พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยขึ้นต้นไม้]
ข้อว่า สติ กรณีเย มีความว่า เมื่อมีกิจที่จะต้องถือเอาฟืนแห้ง
เป็นต้น.
บทว่า โปริสิยํ ความว่า อนุญาตให้ภิกษุขึ้นต้นไม้ประมาณแค่ตัว
บุรุษ.
ข้อว่า อาปทาสุ มีความว่า ภิกษุเห็นอันตรายมีสัตว์ร้ายเป็นต้น
หรือเป็นผู้หลงทาง หรือเป็นผู้ใคร่จะมองดูทิศ หรือเห็นไฟป่าลามมา หรือ
เห็นห้วงน้ำหลากมา ในอันตรายเห็นปานนี้ จะขึ้นต้นไม้แม้สูงเกินประมาณ
ก็ควร.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยคัมภีร์ทางโลก]
บทว่า กลฺยาณวากฺกรณา ได้แก่ เป็นผู้มีเสียงไพเราะ.
สองบทว่า ฉนฺทโส อาโรเปม มีความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะยก
พระพุทธวจนะขึ้นสู่ทางแห่งการกล่าวด้วยภาษาสันสกฤตเหมือนเวท*.
โวหารที่เป็นของชาวมคธ มีประการอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว
ชื่อภาษาเดิม ในคำว่า สกาย นิรุตฺติยา นี้.
คัมภีร์เดียรถีย์ ซึ่งประกอบด้วยเหตุอันไร้ประโยชน์ มีอาทิอย่างนี้ว่า
สิ่งทั้งปวงเป็นเดน เพราะเหตุนี้ และนี้ สิ่งทั้งปวงไม่เป็นเดน เพราะเหตุนี้
และนี้ กาเผือก เพราะเหตุนี้ และนี้ นกยางดำ เพราะเหตุนี้ และนี้ ดังนี้
ชื่อคัมภีร์อันเนื่องด้วยโลก.
* คือแต่งเป็นกาพย์กลอนเป็นโศลกเหมือนคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์.
สองบทว่า อนฺตรา อโหสิ มีความว่า ธรรมกถา ได้เป็นเรื่อง
ขาดตอน คือ ได้ถูกเสียงนั้นกลบเสีย.
บทว่า อาพาธปฺปจฺจยา มีความว่า กระเทียมเป็นยาเพื่ออาพาธใด
เพราะปัจจัย คืออาพาธนั้น.
วินิจฉัยในข้อว่า ปสฺสาวปาทุกํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุจะทำเขียงรองเหยียบ ด้วยอิฐก็ดี ด้วยศิลาก็ดี ด้วยไม้ก็ดี ควรอยู่.
แม้ในวัจจปาทุกา ก็มีนัยเหมือนกัน.
บทว่า ปริเวณํ ได้แก่ ร่วมในแห่งเครื่องล้อมแห่งเวจกุฎี.
ข้อว่า ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ มีความว่า ในวัตถุแห่งทุกกฏ
พึงปรับทุกกฏ ในวัตถุแห่งปาจิตตีย์ พึงปรับปาจิตตีย์.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยของโลหะเป็นต้น]
ของโลหะที่เขาทำไว้ เพื่อประหาร เรียกว่า เครื่องประหาร.
ความว่า คำว่า เครื่องประหารนั้น เป็นชื่อของสิ่งของที่นับว่าอาวุธ
ชนิดใดชนิดหนึ่ง, เราอนุญาตของโลหะทั้งปวงอื่น นอกจากเครื่องประหารนั้น.
ในคำว่า กตกญฺจ กุมฺภการิกญฺจ นี้ มีวินิจฉัยว่า เครื่อง
เช็ดเท่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วแล.
กุฎีทำด้วยดินล้วน ดังกุฎีของพระธนิยะ เรียกว่า กุมภการิกา. คำที่
เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนั้นแล.
ขุททกวัตถุขันธกวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

เสนาสนักขันธกวรรณนา
[วินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ]
วินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า เสนาสนะเป็นของยังมิได้ทรงบัญญัติ ได้แก่ เป็นของ
ยังมิได้อนุญาต .
