พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[คิลานปัจจัยที่ควรแจก]
ส่วนคิลานปัจจัยที่ควรแจก พึงทราบอย่างนี้ :-
บรรดาเภสัชมีเนยใสเป็นต้น พระราชาหรือราชมหาอมาตย์ ส่งเนยใส
ร้อยหม้อก็ดี พันหม้อก็ดี ไปสู่สำนักก่อน. พระภัตตุทเทสก์พึงตีระฆัง ให้ๆ
เต็มภาชนะที่ถือมา จำเดิมแต่เถรอาสน์ลงมา. เนยใสนั้น ย่อมควรแม้แก่ภิกษุ
ทั้งหลายผู้ถือปิณฑปาติกธุดงค์.
ถ้าว่า พระมหาเถระทั้งหลายเป็นผู้มักล่าช้า มาภายหลัง อย่าพึงกล่าว
กะท่านว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังแจกแก่ภิกษุผู้มีพรรษา ๒๐, ลำดับของ
พวกท่านเลยไปเสียแล้ว, พึงพักลำดับไว้ ถวายแก่พระมหาเถระเหล่านั้นแล้ว
จึงถวายตามลำดับในภายหลัง.
ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง (ข่าว) ว่า ที่สำนักโน้น มีเนยใสเกิดขึ้นมาก จึง
พากันมาแม้จากสำนักในระยะโยชน์หนึ่ง. พึงให้ตั้งแต่สถานที่เธอทั้งหลายมา
ทัน ๆ กันยืนอยู่.
เมื่อพวกนิสิตมีอันเตวาสิกเป็นต้น จะรับแทนภิกษุทั้งหลายแม้ผู้มา
ไม่ทัน แต่เข้าอุปจารสีมาแล้ว ก็ควรให้แท้.
พวกนิสิตเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงให้แก่อุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ผู้ตั้งอยู่ภายนอกอุปจารสีมา ดังนี้ ไม่พึงให้.
ถ้าว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เนื่องเป็นอันเดียวกันกับภิกษุผู้เข้าสู่อุปจาร-
สีมาแล้ว มีที่ประตูสำนักของตนก็ดี ที่ภายในแห่งสำนักทีเดียวก็ดี, สีมาชื่อว่า
ขยายออกด้วยอำนาจบริษัท; เพราะฉะนั้น พึงให้. แม้เมื่อให้ส่วนแก่สังฆนวกะ
เสร็จแล้ว ก็พึงให้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มาภายหลังเหมือนกัน.
แต่ว่า เมื่อส่วนที่ ๒ ได้ยกขึ้นสู่เถรอาสน์แล้ว ส่วนที่ ๑ ย่อมไม่ถึง
แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มาทีหลังอีก, พึงให้ตามลำดับพรรษาตั้งแต่ส่วนที่ ๒ ไป
เนยใสเป็นของที่ทายกเข้าไปสู่อุปจารสีมาแล้วให้ในที่ใดที่หนึ่ง, เนยใสทั้งหมด
พึงแจกในที่ประชุมเท่านั้น.
ในสำนักใด มีภิกษุ ๑๐ รูป และหม้อเนยใสเป็นต้น อันทายกถวาย
๑๐ หม้อเหมือนกัน, ในสำนักนั้น พึงแจกกันรูปละหม้อ.
เนยใสมีหม้อเดียว, ภิกษุมี ๑๐ รูป, พึงแบ่งออกแล้วให้ถือเอา.
ถ้าว่า ภิกษุเหล่านั้นถือเอาว่า เนยใสทั้งหม้อตามที่ตั้งอยู่นั่นแล ย่อม
ถึงแก่พวกเรา ดังนี้, เนยใสนั้น เป็นอันถือเอาไม่ชอบ, ย่อมเป็นของสงฆ์
ในที่ซึ่งตนไปแล้ว ๆ ทีเดียว.
แต่ว่า ภิกษุเอียงหม้อ เทเนยใสลงในภาชนะหน่อยหนึ่งแล้วกล่าวว่า
นี่ถึงแก่พระมหาเถระ, ที่เหลือถึงแก่พวกเรา ดังนี้แล้ว กลับใส่เนยใสนั้นลง
ในหม้อนั่นเอง ถือเอาไปตามต้องการ ควรอยู่.
ถ้าว่า เนยเป็นแท่ง แม้ขีดเป็นรอยถือเอาด้วยคิดว่า. ส่วนอื่นจากรอย
ที่ขีด ย่อมถึงแก่พระมหาเถระ, ส่วนที่เหลือถึงแก่พวกเรา ดังนี้ ย่อมเป็นอัน
ถือเอาชอบ.
ในภิกษุและหม้อเนยใส แม้หย่อนหรือเกินกว่ากำหนดดังกล่าวแล้ว
ก็พึงแบ่งกันโดยอุบายนั้นแล. ก็ถ้าว่า ภิกษุมีอยู่รูปเดียว เนยใสก็มีอยู่หม้อเดียว
ภิกษุนั้นจะตีระฆังแล้วถือเอาด้วยคิดว่า นี้ถึงแก่เรา ดังนี้ก็ดี ควรอยู่. แม้จะ
ให้ถึง (แก่ตน) ทีละน้อย ๆ อย่างนี้ว่า นี้ส่วนที่ ๑ ถึงแก่เรา นี้ส่วนที่ ๒
ดังนี้ก็ควร. แม้ในเภสัชที่เหลือมีเนยข้นเป็นต้น ก็นัยนี้.
แต่ว่า รอยขีดไม่คงอยู่ในน้ำมันงาเป็นต้นที่ใสใด, น้ำมันงาเป็นต้น
นั้น พึงตักแจกแท้.
เภสัชมีขิงสดและพริกเป็นต้นก็ดี, สมณบริขารมีบาตรและภาชนะที่
เหลือเป็นต้นก็ดี, ทั้งหมดพึงกำหนดให้ดีแล้วแจกตามนัยอันสมควรแก่อธิบาย
ดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ภิกษุผู้เฉียวฉลาด พึงพิจารณาบาลีและอรรถกถาแล้วอย่าประมาท
แจกปัจจัยของสงฆ์อย่างนั้นเถิด.
