
ในกาล ไม่ควรในวิกาล.*
* มหาวคฺค. ทติย. ๑๓๒.
อาจารย์เหล่านั้น อันปรวาที่พึงกล่าวแก้ว่า แม้อาบัติทุกกฏก็ไม่พึงมี
ตามมติของพวกท่าน ด้วยว่า บรรดาเกลือและอามิสที่ไม่เค็มนี้ เกลือซึ่งเป็น
ยาวชีวิก หาได้รับประเคนในวันนั้นไม่ อามิสที่ไม่เค็มซึ่งเป็นยาวกาลิกเท่านั้น
รับประเคนในวันนั้น และอามิสนั้นภิกษุหาได้บริโภคในเวลาวิกาลไม่ หรือ
หากว่า พวกท่านสำคัญอาบัติทุกกฏ เพราะพระบาลีว่า วิกาเล น กปฺปติ
ดังนี้ ไซร้ แม้อาบัติปาจิตตีย์ เพราะในวิกาลโภชน์ จะไม่พึงมี แก่ภิกษุผู้
บริโภคยาวกาลิกซึ่งปนกับยาวชีวิก ในเวลาวิกาล. เพราะเหตุนั้น ท่านไม่พึง
ฉวยเอาแต่เพียงพยัญชนะ พึงพิจารณาดูใจความ
ในคำว่า วิกาเล กปฺปติ นี้ มีเนื้อความดังนี้ :-
ยาวชีวิกกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ถ้าว่า เป็นของมีรส
เจือกันได้ ย่อมเป็นของมีคติอย่างยาวกาลิกแท้. เพราะเหตุนั้นทุกกฏชื่อว่าไม่มี
ในคำว่า กาเล กปฺปติ วิกาเล น กปฺปติ นี้ เพราะสิกขาบทนี้ว่า
โย ปน ภิกฺขุ วิกาเล ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ดังนี้เป็นอาทิ แต่
ย่อมมีในเพราะยาวชีวิก มีรสเจือปนกับยาวกาลิกนี้ด้วยสักว่า คำว่า น กปฺปติ.
ยาวชีวิกที่รับประเคนในวันนั้น มีรสเจือปนยาวกาลิก ไม่ควรในวิกาล
คือ เป็นกาลิกที่นำมาซึ่งปาจิตตีย์ เพราะวิกาลโภชน์ฉันใดเลย ยาวชีวิกแม้ที่
รับประเคนในวันนี้ มีรสเจือปนกับยาวกาลิกในวันอื่นอีก ไม่ควร คือ เป็น
กาลิกนำมาซึ่งปาจิตตีย์เพราะฉันของเป็นสันนิธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. ภิกษุแม้ไม่รู้อยู่
ซึ่งกาลิกนั้นว่า นี้เป็นของที่ทำการสะสม ย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ).
จริงอยู่ คำนี้อันพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า ภิกษุมีความ
สำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้ค้างคืน ว่านี้ได้รับประเคนไว้ค้างคืน
เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเหตุนั้น คำตอบ
ที่ว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค นี้ จึงเป็นคำตอบที่หมดจดดี แห่งคำถาม
ที่ว่า กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตํ นี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอาวาสกัปปะ ]
คำว่า ราชคเห อุโปสถสํยุตฺเต นี้ อันพระสังคาหกเถระกล่าว
หมายเอาพระพุทธพจน์นี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติ
โรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุได้พึงสมมติ ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ.
ข้อว่า วินยาติสาเร ทุกฺกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏ เพราะละเมิด
พระวินัยนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติโรงอุโบสถ
๒ แห่ง นี้แล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอนุมติกัปปะ]
คำว่า จมฺเปยฺยเก วินยวตฺถุสฺมึ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมาย
เอาเรื่องวินัย อันมาแล้วในจัมเปยยักขันธกะ เริ่มต้นอย่างนี้ว่า อธมฺเมน
เจ ภิกฺขเว วคฺคกมฺมํ อกมฺนํ น จ กรณียํ ดังนี้.
คำว่า เอกจฺโจ กปฺปติ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมายเอาความ
ประพฤติที่เป็นธรรม.