พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงตั้งในตน]
วินิจฉัยในคำว่า กาเลน วกฺขามิ เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อยังบุคคลผู้หนึ่งให้ทำโอกาสแล้วจึงโจท ชื่อว่ากล่าว
โดยกาล เมื่อโจทในท่ามกลางสงฆ์ ท่ามกลางคณะ โรงสลากข้าวต้ม โรงวิตก
ทางที่เที่ยวภิกษาและโรงฉันเป็นต้นก็ดี ในขณะที่อุปัฏฐากทั้งหลายปวารณาก็ดี
ชื่อว่า กล่าวโดยมิใช่กาล.
เมื่อกล่าวด้วยคำจริง ชื่อว่า กล่าวด้วยคำแท้.
เมื่อกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ แน่ะท่านผู้ใหญ่ แน่ะท่านผู้เที่ยวอยู่ใน
บริษัท แน่ะท่านผู้ถือบังสกุล แน่ะท่านธรรมกถึก นี้สมควรแก่ท่าน ชื่อว่า
กล่าวด้วยคำหยาบ.
แต่เมื่อกล่าวให้เป็นถ้อยคำอิงอาศัยเหตุว่า ผู้เจริญ ท่านเป็นผู้ใหญ่
ท่านเป็นผู้เที่ยวอยู่ในบริษัท ท่านเป็นผู้ถือบังสกุล ท่านเป็นธรรมกถึก นี้
สมควรแก่พวกท่าน ชื่อว่า กล่าวด้วยถ้อยคำไพเราะ.
เมื่อกล่าวให้เป็นถ้อยคำอิงอาศัยเหตุ ชื่อว่า กล่าวด้วยถ้อยคำประกอบ
ด้วยประโยชน์.
ข้อว่า เมตฺตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโร มีความว่า เรา
จักเข้าไปตั้งเมตตาจิตกล่าว จักไม่เป็นผู้มีจิตประทุษร้ายกล่าว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงพิจารณาในตน]
สองบทว่า อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ พึงยังความคิดของตน
ให้เกิดขึ้น.
บทว่า การุญฺญตา นั้น ได้แก่ ความมีกรุณา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงกรุณาและธรรมเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง
กรุณา ด้วยความมีกรุณานี้.
ความใฝ่หาประโยชน์ ชื่อว่า ความเป็นผู้แสวงประโยชน์.
ความประกอบพร้อมด้วยประโยชน์เกื้อกูลนั้น ชื่อว่า ความเป็นผู้
อนุเคราะห์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงเมตตาและธรรมเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง
เมตตา ด้วยความเป็นผู้แสวงประโยชน์ และความเป็นผู้อนุเคราะห์แม้ทั้ง ๒.
การให้ออกเสียจากอาบัติแล้ว ให้ตั้งอยู่ในส่วนแห่งผู้หมดจด ชื่อว่า
ความออกจากอาบัติ.
การที่ฟ้องคดีแล้วให้จำเลยให้การ อ้างเอาคำปฏิญญา ทำกรรมตามที่
ปฏิญญาอย่างไร ชื่อว่า ความเป็นผู้ทำพระวินัยให้เป็นที่เคารพ
ข้อว่า อิเม ปญฺจ ธมฺเม มีความว่า ธรรมเหล่านี้ใด ที่เรากล่าวแล้ว
โดยนัยมีคำว่า การุญฺญตา เป็นต้น, ภิกษุผู้โจทก์ พึงพิจารณาธรรมทั้ง ๕
เหล่านั้น ภายในตนแล้ว จึงโจทก์ผู้อื่น ฉะนั้นแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยธรรมของจำเลย]
ข้อว่า สจฺเจ จ อกุปฺเป จ มีความว่า จำเลยพึงตั้งอยู่ในคำจริง
และในความเป็นผู้ไม่โกรธ. จริงอยู่ จำเลยต้องให้การตามจริง และต้องไม่
ทำอาการโกรธเคือง. อธิบายว่า ไม่พึงโกรธด้วยตนเอง ไม่พึงกระทบกระทั่ง
ผู้อื่น.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
ปาฏิโมกขัฏฐปนักขันธกวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ภิกขุนิกขันธก วรรณนา
[ว่าด้วยครุธรรม ๘]
วินิจฉัยในภิกขุนิกขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห้ามว่า อย่าเลย
โคตมี (บรรพชาของมาตุคาม) อย่าได้ชอบใจแก่ท่านเลย, บริษัทของ
พระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวง ย่อมมี ๔ มิใช่หรือ
ตอบว่า บริษัทของพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวงมี ๔ ก็จริง ถึงกระนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะยังพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ลำบาก
แล้ว จึงทรงอนุญาตทำให้เป็นของสำคัญ (อย่างนี้) ว่า สตรีทั้งหลายจักคิดว่า
บรรพชานี้ เราได้ยาก ดังนี้ แล้วจักบริบาลไว้โดยชอบ ซึ่งบรรพชา อันเรา
ถูกวิงวอนแล้วมากครั้งจึงอนุญาต ดังนี้ จึงทรงห้ามเสีย.
