พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาเภสัชชขันธกะ
ว่าด้วยเภสัช
วินิจฉัยในเภสัชชขันธกะ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า สารทิเกน อาพาเธน ได้แก่ อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน
เกิดขึ้นในสารทกาล๑ จริงอยู่ ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมเปียกด้วยน้ำฝนบ้าง
ย่อมเหยียบย่ำโคลนบ้าง แดดย่อมกล้าในระหว่าง ๆ บ้าง เพราะเหตุนั้น ดีของ
ภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นของซึมเข้าไปในลำใส้.
สองบทว่า อาหารตฺถญฺจ ผเรยฺย มีความว่า วัตถุพึงยังประโยชน์
ด้วยอาหารให้สำเร็จ.
๑ กล่าวตามฤดู ๖ ในตำราแพทย์ ไท, สารทฤต ได้แก่ เดือนสิบเอ็ดกับเดือนสิบสอง และว่า
เป็นไข้เพื่อลม.
บทว่า นจฺฉาเทนฺติ มีความว่า ย่อมไม่ยอมไป, คือไม่สามารถจะ
ระงับโรคลมได้
บทว่า สิเนสิกานิ ได้แก่ โภชนะที่สนิท.
บทว่า ภตฺตจฺฉาทเกน คือ ความไม่ย่อมแห่งอาหาร.
ในคำว่า กาเล ปฏิคฺคหิตํ เป็นต้น มีความว่า รับประเคน เจียว
กรอง ในเมื่อเวลาเที่ยงยังไม่ล่วงเลยไป.
สองบทว่า เตลปริโภเคน ปริภุญฺชิตุ มีความว่า เพื่อบริโภค
อย่างบริโภคน้ำมัน ซึ่งเป็นสัตตาหกาลิก.
บทว่า วจตฺถํ ได้แก่ ว่านที่เหลือ.
สองบทว่า นิสทํ นิสทโปตํ ได้แก่ ตัวหินบดและลุกหินบด.
ชื่อว่า ปัคควะ นั้น เป็นชาติไม้เถา (ได้แก่บอระเพ็ด).
บทว่า นตฺตมาลํ ได้แก่ กระถินพิมาน.
วินิจฉัยในบทว่า อจฺฉวสํ เป็นอาทิ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวใน
อรรถกถาแห่งนิสสัคคิยกัณฑ์๑ นั่นแล.
แม้วินิจฉัยในมูลเภสัชเเป็นต้น ก็ได้กล่าวแล้วในขุททกวรรณน๒
เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น คำใด ๆ ที่ไม่ได้กล่าวแล้วในก่อน ข้าพเจ้าจัก
พรรณนาเฉพาะคำนั้น ๆ ในที่นี้. หิงคุ หิงคุชตุ และหิงคุสิปาฏิกา ก็คือ
ชาตแห่งหิงคุนั่งเอง. ตกะ ตกปัตติ และตกปัณณิยะ ก็คือชาติครั่งนั่นเอง.
เกลือสมุทรนั้น ได้แก่ เกลือที่เกิดตามฝั่งทะเลเหมือนทราย.
ชื่อว่า กาฬโลณะ นั้น ได้แก่ เกลือตามปกติ.
เกลือสินเธาว์นั้น ได้แก่ เกลือมีสีชาว เกิดตามภูเขา.
๑. สมนฺต. ทุติย. ๒๕๕. ๒. สมนฺต. ทุติย. ๔๑๓.
ชื่อว่า อุพภิทะ นั้น ได้แก่ เกลือที่เป็นหน่อขึ้นจากแผ่นดิน.
ชื่อว่า พิละ นั้น ได้แก่ เกลือที่เขาหุงกับเครื่องปรุงทุกอย่าง เกลือ
นั้นแดง.
บทว่า ฉกนํ ได้แก่ โคมัย.
สองบทว่า กาโย วา ทุคฺคนฺโธ มีความว่า กลิ่นตัวของภิกษุ
บางรูป เหมือนกลิ่นตัวแห่งสัตว์มีม้าเป็นต้น จุรณแห่งไม้ซึกและดอกดำเป็น
ต้น หรือจุรณแห่งเครื่องหอมทุก ๆ อย่าง ควรแก่ภิกษุแม้นั้น
บทว่า รชนนิปกฺกํ ได้แก่ กากเครื่องย้อม. ภิกษุจะตำแม้ซึ่งจุรณ
ตามปกติแล้วแช่น้ำอาบ ก็ควร. แม้จุรณตามปกตินั้น ย่อมถึงความนับว่า
กากเครื่องย้อมเหมือนกัน.
อมนุษย์เคี้ยวกินเนื้อดิบและดื่มเลือดสด เพราะเหตุนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า
ไม่ได้เคี้ยวกินเนื้อดิบและดื่มเลือดสดนั้น. อมนุษย์ ครั้นเคี้ยวกินและดื่มแล้ว
ได้ออกไป เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า อาพาธเกิด
แต่อมนุษย์นั้นของเธอย่อมระงับ.