กถาว่าด้วยปัจจัยที่ควรแจกโดยอาการทั้งปวง จบแล้วด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยหน้าที่ผู้แจก]
ภิกษุเจ้าหน้าที่ มีเจ้าหน้าที่แจกยาคูเป็นต้น ที่สงฆ์สมมติตั้งไว้ไม่
ต้องถาม (สงฆ์) ก่อนก็ได้ พึงให้ชนทั้งหลายผู้มาสู่สถานที่แจกคนละกึ่งส่วน
แต่ว่า ภิกษุที่มิได้รับสมมติต้องอปโลกน์ให้.
เจ้าหน้าที่ผู้แจกของเล็กน้อย พึงให้เข็ม ๒ เล่ม คือ ยาวเล่มหนึ่ง
สั้นเล่มหนึ่ง แก่ภิกษุผู้ทำจีวรกรรมซึ่งกล่าวอยู่ว่า ท่านจงให้เข็ม ดังนี้. ไม่มี
กิจที่จะต้องถามเพราะเกิดความรังเกียจว่า ภัณฑะของสงฆ์ไม่ควรแจก.
พึงให้มีดเล็กเล่มหนึ่ง แก่ภิกษุผู้มีความต้องการด้วยมีดเล็ก.
พึงให้รองเท้าคู่หนึ่ง แก่ภิกษุผู้ประสงค์จะเดินทางกันดาร.
พึงให้ประคดเอว แก่ภิกษุผู้มีความต้องการด้วยประคดเอว.
พึงให้อังสะ แก่ภิกษุผู้มา (ขอ) ว่า อังสะของข้าพเจ้าเก่าแล้ว.
พึงให้ผ้ากรองน้ำ แก่ภิกษุผู้มีความต้องการด้วยผ้ากรองน้ำ.
พึงให้กระบอกกรอง แก่ภิกษุผู้มีความต้องการด้วยกระบอกกรอง ถ้า
ไม่มีผ้า พึงให้กระบอกกรองพร้อมทั้งผ้า.
เมื่อภิกษุขออยู่ว่า ข้าพเจ้าจักเพิ่มแผ่นผ้าดาม พึงให้ ๆ พอแก่กุสิและ
อัฑฒกุสิ.
เมื่อภิกษุมา (บอก) ว่า ผ้ามณฑลไม่พอ พึงให้ผ้ามณฑลผืนหนึ่ง,
พึงให้ผ้าอัฑฒมณฑล ๒ ผืน. เมื่อเธอขอผ้ามณฑล ๒ ผืน ไม่พึงให้ ๒ ผืน.
พึงให้ผ้าที่พอแก่จีวรตัวหนึ่ง แก่ภิกษุผู้มีความต้องการด้วยผ้าอนุวาต
ด้านรีและด้านสกัด.
ตวงเภสัชได้ประมาณทะนานหนึ่ง พึงให้ส่วนที่ ๓ จากทะนานหนึ่งนั้น
แก่ภิกษุผู้อาพาธ ซึ่งมีความต้องการด้วยเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็นต้น.
ครั้นให้ ๓ วันอย่างนั้น ครบทะนานหนึ่งแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๔ ไป
ต้องเรียนสงฆ์แล้วจึงให้.
ในน้ำอ้อยงบเล่า พึงให้ส่วนที่ ๓ ในวันหนึ่ง. เมื่อเต็มงบโดยครบ
๓ วันอย่างนั้นแล้ว ต่อแต่นั้นไป ต้องเรียนสงฆ์แล้วจึงให้.
คำที่เหลือทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
เสนาสนักขันธก วรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

สังฆเภทักขันธกวรรณนา
วินิจฉัยในสัฆเภทักขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา มีความว่า อมาตย์ ๑๐ คน
มีกาฬุทายีอมาตย์เป็นต้น พร้อมด้วยพวกบริวารและชนเป็นอันมากเหล่าอื่น
ชื่อศากยกุมารผู้ปรากฏแล้ว ๆ.
บทว่า อมฺหากํ คือในเราทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบายว่า
จากสกุลของเราทั้งหลาย.
สองบทว่า ฆราวาสตฺถํ อนุสิสฺสามิ มีความว่า กิจอันใดเธอพึง
ทำในฆราวาส พี่จักให้ทราบกิจนั้น.
บทว่า อติเนตพฺพํ คือ พึงไขน้ำเข้า.
บทว่า นินฺเนตพฺพํ มีความว่า น้ำจะเป็นของเสมอกันในที่ทั้งปวง
โดยประการใด พึงให้โดยประการนั้น.
บทว่า นิทฺทาเปตพฺพํ คือ พึงดายหญ้า.
สองบทว่า ภุสิกา อุทฺธราเปตพฺพา มีความว่า ธัญชาติที่ปน
กับฟางละเอียด พึงคัดออกแม้จากฟาง.
บทว่า โอผุนาเปตพฺพํ มีความว่า พึงยังลมให้ถือเอา (พึงให้ลม
พัด) เพื่อฝัคโปรยหญ้าและฟางละเอียดออก.
ข้อว่า เตนหิ ตฺวญฺเญว ฆราวาสตฺเถน อุปชานาหิ มีความ
ว่า ท่านนั่นแลพึงทราบเพื่อการครองเรือน.
ในคำว่า อหํ ตยา ยถาสุขํ ปพฺพชาหิ นี้ พึงทราบเนื้อความ
ดังนี้ :-
อนุรุทธศากยะเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกล่าวโดยเร็ว ด้วยความรักในพระ –
สหายว่า เรากับท่านจักบวช เป็นผู้มีหฤทัยอันความโลภสิริราชสมบัติที่เหนี่ยว
รั้งไว้อีก กล่าวได้แต่เพียงว่า เรากับท่าน เท่านั้นแล้วไม่สามารถกล่าวคำที่เหลือ.
