พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

กรรมหก
ก็ในคำว่า ฉยิมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ อธมฺมกมฺมํ เป็นอาทิ
คำว่า ธรรม เป็นชื่อแห่งบาลี. เพราะเหตุนั้น กรรมใดสงฆ์ไม่ทำโดยบาลี
ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้. กรรมนั้น พึงทราบว่า กรรมไม่เป็นธรรม.
ความสังเขปในฉกัมมาธิการนี้ เท่านี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในบาลีนั่นแล.
ก็ความพิสดารนั้นแล มาแล้วด้วยอำนาจแห่งญัตติทุติยกรรมและญัตติ
จตุตถกรรมเท่านั้น. อันในญัตติกรรมไม่มีความลดหย่อนหรือความทำโดย
ประการอย่างอื่น เหมือนในญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรม, ส่วนอป-
โลกนกรรมอันภิกษุย่อมทำเพียงสวดประกาศ; เพราะฉะนั้นญัตติกรรมและ
อปโลกนกรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงแสดงไว้ในบาลี. ข้าพเจ้า
จักพรรณนาวินิจฉัยแห่งกรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดข้างหน้า.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า ปญฺจ สงฺฆา เป็นอาทิ เพื่อ
แสดงประเภทแห่งสงฆ์ทั้งหลาย ผู้จะพึงทำกรรมที่พร้อมเพรียงโดยธรรม ซึ่ง
เป็นที่หก.
บทว่า กมฺมปฺปตฺโต คือ ผู้เข้ากรรม ได้แก่ผู้ประกอบในกรรมคือ
ผู้ควรกรรม ความว่า ไม่ควรเพื่อทำกรรมใด ๆ หามิได้.
คำว่า จตุวคฺคกรณญฺเจ ภิกฺขเว กมฺมํ ภิกฺขุนีจตุตฺโถ เป็น
อาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพื่อแสดงวิบัติแห่งกรรมโดยบริษัท.
ในคำนั้น บุคคลผู้มีสังวาสต่างกันเพราะกรรม พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงถือเอา ด้วยอุกขิตตกศัพท์. บุคคลผู้มีสังวาสต่างกันเพราะลัทธิ ทรงถือ
เอาด้วยนานาสังวาสกศัพท์.
สองบทว่า นานาสีมาย ฐิตจตุตฺโถ มีความว่า เป็นจตุวรรคกับ
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในหัตถบาสที่สีมันตริกหรือภายนอกสีมา.
คำว่า ปาริวาสิกจตุตฺโถ เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพื่อ
แสดงวิบัติโดยบริษัทแห่งปริวาสกรรมเป็นต้นเท่านั้น. ข้าพเจ้าจักพรรณนา
วินิจฉัยแห่งกรรม เหล่านั้น ข้างหน้า.
เพื่อแสดงข้อที่กรรมถูกคัดค้านแล้วและขืนทำ เป็นกรรมกำเริบและ
ไม่กำเริบ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า เอกจฺจสฺส ภิกฺขเว สงฺฆสฺส
มชฺเฌ ปฏิกฺโกสนา รูหติ เป็นต้น.
บทว่า ปกตตฺตสฺส ได้แก่ ผู้มีศีลไม่วิบัติ คือ ผู้ไม่ต้องปาราชิก.
บทว่า อนนฺตริกสฺส ได้แก่ ผู้นั่งเป็นลำดับแห่งตน. เพื่อแสดง
ข้อที่กรรมทั้งหลายเป็นของกำเริบและไม่กำเริบ โดยวัตถุพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสคำว่า เทฺว มา ภิกฺขเว นิสฺสารณา เป็นต้น . บรรดาคำเหล่านั้น
คำว่า อปฺปตฺโต นิสฺสารณํ, ตญฺเจ สงฺโฆ นิสฺสาเรติ, สุนิสฺสาริโต
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาปัพพาชนียกรรม. จริงอยู่ สงฆ์ย่อมขับ
ให้ออกจากวัด ด้วยปัพพาชนียกรรม, เพราะฉะนั้น ปัพพาชนียกรรมนั้น ท่าน
จึงเรียกว่า นิสสารณา. ก็เพราะเหตุที่ไม่เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล. บุคคลนั้น
จึงไม่ถึงปัพพาชนียกรรมนั้น. ด้วยลักษณะแผนกหนึ่ง. แต่ว่า เพราะเหตุที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สงฆ์หวังอยู่พึงลงปัพพาชนียกรรมแก่บุคคลนั้น
ดังนี้ บุคคลนั้น จึงจัดว่า เป็นผู้อันสงฆ์ขับออกด้วยดีแล้ว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

นิสสารณา
ข้อว่า ตญฺเจ สงฺโฆ นิสฺสาเรติ มีความว่า หากสงฆ์ขับออก
ด้วยอำนาจแห่งตัชชนียกรรมเป็นต้นไซร้ บุคคลนั้น ชื่อว่า ถูกขับออกด้วย
ดี เพราะเหตุที่ในวินัยว่าด้วยตัชชนียกรรมเป็นต้นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุญาตนิสสารณาด้วยองค์แม้อันหนึ่งอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์จำนง
อยู่พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ พวก คือ เป็นผู้ทำความบาดหมาง เป็นผู้
ทำการทะเลาะ เป็นผู้ทำการวิวาท เป็นผู้ทำการอื้อฉาว เป็นผู้ก่ออธิกรณ์ใน
สงฆ์ พวกหนึ่ง, เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร พวก
หนึ่ง, อยู่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอัน ไม่สมควร พวกหนึ่ง.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

โอสารณา
กิริยาที่เรียกเข้าหมู่ ชื่อโอสารณา.
ในเรื่องโอสารณานั้น ข้อว่า ตญฺเจ สงฺโฆ โอสาเรติ ได้แก่
เรียกเข้าหมู่ ด้วยอำนาจอุปสมบทกรรม.
บทว่า โทสาริโต มีความว่า บุคคลนั้น สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วแม้
ตั้งพันครั้ง ก็คงเป็นอนุปสัมบันนั่นเอง. ฝ่ายอาจารย์และอุปัชฌาย์ย่อมมีโทษ
การกสงฆ์ที่เหลือก็เหมือนกัน, ใคร ๆ ไม่พ้นจากอาบัติ. อภัพพบุคคล ๑๑
จำพวกเหล่านี้ สงฆ์เรียกเข้าหมู่ใช้ไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้. ส่วนบุคคล
๓๒ จำพวก มีตนมือด้วนเป็นต้น เรียกเข้าหมู่โดยชอบ, สงฆ์ให้อุปสมบท
แล้ว ย่อมเป็นอุปสัมบันแท้, บุคคลเหล่านั้น ใคร ๆ จะว่ากล่าวอะไร ๆ
ไม่ได้. แต่อาจารย์กับอุปัชฌาย์และการกสงฆ์ย่อมไม่มีโทษ ใคร ๆ ไม่พ้น
จากอาบัติ.
เพื่อแสดงกรรมไม่เป็นธรรมด้วยอำนาจวัตถุไม่เป็นจริง และกรรมเป็น
ธรรมด้วยอำนาจวัตถุเป็นจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า อธิ ปน ภิกฺขเว
ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏินิสฺสชฺเชตา คือ ทิฏฐิลามกอันจะ
พึงสละเสีย. กรรมเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม ด้วยอำนาจวัตถุนั้นแล พระผู้-
มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ ในอุบาลีปัญหาก็มี. ในอุบาลีปัญหานั้น มีนัย ๒
คือ นัยมีมูลอันเดียว ๑ นัยมีมูลสอง ๑ นัยมีมูลอันเดียวชัดเจนแล้ว. ในนัย
มีมูลสอง สติวินัยกับอมูฬหวินัย ท่านทำ ให้เป็นคำถามอันเดียวกัน ฉันใด,
แม้อมูฬหวินัยเป็นต้น กับตัสสปาปิยสิกาเป็นต้น ก็พึงทำให้เป็นคำถามอันเดียว
กันฉันนั้น. ส่วนในข้อสุดท้าย คำว่า อุปสมฺปทรหํ อุปสมฺปาเทติ ย่อม
เป็นบทอันเดียวกันแท้. ข้างหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบบทที่เหลือ
ทั้งหลายกับบทอันหนึ่ง ๆ ทำสติวินัยแม้แห่งภิกษุให้เป็นต้น.
เพื่อแสดงวิบัติในกรรม ๗ อย่าง มีตัชชนียกรรมเป็นต้น พร้อมทั้ง
กิริยาที่ระงับ จัดเป็นหมวด ด้วยอำนาจบทเหล่านั้น คือ อธมฺเมน วคฺค
อธมฺเมน สมคฺคํ ธมฺเมน วคฺคํ ธมฺมปฏิรูปเกน วคฺคํ ธมฺมปฏิรูปเกน
สมคฺคํ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภณฺฑการโก
เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนปาทาโน ได้แก่ ผู้เว้นจากมรรยาท,
อาการเป็นเครื่องกำหนด เรียกว่ามรรยาท. ความว่า ผู้เว้นจากความกำหนด
อาบัติ. เบื้องหน้าแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบาลีนั้นเอง เทียบเตียงกับ
บทว่า อกตํ กมฺมํ เป็นต้น เพื่อแสดงประเภท แห่งกรรมที่ถูกคัดค้านแล้ว
และขืนทำ. ในบาลีนั้น ใคร ๆ ไม่สามารถจะทราบคำใด ๆ โดยท่านองแห่ง
บาลีหามิได้, เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่พรรณนาให้พิสดาร ฉะนั้นแล.
อรรถกถาจัมเปยยขันธกะ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาโกสัมพิขันธกะ
วินิจฉัยในโถสัมพิขันธกะ
วินิจฉัยในโกสัมพิขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
ในคำว่า ตํ ภิกฺขุํ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปึสุ นี้ มีอันปุพพิกถา
ดังต่อไปนี้:-
ได้ยินว่า ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธร ๑ พระสุตตันติกะ ๑ อยู่ใน
อาวาสเดียวกัน. ในภิกษุ ๒ รูปนั้น วันหนึ่ง พระสุตตันติกภิกษุเข้าไปยังเว็จ-
กุฏิ ค้างน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะแล้วออกไป. พระวินัยธรเข้าไปทีหลัง
เห็นน้ำนั้น ออกไปแล้วจึงถามภิกษุนั้นว่า:-
ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำนี้ไว้หรือ ?
ขอรับ ผู้มีอายุ
ท่านไม่รู้ว่าเป็นอาบัติในเพราะเหลือน้ำไว้นี้หรือ ?
ขอรับ ผมไม่รู้.
ผู้มีอายุ มีอาบัติเพราะเหตุนี้.
ถ้ามี, ผมจักแสดง.
ผู้มีอายุ แต่ถ้าท่านไม่แกล้ง ทำด้วยไม่มีสติ. ก็ไม่มีอาบัติ.
พระสุตตันติกะนั้น ได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ.
ฝ่ายพระวินัยธร ได้บอกแก่เหล่านิสิตของตนว่า พระสุตตันติกะนี้ แม้ต้อง
อาบัติอยู่ ก็ยังไม่รู้. นิสิตเหล่านั้น พบพวกนิสิตของพระสุตตันติกะนั้นเข้า
จึงกล่าวว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ.
นิสิตเหล่านั้นจึงมาบอกแก่อุปัชฌาย์. เธอจึงกล่าวอย่างนี้ว่า วินัยธรนี้ แต่ก่อน
พูดว่า ไม่เป็นอาบัติ มาบัดนี้พูดว่า เป็นอาบัติ เธอพูดปด. นิสิตเหล่านั้น
จึงไปก่อการทะเลาะกะกันและกันอย่างนี้ว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดปด. ลำดับ
นั้น พระวินัยธรได้โอกาส จึงได้ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นอาบัติแก่
เธอ. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์พึงกล่าวว่า ได้ยกวัตรภิกษุนั้น
เพราะไม่เห็นอาบัติ.