กถาว่าด้วยครุธรรม ๘ ได้กล่าวไว้แล้ว ในมหาวิภังค์*แล.
บทว่า กุมฺภเถนเกหิ ได้แก่ โจรผู้ตามประทีปในหม้อแล้ว ค้น
สิ่งของในเรือนของชนอื่น ด้วยแสงนั้น ลักเอาไป.
ข้อว่า เสตฏฺฐิกา นาม โรคชาติ นั้น ได้แก่ ชื่อสัตว์มีชีวิต
ชนิดหนึ่ง. รวงข้าวสาลีแม้พลุ่งแล้ว ไม่อาจเลี้ยงน้ำนมไว้ได้ เพราะถูกสัตว์ใด
เจาะแล้ว สัตว์นั้น ย่อมเจาะไส้ซึ่งยังอยู่ในปล้อง.
ข้อว่า มญฺเชฏฺฐิกา นาม โรคชาติ นั้น ได้แก่ การที่อ้อยเป็น
โรคไส้แดง.
* มหาวิภงฺค. ทุติย. ๒๗๐. ๒. องฺกุร.
ก็แล ด้วยคำว่า มหโต ตฬากสฺส ปฏิกจฺเจว ปาลึ นี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า เมื่อชอบแห่งสระใหญ่แม้ไม่ได้ก่อแล้ว
น้ำน้อยหนึ่งพึงขังอยู่ได้, แต่เมื่อได้ก่อขอบไว้เสียก่อนแล้ว น้ำใดไม่พึงขังอยู่
เพราะเหตุที่มิได้ก่อขอบไว้, น้ำแม้นั้นพึงขังอยู่ได้ เมื่อได้ก่อขอบแล้ว ข้อนี้
ฉันใด; ครุธรรมเหล่านี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรีบบัญญัติเสียก่อน เพื่อ
กันความละเมิด ในเมื่อยังไม่เกิดเรื่อง, เมื่อครุธรรมเหล่านั้น อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าแม้มิได้ทรงบัญญัติ พระสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ห้าร้อยปี เพราะ
เหตุที่มาตุคามบวช, แต่เพราะเหตุที่ทรงบัญญัติครุธรรมเหล่านั้นไว้ก่อน
พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้อีกห้าร้อยปี ข้อนี้ ก็ฉันนั้นแล จึงรวมความว่า
พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดพันปีที่ตรัสทีแรกนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้.
แต่คำว่า พันปี นั้น พระองค์ตรัสด้วยอำนาจพระขีณาสพผู้ถึงความ
แตกฉานในปฏิสัมภิทาเท่านั้น. แต่เมื่อจะตั้งอยู่ยิ่งกว่าพันปีนั้นบ้าง จักตั้งอยู่
สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพสุกขวิปัสสกะ, จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วย
อำนาจแห่งพระอนาคามี, จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระสกทาคามี,
จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจพระโสดาบัน, รวมความว่า พระปฏิเวธสัทธรรม
จักตั้งอยู่ตลอดห้าพันปี ด้วยประการฉะนี้.
ฝ่ายพระปริยัติธรรม จักตั้งอยู่เช่นนั้นเหมือนกัน. เมื่อปริยัติไม่มี
ปฏิเวธจะมีไม่ได้เลย เมื่อปริยัติมี ปฏิเวธจะไม่มี ก็ไม่ได้. แต่เมื่อปริยัติ
แม้เสื่อมสูญไปแล้ว เพศจะเป็นไปตลอดกาลนานฉะนี้แล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอุปสัมปทาแห่งภิกษุณีเป็นต้น]
ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทนางสากิยานีห้าร้อย ทำให้เป็นสัทธิวิหารินี
ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยพระอนุญาตนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
ให้ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทนางภิกษุณี. นางสากิยานีแม้ทั้งปวงเหล่านั้น ได้
เป็นผู้ชื่อว่า อุปสมบทแล้วพร้อมกัน ด้วยประการฉะนี้.