ที่อยู่ที่เหลือ พ้นจากเรือนมุงแถบเดียวเป็นต้นไป ชื่อวิหาร.
เรือนมุงแถบเดียวนั้น ได้แก่ เรือนที่โค้งดังปีกครุฑ.
ปราสาทนั้น ได้แก่ ปราสาทยาว.
เรือนโล้นนั้น ได้แก่ ปราสาทนั่งเอง แต่มีเรือนยอดตั้งอยู่บนพื้น
บนอากาศ.
ถ้ำ นั้น ได้แก่ ถ้ำอิฐ ถ้ำศิลา ถ้ำไม้ ถ้ำดิน
คำว่า เพื่อสงฆ์ทั้ง ๔ ทิศที่มาแล้ว และยังไม่มา คือเพื่อสงฆ์
ผู้อยู่ใน ๔ ทิศ ทั้งที่มาแล้ว ทั้งที่ยังมิได้มา.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยวิหารทาน]
วินิจฉัยในอนุโมทนาคาถา พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า เย็น ร้อน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าด้วยอำนาจฤดูผิด
ส่วนกัน.
ลมเจือหยาดน้ำ ท่านเรียกว่า ลมในสิสิรฤดู ในคำนี้ว่า สิสิเร จาปิ
วุฎฐิโย.
ฝนนั้น คือ ฝนที่เกิดแต่เมฆโดยตรงนั่นเอง.
บทเหล่านี้ทั้งหมด พึงประกอบกับบทนี้เทียวว่า ปฏิหนติ.
บทว่า ปฏิหญฺญติ ได้แก่ ลมและแดดอันวิหารย่อมป้องกัน.
บทว่า เลณตถ คือ เพื่อหลีกเร้นอยู่.
บทว่า สุขตถํ คือ เพื่อความอยู่สบาย เพราะไม่มีอันตราย มีเย็น
เป็นต้น .
สองบทนี้ว่า ฌายิตุญจ วิปสสิตุํ พึงประกอบกับบทนี้เทียวว่า
สุขตถญฺจ.
จริงอยู่ ท่านกล่าวคำอธิบายดังนี้ :-
การถวายวิหาร เพื่อความสุข. การถวายวิหารเพื่อความสุข เป็นไฉน ?
ความสุขใด มีเพื่อเพ่งพินิจ และเพื่อเห็นแจ้ง, การถวายวิหารเพื่อความสุขนั้น.
อีกประการหนึ่ง สองบทว่า ฌายิตุญฺจ วิปสสิตุ นี้ พึงประกอบ
กับบทหลังบ้างว่า ถวายวิหารเพื่อเพ่งพินิจ และเพื่อเห็นแจ้ง.
การถวายวิหารแก่สงฆ์ ของทายกผู้ถวายด้วยตั้งใจว่า ภิกษุทั้งหลาย
จักเพ่งพินิจ จักเห็นแจ้ง ในกุฎีนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย สรรเสริญว่าเลิศ. จริง
อยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดำนี้ว่า ผู้ใดให้ที่อยู่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ครบทุกอย่าง.
จริงอยู่ การถวายวิหาร ท่านผู้รู้ทั้งหลายสรรเสริญว่าเลิศ เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงประพันธ์คาถาว่า ตสฺมา หิ ปณฑิโต โปโส.
คำว่า วาสเยตถ พหุสสุเต มีความว่า พึงนิมนต์ภิกษุทั้งหลาย
ผู้เป็นพหูสูตด้วยการเล่าเรียน และผู้เป็นพหูสูตด้วยความตรัสรู้ ให้อยู่ในวิหาร.
นี้.
หลายบทว่า เตสํ อนฺนญฺจ เป็นต้น มีความว่า ข้าว น้ำ ผ้า
และเสนาสนะ มีเตียงตั่งเป็นต้น อันใด สมควรแก่ภิกษุเหล่านั้น, พึงมอบถวาย
ปัจจัยทั้งปวงนั้น ในภิกษุเหล่านั้น ผู้ซื่อตรง คือมีจิตไม่คดโกง
บทว่า ทเทยฺย คือ พึงมอบถวาย (หรือเพิ่มถวาย).