วินิจฉัยในคำว่า ภินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆ ภินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆ นี้พึง
ทราบดังนี้:-
ภิกษุสงฆ์ยังไม่แตกกันก่อน, เช่นอย่างว่า เมื่อฝนตก ชนทั้งหลาย
ย่อมกล่าวว่า บัดนี้ข้าวกล้าสำเร็จแล้ว, จริงอยู่ ข้าวกล้านั้นจักสำเร็จเป็นแน่
ข้อนี้ฉันใด; ด้วยเหตุนี้ ต่อไป ภิกษุสงฆ์จักแตกกันแน่แท้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น.
จริงอยู่ ภิกษุสงฆ์นั้นแลจักแตกกันด้วยอำนาจความทะเลาะ, จักแตกกันด้วย
อำนาจสังฆเภทหามิได้; เพระเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า แตกกัน
แล้ว. ส่วนคำที่ตรัสซ้ำในข้อนี้ พึงทราบด้วยอำนาจเนื้อความที่ปรากฏ.
ข้อว่า เอตมตฺถํ ภาสิตฺวา อฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ มีคำถามว่า
เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงเสด็จหลีกไปเสีย
ตอบว่า ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสกะเหล่าภิกษุผู้ยกวัตร
ว่า ภิกษุนั้น อันท่านทั้งหลายยกวัตรแล้ว โดยมิใช่เหตุ หรือจะพึงตรัสกะ
เหล่าภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกยกวัตรว่า ท่านทั้งหลายต้องอาบัติ ภิกษุ
เหล่านั้น จะพึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นฝักฝ่ายแห่งภิกษุเหล่านี้, พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นฝักฝ่ายแห่งภิกษุเหล่านี้, และผูกอาฆาต; เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงตั้งเพียงแบบแผนเท่านั้น จึงทรงภาษิตเนื้อความนั้น
แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไปเสีย.
ในข้อว่า อตฺตนา ว อตฺตานํ นี้ มีความว่า ภิกษุใด นั่งในฝ่าย
แห่งเหล่าอธรรมวาที ผู้มีกรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรยกวัตร ถามว่า
พวกท่านกล่าวอย่างไร ได้ฟังลัทธิของพวกเธอและของอีกฝ่ายหนึ่ง ยังจิต
ให้เกิดขึ้นว่า ภิกษุเหล่านี้ เป็นอธรรมวาที, ภิกษุนอกจากนี้ เป็นธรรมวาที;
ภิกษุนี้คงนั่งในท่ามกลางแห่งพวกภิกษุอธรรมวาทีนั้น ย่อมเป็นนานาสังวาสก์
ของพวกเธอ; ย่อมยังกรรมให้กำเริบ, ชื่อว่ายังกรรมของอีกฝ่ายหนึ่งให้กำเริบ
ด้วย เพราะข้อที่เธอไม่มาเข้าหัตถบาส. ภิกษุย่อมทำคนให้เป็นนานาสังวาสก์
ด้วยตนเอง ด้วยประการอย่างนี้.
แม้ในข้อว่า สมานสํวาสกํ นี้ มีความว่า ภิกษุใด นั่งในฝ่าย
อธรรมวาทีทราบว่า พวกนี้เป็นอธรรมวาที พวกนอกจากนี้เป็นธรรมวาที
แล้วเข้าไปในท่ามกลางของพวกนั้น, นั่งแล้วในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถืออยู่ว่า พวก
นี้เป็นธรรนวาที. ภิกษุนี้พึงทราบว่า ทำตนให้เป็นสมานสังวาสก์ด้วยตนเอง.
ในคำว่า กายกมฺมํ วจึกมฺมํ นี้ มีความว่า ภิกษุเหล่านั้น เมื่อ
ประหารกันด้วยกาย พึงทราบว่า ยังกายกรรมให้เป็นไป เมื่อกล่าวคำหยาบ
พึงทราบว่า ยังวจีกรรมให้เป็นไป.
สองบทว่า หตฺปรามสํ กโรนฺติ มีความว่า ภิกษุเหล่านั้นกระทำ
การตีกันและกันด้วยมือ ด้วยอำนาจความโกรธ.
บทว่า อธมฺมิยมาเน ได้แก่ ผู้ทำอยู่ซึ่งกิจทั้งหลาย อันไม่สมควร
แก่ธรรม.
สองบทว่า อสมฺโมทิกาย วตฺตมานาย คือ เมื่อถ้อยคำอันชวน
ให้บันเทิง ไม่เป็นไปอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะนี้เองเป็นบาลี. ความว่า เมื่อ
ถ้อยคำเป็นเครื่องบันเทิงพร้อม ไม่เป็นไปอยู่.
วินิจฉัยในข้อว่า เอตฺตาวตา น อญฺญมญฺญํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
พึงทำให้เป็น ๒ แถว นั่งเว้นอุปจารไว้. ส่วนในฝ่ายผู้กระทำกรรม
สมควรแก่ธรรม เมื่อถ้อยคำอันชวนให้บันเทิงเป็นไปอยู่ พึงนั่งในแถวมีอาสนะ
คั่นในระหว่าง คือ พึงนั่งเว้นอาสนะอันหนึ่ง ๆ ไว้ในระหว่าง.
ในบทว่า มา ภณฺฑนํ เป็นต้น พึงถือเอาปาฐะที่เหลือว่า อกตฺถ
เห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำความบาดหมางกัน.
บทว่า อธมฺมวาที ได้แก่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ในพวกภิกษุผู้
ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกยกวัตร. อันภิกษุนี้ เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า. ได้ยินว่า ความประสงค์ของภิกษุนี้ ดังนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ ถูก
ความโกรธครอบงำ ย่อมไม่เธอฟังคำของพระศาสดา, พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่า
ต้องทรงลำบากตักเตือนภิกษุเหล่านั้นเลย เพราะฉะนั้น เธอจึงทูลอย่างนั้น.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสด้วยทรงเอ็นดูแก่ภิกษุเหล่านั้น
พวกเธอจักได้ความรู้สึกแล้วงดเว้นในภายหลังบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนตฺถโต ตัดบทว่า อนตฺโถ อโต.
มีคำอธิบายว่า ความเสื่อมเสียจักมีแก่เราจากบุรุษนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนตฺถโต ได้แก่ อนตฺถโท แปลว่า บุรุษ
นั้นจักเป็นผู้ให้ความฉิบหาย. คำที่เหลือชัดเจนแล้ว .
ก็วินิจฉัยในคาถาว่า ปุถุสทฺโท เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้:-
ชนชื่อว่าผู้มีเสียงดัง เพราะเขามีเสียงมากคือใหญ่ ชนผู้เป็นเช่นเดียว
กัน ชื่อว่าชนผู้สมกัน. มีคำอธิบายว่า จริงอยู่ ชนผู้ทำความบาดหมางกันนี้
ทั้งหมด เป็นผู้มีเสียงดังเพราะเปล่งเสียงรอบด้านและเป็นเช่นกัน.
บาทคาถาว่า น พาโล โกจิ มญฺญถ มีความว่า ในชนนิกายนั้น
ใคร ๆ แม้คนหนึ่ง (ไม่) สำนึกในเลยว่า เราเป็นพาล, ทุก ๆ คนเป็นผู้มี
ความสำคัญว่า เราเป็นบัณฑิตทั้งนั้น.
บาทคาถาว่า นาญฺญํ ภิยฺโย อมญฺญรุํ มีความว่า ใคร ๆ แม้
ผู้หนึ่ง ไม่สำนึกตนเลยว่า เราเป็นพาล, และยิ่งกว่านั้น เมื่อสงฆ์แตกกันอยู่
ไม่สำนึกถึงเหตุอันหนึ่งแม้คนอื่น คือ เหตุอันนี้ว่า สงฆ์แตกกันเพราะเราเป็น
เหตุ.
บทว่า ปริมุฏฺฐา ได้แก่ ผู้หลงลืมสติ.
บาทคาถาว่า วาจาโคจรภาณิโน คือ ทำอาเทศ ร อักษรให้เป็น
รัสสะ, ความว่า ผู้มีวาจาเป็นโคจร หาใช่ผู้มีสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นโคจรไม่.
บทว่า ภาณิโน ได้แก่ ผู้มักกล่าวถ้อยคำ.
บาทคาถาว่า ยาวจฺฉนฺติ มุขายามํ มีความว่า ภิกษุเหล่านั้น ตน
ปรารถนาจะต่อปากกันเพียงใด, ย่อมเป็นผู้มักกล่าวยืดไปเพียงนั้น, แม้รูปหนึ่ง
ก็ไม่ทำความสยิ้วหน้าด้วยความเคารพต่อสงฆ์.
สองบทว่า เยน นีตา มีความว่า อันความทะเลาะใดนำไปสู่ความ
เป็นผู้ไม่มีละอายนี้.
สองบทว่า น ตํ วิทู มีความว่า ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ซึ่งความทะเลาะ
นั้นว่า ความทะเลาะนี้ มีโทษอย่างนี้.
บาทคาถาว่า เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ มีความว่า ชนเหล่าใดเข้าไป
ผูกอาการที่ว่า ผู้นี้ได้ด่าเรา, เป็นต้นนั้นไว้.
บทว่า สนนฺตโน คือ เป็นของเก่า.
บทว่า ปเร มีความว่า เว้นพวกบัณฑิตเสีย ชนเหล่าอื่นจากบัณฑิต
นั้น คือ ผู้ก่อความบาดหมางกัน ชื่อว่าชนเหล่าอื่น. ชนเหล่าอื่นนั้น เมื่อทำ
การทะเลาะอยู่ท่ามกลางสงฆ์นี้ ย่อมไม่รู้เสียเลยทีเดียวว่าเราทั้งหลายยุบยับ
คือป่นปี้ ฉิบหาย ไปสู่ที่ใกล้ความตายเนือง ๆ คือ สม่ำเสมอ.
บาทคาถาว่า เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ มีความว่า ฝ่ายชนเหล่า
ใดเป็นบัณฑิตในท่ามกลางสงฆ์นั้น ทราบชัดว่า เราทั้งหลายไปสู่ที่ใกล้แห่ง
ความตาย.
บาทคาถาว่า ตโต สมฺนนฺติ เมธคา มีความว่า จริงอยู่ ชน
เหล่านั้น เมื่อทราบอย่างนั้น ยังโยนิโสมนสิการให้เกิดขึ้น ย่อมปฏิบัติเพื่อ
ความเข้าไปสงบแห่งความหมายมั่น คือความทะเลาะเสีย.
คาถาว่า อฏฺฐิจฺฉิทา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเจ้า-
พรหมทัต และทีฆาวุกุมาร. ความว่า ความพร้อมเพรียง แม้แห่งชนเหล่านั้น
ยังมีได้, เหตุไร ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลายจะมีไม่ได้เล่า ? กระดูก
ของมารดาบิดาอันพวกท่านเหล่าใด ก็หาได้ถูกดัดเสียไม่เลย, ชีวิตก็หาได้ถูก
ผลาญเสียไม่, โค ม้าและทรัพย์ทั้งหลายก็หาได้ถูกลักไม่.
คาถาว่า สเจ ลเภถ เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพื่อแสดง
คุณแห่งสหายผู้เป็นบัณฑิตและโทษแห่งสหายผู้เป็นพาล.
บาทคาถาว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ มีความว่า พึงย่ำยี
อันตรายที่ปรากฏ และอันตรายที่ซ่อนเร้นเสีย มีใจชื่นชมกับด้วยสหายนั้น มี
สติเที่ยวไป.
หลายบทว่า ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ มีความว่า พระราชาทรง
พระนามว่า มหาชนก และพระมหาราชาทรงพระนามว่า อรินทมะทรงละ
แว่นแคว้น คือ ดินแดงเป็นที่ยินดีของพระองค์เสีย เที่ยวไปตามลำพัง ฉันใด,
พึงเที่ยวไป ฉันนั้น.