บทว่า นิปฺปาติตา มีความว่า กุมารทั้งหลาย อันอุบาลีนี้ให้ออก
ไปแล้ว .
บทว่า มานสิสิโน มีความว่า พวกหม่อนฉัน เป็นคนอันมานะ
อาศัยอยู่, มีคำอธิบายว่า พวกหม่อมฉันเป็นคนเจ้ามานะ.
ในบทว่า ปรทตฺตวุโต นี้มีความว่า ชื่อผู้เป็นไปด้วยปัจจัยอันชน
อื่นให้ เพราะเป็นผู้เลี้ยงชีพด้วยปัจจัยอันผู้อื่นให้.
บาทแห่งคาถาว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา มีความว่า กิเลส
เครื่องยังจิตให้กำเริบทั้งหลาย ชื่อว่าไม่มีในจิตของผู้ใด เพราะเหตุว่า ความ
โกรธนั้น เป็นกิเลสอันมรรคที่ ๓ ถอนเสียแล้ว.
ก็เพราะสมบัติชื่อว่าภวะ, วิบัติชื่อว่าวิภวะ, อนึ่ง ความเจริญชื่อว่าภวะ
ความเสื่อมชื่อว่าวิภวะ. ความเที่ยงชื่อว่าภวะ ความขาดสูญชื่อว่าวิภวะ. บุญ
ชื่อว่าภวะ, บาปชื่อว่าวิภวะ. คำว่า วิภวะ และ อภวะ นี้ เป็นอันเดียว
กันโดยใจความแท้; เหตุนั้นในบาทแห่งคาถาว่า อิติ ภวาภวตญฺจ วีติวตฺโต
นี้ พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้แลว่า ความมีและความไม่มี มีประการอย่างนั้น
คือ มีประการหลากหลายนั่นใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจสมบัติ
และวิบัติ, ความเจริญและความเสื่อม, ความเที่ยงและความขาดสูญ, บุญและ
บาป ผู้นั้นก้าวล่วงความมีและความไม่มี มีประการอย่างนั้น ๆ โดยนัยนั้น
ตามสมควรแก่เหตุ ด้วยมรรคแม้ ๔.
บทว่า นานุภวนฺติ มีความว่า ย่อมไม่สามารถ, อธิบายว่า การ
เห็นบุคคลนั้น แม้เทวดาทั้งหลาย ก็ได้ด้วยยาก.
บทว่า อหิเมขลิกาย คือ พันงูไว้ที่สะเอว.
บทว่า อุจฺฉงฺเค ได้แก่ ที่อวัยวะทั้งหลาย.
บทว่า สมฺมนฺนติ ได้แก่ นับถือ.
หลายบทว่า ยํ ตุโม กริสฺสติ มีความว่า เขาจักกระทำซึ่งกรรมใด.
ในคำว่า เขฬสโก นี้ มีความว่า เทวทัต อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ผู้กินน้ำลาย เพราะคำอธิบายว่า ปัจจัยที่เกิดขึ้นด้วยมิจฉาชีพ อัน
พระอริยทั้งหลายพึงคายเสีย เป็นเช่นกับน้ำลาย, เทวทัตนี้ ย่อมกลืนกินซึ่ง
ปัจจัยเห็นปานนั้น.
สองบทว่า ปตฺถทฺเธน กาเยน มีความว่า มีกายแข็งทื่อคล้ายใบ
ลาน. เทวทัต เมื่อจะยกตนเองโดยสภาพที่เป็นพระญาติของพระราชาว่า พระ-
ราชาทรงรู้จักเรา จึงกล่าวว่า มยํ โข ภเณ ราชญาตกา นาม.
บทว่า ปหฏฺฐกณฺณวาโล มีความว่า ช้างนาฬาคีรีกระทำหูทั้ง ๒
ให้หยุดนิ่ง.
บทคาถาว่า ทุกฺขํ หิ กุญฺชร นาคมาสโท มีความว่า กุญชร
ผู้เจริญ ชื่อว่าการเข้าใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ไม่ยินดีด้วยจิตคิดฆ่า
เป็นทุกข์.
บทว่า นาคหตสฺส มีความว่า สุคติของบุคคลผู้ฆ่าพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐ ย่อมไม่มี.
สองบทว่า ปฏิกุฏิโต ปฏิสกฺกิ มีความว่า ช้างนาฬาคิรี บ่ายหน้า
ไปหาพระตถาคตแล้ว ย่อลงด้วย ๒ เท้าหน้า.
ในบทว่า อลกฺขิโก นี้ มีความว่า เทวทัตนี้ย่อมไม่กำหนด. อธิบาย
ว่า ย่อมไม่รู้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่กำหนดเทวทัตย่อมไม่รู้ว่า เราทำ
กรรมลามกอยู่. เทวทัตนั้น อันใคร ๆ ไม่พึงกำหนดหมายได้ อธิบายว่า อัน
ใคร ๆ ไม่พึงเห็น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันใคร ๆ กำหนดไม่ได้ (ว่า
ลามกเพียงไร).
ในบทว่า ติกโภชนํ นี้ มีความว่า โภชนะอันชน ๓ คนพึงบริโภค.
สองบทว่า ตํ ปณฺญาเปสฺสามิ มีความว่า เราจักอนุญาตติกโภชนะ
นั้น . แต่ในคณโภชนะ ภิกษุต้องทำตามธรรม.
บทว่า กปฺปํ ได้แก่ อายุกัลป์หนึ่ง.
บทว่า พฺรหฺมปุญฺญํ ได้แก่ บุญอันประเสริฐที่สุด.
สองบทว่า กปฺปํ สคฺคมฺหิ ได้แก่ อายุกัลป์ หนึ่งนั่นเอง.
หลายบทว่า อถ โข เทวทตฺโต สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา มีความว่า
ได้ยินว่า เทวทัตนั้น ครั้นให้จับสลากอย่างนั้นแล้ว ทำอุโบสถแผนกหนึ่ง ใน
กรุงราชคฤห์นั้นนั่นแลแล้วจึงไป ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้ง-
หลาย จึงกล่าวคำนี้ว่า อถ โข เทวทตฺโต เป็นอาทิ.