ก็แล พึงถวายปัจจัยนั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใส ไม่ยังความเลื่อมใสแห่ง
จิตให้คลายเสีย. จริงอยู่ ทายกนั้นจะรู้ทั่วถึงธรรมใดในพระศาสนานี้แล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรมนั้น ซึ่ง
เป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง แก่เขาผู้มีจิตผ่องใสอย่างนั้น ฉะนี้แล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยลายยูเป็นต้น]
วินิจฉัยในคำว่า อาวิญฉนฉิททํ อาวิญฉนชฺชุํ นี้ มีความว่า
ขึ้นชื่อว่าเชือก แม้ถ้าเป็นของที่ทำด้วยหางเสือ ควรแท้. เชือกบางอย่างไม่
ควรหามิได้.
ดาล ๓ ชนิดนั้น ได้แก่ กุญแจ ๓ อย่าง.
วินิจฉัยในคำว่า ยนตกํ สูจิกํ นี้ว่า ภิกษุควรทำกุญแจยนต์ที่ตน
รู้จัก และลูกกุญแจสำหรับไขกุญแจยนต์นั้น.
ที่ชื่อว่าหน้าต่างสอบบน คล้ายเวทีแห่งเจดีย์
ที่ชื่อว่าหน้าต่างตาข่าย ได้แก่ หน้าต่างที่ขึงข่าย.
มีชื่อว่าหน้าต่างซี่ ได้แก่ หน้าต่างลูกรง.
ในคำว่า จกกลิกํ นี้ มีความว่า เราอนุญาตให้ผูกผ้าเล็ก ๆ คล้าย
ผ้าเช็ดเท้า.
คำว่า วาตปานภิสิกํ มีความว่า เราอนุญาตให้ทำเสื่อ ได้ขนาด
หน้าต่างผูกไว้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยเตียงและตั่ง]
บทว่า มิฒึ ได้แก่ กระดานตั่ง
บทว่า วิทลมญฺจํ ได้แก่ เตียงหวาย หรือเตียงที่สานด้วยดอกใม้ไผ่.
ตั่ง ๔ เหลี่ยมจตุรัส เรียกว่า อาสันทิกะ.
จริงอยู่ ตั่งยาวด้านเดียวเท่านั้น มีเท้า ๘ นิ้ว จึงควร ส่วนตั่ง ๔
เหลี่ยมจตุรัส พึงทราบว่า แม้เกินประมาณก็ควร เพราะพระบาลีว่า เรา
อนุญาตตั่ง ๔ เหลี่ยมจตุรัสแม้สูง.
เตียงที่ทำพนักพิง ๓ ด้าน ชื่อสัตตังคะ. แม้สัตตังคะนี้ ถึงเกิน
ประมาณก็ควร.
ตั่งที่ทำเสร็จด้วยหวายล้วน เรียกว่า ภัททปีฐะ.
เฉพาะตั่งที่ขึงด้วยผ้าเก่า เรียกว่า ปีฐกา.
ตั่งที่คิดเท้าบนเขียงไม้ ทำคล้ายโต๊ะกินข้าว เรียกชื่อว่า ตั่งขาทราย.
ตั่งมีเท้ามากประกอบไว้ด้วยอาการดังผลมะขามป้อม ชื่อว่า ตั่งก้าม
มะขามป้อม.
ตั่งที่มาในพระบาลี เท่านี้ก่อน, ส่วนตั่งไม้ควรทั้งหมด วินิจฉัยใน
อธิการว่าด้วยตั่งนี้ เท่านี้ .
ตั่งที่ถัดด้วยแฝก หรือถักด้วยหญ้าปล้อง หรือถักด้วยหญ้ามุงกระต่าย
เรียกว่า เก้าอี้.
ในคำว่า อฏฺฐงฺคุลปรมํ มญจปฏิปาทกํ นี้ ว่า ๘ นิ้ว คือ นิ้ว
ขนาดของพวกมนุษย์นั่น เอง.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยเครื่องลาดพื้นและนุ่นเป็นต้น ]
เครื่องปูลาดเพื่อต้องการจะรักษาผิวแห่งพื้นที่ทำบริกรรม เรียกชื่อว่า .