พระนางโคตมี บรรลุพระอรหัตด้วยพระโอวาทนี้ว่า เย โข ตฺวํ
โคตมิ (เป็นอาทิ).
ข้อว่า กมฺมํ น กริยติ มีความว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ทำกรรมทั้ง
๗ อย่าง มีตัชชนียกรรมเป็นอาทิ.
บทว่า ขมาเปนฺติ มีความว่า ภิกษุเหล่านี้ ย่อมขอโทษว่า เราทั้งหลาย
จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้อีก.
วินิจฉัยในคำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนํ กมฺมํ
อโรเปตฺวา ภิกฺขุนียํ นิยิยาเทตุํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
อันภิกษุทั้งหลายพึงยกขึ้นอย่างนี้ว่า บรรดากรรมมีตัชชนียกรรม
เป็นต้น กรรมชื่อนี้ พึงทำแก่ภิกษุณีนั่น แล้วพึงมอบหมายว่า บัดนี้ ท่าน
ทั้งหลายนั่นแล จงทำกรรมนั้น.
ก็ถ้าว่า ภิกษุณีทั้งหลายทำกรรมอื่น ในเมื่อกรรมอื่น อันภิกษุยก
ขึ้นแล้ว เธอทั้งหลาย ย่อมถึงความเป็นผู้อันสงฆ์ควรปรับโทษ ตามนัยที่
กล่าวแล้วในบาลีนี้ว่า ทำนิยสกรรม แก่บุคคลผู้ควรแก่ตัชชนียกรรม ทีเดียว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอวันทิยกรณ์เป็นต้น]
วินิจฉัยในคำว่า กทฺทโมทเกน นี้ พึงทราบดังนี้:-
เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้รดด้วยน้ำโคลนอย่างเดียวเท่านั้น หามิได้ เมื่อรด
แม้ด้วยน้ำใส น้ำยอมและตมเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน.
ข้อว่า อวนฺทิโย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภิกฺขุนิสงฺเฆน กาตพฺโพ
มีความว่า ภิกษุณีสงฆ์พึงประชุมกัน ในสำนักภิกษุณี สวดประกาศ ๓ ครั้ง
อย่างนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ชื่อโน้น แสดงอาการไม่น่าเลื่อมใสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย
การทำพระผู้เป็นเจ้านั้น ให้เป็นผู้อันภิกษุณีไม่พึงไหว้ ย่อมชอบใจแก่สงฆ์
ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้อัน ภิกษุณีทั้งหลายกระทำให้เป็นผู้อันตนไม่ควรไหว้ ด้วย
สวดประกาศเพียงเท่านี้ จำเดิมแต่นั้น ภิกษุนั้น อันภิกษุณีแม้เห็นแล้วไม่พึง
ไหว้อย่างที่เห็นสามเณรแล้วไม่ไหว้ฉะนั้น.
อันภิกษุนั้น เมื่อจะประพฤติชอบ ไม่พึงไปสู่สำนักภิกษุณี พึงเข้าไป
หาสงฆ์หรือบุคคลผู้หนึ่ง ในสำนักนั่นแล นั่งกระโหย่งประนมมือ ขอขมา
โทษว่า ขอภิกษุณีสงฆ์จงอดโทษแก่ข้าพเจ้า. ภิกษุนั้น พึงไปสู่สำนักภิกษุณี
กล่าวว่า ภิกษุนั้น ขอโทษพวกท่าน. จำเดิมแต่นั้น ภิกษุณีทั้งหลายพึงไหว้
ภิกษุนั้น. ความสังเขปในภิกขุนิกขันธกะนี้ เท่านี้ แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวความ
พิสดาร ในกัมมวิภังค์.
บทว่า โอภาเสนฺติ มีความว่า ภิกษุฉัคพัคคีย์ย่อมชักชวนภิกษุณี
ทั้งหลาย ด้วยอสัทธรรม.