สองบทว่า มาตงฺครญฺเญว นาโค มีความว่า เหมือนช้างใหญ่
ละโขลง เที่ยวไปในป่า.
สัตว์มีงวงเรียกช้าง.
คำว่า นาค นี้ เป็นชื่อแห่งผู้เป็นใหญ่. มีคำอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า
ช้างใหญ่ผู้เลี้ยงมารดา เที่ยวไปในป่าแต่ลำพังทั้งไม่ได้ทำบาปทั้งหลาย ฉันใด;
อนึ่ง ช้างปาริเลยยกะ เที่ยวไปในป่าตามลำพัง, ทั้งไม่ได้ทำบาปทั้งหลาย
ฉันใด: บุคคลพึงเที่ยวไปตามลำพัง ทั้งไม่พึงทำบาปทั้งหลายก็ฉันนั้น.
หลายบทว่า ปาริเลยฺยเก วิหรติ รกฺขิตวนสณฺเฑ มีความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไปอาศัยบ้านชื่อปาริเลยยกะ. เสด็จอยู่ในรักขิต
ไพรสณฑ์.
บทว่า หตฺถินาโค ได้แก่ ช้างใหญ่.
บทว่า หตฺถิกลเภหิ ได้แก่ ลูกช้าง.
บทว่า ทตฺถิจฺฉาเปหิ ได้แก่ ลูกช้างอ่อน ซึ่งยังดื่มนม.
บทว่า ฉินฺนคฺคานิ มีความว่า เคี้ยวกินหญ้า มียอดซึ่งช้างเหล่า
นั้นไปข้างหน้า ๆ ตะพ่วนเสีย คือ คล้ายตอซึ่งเหลือจากที่เคี้ยวกินแล้ว.
ข้อว่า โอภคฺโคภคฺคํ มีความว่า อันช้างใหญ่นั้นหักให้ตกลงจากที่
สูงแล้ว.
สองบทว่า อสฺส สาขาภงคํ ความว่า ช้างเหล่านั้นย่อมเคี้ยวกิน
กิ่งไม้ที่พึงหัก ซึ่งเป็นของช้างใหญ่นั่น.
บทว่า อาวิลานิ มีความว่า ช้างใหญ่นั้น ย่อมดื่มน้ำเจือตม ซึ่ง
ช้างเหล่านั้น เมื่อลงดื่มก่อนลุยเสียแล้ว.
บทว่า โอคาหา คือจากท่า.
สองบทว่า นาคสฺส นาเคน คือ แห่งสัตว์ใหญ่ คือ ช้าง ด้วยผู้เป็น
ใหญ่ คือ พระพุทธเจ้า.
บทว่า อีสาทนฺตสฺส คือ ผู้มีงาเช่นกับงอนรถ.
บาทคาถาว่า ยเทโก รมตี วเน มีความว่า สัตว์ใหญ่ คือ ช้าง
แม้นี้ เป็นผู้เดียว คือเงียบสงัด รื่นรมย์ในป่า เหมือนผู้ประเสริฐ คือ
พระพุทธเจ้า. เพราะฉะนั้น จิตของสัตว์ใหญ่นั้น ชื่อว่า เสมอด้วย ท่านผู้
ประเสริฐ คือเป็นเช่นเดียวกัน ด้วยความยินดีในความเป็นผู้เดียว.
พึงทราบความในคำว่า ยถารนฺตํ วิหริตฺวา นี้ว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าเสด็จอยู่บ้านปาริเลยยกะนั้น ตลอดไตรมาส. คำที่พูดกัน ได้แพร่
หลายไปในที่ทั้งปวงว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุชาวเมือง
โกสัมพีเบียดเบียนด้วยเหตุเท่านี้ จึงเสด็จเข้าป่าอยู่ตลอดไตรมาส.
หลายบทว่า อถ โข โกสมฺพิกา อุปาสกา มีความว่า ครั้งนั้น
แล พวกอุบายสกชาวเมืองโกสัมพี ได้พึงถ้อยคำที่เจรจากันนี้.
ข้าพเจ้าจักพรรณนาเภทกรวัตถุ ๑๘ มีคำว่า อธมฺมํ ธมฺโม เป็นต้น
ในสังฆเภทขันธกะ.
บทว่า อาทายํ ได้แก่ ฝั่งแห่งลัทธิ.
บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ ว่าง.
หลายบทว่า ตํ อุกฺขิตฺตกํ ภิกฺขุํ โอสาเรตฺวา มีความว่า
พาภิกษุผู้ถูกยกวัตรนั้น ไปนอกสีมา ให้แสดงอาบัติแล้ว เรียกเข้าหมู่ด้วยกรรม
วาจา.
สองบทว่า ตาวเทว อุโปสโถ มีความว่า พึงทำสามัคคีอุโบสถ
ตามนัยที่กล่าวแล้วในอุโปสถขันธกะในวันนั้นทีเดียว.
หลายบทว่า อมูลา มูลํ คนฺตฺวา มีความว่า ไม่ออกจากมูลไป
หามูล อธิบายว่า ไม่วินิจฉัยวัตถุนั้น.
ข้อว่า อยํ วุจฺจติ อุปาลี สงฺฆสามัคฺคี อตฺถาเปตา พฺยญฺชนุ-
เปตา มีความว่า สังฆสามัคคีนี้ ปราศจากอรรถ แต่อาศัยเพียงพยัญชนะว่า
สังฆสามัคคดี นี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถแห่งคาถา
สองบทว่า สงฺฆสฺส กิจฺเจสุ มีความว่า เมื่อกิจทีจะพึงกระทำ เกิด
ขึ้นแก่สงฆ์.
บทว่า มนฺตนาสุ ได้แก่ เมื่อการปรึกษาวินัย.
สองบทว่า อตฺเถสุ ชาเตสุ ได้แก่ เมื่อเนื้อความแห่งวินัยเกิดขึ้น.
บทว่า วินิจฺฉเยสุ ได้แก่ ครั้นวินิจฉัยอรรถเหล่านั้นแล.
บทว่า มหตฺถิโก ได้แก่ ผู้มีอุปการะมาก.
บทว่า ปคฺคหารโห ได้แก่ สมควรเพื่อยกย่อง.
บาทคาถาว่า อนานุวชฺโช ปฐเมน สีลโต มีความว่า ใน
ชั้นต้น ทีเดียว ใคร ๆ ก็ติเตียนไม่ได้โดยศีลก่อน.
บทว่า อเวกฺขิตาจาโร คือ ผู้มีอาจาระอันคนพิจารณาแล้ว ได้แก่
ผู้มีอาจาระอันตนคอยตรวจตราแล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า มีปกติ ทำความรู้สึก
ตัว ในเมื่อมองดู ในเมื่อเหลียวแล.
ส่วนในอรรถกถาทั้งหลายแก้ว่า ผู้มีอาจาระไม่ปกปิด คือผู้ระวังตัวดี.
บทว่า วิสยฺห ได้แก่ องอาจ.
สองบทว่า อนุยฺยุตฺตํ ภณํ คือ เมื่อพูด ไม่นอกเหตุอันควรคือ
ไม่เข้ากัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า จริงอยู่ บุคคลนั้น ย่อมพูดไม่นอก
เหตุอันควร, คือไม่พูดปราศจากเหตุด้วยความริษยา หรือด้วยอำนาจความ
ลำเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ยังประโยชน์ให้เสีย. ฝ่ายบุคคลผู้พูดด้วย
ความริษยา หรือด้วยอำนาจความลำเอียง ชื่อว่าย่อมยังประโยชน์ให้เสีย
บุคคลนั้นไปในบริษัทย่อมประหม่าและสะทกสะท่าน, บุคคลใด ไม่เป็นผู้เช่น
นี้, บุคคลนี้สมควรเพื่อยกย่อง.
คาถาว่า ตเถว ปญฺหํ พึงทราบให้ชัดอีกสักหน่อย, เนื้อความแห่ง
คาถานั้น บุคคลผู้พูดไม่นอกเหตุอันสมควร ย่อมไม่ยังประโยชน์ให้เสียฉันใด
เขาเป็นผู้ถูกถามปัญหา ในท่ามกลางบริษัท ย่อมไม่เป็นผู้เก้อ ก็ฉันนั้นนั่นแล.
จริงอยู่ ผู้ใด ไม่รู้อรรถ ผู้นั้น ย่อมนิ่งอัน, ผู้ใด ไม่อาจเพื่อตอบ
ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้เก้อ. ฝ่ายผู้ใด รู้อรรถด้วย อาจเพื่อตอบด้วย ผู้นั้น ย่อม
ไม่นิ่งอัน ไม่เป็นผู้เก้อ.
บทว่า กาลาคตํ มีความว่า เหมาะในกาลที่สมควรกล่าว.
บทว่า พฺยากรณารหํ ความว่า ชื่อว่าเป็นพยากรณ์ที่สมควร เพราะ
เข้ากับใจความแห่งปัญหา.
บทว่า วโจ ได้แก่ เมื่อพูด อธิบายว่า เมื่อกล่าวถ้อยคำเห็นปาน
นั้น.
บทว่า รญฺเชติ ได้แก่ ย่อมให้พอใจ.
บทว่า วิญฺญูปริสํ ความว่า ยังบริษัทแห่งวิญญูชนทั้งหลาย.
สองบทว่า อาเจรกมฺหิ จ สเก มีความว่า เป็นผู้แกล้วกล้า ใน
วาทะแห่งอาจารย์ของตน.
สองบทว่า อลํ ปเมตุํ มีความว่า เป็นผู้สามารถเพื่อพิจารณา คือ
เพื่อชั่งดูเหตุนั้น ๆ ด้วยปัญญา.
สองบทว่า ปคุโณ มีความว่า ผู้ได้ทำความสั่งสมไว้ คือ ได้ความ
ช่องเสพจนคุ้น.
บทว่า กเถตเว ได้แก่ ในคำที่จะพึงกล่าว.
บทว่า วิรทฺธโกวิโท ได้แก่ ผู้ฉลาด คือรู้ทัน ในเหตุอันพิรุธ.
คาถาว่า ปจฺจตฺถิกา เยน วชนฺติ นี้ พระผู้มีพระภาคตรัส เพื่อ
แสดงคำที่จะพึงกล่าว ซึ่งเป็นที่ชำนาญ. จริงอยู่ ในคาถามี้ มีเนื้อความดังนี้:-
ด้วยถ้อยคำเช่นใด อันตนกล่าวแล้ว ข้าศึกทั้งหลาย ย่อมถึงความถูก
ปราบ, และมหาชนย่อมถึงความยินยอม, อธิบายว่า ถึงความตกลงตามคำ
ประกาศ.
จริงอยู่บุคคลนี้ เมื่อกล่าว ชื่อว่าย่อมไม่ลบล้างลัทธิเป็นที่เชื่อถือของ
ตน คือวาทะแห่งอาจารย์ตน.
อธิกรณ์เกิดขึ้น เพราะเรื่องใด, เมื่อแก้ปัญหา สมควรแก่เรื่องนั้น
คือไม่ทำความขัดขวาง แก่เรื่องนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ชำนาญในคำที่จะพึงกล่าวเช่น
นั้น.
สองบทว่า ทูเตยฺยกมฺเมสุ อลํ มีความว่า ชื่อว่าผู้สามารถในกรรม
เนื่องด้วยทูตของสงฆ์เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยองค์แห่งทูต ๘ ประการ ชื่อ
ว่าผู้ยอมรับ เพราะอรรถว่า รับด้วยดี คือ โดยง่าย.
มีคำอธิบายดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาอยู่อมรับด้วยดี ซึ่งสักการะอันเขาพึง
นำมาคำนับคือบิณฑาหารอันชื่อว่า ขอคำนับ ชื่อฉันใด. บุคคลนี้ ย่อมเป็น
ผู้ยอมรับในกิจทั้งหลายของสงฆ์ ด้วยน้ำใจอันมีปีติและโสมนัสเป็นแท้ ข้อนี้ก็
ฉันนั้น, ความว่า เป็นผู้รับช่วยกิจนั้น ในบรรดากิจของสงฆ์.