จิมิลิกา ผ้าคลุม.
นุ่นแห่งต้นไม้นั้น ได้แก่ นุ่นแห่งต้นไม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีต้นงิ้ว
เป็นต้น .
นุ่นแห่งเครือวัลย์นั้น ได้แก่ นุ่นแห่งเถาวัลย์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มี
เถาน้ำนมเป็นต้น.
นุ่นแห่งหญ้านั้น ได้แก่ นุ่นแห่งติณชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีหญ้า
คมบางเป็นต้น โดยที่สุด แม้นุ่นแห่งอ้อยและไม้อ้อเป็นต้น .
ภูตคามทั้งปวง เป็นอัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมเข้าด้วยต้นไม้
เถาวัลย์และหญ้า ๓ ชนิดเหล่านี้.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า ภูตคามอื่น ซึ่งพ้น จากรุกขชาติ วัลลิชาติและ
ติณชาติไป ย่อมไม่มี. เพราะฉะนั้น นุ่นแห่งภาคตามชนิดใดชนิดหนึ่ง ย่อม
ควรในการทำหมอน.
แต่ครั้น มาถึงฟูกเข้า นุ่นนั้น แม้ทุกชนิด ท่านกล่าวว่า เป็นนุ่นที่
ไม่ควร. และจะควรในการทำหมอนเฉพาะนุ่นนั้นอย่างเดียวหามิได้, แม้ขน
แห่งนกทุกชนิด มีหงส์และนกยูงเป็นต้น และแห่งสัตว์ ๔ เท้าทุกชนิด มีสีหะ
เป็นต้น ก็ควร.
แค่ดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีดอกประยงค์และดอกพิกุลเป็นต้น ไม่
ควร. เฉพาะใบเต่าร้างล้วน ๆ ทีเดียว ไม่ควร, แต่ปน ควรอยู่ แม้นุ่นคือ
ขนสัตว์เป็นต้น ๕ อย่าง ที่ทรงอนุญาตสำหรับฟูก ก็ควรในการทำหนอน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยมอน]
ในกุรุนทีกล่าวว่า บทว่า อฑฺฒกายิกานิ มีความว่า ชนทั้งหลาย
ย่อมทอดกายตั้งแต่บั้นเอวจนถึงศีรษะบนหมอนเหล่าใด หมอนเหล่านั้น ชื่อ
มีประมาณกึ่งกาย.. หมอนที่จัดว่า ได้ขนาดกับ ศรีษะ คือ ด้านกว้าง เมื่อวัด
ในระหว่างมุมทั้ง ๒ เว้น มุมหนึ่งเสียในบรรดา ๓ มุม ได้คืบ ๑ กับ ๔ นิ้ว
ตรงกลางได้ศอกกำหนึ่ง ส่วนด้านยาว ยาวศอกคืบหรือ ๒ ศอก.
นี้เป็นกำหนดอย่างสูงแห่งหมอนที่ได้ขนาดกับศรีษะ. กว้างเกินกว่า
กำหนดนี้ขึ้นไปไม่ควร. ต่ำลงมาควร.
หนอน ๒ ชนิด คือ หมอนหนุนศีรษะ และหมอนหนุนเท้า ควร
แก่ภิกษุผู้ไม่อาพาธแท้. ภิกษุผู้อาพาธจะวางหมอนหลายใบแล้วปูเครื่องลาดข้าง
บนแล้วนอน ก็ควร.