หลายบทว่า ปีฏฺฐิ เม อาคิลายติ มีความว่า หลังของเรา ย่อม
เมื่อย เพราะมีเวทนากล้า ด้วยการนั่งนาน.
หลายบทว่า ตมหํ อายมิสฺสามิ มีความว่า เราจักเหยียดหลังนั้น.
ความรู้จิตของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้บ้าง ใจของท่าน
เป็นอย่างนั้นบ้าง ดังนี้ แล้วแสดงธรรมพอเหมาะเจาะแก่จิตของผู้อื่นนั้น ชื่อ
ว่า การพร่ำสอนมีการดักใจเป็นอัศจรรย์.
บทว่า มมานุกุพฺพํ มีความว่า เมื่อทำกิริยาเลียนเรา.
บทว่า กปโณ ความว่า ถึงทุกข์แล้ว .
บทว่า มหาวราหสฺส ความว่า เมื่อพญาช้าง.
บทว่า มหึ วิกุพฺพโต ความว่า ทำลายแผ่นดิน.
สองบทว่า ภึสํ ฆสานสฺส ความว่า เคี้ยวกินเหง้า (บัว).
ในคำว่า นทีสุ ชคฺคโต นี้ มีเนื้อความว่า ได้ยินว่า พญาช้าง
นั้น เมือลงสู่สระโบกขรณี อันมีนามว่า นที นั้น เล่นอยู่ในเวลาเย็น ชื่อ
ว่ายังราตรีทั้งปวงให้ผ่านไป คือทำความเป็นผู้ตื่น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เล่นอยู่ในน้ำ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยองค์แห่งทูตเป็นต้น]
บทว่า สุตา ได้แก่ ผู้ฟัง.
บาทคาถาว่า อสนฺทิทฺโธ จ อกฺขาติ มีความว่า เป็นผู้ไม่มีความ
สงสัยบอกเล่า คือผู้บอกประกอบด้วยอำนาจแห่งถ้อยคำอันสืบต่อกันตามลำดับ.
เทวทัตจะเกิดในอบาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นชาวอบาย. เธอเป็นชาวนรก
ก็เหมือนกัน. เทวทัตจักตั้งอยู่ตลอดกัป (ในนรก) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัป.
บัดนี้ เทวทัต แม้พระพุทธเจ้าตั้งพันองค์ ก็ไม่อาจแก้ไขได้ เพราะ
ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่า อเตกิจฺโฉ ผู้อันพระพุทธเจ้าเยียวยาไม่ได้.
หลายบทว่า มา ชาตุ โกจิ โลกสฺมึ มีความว่า แม้ในกาล
ไหน ๆ สัตว์ไร ๆ อย่า (เกิด) ในโลกเลย.
บทว่า อุปปชฺชถ ได้แก่ เกิด.
บาทคาถาว่า ชลํว ยสสา อฏฺฐา มีความว่า เทวทัตตั้งอยู่ประหนึ่ง
ผู้รุ่งเรื่องด้วยยศ.
บาทคาถาว่า ทวทตฺโตติ เม สุตํ มีความว่า แม้คำที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงสดับแล้วว่า เทวทัตเป็นเช่นนี้ ก็มีอยู่, คำว่า เทวทัตตั้งอยู่
ประหนึ่งผู้รุ่งเรื่องด้วยยศ นี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าว หมายเอาคำที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับแล้วนั่นแล.
ในคำว่า โส ปมาทํ อนุจิณฺโณ นี้ มีความว่า เทวทัตนั้นย่อม
สร้างสมความประมาท เพราะฉะนั้น เธอจึงชื่อว่าผู้สร้างสมเนือง ๆ อธิบายว่า
ความประมาทอันเธอไม่ละเสีย.
สองบทว่า อาสชฺช นํ มีความว่า ถึงหรือว่าเบียดเบียนพระตถาคต
นั่น ด้วยจิตลามก.
ส่วนคำว่า อวีจินิรยํ ปตฺโต นี้ เป็นคำกล่าวเนื้อความที่ล่วงไป
แล้ว เป็นไปในความหวัง.
บทว่า เภสฺมา คือนำภัยมา.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยสังฆราชี ]
ข้อว่า เอกโต อุปาลิ เอโถ มีความว่า ในฝ่ายธรรมวาทีมีรูป
เดียว.
ข้อว่า เอกโต เทฺว ความว่า ในฝ่ายอธรรมวาที มี ๒ รูป.
ข้อว่า จตุตฺโถ อนุสาเวติ สลากํ คาเหติ มีความว่า อธรรม-
วาทีเป็นรูปที่ ๔ คิดว่า เราจักทำลายสงฆ์.
บทว่า อนุสาเวติ ความว่า ประกาศให้ผู้อื่นพลอยรับรู้. อธิบายว่า
เธอประกาศเภทกรวัตถุ ๑๘ ประการอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดง
ธรรมว่า ธรรม ดังนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า ทั้งพวกท่าน ทั้งพวกเรา ไม่มี
ความกลัวต่อนรกเลย ทางแห่งอเวจี แม้พวกเราก็ไม่ได้ปิดไว้ พวกเราไม่
กลัวต่ออกุศล ก็ถ้าว่า ข้อนี้ พึงเป็นสภาพมิใช่ธรรม หรือข้อนี้ พึงเป็นสภาพ
มิใช่วินัย หรือว่า ข้อนี้ไม่พึงเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาไซร้; เราทั้งหลาย
ไม่พึงถือเอา.
ข้อว่า สลากํ คาเหติ มีความว่า ก็แลครั้นประกาศอย่างนี้แล้ว
จึงบอกให้จับสลากว่า ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้, ท่านทั้งหลายจงชอบใจ
สลากนี้.
แม้ในบททั้งหลายว่า เอกโต อุปาลิ เทฺว โหนิติ เป็นอาทิ ก็
มีนัยเหมือนกัน.