สองบทว่า กรํ วโจ มีความว่า เมื่อทำหน้าที่เจรจา.
สองบทว่า น เตน มญฺญติ มีความว่า ย่อมไม่ประพฤติถือตัว.
และเย่อหยิ่งว่า เราทำ. เราช่วยภาระสงฆ์ เพราะการทำหน้าที่เจรจาอันนั้น.
บทว่า อาปชฺชติ ยาวตเกสุ มีความว่า เมื่อจะต้องอาบัติย่อม
ต้องในวัตถุมีประมาณเท่าใด.
สามบทว่า โหติ ยถา จ วุฏฺฐิติ๑ มีความว่า และความออก
อาบัตินั้น ย่อมมีด้วยประการใด.
สองบทว่า เอเต วิภงฺคา มีความว่า ย่อมต้องในวัตถุเหล่าใดและ
ความออกย่อมมีด้วยประการใด, วิภังค์ทั้งสองเหล่านี้ของภิกษุนั้น ซึ่งส่องเนื้อ
ความเหล่านี้ มาดีแล้ว คือมาถูกต้องแล้ว.
บาทคาถาว่า อปตฺติวุฏฺฐานปทสิส โกวิโท คือ ผู้ฉลาดในเหตุ
แห่งการออกอาบัติ.
สองบทว่า ยานิ จาจรํ มีความ อนึ่ง เมื่อประพฤติซึ่งกรรมมี
ความก่อความบาดหมางเป็นต้น เหล่าใด จึงถึงความถูกขับออกด้วยอำนาจ
ตัชชนียกรรมเป็นอาทิ
บาทคาถาว่า โอสารณํ ตํ วุสิตสฺส ชนฺตุโน มีความว่า เมื่อ
บุคคลอยู่จบพรตนั้นแล้ว, การเรียกเข้าหมู่อันใด สงฆ์พึงทำให้, ย่อมรู้การ
เรียกเข้าหมู่แม้นั้น.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
อรรถกถาโกสัมพิขันธกะ จบ.
อรรถกถามหาวรรค ในอรรถกถา ชื่อสมันตปาสาทิกา
จบบริบูรณ์ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง วรรณนานี้ ไม่มีอุปัทวะ จบบริบูรณ์แล้วฉันใด ขอปวงชน
จงถึงความสงบ หาอุปัทวะมิได้ ฉันนั้นแล.
๑. อิ. วุฏฺฐาติ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

กัมมักขันธกวรรณนา
ตัชชนียกรรม
วินิจฉัยในกัมมักขันธกะเป็นที่ ๑ แห่งจุลวรรค พึงทราบก่อน
ดังนี้ :-
บทว่า ปณฺฑุกโลหิตกา ได้แก่ชน ๒ ในพวกฉัพพัคคีย์ คือ
ปัณฑุกะ ๑ โลหิตกะ ๑ แม้นิสิตทั้งหลายของเธอทั้ง ๒ ก็ปรากฏชื่อว่า
ปัณฑุกะ และ โลหิตกะ เหมือนกัน.
สามบทว่า พลวา พลวํ ปฏิมนฺเตถ มีความว่า ท่านทั้งหลาย
จงโต้ตอบให้ดี ให้แข็งแรง.
บทว่า อลมตฺถตรา จ คือเป็นผู้สามารถกว่า.
ในองค์ ๓ มี อสมฺมุขา กตํ เป็นต้น มีความว่า กรรมที่ทำคือ
ฟ้องร้องไม่พร้อมหน้าสงฆ์ ธรรมวินัย และบุคคล, ไม่สอบถามก่อนทำ,
ทำด้วยไม่ปฏิญญาแห่งบุคคลนั้นแล.
บทว่า อเทสนาคามินิยา ได้แก่ ทำด้วยอาบัติปาราชิกหรือ
สังฆาทิเสส.
บรรดาติกะเหล่านี้ ๙ บท ใน ๓ ติกะต้น ทรงผสมทีละบท ๆ กับ
๒ บทนี้ คือ อธมฺเมน กตํ วคฺเคน กตํ ตรัสเป็น ๙ ติกะ.
รวมทั้งหมดจึงเป็น ๑๒ ติกะ ด้วยประการฉะนี้.
๑๒ ติกะนี้แล ตรัสไว้แม้ในสุกกปักษ์ ด้วยอำนาจแห่งฝ่ายเป็น
ข้าศึกกัน.
สองบทว่า อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ มีความว่า ด้วยการ
คลุกคลีกับคฤหัสถ์ มีความเป็นผู้มีความเศร้าโศกกับเขาเป็นต้น ซึ่ง
ไม่สมควรแก่บรรพชิต.
ข้อว่า น อุปสมฺปาเทตพฺพํ เป็นต้น มีความว่า เป็นอุปัชฌาย์
อยู่แล้ว ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท, ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุอาคันตุกะ, ไม่
พึงรับสามเณรอื่นไว้ .
สองบทว่า อญฺญา วา ตาทิสิกา ได้แก่อาบัติที่เสมอกัน.
บทว่า ปาปิฏฺฐตรา ได้แก่ อาบัติที่หนักกว่า
กรรม นั้น ได้แก่ ตัชชนียกรรม.
กรรมอันภิกษุเหล่าใดทำแล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ทำกรรม.
ข้อว่า น สวจนี ยํ กาตพฺพํ มีความว่า คนอันภิกษุใดโจท
แล้วอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะฟ้องท่านเป็นจำเลยในคดีนี้ และท่านอย่าก้าวออก
จากอาวาสนี้แม้ก้าวเดียว ตลอดเวลาที่อธิกรณ์นั้นยังระงับไม่เสร็จ ภิกษุ
นั้นอันตนไม่พึงทำให้เป็นผู้ให้การ.
บทว่า น อนุวาโท มีความว่า ไม่พึงรับตำแหน่งหัวหน้าในวัด.
บทว่า น โอกาโส มีความว่า ไม่พึงให้ภิกษุอื่นทำโอกาสอย่างนี้
ว่า ท่านจงทำโอกาสแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ใคร่จะพูดกะท่าน.
ข้อว่า น โจเทตพฺโพ มีความว่า ไม่พึงโจทภิกษุอื่นด้วยวัตถุ
หรืออาบัติ, คือไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การด้วยคำว่า นี้เป็นโทษของท่านหรือ ?
ข้อว่า นํ สมฺปโยเชตพฺพํ มีความว่า ไม่พึงช่วยกันและกัน
ให้ทำความทะเลาะ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

คำว่า ติณฺณํ ภิกขเว ภิกฺขูนํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ เพื่อแสดงว่า สงฆ์สมควรลงตัชชนียกรรม ด้วยองค์แม้อันหนึ่ง ๆ.
จริงอยู่ ความเป็นผู้ทำความบาดหมาง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
เป็นองค์พิเศษ สำหรับภิกษุผู้ควรขู่, ความเป็นผู้มีอาบัติเนือง ๆ ตรัสไว้
เป็นองค์พิเศษ สำหรับภิกษุควรไร้ยศ, ความเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล ตรัส
ไว้เป็นองค์พิเศษ สำหรับภิกษุผู้ควรขับไล่, แต่สงฆ์สมควรจะทำกรรมแม้
ทั้งหมด ด้วยองค์อันใดอันหนึ่งใน ๓ องค์นี้.
หากจะมีคำท้วงว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น, คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ในจัมเปยยักขันธกะว่า สงฆ์ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรจะลงตัชชนียกรรม.
ฯ ล ฯ อัพภานผู้ควรอุปสมบท, อุบาลี กรรมไม่เป็นธรรมและกรรมไม่
เป็นวินัย ย่อมมีอย่างนี้แล ก็แลเมื่อเป็นอย่างนั้น สงฆ์ย่อมเป็นผู้มีโทษ
ดังนี้ ย่อมแย้งกับคำว่า ติณฺณํ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ เป็นต้นนี้.
เฉลยว่า อันคำนี้จะแย้งกันหามิได้.
เพราะเหตุไร ?
เพราะใจความแห่งคำต่างกัน.
จริงอยู่ กรรมสันนิษฐานเป็นใจความแห่งคำนี้ว่า ตชฺชนีย
กมฺมารหสฺส เป็นต้น. สภาพแห่งองค์เป็นใจความแห่งคำ เป็นต้นว่า
ติณฺณํ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ดังนี้. เพราะเหตุนั้น สงฆ์ประชุมกันทำกรรม
สันนิษฐานว่า จะทำกรรมชื่อนี้ แก่ภิกษุนี้ ดังนี้ ในกาลใด, ในกาลนั้น
ภิกษุนั้นเป็นผู้ชื่อว่า ควรแก่กรรม เพราะเหตุนั้นโดยลักษณะนี้ พึง
เข้าใจว่ากระทำนิยสกรรมเป็นต้น แก่ภิกษุผู้ควรแก่ตัชชนียกรรมเป็นต้น
เป็นกรรมผิดธรรม และเป็นกรรมผิดวินัย.
ก็ในองค์ทั้งหลาย มีความเป็นผู้ทำความบาดหมางเป็นต้น องค์
อันใดอันหนึ่งมีแก่ภิกษุใด. สงฆ์ปรารถนาจะทำแก่ภิกษุนั้น พึงกำหนด
กรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยองค์อันใดอันหนึ่ง ในองค์ และกรรมทั้ง
หลายตามที่ทรงอนุญาตไว้แล้ว พึงทำภิกษุนั้นให้เป็นผู้ควรแก่กรรมแล้วทำ
กรรมเถิด. วินิจฉัยในคำทั้ง ๒ นี้เท่านี้ เมื่อถือเอาวินิจฉัยอย่างนี้ คำหลัง
กับคำต้นย่อมสมกัน.
ในบาลีนั้น กรรมวาจาในตัชชนียกรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้ทำความบาดหมาง แม้โดยแท้, ถึงกระนั้น เมื่อจะ
ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก สงฆ์พึงทำ
กรรมวาจาด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้เป็นพาล ไม่ฉลาด. จริงอยู่ เมื่อทำอย่าง
นั้น กรรมเป็นอันทำแล้วด้วยวัตถุที่มี, และไม่เป็นอันทำด้วยวัตถุแห่ง
กรรมอื่น.
เพราะเหตุไร?
เพราะเหตุว่า แม้ตัชชนียกรรมนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต
ให้ทำด้วยวัตถุ กล่าวคือความเป็นผู้พาล เป็นผู้ไม่ฉลาด ดังนี้แล. ใน
กรรมทั้งปวงมีนัยเหมือนกัน.
ข้าพเจ้า จักพรรณนาวัตถุแห่งความประพฤติชอบ ๑๘ อย่าง ใน
ปาริวาสิกักขันธกะ.
สองบทว่า โลมํ ปาเตนฺติ มีความว่า เป็นผู้หายเย่อหยิ่ง.
อธิบายว่า ประพฤติตามภิกษุทั้งหลาย.
สองบทว่า เนตฺถารํ วตฺตนฺติ มีความว่า วัตรนี้เป็นของภิกษุ
ทั้งหลายผู้ออก เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า เนตฺถารํ วัตรของผู้ออก.
อธิบายว่า ตนสามารถจะออกจากนิสสารณาด้วยวิธี ๑๘ อย่างใด,
ย่อมประพฤติวิธี ๑๘ อย่างอันนั้นโดยชอบ.
ถามว่า ภิกษุผู้ถูกนิสสารณา บำเพ็ญวัตรสิ้นกาลเท่าไร ?
ตอบว่า ๑๐ วัน หรือ ๒๐ วันก็ได้.
จริงอยู่ ในกัมมักขันธกะนี้ วัตรเป็นของที่ภิกษุพึงบำเพ็ญโดยวัน
เท่านี้เท่านั้น.