อนึ่ง พรุปุสสเทวเถระกล่าวว่า นุ่นที่เป็นกัปปิยะะ ๕ อย่างเหล่าใด
ที่ทรงอนุญาต สำหรับฟูกทั้งหลาย, หมอนที่ทำด้วยนุ่นเหล่านั้นแม้ใหญ่ก็ควร
ฝ่างพระอุปติสสเถระผู้วินัยธรกล่าวว่า ประมาณนั่นแล ควรแก่ภิกษุ
ผู้ยัดนุ่นเป็นกัปปิยะ หรือนุ่นที่เป็นอกัปปิยะ ด้วยคิดว่า จักทำหมอน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[ว่าด้วยฟูก]
ฟูก ๕ อย่างนั้น ได้แก่ ฟูกที่ยัดด้วยของ ๕ อย่าง มีขนสัตว์เป็นต้น
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจำนวนแห่งฟูกเหล่านี้ ตามจำนวน
แห่งนุ่น
บรรดานุ่นเหล่านั้น ขนแกะอย่างเดียวเท่านั้น มิได้ทรงถือเอาด้วย
อุณณศัพท็, แต่ว่า เว้นขนมนุษย์เสียแล้ว ขนแห่งนกและสัตว์ ๔ เท้าซึ่งเป็น
ชาติที่มีเนื้อเป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ ชนิดใดชนิดหนึ่ง บรรดามี ขนทั้งหมด
นั้น ทรงถือเอาในอธิการว่าด้วยฟูกนี้ ด้วยอุณณศัพท์ทั่งนั้น.
เพราะฉะนั้น บรรดาจีวร ๖ ชนิด และอนุโลมจีวร ๖ ชนิด ภิกษุ
ทำเปลือกฟูกด้วยชนิดหนึ่งแล้ว ยัดขนสัตว์ทุกอย่างนั้นทำเป็นฟูก ก็ควร.
อนึ่ง แม้ฟูกที่ภิกษุมิได้ขัดขนแกะ ใส่แต่ผ้ากัมพล ๔ ชั้นหรือ ๕ ชั้น
ย่อมถึงความนับว่าฟูกขนสัตว์เหมือนกัน.
บรรดาฟูกทั้งหลายมีโจฬภิสิเป็นต้น ฟูกที่เขารวบรวมเศษผ้าใหม่ หรือ
เศษผ้าเก่า อย่างใดอย่างหนึ่งซ้อนเข้า หรือยัดเข้าข้างใน ชื่อโจฬภิสิ ฟูกที่
ยัดเปลือกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อวากภิสิ. ฟูกที่ยัดหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อ
ติณภิสิ. ฟูกที่ยัดใบไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง นอกจากใบเต่าร้างล้วน พึงทราบว่า
ปัณณภิสิ.
ส่วนใบเต่าร้างเฉพาะที่ปนกับใบไม้เหล่าอื่น จึงควร. ใบเต่าร้างล้วน
ไม่ควร
สำหรับฟูก ไม่มีจำกัดประมาณ พึงกะประมาณตามความพอใจของ
ตน กำหนดดูพอสมควรแก่ฟูกเหล่านี้ คือ ฟูกเตียง ฟูกตั่ง ฟูกปูพื้น ฟูก
ที่จงกรม ฟูกสำหรับเช็ดเท้า.
ส่วนในกุรุนทีแก้ว่า นุ่น ๕ อย่าง มีขนสัตว์เป็นต้น ซึ่งควรในฟูก
ย่อมควรแม้ในฟูกหนัง. ด้วยคำที่กล่าวในอรรถกถากุรุนทีนั้น เป็นอันสำเร็จ
สันนิษฐานว่า ภิกษุใช้สอยฟูกหนัง ย่อมควร.
ข้อว่า ลาดฟูกเตียงบนตั่ง ได้แก่ ปูลงบนตั่ง. แม้อรรถว่า นำ
ไปเพื่อประโยชน์แก่การปู ดังนี้ก็เหมาะ.
สองบทว่า อุลฺโลกํ อกริตวา มีความว่า ไม่ปูผ้ารองไว้ข้างใต้.
สองบทว่า โผสิตุํ มีความว่า เราอนุญาตให้เอาน้ำย้อมหรือขมิ้น
แต้มข้างบน.
บทว่า ภิตฺติกมฺมํ มีความ ว่า เราอนุญาต ให้ทำรอยเป็นทาง ๆ บน
เปลือกฟูก.
บทว่า หตฺถภิตฺตึ มีความว่า เราอนุญาตให้เจิมหมายรอยด้วยนิ้ว
ทั้ง ๕.