ข้อว่า เอวํ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ เจว โหติ สงฺฆเภโท จ
มีความว่า ความร้าวรานแห่งสงฆ์ด้วย ความแตกแห่งสงฆ์ด้วย ย่อมมี ด้วย
เหตุเพียงให้จับสลากอย่างนี้, ก็แต่ว่า สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันแล้ว ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ก็หาไม่.
ในคำนี้ว่า อุบาลี ภิกษุแล ผู้ปกตัตต์ มีสังวาสเสมอกันตั้งอยู่ใน
สีมาเสมอกัน . จึงทำลายสงฆ์ได้ ดังนี้ พึงมีคำถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น
พระเทวทัต ชื่อว่า ปกตัตต์อย่างไร พระเทวทัตไม่ใช่ผู้ปกตัตต์ก่อน เพราะ
เธอให้ฆ่าพระราชา และเพราะเธอทำโลหิตุปบาทอย่างไรเล่า ?
ข้าพเจ้าขอกล่าวในคำถามนี้ว่า การให้ฆ่าพระราชา ชื่อว่าไม่มี เพราะ
คำสั่งบังคับคลาดเสียก่อน, จริงอยู่ คำสั่งบังคับของพระเทวทัตนั้นอย่างนี้ว่า
กุมาร ถ้ากระนั้น ท่านจงฆ่าพระบิดาแล้ว เป็นพระราชาเถิด เราจักฆ่าพระผู้-
มีพระภาคเจ้าแล้ว เป็นพระพุทธเจ้า, แต่กุมารเป็นพระราชาแล้ว จึงยังพระบิดา
ให้สิ้นชีพในภายหลัง; การให้ฆ่าพระราชา ชื่อว่าไม่มี เพราะคำสั่งบังคับคลาด
เสียก่อน ด้วยประการฉะนี้.
ส่วนความเป็นอภัพบุคคล ซึ่งมีโลหิตุปบาทเป็นปัจจัย พระผู้มี-
พระภาคเจ้ามิได้ตรัสแล้ว ในเมื่อโลหิตุปบาท พอพระเทวทัตทำแล้ว เท่านั้น.
อันข้อที่พระเทวทัตนั้นเป็นอภัพบุคคล เว้นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเสียแล้ว
ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะยกขึ้นได้. ส่วนคำว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ยังโลหิต
ให้ห้อขึ้น เป็นอนุปสัมบันไม่พึงให้อุปสมบท เป็นอุปสันบัน พึงให้ฉิบหาย
เสีย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสภายหลังแต่สังฆเภท; เพราะเหตุนั้น สงฆ์ชื่อ
ว่าอันพระเทวทัตผู้ปกตัตต์ทำลายแล้ว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยสังฆเภท]
วินิจฉัยในเภทกรวัตถุ ๑๘ ประการ มีข้อว่า แสดงอธรรมว่าธรรม
เป็นต้น.
โดยสุตตันตปริยายก่อน. กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าธรรม. อกุศลกรรม
บถ ๑๐ ชื่อว่าอธรรม.
อนึ่ง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน
๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า
ธรรม. ข้อนี้ คือ สติปัฏฐาน ๓ สัมมัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖
พละ ๖ โพชฌงค์ ๘ มรรคมีองค์ ๙ ชื่อว่าธรรม.
อนึ่ง ข้อนี้ คือ อุปาทาน ๔ นีวรณ์ ๕ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘
ชื่อว่าอธรรม. ข้อนี้ คือ อุปาทาน ๓ นีวรณ์ ๔ อนุสัย ๖ มิจฉัตตะ ๗ ชื่อ
ว่าอธรรม.
บรรดาธรรมและอธรรมนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้ถือเอาส่วนคืออธรรมอัน
หนึ่ง บางข้อบางอย่าง กล่าวอยู่ซึ่งอธรรมนั้นว่า นี้เป็นธรรม ด้วยทำในใจ
ว่า เราจักทำอธรรมนี้ว่าธรรม ด้วยประการอย่างนี้ สกุลแห่งอาจารย์ของพวก
เราจักยอดเยี่ยม, และพวกเราจักเป็นคนมีหน้ามีตาในโลก ชื่อว่าแสดงอธรรม
ว่า ธรรม
เมื่อถือเอาส่วนอันหนึ่ง ในส่วนแห่งธรรมทั้งหลายกล่าวอยู่ว่า นี้เป็น
อธรรม อย่างนั้นนั่นแล ชื่อว่าแสดงธรรมว่า มิใช่ธรรม
โดยวินัยปริยาย ส่วนกรรมที่พึงโจทแล้วให้ ๆ การแล้วทำตาม
ปฏิญญา ด้วยวัตถุที่เป็นจริง ชื่อว่าธรรม. กรรมที่ไม่โจท ไม่ให้ ๆ การ
ทำด้วยไม่ปฏิญญา ด้วยวัตถุไม่เป็นจริง ชื่อว่าอธรรม
โดยสุตตันตปริยาย ข้อนี้ คือ ราควินัย โทสวินัย โมหวินัย สังวร
ปหานะ การพิจารณา ชื่อว่าวินัย. ข้อนี้ คือ ความไม่กำจัดกิเลสมีราคะเป็น
ต้น ความไม่สำรวม ความไม่ละ การไม่พิจารณา ชื่อว่าอวินัย.
โดยวินัยปริยาย ข้อนี้ คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนา
สมบัติ สีมาสมบัติ ปริสสมบัติ ชื่อว่าวินัย. ข้อนี้ คือ วัตถุวิบัติ ฯลฯ
ปริสวิบัติ ชื่อว่าอวินัย.
โดยสุตตันตปริยาย คำนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘
ชื่อว่าอันพระตถาคตทรงภาษิตแล้ว ตรัสแล้ว. คำนี้ว่า สติปัฎฐาน ๓ ฯลฯ
มรรคมีองค์ ๙ ชื่อว่าอันพระตถาคตไม่ทรงภาษิตแล้ว ไม่ตรัสแล้ว.