หลายบทว่า ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ สมปฺโยเชนฺติ มีความว่า ภิกษุ
ฉัพพัคคีย์ช่วยชักจูงบุรุษกับภิกษุณีด้วยอสัทธรรม. การทำให้เป็นผู้อันภิกษุณี
ทั้งหลายไม่พึงไหว้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อาวรณํ ได้แก่ การกีดกัน มีการห้ามมิให้เข้าในสำนัก
เป็นต้น .
บทว่า น อาทิยนฺติ มีความว่า ภิกษุณีพวกฉัพพัคคีย์ ไม่ยอม
รับเองโดยชอบ.
วินิจฉัยในคำว่า โอวาทํ ฐเปตุํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
โอวาทอันภิกษุไม่พึงไปงดที่สำนักภิกษุณี แต่พึงบอกภิกษุณีทั้งหลาย
ผู้มาเพื่อประโยชน์แก่โอวาท ว่า ภิกษุณีชื่อโน้น มีอาบัติติดตัว เรางดโอวาท
แก่ภิกษุณีนั้น เธอทั้งหลายอย่าทำอุโบสถกับภิกษุณีนั้น. ทัณฑกรรมแม้ในการ
เปิดกายเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน.
คำว่า น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา โอวาโท น คนฺตพฺโพ เป็น
อาทิข้าพเจ้าได้กล่าวเสร็จแล้ว ในวรรณนาแห่งภิกขุนีวิภังค์.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยการแต่งตัวเป็นต้น]
ข้อว่า ผาสุเก นเมนฺติ มีความว่า ภิกษุณีทั้งหลาย ใช้ประคดอก
คาดซี่โครง เพื่อประโยชน์ที่จะดัด อย่างหญิงคฤหัสถ์เพิ่งรุ่นสาว คาดด้วย
ผ้าคาดนมฉะนั้น.
บทว่า เอกปริยายกตํ ได้แก่ ประคดที่คาดได้รอบเดียว.
สองบทว่า วิลิเวน ปฏฺเฏน ได้แก่ ผ้าแถบที่ทอด้วยตอกไม้ไผ่
อย่างละเอียด.
บทว่า ทุสฺสปฏเฏน . ได้แก่ ผ้าแถบขาว
บทว่า ทุสฺสเวณิยา ได้แก่ ช้องที่ทำด้วยผ้า.
บทว่า ทุสฺสวฏฺฏิยา ได้แก่ เกลียวที่ทำด้วยผ้า.
ในผ้าแถบเล็กเป็นต้น ผ้ากาสาวะผืนเล็ก พึงทราบว่า ชื่อว่าผ้าแถบเล็ก.
บทว่า อฏฺฐิลฺเลน ได้แก่ กระดูกเเข้งแห่งโค. บั้นสะเอวเรียก
ตะโพก.
สองบทว่า หตฺถํ โกฏฺฏาเปนฺติ ได้แก่ ให้ทุบปลายแขนแต่งให้
งามด้วยชนนกยูงเป็นต้น.
บทว่า หตถฺโกจฺฉํ ได้แก่ หลังมือ.
บทว่า ปาทํ ได้แก่ แข้ง.
บทว่า ปาทโกจฺฉํ ได้แก่ หลังเท้า. การไล้หน้าเป็นต้น มีนัยดัง
กล่าวแล้วนั้นแล.
สองบทว่า อวงฺคํ กโรนฺติ มีความว่า ภิกษุณีพวกฉัคพัคคีย์เขียน
ลวดลายหันหน้าลงล่างที่หางตา ด้วยไม้ป้ายยาตา.
บทว่า วิเสสกํ มีความว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ทำรูปสัตว์แปลก ๆ มี
ทรวดทรงงดงาม ที่แก้ม.
บทว่า โอโลกนเกน มีความว่า เปิดหน้าต่างแลดูถนน.
สองบทว่า สาโกเก ติฏฺฐนฺติ มีความว่า เปิดประตู ยืนเยี่ยมอยู่
ครึ่งตัว.
บทว่า สนจฺจํ มีความว่า ให้ทำการมหรสพด้วยนักระบำ.
สองบทว่า เวสึ วุฏฺฐเปนฺติ มีความว่า ได้ทั้งหญิงนครโสเภณี.
สองบทว่า ปานาคารํ ฐเปนฺติ มีความว่า ย่อมชายสุรา.
สองบทว่า สูนํ ฐเปนฺติ มีความว่า ย่อมชายเนื้อ.
บทว่า อาปณํ มีความว่า ย่อมออกร้านสินค้าต่าง ๆ หลายอย่าง.