นิยสกรรม
วินิจฉัยในเรื่องพระเสยยสกะ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า อปิสสุ ภิกฺขู ปกตตฺตา มีความว่า ก็แต่ว่าภิกษุทั้ง
หลายย่อมเป็นผู้ขวนขวายเป็นนิตย์
คำที่เหลือเช่นกับคำที่กล่าวแล้วในตัชชนียกรรมนั่นแล.
ปัพพาชนียกรรม
เรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในวรรณ-
นาแห่งสังฆาทิเสส๑. แต่วินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า กายิเกน ทเวน
ในเรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะนี้ พึงทราบดังนี้ :-
การเล่นเป็นไปทางกาย เรียกชื่อว่า ความคะนองเป็นไปทางกาย.
แม้ใน ๒ บทที่เหลือ ก็นัยนี้แล.
ความละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ ในกายทวาร เรียกชื่อว่า
อนาจารเป็นไปทางกาย. แม้ใน ๒ บทที่เหลือ ก็นัยนี้แล.
ความลบล้างด้วยข้อที่ไม่ศึกษาสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ในกายทวาร
เรียกชื่อว่า ความลบล้างเป็นไปทางกาย.
อธิบายว่า การผลาญ คือล้างผลาญ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็นัยนี้
แล.
การหุงน้ำมันและดองยาเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งเวชกรรมที่ทำแก่
คนที่ทรงห้ามเป็นต้น เรียกชื่อว่า มิจฉาชีพเป็นไปทางกา การรับและ
บอกข่าวสาส์นเป็นต้น ของพวกคฤหัสถ์ เรียกชื่อว่า มิจฉาชีพเป็นไป
ทางวาจา. กิจทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่ามิจฉาชีพเป็นไปทั้งทางกายทั้งทางวาจา.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในตัชชนียกรรมนั่นแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปฏิสารณียกรรม
ก็แลวินิจฉัยในเรื่องพระสุธรรม พึงทราบดังนี้:-
๑. สมนฺ ต. ทุติย. ๑๒๗
บทว่า อนปโลเกตฺวา ได้แก่ ไม่บอกเล่า.
บทว่า เอตทโวจ มีความว่า พระสุธรรมถามว่า คหบดีขาทนีย
โภชนียะนั้น ท่านจัดเอาไว้เพื่อพระเถระทั้งหลายหรือ? ดังนี้แล้วให้
เปิดทั้งหมดเห็นแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้.
คำว่า เอกา จ โข อิธ นตฺถิ, ยทิทํ ติลสงฺคุฬิกา
มีความว่า ขนมนี้ใด เขาเรียกกันว่า ขนมแดกงา, ขนมนั้นไม่มี.
ได้ยินว่า ขนมแปลกชนิดหนึ่ง ได้มีในต้นวงศ์ของคหบดีนั้น.
เพราะเหตุนั้น พระเถระประสงค์จะด่าคหบดีนั้นกระทบชาติ จึงกล่าว
อย่างนั้น.
คำว่า ยเทว กิญฺจิ เป็นต้น มีความว่า เมื่อพุทธวจนะมีมาก
อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าสุธรรมละพุทธวจนะเป็นอันมากซึ่งเป็นรัตนะเสีย
กล่าวคำว่าขนมแดกงาซึ่งเป็นคำหยาบนั่นแล.
คหบดีแสดงเนื้อความนี้ ด้วยอุทาหรณ์เรื่องลูกไก่ว่า ลูกไก่นั้นไม่
ได้ขันอย่างกา ไม่ได้ขันอย่างไก่ฉันใด, ท่านไม่ได้กล่าวคำของภิกษุ ไม่ได้
กล่าวคำของคฤหัสถ์ฉันนั้น.
ติกะทั้งหลาย มีคำว่า อสมฺมุขา กตํ เป็นต้น มีประการดังกล่าว
แล้วนั่นแล. ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ไม่เหมือนกับภิกษุรูปก่อนๆ.
บรรดาองค์เหล่านั้น มีคำว่า คิหีนํ อลาภาย เป็นต้น ความว่า
คฤหัสถ์ทั้งหลายจะไม่ได้ลาภด้วยประการใด, เมื่อภิกษุขวนขวายคือ พยา-
ยามด้วยประการนั้น ชื่อว่า ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภ. ในอนัตถะเป็นต้น
ก็นัยนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น ความเสียประโยชน์ ชื่อ อนัตถะ.
บทว่า อนตฺถาย ได้แก่ เพื่อความเสียประโยชน์.
ความอยู่ในที่นั้นไม่ได้ ชื่อว่าความอยู่ไม่ได้.
ข้อว่า คิหีนํ พุทฺธสฺส อวณฺณํ มีความว่า กล่าวติพระพุทธ-
เจ้าในสำนักคฤหัสถ์.
ข้อว่า ธมฺมิกํ ปฏิสฺสวํ น สจฺจาเปติ มีความว่า ความรับ
จะเป็นจริงได้ด้วยประการใด เธอไม่ทำด้วยประการนั้น; คือ รับการ
จำพรรษาแล้วไม่ไป หรือไม่ทำกรรมเห็นปานนั้นอย่างอื่น.
คำว่า ปญฺจนฺนํ ภิกฺขเว เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เพื่อแสดงข้อที่ภิกษุผู้ควรแก่กรรม แม้ด้วยองค์อันเดียว.
คำที่เหลือในเรื่องนี้ มีความตื้น และมีนัยดังกล่าวแล้วในตัชชนีย-
กรรมทั้งนั้น.
อุกเขปนียกรรม
วินิจฉัยในเรื่องพระฉันนะ พึงทราบดังนี้ :-
คำว่า อาวาสปรมฺปรญฺจ ภิกฺขเว สํสถ มีความว่า และ
ท่านทั้งหลายจงบอกในอาวาสทั้งปวง.
ในบทว่า ภณฺฑนการโก เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า สงฆ์พึงยก
อาบัติที่ต้อง เพราะปัจจัยมีความบาดหมางเป็นต้น กระทำกรรมเพราะไม่
เห็นอาบัตินั้นนั่นแล.
ติกะทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้วเหมือนกัน. แต่ความประพฤติ
ชอบในเรื่องพระฉันนะนี้ มีวัตร ๔๓ ข้อ.
บรรดาวัตรเหล่านั้น ข้อว่า น อนุทฺธํเสตพฺโพ ได้แก่ ไม่พึง
โจทภิกษุอื่น.
ข้อว่า น ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ได้แก่ ไม่พึงยุภิกษุอื่นกับภิกษุอื่นให้
แตกกัน .
ข้อว่า น คิหิโช ได้แก่ ไม่พึงทรงผ้าขาว ผ้าไม่ได้ตัดชาย
และผ้ามีลายดอกไม้.
ข้อว่า น ติตฺถิยธโช ได้แก่ ไม่พึงทรงผ้าคากรองเป็นต้น .
ข้อว่า น อาสาเทตพฺโพ ได้แก่ ไม่พึงรุกรานภิกษุอื่น.
สองบทว่า อนฺโต วา พหิ วา ได้แก่ จากข้างในก็ดี จาก
ข้างนอกก็ดี แห่งกุฎีที่อยู่.
สามบท มีบทว่า น ติตฺถิยา เป็นต้น ตื้นทั้งนั้น.
ข้าพเจ้าจักพรรณนาบทที่เหลือทั้งหมด ในปาริวาสิกักขันธกะ.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในตัชชนียกรรมนั่นแล.
อุกเขปนียกรรมในเพราะไม่ทำคืนอาบัติ คล้ายกับอุกเขปนียกรรม
ในเพราะไม่เห็นอาบัตินี้แล.
เรื่องอริฏฐภิกษุ ได้กล่าวแล้วในวรรณนาแห่งขุททกกัณฑ์.๑
วินิจฉัยในบทว่า ภณฺฑนการโก เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-
๑. สมนต. ทุติย. ๔๖๓.
ภิกษุอาศัยทิฏฐิใด จึงทำความบาดหมางเป็นต้น, พึงทำกรรม ใน
เพราะไม่สละทิฏฐินั้นนั่นแล
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในตัชชนียกรรมนั่นแล.
แม้ความประพฤติชอบในอุกเขปนียกรรม เพราะไม่สละทิฏฐิลามกนี้
ก็มีวัตร ๔๓ ข้อ เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้.
กัมมักขันธกวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปาริวาสิกักขันธกวรรณนา
ปาริวาสิกวัตรกถา
วินิจฉัยในปาริวาสิกักขันธกะ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า ปาริวาสิกา ได้เเก่ ภิกษุผู้อยู่ปริวาส.
ในคำว่า ปาริวาสิกา นั้น ปริวาสมี ๔ อย่าง คือ อัป-
ปฏิจฉันนปริวาส ๑ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ สุทธันตปริวาส ๑ สโมธาน
ปริวาส ๑.
บรรดาปริวาส ๔ อย่างนั้น ติตถิยปริวาส ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ในมหาขันธกะอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดแม้อื่นผู้เคย
เป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชา หวังอุปสมบท ในธรรมวินัยนี้,
สงฆ์พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่บุคคลนั้น ดังนี้ ชื่ออัปปฏิจฉันนปริวาส
คำใดที่จะพึงกล่าวในอัปปฏิจฉันนปริวาสนั้น คำนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ดี
แล้วแล. แต่ว่าอัปปฏิจฉันนปริวาสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประสงค์
ในปาริวาสิกักขันธกะนี้. ปริวาส ๓ อย่างที่เหลือ สงฆ์พึงให้แก่ภิกษุผู้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วและปกปิดไว้. คำใดที่จะพึงกล่าวในปริวาส ๓
อย่างนั้น คำนั้นข้าพเจ้าจักพรรณนาในสมุจจยักขันธกะ. ก็แลปริวาส ๓
อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ในปาริวาสิกักขันธกะนี้. เพราะ
เหตุนั้น ภิกษุผู้อยู่ปริวาสอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ ปริวาสนี้ พึงทราบว่า
ปาริวาสิกภิกษุ.
สองบทว่า ปกตตฺตานํ ภิกฺขูนํ ได้แก่ภิกษุปกตัตตะที่เหลือ
โดยที่สุดแม้ภิกษุผู้ควรแก่มูลายปฏิกัสสนาเป็นต้น เว้นปาริวาสิกภิกษุผู้ใหม่
กว่าเสีย.
สองบทว่า อภิวาทนํ ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความว่า ภิกษุปกตัตตะ
เหล่านั้น ทำควานเคารพมีอภิวาทเป็นต้น อันใด ปาริวาสิกภิกษุทั้ง-
หลายย่อมยินดี คือ ยอมรับความเคารพอันนั้น. อธิบายว่า ไม่ห้าม
เสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามีจิกมฺมํ นี้ เป็นชื่อของอภิสมา-
จาริกวัตร มีการพัดลมให้เป็นต้น แก่ภิกษุอื่นซึ่งสมควร เว้นความ
เคารพมีอภิวาทเป็นต้นเสีย.
บทว่า อาสนาภิหารํ ได้แก่ การจัดอาสนะให้ คือ หยิบอาสนะ
ไปให้ คือ ปูลาดให้นั่งเอง. แม้ในการจัดที่นอนให้ ก็นัยนี้แล.
บทว่า ปาโททกํ นั้น ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า.
บทว่า ปาทปีฐํ นั้น ได้แก่ ตั่งสำหรับรองเท้าที่ล้างแล้ว.
บทว่า ปาทกถลิกํ นั้น ได้แก่ แผ่นกระดานสำหรับวางเท้า.
ซึ่งยังไม่ได้ล้าง หรือแผ่นกระดานสำหรับเช็ดเท้า.
สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า คงเป็นอาบัติ
ทุกกฏแก่ภิกษุผู้ยินดี แม้ของสัทธิวิหาริกเป็นต้น . เพราะเหตุนั้น ปาริ-
วาสิกภิกษุนั้น พึงบอกนิสิตทั้งหลายมีสัทธิวิหาริกเป็นต้นนั้น ว่า ข้าพเจ้า
กำลังทำวินัยกรรมอยู่, พวกท่านอย่าทำวัตรแก่ข้าพเจ้าเลย อย่าบอกลา
เข้าบ้านกะข้าพเจ้าเลย. ถ้าพวกกุลบุตรผู้มีศรัทธาบวชกล่าวว่า ขอท่าน
จงทำวินัยกรรมของท่านเถิด ขอรับ ดังนี้ แล้วยังคงทำวัตร ทั้งบอก
ลาเข้าบ้านด้วย จำเดิมแต่เวลาที่ห้ามแล้วไป ไม่เป็นอาบัติ .
สองบทว่า มิถุ ยถาวุฑฺฒํ มีความว่า ในปาริวาสิกภิกษุ
ด้วยกัน ภิกษุใด ๆ เป็นผู้แก่กว่ากันและกัน. เราอนุญาตให้ภิกษุนั้น ๆ
ยินดีอภิวาทเป็นต้นของภิกษุผู้อ่อนกว่าได้.
สองบทว่า ปญฺจ ยถาวุฑฺฒํ มีความว่า เราอนุญาตส่วน ๕
ตามลำดับผู้แก่ พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายแม้ผู้ปกตัตตะ เพราะเหตุนั้นเมื่อ
กำลังสวดปาติโมกข์ ปาริวาสิกภิกษุนั่งในหัตถบาส ย่อมควร.
แต่ในมหาปัจจรีกล่าวว่า อย่านั่งในลำดับ พึงละลำดับเสีย แต่
อย่านั่งละหัตถบาส.
เมื่อทำปาริสุทธิอุโบสถ พึงนั่งในที่ของสังฆนวกะ และคงนั่งใน
ที่นั้นเอง ทำปาริสุทธิอุโบสถในลำดับของตน.
แต่ในมหาปัจจรีกล่าวว่า พึงทำปาริสุทธิอุโบสถในลำดับ. แม้เมื่อ
ทำปวารณาเล่า ก็พึงนั่งในที่ของสังฆนวกะ และคงนั่งในที่นั้นเอง
ปวารณาในลำดับของตน. แม้ผ้าวัสสิกสาฎกที่สงฆ์ตีระฆังแล้วแจกกัน
ปาริวาสิกภิกษุจะรับในที่ซึ่งถึงแก่ตนก็ควร.
ภัตอันภิกษุสละให้ เรียกว่า ภัตที่ภิกษุโอนให้. ก็ถ้าอุทเทสภัต
เป็นต้น ๒-๓ ที่ถึงแก่ปาริวาสิกภิกษุไซร้. แต่เธอมีความหวังเฉพาะปุค-
คลิกภัตอื่น, อุทเทสภัตเป็นต้นเหล่านั้น เธอพึงรับตามลำดับ แล้ว
บอกสละเสียว่า ท่านจงให้ผมรับคราวหลังเถิดขอรับ, วันนี้ความหวัง
เฉพาะภัตของผมมี, พรุ่งนี้ผมจักรับ. ด้วยการเสียสละอย่างนี้ เธอย่อม
ได้เพื่อรับภัตเหล่านั้นในวันรุ่งขึ้น.
ในกุรุนทีกล่าวว่า ในวันรุ่งขึ้น พึงให้แก่ปาริวาสิกภิกษุนั้น
ก่อนภิกษุทั้งปวง. แต่ถ้าเธอไม่รับ ไม่โอนให้เสีย, ในวันรุ่งขึ้นย่อม
ไม่ได้. ภัตที่ภิกษุโอนให้นี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเฉพาะ
ปาริวาสิกภิกษุเท่านั้น.
เพราะเหตุไร? เพราะว่า ยาคู และของขบเคี้ยวเป็นต้นในโรง
อาหาร ย่อมถึงแก่เธอผู้นั่งในที่สังฆนวกะบ้าง ไม่ถึงบ้าง เพราะเหตุนั้น
ภัตที่ภิกษุโอนให้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตเฉพาะเพื่อทำการ
สงเคราะห์แก่ปาริวาสิกภิกษุนั้นว่า เธออย่าต้องลำบากด้วยภิกษาจารเลย.
บทว่า ภตฺตํ ได้แก่ จตุสาลภัตของสงฆ์ในวิหารที่ภิกษุผู้มา
แล้ว พึงรับไปตามลำดับผู้แก่, ปาริวาสิกภิกษุย่อมได้ภัตนั้น ตามลำดับ
ผู้แก่. แต่ไม่ได้เพื่อไปหรือยืนในแถว. เพราะเหตุนั้น พึงถอยห่างจาก
แถวแล้วยืนในหัตถบาส เอื้อมมือรับอย่างเหยี่ยวโผลงฉวยเอาฉะนั้น.
เธอไม่ได้เพื่อจะใช้อารามิกบุรุษหรือสมณุทเทสให้นำมา. ถ้าเขานามาเอง
ข้อนั้นควรอยู่ แม้ในมหาเปฬภัตของพระราชาก็นัยนี้แล.
ในมหาปัจจรีกล่าวว่า แต่ในจตุสาลภัต ถ้าปาริวาสิกภิกษุ เป็น
ผู้ใคร่จะทำการโอนให้ไซร้, เมื่ออาหารอัน เขายกขึ้นแล้วเพื่อตนพึงบอกว่า
วันนี้ ภัตของเราย่อมมี, พรุ่งนี้เราจักรับ ดังนี้ ในวันรุ่งขึ้นย่อมได้
อาหาร ๒ ส่วน. แม้อุทเทสภัตเป็นต้น พึงถอยห่างจากแถวก่อนจึงรับ .
และพวกทายกนิมนต์ให้นั่งในที่ใดแล้วอังคาส, พึงเป็นหัวหน้าของพวก
สามเณร เป็นสังฆนวกะของพวกภิกษุ นั่งในที่นั้น.
บัดนี้ วินิจฉัยความประพฤติชอบที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นี้.
บทว่า น อุปสมฺปาเทตพฺพํ มีความว่า เป็นอุปัชฌาย์ไม่
พึงให้อุปสมบท แต่จะเก็บวัตรแล้วให้อุปสมบท ควรอยู่.
เป็นอาจารย์แล้ว แม้กรรมวาจาก็ไม่ควรสวด, เมื่อภิกษุอื่นไม่มี
จะเก็บวัตรแล้วสวด ควรอยู่.
บทว่า น นิสฺสโย ทาตพฺโพ มีความว่า ไม่พึงให้นิสัย
แก่พวกภิกษุอาคันตุกะ. แม้ภิกษุเหล่าใดได้ถือนิสัยตามปกติเทียว พึง
บอกภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าพเจ้ากำลังทำวินัยกรรม. พวกท่านจงถือนิสัย
ในสำนักพระเถระชื่อโน้น อย่าทำวัตรแก่ข้าพเจ้าเลย อย่าบอกลาเข้า
บ้านกะข้าพเจ้าเลย. ถ้าแม้เมื่อบอกอย่างนั้นแล้ว พวกนิสิตก็ยังขืนทำ
แม้พวกเธอยังขืนทำอยู่ จำเดิมแต่กาลที่ได้ห้ามแล้วไป ไม่เป็นอาบัติแก่
ปาริวาสิกภิกษุนั้น.
บทว่า น สามเณโร มีความว่า ไม่พึงรับสามเณรอื่น; แม้
พวกสามเณรที่คนเป็นอุปัชฌาย์รับเอาไว้ ตนก็ควรบอกว่า ข้าพเจ้ากำลัง
ทำวินัยกรรม, พวกเธออย่าทำวัตรแก่ข้าพเจ้าเลย อย่าบอกลาเข้าบ้านกะ
ข้าพเจ้าเลย. ถ้าแม้เมื่อบอกอย่างนั้นแล้ว เธอทั้งหลายยังขืนทำ; แม้เมื่อ
เธอทั้งหลายขืนทำอยู่ เดิมแต่กาลที่ได้ห้ามแล้วไป ไม่เป็นอาบัติแก่
ปาริวาสิกภิกษุนั้น.
ขึ้นชื่อว่า การสมมติให้เป็นผู้สอนนางภิกษุณี ซึ่งเป็นตำแหน่ง
ของผู้เป็นใหญ่ ท่านห้าม, เพราะฉะนั้น ปาริวาสิกภิกษุพึงเรียนแก่ภิกษุ
สงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ากำลังทำวินัยกรรม, ท่านทั้งหลายจงรู้ภิกษุ
ผู้สอนนางภิกษุณี หรือพึงมอบภาระแก่ภิกษุผู้สามารถก็ได้ และพึงบอก
นางภิกษุณีทั้งหลายที่พากันมาว่า ท่านทั้งหลาย จงไปหาสงฆ์. สงฆ์จัก
รู้ภิกษุผู้ให้โอวาทแก่ท่านทั้งหลาย หรือพึงบอกว่า ข้าพเจ้ากำลังทำวินัย
กรรม ท่านทั้งหลายจงไปหาภิกษุผู้ชื่อโน้น. เธอจักให้โอวาทแก่ท่าน
ทั้งหลาย.
บทว่า สา อาปตฺติ มีความว่า ไม่พึงถึงการปล่อยสุกกะอีก
ในเมื่อปริวาสเพื่อการปล่อยสุกกะอันสงฆ์ให้แล้ว.
สองบทว่า อญฺญา วา ตาทิสิกา ได้แก่ ครุกาบัติมีกาย-
สังสัคคะเป็นต้น.
สองบทว่า ตโต วา ปาปิฏฺฐตรา ได้แก่ อาบัติปาราชิก,
ในอาบัติ ๗ อาบัติทุพภาสิต เป็นอาบัติเลวทราม อาบัติทุกกฏ เป็น
อาบัติเลวทรามกว่า อาบัติทุกกฏเป็นอาบัติเลวทราม อาบัติปาฏิเทสนียะ
เป็นอาบัติเลวทรามกว่า.
พึงทราบนัยในอาบัติปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย สังฆาทิเสส และปาราชิก
โดยอุบายอย่างนี้.
แม้ในวัตถุทั้งหลายแห่งอาบัติเหล่านั้น พึงทราบความต่างกันโดย
นัยก่อนนั่นแล วัตถุแห่งทุพภาสิตเลวทราม วัตถุแห่งทุกกฏเลวทรามกว่า
แต่ในสิกขาบทที่เป็นปัณณัตติวัชชะ ทั้งวัตถุ ทั้งอาบัติเลวทราม. ส่วน
สิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะ เลวทรามกว่าทั้ง ๒ อย่าง. กรรมวาจาแห่ง
ปริวาสท่านเรียกว่ากรรม, ไม่พึงติด้วยคำเป็นต้นว่า กรรมนั้น ไม่เป็น
อันทำ ทำเสีย หรือด้วยคำเป็นต้นว่า กรรมชนิดนี้เป็นกสิกรรม เป็น
โครักขกรรมด้วยหรือ?
บทว่า กมฺมิกา มีความว่า กรรมอันภิกษุเหล่าใดทำแล้วภิกษุ
เหล่านั้น ท่านเรียกว่า กัมมิกา.
ไม่พึงติภิกษุเหล่านั้นด้วยคำว่า เป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นต้น.
ข้อว่า น สวจนียํ กาตพฺพํ มีความว่า ไม่พึงทำความ
เป็นผู้มีคำจำต้องกล่าว เพื่อประโยชน์แก่การประวิงหรือเพื่อประโยชน์แก่
การเกาะด้วย.
จริงอยู่ เมื่อจะทำเพื่อประโยชน์แก่การประวิง ย่อมทำอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าจะทำท่านให้เป็นผู้ให้การโนคดีนี้, ท่านอย่าได้ย่างออกจากอาวาสนี้
แม้เพียงก้าวเดียว ตลอดเวลาที่อธิกรณ์ยังระงับไม่เสร็จ ดังนี้, เมื่อจะ
ทำเพื่อประโยชน์แก่การเกาะตัว ย่อมทำอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะทำท่านให้
เป็นผู้ให้การ, ท่านจงมา ไปต่อหน้าพระวินัยธร พร้อมกับข้าพเจ้า
ไม่พึงทำความเป็นผู้มีคำจำต้องกล่าวทั้ง ๒ อย่างนั้น.