โดยวินัยปริยาย คำนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ชื่อว่าอัน พระตถาคตทรงภาษิตแล้ว . ตรัสแล้ว คำนี้ว่า
ปาราชิก ๓ สังฆาทิเสส ๑๔ อนิยต ๓ นิสสิคคิยปาจิตตีย์ ๓๑ ชื่อว่าอันพระ-
ตถาคตไม่ทรงภาษิตแล้ว ไม่ตรัสแล้ว.
โดยสุตตันตปริยาย ข้อนี้ คือ การเข้าผลสมาบัติ การเข้ามหากรุณา
สมาบัติ การเล็งดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุทุกวัน การแสดงสุตตันตะ การตรัส
ชาดกเนื่องด้วยความเกิดเรื่องขึ้น ชื่อว่าอันพระตถาคตทรงประพฤติเสมอ. ข้อ
นี้ คือ การไม่เข้าผลสมาบัติทุกวัน ฯลฯ การไม่ตรัสชาดก ชื่อว่าอันพระ-
ตถาคตไม่ทรงประพฤติเลย.
โดยวินัยปริยาย ข้อนี้ คือ การอยู่จำพรรษาแล้ว บอกลาแล้ว จึง
หลีกไปสู่ที่จาริก ของภิกษุผู้รับนิมนต์แล้ว การปวารณาแล้วจึงหลีกไปสู่ที่จาริก
ความทำการต้อนรับก่อนกับภิกษุอาคันตุกะ ชื่อว่าอันพระตถาคตทรงประพฤติ
เสมอ ความไม่กระทำกิจมีไม่บอกลาก่อนเที่ยวไปสู่ที่จาริกนั้นนั่นแล ชื่อว่า
อันพระตถาคตไม่ทรงประพฤติและ
โดยสุตตันตปริยาย ข้อนี้ คือ สติปัฎฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘
ชื่อว่าอันพระตถาคตทรงบัญญัติแล้ว. ข้อนี้ คือ สติปัฏฐาน ๓ ฯลฯ มรรค
มีองค์ ๙ ชื่อว่าอันพระตถาคตไม่ทรงบัญญัติแล้ว.
โดยวินัยปริยาย ข้อนี้ คือ ปาราชิก ๔ ฯลฯ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐
ชื่อว่าอันพระตถาคตทรงบัญญัติแล้ว. ข้อนี้ คือ ปาราชิก ๓ ฯลฯ นิสสัคคีย-
ปาจิตตีย์ ๓๑ ชื่อว่าอันพระตถาคตไม่ทรงบัญญัติแล้ว.
อนาบัติที่พระตถาคตตรัสแล้วในสิกขาบทนั้น ๆ ว่า ไม่เป็นอาบัติแก่
ภิกษุผู้ไม่รู้ ผู้ไม่มีไถยจิต ผู้ไม่ประสงค์จะให้ตาย ผู้ไม่ประสงค์จะอวด ผู้
ไม่ประสงค์จะปล่อย ชื่อว่าอนาบัติ อาบัติที่พระตถาคตตรัสแล้วโดยนัยเป็นต้น
ว่า เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รู้อยู่ ผู้มีไถยจิต ชื่อว่าอาบัติ. อาบัติ ๕ กอง ชื่อว่า
อาบัติเบา. อาบัติ ๒ กอง ชื่อว่าอาบัติหนัก. อาบัติ ๖ กอง ชื่อว่าอาบัติมี
ส่วนเหลือ. กองอาบัติปาราชิกกองเดียว ชื่อว่าอาบัติไม่มีส่วนเหลือ. อาบัติ ๒
กอง ชื่อว่าอาบัติชั่วหยาบ. อาบัติ ๕ กอง ชื่อว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ.
ก็ในธรรมและอธรรมเป็นต้น ที่กล่าวแล้วโดยวินัยปริยายนี้ ภิกษุผู้
กล่าวอยู่ซึ่งธรรมมีประการดังกล่าวแล้วว่า นี้ไม่ใช่ธรรม โดยนัยก่อนนั่นแล
ชื่อว่าแสดงธรรมว่า มิใช่ธรรม.
เมื่อกล่าวอยู่ซึ่งข้อที่มิใช่วินัยว่า นี้เป็นวินัย ชื่อว่า แสดงข้อที่มิใช่
วินัยว่า วินัย ฯลฯ เมื่อกล่าวอยู่ซึ่งอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ
ชื่อว่าแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ.
ครั้นแสดงอธรรมว่า เป็นธรรม ฯลฯ หรือครั้นแสดงอาบัติไม่ชั่ว
หยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนั้นแล้ว ได้พวกแล้วกระทำสังฆกรรม ๔
อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นแผนก ในสีมาเดียวกัน สงฆ์ชื่อว่าเป็นอันภิกษุเหล่านั้น
ทำลายแล้ว .
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
ย่อมแตกไปเพราะเภทกรวัตถุ ๑๘ ประการนี้ เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกสฺสนฺติ มีความว่า ย่อมแย่ง คือ
ย่อมแบ่งซึ่งบริษัท ได้แก่ย่อมคัดบริษัทให้ลุกไปนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
บทว่า อวปกาสนฺติ มีความว่า ย่อมยุยงอย่างยิ่ง คือ ภิกษุทั้งหลาย
จะเป็นผู้ไม่ปรองดองกันโดยประการใด ย่อมกระทำโดยประการนั้น.
บทว่า อาเวณิกํ คือ แผนกหนึ่ง.
ข้อว่า เอตฺตาวตา โข อุปาลิ สงฺโฆ ภินฺโน โหติ มีความ
ว่า ครั้นเมื่อภิกษุทั้งหลาย แสดงวัตถุอันใดอันหนึ่งแม้วัตถุอันเดียว ใน
เภทกรวัตถุ ๑๘ แล้ว ให้ภิกษุทั้งหลายหมายรู้ด้วยเหตุนั้น ๆ ว่า ท่านทั้ง-
หลายจงจับสลากนี้ ท่านจงชอบใจสลากนี้ ดังนี้ ให้จับสลากแล้ว ทำสังฆกรรม
แผนกหนึ่ง อย่างนั้นแล้ว สงฆ์ย่อมเป็นอันแตกกัน. ส่วนในคัมภีร์บริวาร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อุบาลี สงฆ์ย่อมแตกกันด้วยอาการ* ๕ เป็นอาทิ.