สองบทว่า ทาสํ อุปฏฺฐาเปนฺติ มีความว่า ย่อมรับทาสแล้วยัง
ทาสนั้น ให้ทำการรับใช้สองของตน. แม้ในทาสีเป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกัน .
สองบทว่า หริตกปตฺติกํ ปกีณนฺติ มีความว่า ย่อมขายของสด
และของแห้ง. มีคำอธิบายว่า ย่อมออกร้านขายของเปิดแล้วแล.
กถาว่าด้วยจีวรเขียวทั้งปวงเป็นต้น ได้กล่าวแล้วแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยการปลงบริขาร]
ในข้อว่า ภิกฺขุนี เจ ภิกฺขเว กาลํ กโรนฺติ เป็นอาทิ มี
วินิจฉัยนอกพระบาลี ดังต่อไปนี้ :-
ก็ถ้าว่า ในสหธรรมิกทั้ง ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะท่ากาลกิริยาจึงสั่งว่า
โดยสมัยที่ข้าพเจ้าล่วงไป บริขารของข้าพเจ้าจงเป็นของพระอุปัชฌาย์ หรือว่า
จงเป็นของพระอาจารย์ หรือว่า จงเป็นของสัทธิวิหาริก หรือว่า จงเป็นของ
อันเตวาสิก หรือว่า จงเป็นของมารดา หรือว่า จงเป็นของบิดา หรือว่า
จงเป็นของใคร ๆ อื่น บริขารของผู้นั้น ไม่เป็นของชนเหล่านั้น คงเป็นของ
สงฆ์เท่านั้น เพราะว่าการให้โดยกาลที่ล่วงไป (แห่งตน) ของสหธรรมิกทั้ง ๕
ย่อมใช้ไม่ได้ ของพวกคฤหัสถ์ ใช้ได้ .
ภิกษุทำกาลกิริยาในสำนักของภิกษุณี บริขารของเธอ ย่อมเป็นของ
ภิกษุทั้งหลายเท่านั้น. ภิกษุณีทำกาลกิริยาในสำนักของภิกษุบริขารของเธอ ย่อม
เป็นของภิกษุณีทั้งหลายเท่านั้น.
บทว่า ปุราณมลฺลี มีความว่า เป็นภริยาของนักมวย ในกาลก่อน
คือ ในครั้งเป็นคฤหัสถ์.
บทว่า ปุริสพฺยญฺชนํ มีความว่า นิมิตของบุรุษ จะเป็นอวัยวะที่
ปกปิดก็ตาม มิได้ปกปิดก็ตาม คือ จะเป็นของที่สิ่งไร ๆ กำบังก็ตาม มิได้
กำบังก็ตาม. ถ้าภิกษุณี เพ่งดูความคิดให้เกิดขึ้นว่า นิมิตของบุรุษอยู่ที่นี่ ต้อง
ทุกกฏ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยอามิสที่เขาถวายเฉพาะตน]
อามิสใดที่เขาบอกถวายว่า ท่านจงบริโภคเอง อามิสนั้นชื่อว่าของ
ที่เขาถวาย เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคเฉพาะตน เมื่อภิกษุให้อามิสนั้นแก่ผู้อื่น
เป็นทุกกฏ. แต่ถือเอาส่วนดีเสียก่อนแล้ว จึงให้ควรอยู่.
ถ้าว่า อามิสนั้นไม่เป็นที่สบาย จะสละเสียทั้งหมด ก็ควร. จะบริโภค
จีวรเสียวันหนึ่ง หรือ ๒ วันแล้วจึงให้ ก็ควร. แม้ในบาตรเป็นต้น ก็มี
นัยเหมือนกัน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยฐานะแห่งของที่รับประเคน]
ข้อว่า ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ ปฏิคฺคหาเปตฺวา มีความว่า อามิสที่ภิกษุ
รับประเคนเก็บไว้เมื่อวันวาน เมื่ออนุปสัมบันอื่นไม่มีในวันนี้ภิกษุณีทั้งหลาย
พึงให้ภิกษุรับประเคนแล้วฉัน. เพราะว่า อามิสที่ภิกษุรับประเคนแล้ว ย่อม
ตั้งอยู่ ในฐานะแห่งอามิสที่ยังมิได้รับประเคน สำหรับภิกษุณี. แม้สำหรับ
ภิกษุ ก็มีนัยเหมือนในภิกษุณีนั่นแล.