บทว่า น อนุวาโท มีความว่า ไม่พึงรับตำแหน่งหัวหน้าใน
วิหาร, คือ ไม่พึงเป็นผู้สวดปาติโมกข์ หรือเชิญแสดงธรรม ไม่พึง
ทำการเนื่องด้วยความเป็นใหญ่ แม้ด้วยอำนาจสมมติอย่างหนึ่งในสมมติ
๑๓.
บทว่า น โอกาโส มีความว่า ไม่พึงทำโอกาสแก่ภิกษุผู้ปกตัตตะ
อย่างนี้ว่า ท่านจงทำโอกาสแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าอยากจะพูดกะท่าน, คือ
ไม่พึงโจทด้วยวัตถุหรืออาบัติ, ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การด้วยคำว่า นี้เป็น
โทษของท่านหรือ ?
บทว่า น ภิกฺขู ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชตพฺพํ มีความว่า ไม่พึง
ช่วยกันและกันให้ทำความทะเลาะ.
บทว่า ปูรโต มีความว่า เป็นสังฆเถระไม่ควรไปข้างหน้า คือ
พึงละการไปใกล้กันเสีย ๑๒ ศอก ไปตามลำพัง. แม้ในการนั่งก็มีนัย
เหมือนกัน .
อาสนะที่จัดว่าสุดท้ายของสังฆนวกะ ในโรงอาหารเป็นต้น ชื่อว่า
อาสนะสุดท้าย, อาสนะสุดท้ายนั้น ควรให้แก่ปาริวาสิกภิกษุนั้น, เธอ
พึงนั่งบนอาสนะนั้น.
สุดท้ายของที่นอนทั้งหลาย ได้แก่ เตียงตั่งที่เลวกว่าเตียงตั่งทั้ง
หมด ชื่อว่า ที่นอนสุดท้าย. จริงอยู่ ปาริวาสิกภิกษุนี้ ไม่ได้เพื่อ
ถือเอาที่นอนในที่ซึ่งถึงแก่ตนตามลำดับพรรษา. แต่ที่นอนที่เลว ซึ่ง
สานด้วยหวายและเปลือกไม้เป็นต้น มีขี้เรือดเกรอะกรัง ที่เหลือจากที่
นอนซึ่งภิกษุทั้งปวงเลือกถือเอาแล้ว ควรให้แก่เธอ.
บทว่า วิหารปริยนฺโต มีความว่า เหมือนอย่างว่า ที่นอน
เป็นฉันใด ที่อยู่ก็เป็นฉันนั้น, อีกอย่างหนึ่ง แม้อาวาสก็ไม่ควรแก่เธอ
ในที่ซึ่งถึงแก่ตนตามลำดับพรรษา. แต่บรรณศาลาที่มีพื้น มาด้วยธุลี
เต็มไปด้วยมูลค้างคาวและหนู ซึ่งเหลือจากที่ภิกษุทั้งปวงเลือกถือแล้ว
ควรให้แก่เธอ. ถ้าภิกษุปกตัตตะทั้งหมด ถือรุกขมูล หรืออัพโภกาส
ไม่เข้าที่มุง, อาวาสทั้งหมดจัดว่าเป็นอาวาสที่ภิกษุเหล่านั้นละเลยเสียแล้ว .
บรรดาอาวาสเหล่านั้น เธอย่อมได้อาวาสที่คนต้องการ.
อนึ่ง ในวันวัสสูปนายิกา เธอย่อมได้เพื่อยืนอยู่ข้างหนึ่งรับปัจจัย
ตามลำดับพรรษา, แต่ไม่ได้เพื่อถือเอาเสนาสนะ. ปาริวาสิกภิกษุผู้ใคร่
จะถือเอาเสนาสนะที่มีผ้าจำนำพรรษาเป็นนิตย์ พึงเก็บวัตรก่อนแล้วจึงถือ
เอา.
บทว่า เตน จ โส สาทิตพฺโพ มีความว่า ภิกษุทั้งหลาย
ให้อาสนะสุดท้ายเป็นต้นอันใดแก่เธอ, อาสนะสุดท้ายเป็นต้นนั้นแล อัน
เธอพึงรับ .
บทว่า ปุเรสมเณน วา ปจฺฉาสมเณน วา มีความว่า
เธอรับนิมนต์ในที่แห่งญาติและคนปวารณาว่า ขอท่านจงพาภิกษุมาเท่านี้
ดังนี้ แล้วชักชวนอย่างนี้ว่า สกุลชื่อโน้น นิมนต์ภิกษุทั้งหลายขอรับ,
พวกท่านจงมา เราทั้งหลายจงไปในสกุลนั้น ดังนี้ ไม่พึงทำภิกษุผู้
ปกตัตตะ ให้เป็นปุเรสมณะหรือปัจฉาสมณะไป.
แต่ว่าสมควรจะกล่าวโดยปริยายอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ชนทั้ง
หลายในบ้านชื่อโน้น หวังความมาภิกษุทั้งหลาย, ดีแล้วหนอ ถ้า
ท่านทั้งหลายพึงทำความสงเคราะห์แก่ชนเหล่านั้น .
บทว่า น อารญฺญิกงฺคํ มีความว่า เมื่อระอาที่จะบอกแก่
ภิกษุทั้งหลายที่มาแล้ว ๆ ไม่ควรสมาทานอารัญญิกธุดงค์.
อารัญญิกธุดงค์นั้น แม้ภิกษุใดสมาทานแล้วตามปกติ ภิกษุนั้น
พึงชวนภิกษุผู้เป็นเพื่อนรับอรุณในป่า, แต่ไม่ควรไปตามลำพัง.
อนึ่ง เมื่อเบื่อหน่ายการนั่งบนอาสนะสุดท้ายในโรงอาหารเป็น
ต้น ไม่ควรสมาทานแม้ซึ่งปิณฑปาติกธุดงค์ แต่ไม่มีการห้ามแก่ภิกษุผู้
ถือบิณฑบาตตามปกติ.
บทว่า น จ ตปฺปจฺจยา มีความว่า ไม่ควรให้นำบิณฑบาต
ออกไป เพราะเหตุนี้ว่า เราเป็นผู้มีอาหารอันน่าไปแล้วนั่งฉันอยู่ใน
กุฎีที่อยู่นั้นแล จักนับราตรีได้ คือว่า รัตติเฉท พึงมีแก่เราผู้ไปเห็น
ภิกษุมาในบ้านแล้วไม่บอก.
บทว่า มา มํ ชานึสุ มีความว่า เธอไม่ได้แม้เพื่อให้
สามเณรหุงต้มฉันที่วัด ด้วยอัธยาศัยนี้ว่า แม้ภิกษุรูปเดียว จงอย่ารู้จัก
เรา, คือพึงเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตนั่งเอง. แต่ปาริวาสิกภิกษุผู้อาพาธ
หรือผู้ขวนขวายในนวกรรม และกิจของอาจารย์อุปัชฌาย์ เป็นต้น
ควรอยู่ในกุฎีทีอยู่แท้. ถ้าภิกษุหลายร้อยรูปเที่ยวอยู่ในบ้าน ไม่สามารถ
จะบอกได้, ควรไปยังคามกาวาสแล้วอยู่ในที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกัน .
แม้เป็นอาคันตุกะมายังวัดบางตำบล ก็พึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายใน
วัดนั้น. ถ้าเห็นภิกษุทั้งหมดอยู่ในที่เดียวกัน พึงยืนบอกในที่เดียวกันที
เดียว ถ้าภิกษุทั้งหลายแยก ๆ กันอยู่ตามโคนไม้เป็นต้น, พึงไปบอกใน
ที่นั้นๆ. เมื่อจงใจไม่บอก เป็นรัตติเฉทด้วย เป็นทุกกฏเพราะวัตต-
เภทด้วย ถ้าค้นไม่พบบางพวก เป็นแต่รัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะ
วัตตเภท.
บทว่า อาคนฺตุกสฺส มีความว่า พึงบอกแก่ภิกษุอาคันตุกะรูป
เดียว หรือหลายรูป แม้ที่มาสู่กุฎีที่อยู่ของตน ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
อนึ่ง แม้รัตติเฉทและวัตตเภท ในอาคันตุกาโรจนาธิการนี้ ก็
พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.
ถ้าภิกษุอาคันคุกะพักครู่เดียว หรือไม่พัก ไม่ไปในท่ามกลางวัด
อย่างนั้น. ควรบอกแม้แก่ภิกษุอาคันตะกะเหล่านั้น, ถ้าภิกษุอาคันตุกะ
ไปเสียแต่เมื่อปาริวาสิกภิกษุนั้นยังไม่ทันรู้ แต่ว่าปาริวาสิกภิกษุนี้รู้ในเวลา
ที่ไปเสียแล้ว, พึงไปบอก. เมื่อไม่อาจจะไปทัน คงเป็นแต่รัตติเฉท
ไม่เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภท.
ฝ่ายภิกษุอาคันตุกะเหล่าใด ไม่เข้าสู่ภายในวัด เข้าอุปจารสีมา
แล้วไปเสีย, และปาริวาสิกภิกษุนี้ได้ยินเสียงร่ม หรือเสียงไอ หรือ
เสียงจาม ของภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น รู้ว่าเป็นอาคันตุกะ พึงไป
บอก. แม้รู้ในเวลาที่พวกเธอไปแล้ว ก็ควรตามไปบอกจนได้ เมื่อไม่
สามารถจะไปทัน คงเป็นแต่รัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภท.
ฝ่ายภิกษุอาคันตุกะใด มาในกลางคืนแล้ว ไปเสียในกลางคืนนั่น
เอง แม้ภิกษุอาคันตุกะนั้น ย่อมทำรัตติเฉทแก่ปาริวาสิกภิกษุนั้น. แต่
เพราะไม่รู้ จึงไม่มีอาบัติทุกกฏเพราะวัตตเภท.
ในกุรุนทีกล่าวว่า ถ้าไม่ทันรู้กระทำอัพภานกรรม ๆ นั้น ไม่เป็น
อันทำแท้ เพราะเหตุนั้น ควรนับราตรีให้เกินไว้ แล้วจึงค่อยทำ
อัพภานกรรม. นี้เป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด.
เห็นภิกษุไปเรือในแม่น้ำเป็นต้นก็ดี ยืนอยู่ที่ฟากโน้นก็ดี ไปใน
อากาศก็ดี ตั้งอยู่ในที่ไกลมีภูเขาบนบกและป่าเป็นต้นก็ดี, ถ้ามีความ
กำหนดได้ว่า เป็นภิกษุ พึงไปบอกด้วยเรือเป็นต้นก็ได้ พึงรีบตามไป
บอกก็ได้. เมื่อไม่บอกเป็นรัตติเฉทด้วย เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภทด้วย.
ถ้าว่า แม้พยามอยู่ ก็ไม่สามารถจะไปทัน หรือให้ได้ยิน เป็นเพียง
รัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภท.
ฝ่ายพระสังฆเสนาภยเถระ กล่าวด้วยอำนาจแห่งวิสัยและอวิสัยว่า
ได้ยินว่า เมื่อไม่บอก ในวิสัย (ที่จะบอกได้) เป็นรัตติเฉทด้วย
เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภทด้วย, แต่ในอวิสัยไม่มีทั้ง ๒ อย่าง. ส่วนพระ
กรวิกติสสเถระกล่าวว่า ความกำหนดว่า ผู้นี้เป็นสมณะนั่นแลเป็นประ-
มาณ. ถ้าแม้ไม่ใช่วิสัย, ไม่มีทุกกฏ เพราะวัตตเภทเท่านั้น แต่คง
เป็นรัตติเฉทแท้.