คำนั้นกับลักษณะแห่งสังฆเภทนี้ ที่ตรัสในสังฆเภทักขันธกะนี้ โดยใจความไม่
มีความแตกต่างกัน. และข้าพเจ้าจักประกาศข้อแตกต่างกันแห่งคำนั้น ในคัมภีร์
บริวารนั้นแล.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนั้นแล.
สังฆเภทักขันธกวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

วัตตักขันธก วรรณนา
[วินิจฉัยในวัตตักขันธกะ]
วินิจฉัยในวัตตักขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงที่ใกล้อุปจารสีมา ด้วยพระพุทธพจน์นี้ว่า
บัดนี้ เราจักเข้าสู่อาราม; เพราะฉะนั้น ภิกษุถึงอุปจารสีมาแล้ว พึงทำคารวกิจ
ทั้งปวง มีถอดรองเท้าเป็นต้น.
บทว่า คเหตฺวา ได้แก่ ใช้ไม้เท้าคอนรองเท้าไป.
บทว่า ปฏิกฺกมนฺติ ได้แก่ ประชุมกัน.
หลายบทว่า อุปาหนปุญฺฉนโจฬนํ ปุจฺฉิตฺวา อุปาหนา ปุญฺฉิ-
ตพฺพา มีความว่า พึงถามภิกษุทั้งหลายผู้เจ้าถิ่นว่า ผ้าเช็ดรองเท้าอยู่ที่ไหน.
บทว่า วิสชฺเชตพฺพํ คือ พึงผึ่งไว้.
ข้อว่า โคจโร ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า พึงถามถึงที่เที่ยว เพื่อ
ภิกษาอย่างนี้ว่า โคจรคามอยู่ใกล้หรือไกล. ภิกษุพึงเที่ยวบิณฑบาตแต่เช้า
หรือสาย ? ดังนี้ . บ้านของพวกมิจฉาทิฏฐิก็ดี บ้านที่มีภิกษาเขาจำกัดไว้ก็ดี
ชื่อว่า อโคจร.
ภิกษาในบ้านใด เขาถวายแก่ภิกษุรูปเดียวหรือ ๒ รูป บ้านแม้นั้น
ก็ควรถาม.
หลายบทว่า ปานียํ ปุจฺฉิตพฺพํ, ปริโภชนียํ ปุจฺฉิตพฺพํ มี
ความว่า พึงถามถึงน้ำใช้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ย่อมดื่มน้ำที่ควรดื่มแห่ง
สระนี้ ทั้งทำการใช้สอย มีอาบเป็นต้นด้วยหรือ ? สัตว์ร้ายหรือเหล่าอมนุษย์
ย่อมมีในสถานบางตำบล, เพราะฉะนั้น จึงควรถามว่า ควรเข้าไปเวลาไร ?
ควรออกมาเวลาไร ?
สองบทว่า พหิ ฐิเตน มีความว่า เห็นทางของงูหรือของอมนุษย์
กำลังออกไป พึงยืนดูอยู่ข้างนอก.
หลายบทว่า สเจ อุสฺสหติ โสเธตพฺโพ มีความว่า ถ้าว่าตน
สามารถ, พึงชำระสำนักทั้งหมดให้สะอาด, เมื่อไม่สามารถ พึงจัดแจงโอกาส
เป็นที่อยู่ของตน.
ก็แลในธรรมเนียมแห่งการชำระสำนักให้สะอาด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว สำหรับภิกษุผู้สามารถชำระสำนักทั้งหมดให้สะอาด พึงทราบ
วินิจฉัย ตามนัยที่กล่าวแล้วในมหาขันธกะนั่นแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[อาวาสิกวัตร]
วินิจฉัยในอาวาสิกวัตร พึงทราบดังนี้:-
เมื่ออาคันตุกะผู้แก่กว่ามา พึงงดจีวรกรรมหรือนวกรรมเสีย ทำกิจ
ทั้งปวง มีอาทิอย่างนี้ว่า พึงแต่งตั้งอาสนะ ดังนี้ กำลังกวาดลานเจดีย์ พึง
เก็บไม้กวาดเสีย เริ่มทำวัตรแก่เธอ.
หากว่า อาคันตุกะเป็นผู้ฉลาด. เธอจักกล่าวว่า จงกวาดลานเจดีย์
เสียก่อนเถิด ผู้มีอายุ.
อนึ่ง กำลังทำยาเพื่อคนไข้อยู่ ถ้าว่า คนไข้ไม่ทุรนทุรายนัก, พึงงด
ทำไว้ ทำวัตรเสียก่อน, แต่สำหรับ ไข้หนัก ต้องทำยาก่อน ถ้าอาคันตุกะเป็น
ผู้ฉลาด, เธอจักกล่าวว่า จงทำยาเสียก่อน.
เมื่อถามถึงน้ำฉัน ถ้าว่า อาคันตุกะดื่มน้ำที่นำมาแล้วครั้งเดียวหมด,
พึงถามท่านว่า ผมจักต้องนำมาอีกไหม ?
อนึ่ง พึงพัดท่านด้วยพัด. เมื่อพัด พึงพัดที่หลังเท้าครั้งหนึ่งกลางตัว
ครั้งหนึ่ง ศีรษะครั้งหนึ่ง. เธออันท่านกล่าวว่า พอหยุดเถิดพึงพัดให้อ่อนลง.
เธออันท่านกล่าวว่า พอละ พึงพัดให้อ่อนลงกว่านั้น. ท่านกล่าวถึงครั้งที่ ๓
พึงวางพัดเสีย. พึงล้างเท้าของท่าน. ครั้นล้างแล้ว ถ้าน้ำมันของตนมี, พึงทา
ด้วยน้ำมัน. ถ้าไม่มี, พึงทาด้วยน้ำมันของท่าน. ส่วนการเช็ดรองเท้า พึงทำ
ตามความชอบใจของตน. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สเจ
อุสฺสหติ. เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็นอาบัติ แม้แก่ภิกษุผู้ไม่เช็ดรองเท้า.
เธออันท่านถามว่า เสนาสนะถึงแก่เราที่ไหน ? พึงจัดแจง เสนาสนะ อธิบาย
ว่า พึงบอกอย่างนี้ว่า เสนาสนะที่ถึงแก่ท่าน ดังนี้. แลสมควรแท้ ที่จะตบ
เสียก่อน จึงปูลาด.
วินิจฉัยในวัตรของอาคันตุกะผู้นวกะ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า ปานียํ อาจิกฺขิตพฺพํ มีความว่า ภิกษุผู้เจ้าถิ่น พึงบอก
ว่า ท่านจงถือเอาน้ำนั้นดื่ม ดังนี้. แม้ในน้ำใช้ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. คำที่เหลือ
เหมือนคำก่อนนั่นแล.
จริงอยู่ ภิกษุเจ้าถิ่นจะไม่ทำวัตรแก่อาคันตุกะ ผู้มาถึงสำนักของตน
แม้ในอาวาสใหญ่ ย่อมไม่ได้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ คมิกวัตร]
วินิจฉัยในคมิกวัตร พึงทราบดังนี้:-
บทว่า ทารุภณฺฑํ ได้แก่ เตียงและตั่งเป็นต้น ที่กล่าวแล้วในเสนา-
สันกขันธกะ. แม้ภัณฑะดิน ก็ได้แก่ภาชนะสำหรับย้อมเป็นต้น ภัณฑะทั้งปวง
มีประเภทดังกล่าวแล้วในเสนาสนักขันธกะนั่นแล.
ภัณฑะทั้งปวงนั้น อันภิกษุผู้เตรียมจะไป พึงเก็บไว้ที่โรงไฟหรือใน
ที่อื่นซึ่งคุ้มได้แล้วจึงไป. จะเก็บไว้ในเงื้อมที่ฝนไม่รั่วก็ควร.
วินิจฉัยในคำว่า เสนาสนํ อาปุจฺฉิตพฺพํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
เสนาสนะใด สร้างไว้บนศิลาดาดหรือบนเสาศิลา, ปลวกทั้งหลายขึ้น
ไม่ได้ในเสนาสนะใด, ไม่เป็นอาบัติ แม้แก่ภิกษุผู้ไม่บอกมอบเสนาสนะนั้น.
คำว่า จตูสุ ปาสาณเกสุ เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อ
แสดงอาการที่จะพึงกระทำ ในเสนาสนะมีบรรณศาลาเป็นต้น อันเป็นสถานที่
เกิดแห่งปลวกทั้งหลาย.
ข้อนี้ว่า บางที แม้ส่วนทั้งหลาย จะพึงเหลืออยู่บ้าง ดังนี้ เป็น
อานิสงส์ในเสนาสนะที่ตั้งไว้กลางแจ้ง.
ส่วนในเรือนที่ฝนรั่วได้ เมื่อหญ้าและก้อนดินตกลงข้างบน (แห่งเตียง
และตั่ง) แม้ส่วนทั้งหลายแห่งเตียงและตั่ง ย่อมฉิบหายไป

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[เรื่องอนุโมทนา]
วินิจฉัยในเรื่องอนุโมทนา พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า อิทธํ อโหสิ มีความว่า ภัตได้เป็นของถึงพร้อมแล้ว.
ข้อว่า จตูหิ ปญฺจหิ มีความว่า เมื่อพระสังฆเถระนั่งแล้วเพื่อต้อง
การจะอนุโมทนา ภิกษุ ๔ รูปพึงนั่งตามลำดับข้างท้าย. เมื่อพระอนุเถระนั่ง
แล้ว พระมหาเถระพึงนั่ง และภิกษุ ๓ รูปพึงนั่งข้างท้าย. เมื่อภิกษุรูปที่ ๕
นั่งแล้ว ภิกษุ ๔ รูปพึงนั่งข้างบน. เมื่อภิกษุหนุ่มข้างท้าย อันพระสังฆเถระแม้
เชิญแล้ว ภิกษุ ๔ รูป พึงนั่งตั้งแต่พระสังฆเถระลงมาทีเดียว.
ก็ถ้าว่า ภิกษุผู้อนุโมทนากล่าวว่า ไปเถิด ท่านผู้เจริญ ไม่มีกิจที่จะ
ต้องคอย ดังนี้ ควรไป. เมื่อพระมหาเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พวกเราจะไปละ
เธอกล่าวว่า นิมนต์ไปเถิด, แม้อย่างนี้ ก็ควรไป.
พระมหาเถระแม้ทำความผูกใจว่า พวกเราจักคอยอยู่นอกบ้านดังนี้ ไป
ถึงนอกบ้านแล้ว แม้จะสั่งนิสิตของตนว่า เธอทั้งหลายจงคอยความมาของภิกษุ
นั้น ดังนี้ แล้วไปเสีย ควรเหมือนกัน.
แต่ถ้าชาวบ้านให้ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งตนพอใจ ทำการอนุโมทนา หาเป็น
อาบัติแก่ภิกษุนั้น ผู้อนุโมทนาอยู่ไม่, ไม่เป็นภาระแก่พระมหาเถระ.
จริงอยู่ เพราะในอุปนิสินนกถา ต้องเรียนพระเถระก่อนในเมื่อชนทั้ง-
หลายให้กล่าว. ส่วนภิกษุที่พระมหาเถระเชิญเพื่ออนุโมทนาแทน ภิกษุทั้งหลาย
ต้องคอย. นี้เป็นลักษณะในเรื่องอนุโมทนานี้.
บทว่า วจฺจิโต มีความว่า พระเถระเกิดปวดอุจจาระ, อธิบายว่า
ผู้อันอุจจาระบีบคั้นแล้ว.