บทว่า อุโปสเถ มีความว่า จริงอยู่ ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย
ย่อมมาด้วยตั้งใจว่า เราจักทันอุโบสถ แม้ไปด้วยฤทธิ์ทราบว่า เป็น
วันอุโบสถ ย่อมลงทำอุโบสถกรรม. เพราะเหตุนั้น จึงควรบอกใน
วันอุโบสถ เพื่อชำระอาคันตุกะ. แม้ในปวารณา ก็มีนัยเหมือนกัน
ผู้อาพาธ นั้น ได้แก่ ภิกษุผู้ไม่สามารถจะไป.
แม้วินิจฉัยในคำว่า ทูเตน นี้ พึงทราบว่า ไม่ควรส่งอนุป-
สัมบันไป. พึงส่งภิกษุให้ไปบอก.
บทว่า อภิกฺขุโก อาวาโส ได้แก่ วัดที่ว่าง, ภิกษุแม้รูป
เดียว ไม่มีในวัดใด ไม่พึงไปเพื่อต้องการอยู่ในวัดนั้น เพราะราตรี
ที่อยู่ในวัดว่างเปล่านั้น เป็นราตรีที่ไม่ยอมให้นับ. แต่จะอยู่กับภิกษุปก-
ตัตตะ สมควรอยู่. แต่เมื่ออันตราย ๑๐ อย่างมีอยู่ ถึงแม้ว่า ราตรี
ทั้งหลายจะไม่ยอมให้นับ ก็ควรไปเสีย เพื่อพ้นจากอันตรายแท้. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เว้นแต่อันตราย ดังนี้ จึงไม่
ควรทำวินัยกรรมกับภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส. แม้เพราะไม่บอกแก่ภิกษุ
นานาสังวาสเหล่านั้น รัตติเฉทย่อมไม่มี, ที่อยู่นั้นย่อมเป็นเหมือนอาวาส
ไม่มีภิกษุนั่งเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า ใน
อาวาสใดเล่า ภิกษุทั้งหลายเป็นนานาสังวาส?
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในอุโบสถักขันธกะนั่นแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

วินิจฉัยในบทว่า เอกจฺฉนฺเน อาวาเส เป็นต้น พึงทราบ
ดังนี้:-
เสนาสนะที่ทำไว้เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ ชื่อว่าอาวาส.
สถานมีอาทิอย่างนี้ คือ เรือนเจดีย์ เรือนโพธิ ร้านเก็บไม้
กวาด ร้านเก็บไม้ โรงน้ำ เวจกุฎี ซุ้มประตู ชื่อ อนาวาส.
หมวด ๒ แห่งอาวาสและอนาวาสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือ
เอาด้วยบทที่ ๓.
ในมหาปัจจรี กล่าวว่า ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรแล้วไม่ได้เพื่อยู่ใน
โอกาสเหล่านี้ โอกาสอันใดอันหนึ่ง ซึ่งมุงเป็นอันเดียวกัน กำหนด
ด้วยที่ตกแห่งน้ำจากชายคา. แต่ปาริวาสิกภิกษุ ไม่ได้เพื่ออยู่ภายใน
อาวาสเท่านั้น.
ส่วนมหาอรรถกถาแก้ว่า การอยู่นั้น ห้ามด้วยชายคา โดยไม่
แปลกกัน.
ในกุรุนทีแก้ว่า การที่ปาริวาสิกภิกษุและภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตรอยู่
ร่วมกับภิกษุปกตัตตะ ในที่มุงด้วยเครื่องมุง ๕ อย่าง เหล่านั้น ท่าน
ห้ามด้วยชายคา.
เพราะเหตุนั้น ปาริวาสิกภิกษุไม่ควรอยู่ในที่มุงอันเดียวกัน แม้
มีอุปจารต่างๆ กัน. ก็ถ้าว่า เป็นภิกษุผู้ปกตัตตะ แม้อุปสมบทในวัน
นั้น เข้าไปนอนก่อนในโอกาสที่มุงอันเดียวกันนี้ ปาริวาสิกภิกษุ แม้
มีพรรษา ๖๐ เข้าไปทีหลังรู้อยู่และนอน เป็นรัตติเฉทด้วย เป็นทุกกฏ
เพราะวัตตเภทด้วย. เมื่อไม่รู้ เป็นแต่รัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะ
วัตตเภท. แต่ถ้าเมื่อปาริวาสิกภิกษุนั้นนอนก่อน ภิกษุผู้ปกตัตตะเข้าไป
นอนที่หลัง, และปาริวาสิกภิกษุรู้อยู่, เป็นรัตติเฉทด้วย เป็นทุกกฏ
เพราะวัตตเภทด้วย. ถ้าไม่รู้, เป็นเพียงรัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะ
วัตตเภท.
สองบทว่า วุฏฺฐาตพฺพํ นิมนฺเตตพฺโพ มีความว่า ปาริ-
วาสิกภิกษุ เห็นภิกษุปกตัตตะ แม้อุปสมบทในวันนั้น พึงลุกขึ้นแท้,
และครั้นลุกขึ้นแล้ว ไม่พึงหลบหน้าไปเสีย ด้วยคิดว่า เรานั่งสบายแล้ว
ภิกษุนี้ทำให้เราต้องลุก. ภิกษุปกตัตตะนั้น อันเธอพึงนิมนต์ อย่างนี้
แลว่า ท่านอาจารย์ นี่อาสนะ, นิมนต์นั่งบนอาสนะนี่. ฝ่ายนวก-
ภิกษุผู้ปกตัตตะ ไม่ควรไปยังสำนักพระเถระผู้อยู่ปริวาส ด้วยตั้งใจว่า
เราจะทำพระมหาเถระให้เป็นผู้กระอักกระอ่วน.
บทว่า เอลาสเน มีความว่า บนเตียงหรือตั่ง ซึ่งเป็นที่นั่ง
แห่งภิกษุผู้มีพรรษาเท่ากัน.
บทว่า น ฉมายํ นิสินฺเน มีความว่า เป็นภิกษุผู้ปกตัตตะ
นั่งบนแผ่นดิน ฝ่ายปาริวาสิกภิกษุไม่พึงนั่งบนอาสนะ โดยที่สุดแม้เป็น
เครื่องลาดหญ้าหรือแม้เป็นเนินทรายที่สูงกว่า แต่จะนั่งเว้นอุปจาระไว้ ๑๒
ศอก ควรอยู่.
บทว่า น เอกจงฺกเม มีความว่า ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม
อันเดียวกับภิกษุผู้ปกตัตตะดังเพื่อนกัน.
คำว่า ฉมายํ จงฺกมติ ความว่า เมื่อภิกษุผู้ปกตัตตะจงกรม
อยู่บนแผ่นดิน.
อีกอย่างหนึ่ง นี้เองเป็นบาลี. และพึงทราบเนื้อความในคำนี้
ดังต่อไปนี้:-
เมื่อภิกษุผู้ปกตัตตะจงกรมอยู่ ณ พื้นดินที่ไม่ได้ปั่นแดน ไม่พึงจง-
กรม ณ ที่จงกรมที่ปันแดนเกลี่ยทรายประกอบราวที่เหนี่ยว แม้เป็นที่ต่ำ
และไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรในที่จงกรมที่พร้อมเสร็จด้วยการก่ออิฐ ทั้ง
แวดล้อมด้วยกำแพงแก้ว. แต่ถ้ามีจงกรมที่ล้อมด้วยกำแพงประกอบด้วย
ซุ้มประตู หรือว่ามีที่จงกรมที่กำบังดี ณ ระหว่างเขาระหว่างป่า และ
ระหว่างกอไม้; จะจงกรมในที่จงกรมเช่นนั้นสมควรอยู่, จะเว้นอุปจาระ
จงกรม ณ ที่จงกรมแม้ไม่ได้กำบัง ก็ควร.
วินิจฉัยในคำว่า วุฑฺฒตเรน นี้ พึงทราบดังนี้:-
ในกุรุนทีแก้ว่า ถ้าเมื่อปาริวาสิกภิกษุผู้แก่กว่านอนก่อน ฝ่าย
ปาริวาสิกภิกษุ (ผู้อ่อนกว่า) รู้อยู่ นอนทีหลัง เป็นรัตติเฉทด้วย
เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภทด้วยแก่เธอ แต่สำหรับปาริวาสิกภิกษุผู้แก่กว่า
เป็นเพียงรัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภท. ผู้อ่อนกว่าไม่รู้นอน,
ไม่เป็นวัตตเภทด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย, แต่เป็นรัตติเฉท. ถ้าเมื่อปาริวาสิก
ภิกษุผู้อ่อนนอนก่อน ผู้แก่กว่าจึงนอน, และผู้อ่อนรู้, ราตรีของเธอ
ย่อมขาดด้วย เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภทเเก่เธอด้วย. ฝ่ายผู้แก่กว่า เป็น
เพียงรัตติเฉท ไม่เป็นวัตตเภท. ถ้าผู้อ่อนไม่รู้, ไม่เป็นวัตตเภทด้วยกัน
ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่คงเป็นรัตติเฉท ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายนอนไม่หลังไม่ก่อนกัน,
ผู้แก่กว่าเป็นเพียงรัตติเฉท. ฝ่ายผู้อ่อนเป็นทั้งรัตติเฉท ทั้งวัตตเภท.
ปาริวาสิกภิกษุ ๒ รูป มีพรรษาเท่ากัน รูปหนึ่งนอนก่อนรูปหนึ่ง
รู้อยู่เทียว นอนทีหลัง, ราตรีของเธอผู้นอนทีหลัง ย่อมขาดและเป็น
ทุกกฏเพราะวัตตเภทแก่เธอด้วย. สำหรับผู้นอนก่อน เป็นเพียงรัตติเฉท
ไม่เป็นวัตตเภท. ถ้าแม้ผู้นอนทีหลังก็ไม่รู้ ไม่มีวัตตเภทด้วยกันทั้ง ๒
ฝ่าย, แต่คงเป็นรัตติเฉท. หากแม้ทั้ง ๒ ฝ่ายนอนไม่หลังไม่ก่อนกัน.
เป็นรัตติเฉทเท่านั้น ไม่เป็นวัตตเภททั้ง ๒ ฝ่าย.
ก็ถ้าปาริวาสิกภิกษุ ๒ รูปพึงอยู่ด้วยกัน. เธอพึงรู้อัชฌาจารของกัน
และกัน จะพึงเป็นผู้ไม่เคารพ หรือมีความเดือดร้อนแล้วต้องอาบัติที่
เลวทรามกว่า หรือสึกเสีย เพราะเหตุนั้น การนอนร่วมกันของพวก
เธอ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห้ามโดยประการทั้งปวงฉะนี้แล.
คำที่เหลือ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
และในปาริวาสิกวัตตาธิการนี้ ภิกษุผู้ควรแก่มูลายปฏิกัสสนาเป็น
ต้น พึงทราบว่า ตั้งอยู่ในฐานของผู้ปกตัตตะของปาริวาสิกภิกษุเป็นต้น.
วินิจฉัยในคำว่า ปาริวาสิกจตุตฺโถ เจ ภิกฺขเว ปริวาสํ
นี้ พึงทราบดังนี้ :-
การที่สงฆ์ทำปาริวาสิกภิกษุให้เป็นที่ ๔ ทำกรรมมีให้ปริวาสเป็น
ต้น แก่กันและกัน ย่อมใช้ไม่ได้โดยแท้. ในกรรมมีให้ปริวาสเป็นต้น
เหล่านั้นเท่านั้น ที่ปาริวาสิกภิกษุนี้เป็นคณปูรกะไม่ได้, ในสังฆกรรมที่
เหลือ เป็นได้ และเมื่อคณะไม่ครบ พึงให้ปาริวาสิกภิกษุเก็บวัตรแล้ว
จึงทำให้เป็นคณปูรกะฉะนี้แล.
ปาริวาสิกวัตรกถา จบ