คำว่า อญฺชนํ นี้ เป็นคำกล่าวครอบยาตาทั้งหมด.
บทว่า กาฬญฺชนํ ได้แก่ ชาติแห่งยาตาชนิดหนึ่ง หรือยาตาที่หุงด้วย
เครื่องปรุงทุกอย่าง.
บทว่า รสญฺชนํ ได้แก่ ยาตาที่ทำด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ.
บทว่า โสตญฺชนํ ได้แก่ ยาตาที่เกิดในกระแสน้ำเป็นต้น.
หรดาล กลีบทอง ชื่อเครุกะ.
ชื่อว่า กปัลละ นั้น ได้แก่ เขม่าที่เอามาจากเปลวประทีป.
ชื่อว่า จันทนะ ได้แก่ จันทน์ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีจันทน์แดงเป็นต้น.
เครื่องยาทาทั้งหลายมีกฤษณาเป็นต้น ปรากฏแล้ว. เครื่องยาแม้เหล่าอื่นมีอุบล
เขียวเป็นต้น ย่อมควรเหมือนกัน.
บทว่า อญฺชนุปปึสเนหิ ได้แก่ เครื่องยาทั้งหลายที่จะพึงบดผสม
กับยาตา. แค่เครื่องบดยาตาไร ๆ จะไม่ควรหามิได้.
บทว่า อฏฺฐิมยํ มีความว่า ภาชนะยาตาที่แล้วด้วยกระดูกที่เหลือ
เว้นกระดูกมนุษย์.
บทว่า ทนฺตมยํ ได้แก่ ภาชนะยาตาที่แล้วด้วยงา ทุกอย่างมีงาช้าง
เป็นต้น.
ขึ้นชื่อว่า ภาชนะที่ไม่ควร ย่อมไม่มีในภาชนะที่ทำด้วยเขาเลย. ภาชนะ
ยาคาที่แล้วด้วยไม้อ้อ เป็นต้น เป็นของควรโดยส่วนเดียวแท้.
บทว่า สลาโกธานิยํ มีความว่า ชนทั้งหลายย่อมเก็บไม้ด้ามยาตา
ในที่เก็บอัน ใค เราอนุญาตที่เก็บอันนั้น เป็นกลักก็ตาม เป็นถุงก็ตาม.
บทว่า อํสวทฺธก นั้น ได้แก่ หูสำหรับสะพายแห่งถุงยาตา.
สองบทว่า ยมกํ นตฺถุกรณึ ได้แก่ กล้องยานัตถ์อันเดียวเป็น
หลอดคู่ มีรูเท่ากัน.
ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺเว เตลปากํ มีความว่า การหุงน้ามัน
ทุกชนิด เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ให้ใส่เครื่องยาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ลงได้แท้.
บทว่า อติปกฺขิตฺตมชฺชานิ มีความว่า มีน้ำเมาอันตนใส่เกิน
เปรียบไป, อธิบายว่า ปรุงใส่น้ำเมามากไป.
ลมในอวัยวะใหญ่น้อย ชื่ออังควาตะ.
บทว่า สมฺภารเสทํ ได้แก่ การเข้ากระโจมด้วยใบไม้ที่จะพึงหักได้
ต่าง ๆ อย่าง.
บทว่า มหาเสทํ มีความว่า เราอนุญาตให้นึ่งร่างกายด้วยบรรจุ
ถ่านไฟให้เต็มหลุม ประมาณเท่าตัวคนแล้ว กลบด้วยฝุ่นและทรายเป็นต้น
ลาดใบไม้ที่แก้ลมได้ต่าง ๆ ชนิด บนหลุมนั้น แล้วนอนพลิกไปพลิกมาบน
ใบไม้นั้น ด้วยตัวอันทาน้ำมันแล้ว.
บทว่า ภงฺโคทกํ ได้แก่ น้ำที่ต้มเดือดด้วยใบไม้ต่าง ๆ ที่จะพึง
หักได้. พึงรดตัวด้วยใบไม้เหล่านั้นและน้ำ เข้ากระโจม.
บทว่า อุทโกฏฺฐกํ ได้แก่ ซุ้มน้ำ. ความว่า เราอนุญาตให้ใช้
อ่างหรือรางที่เต็มด้วยน้ำอุ่นแล้วลงในอ่างหรือรางนั้น ทำการนึ่งให้เหงือออก.
สองบทว่า ปพฺพวาโต โหติ มีความว่า ลมย่อมออกตามข้อ ๆ.
สองบทว่า โลหิตํ โมเจตุ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุปล่อย
โลหิตด้วยมีด.
สองบทว่า มชฺชํ อภิสงฺขริตุ มีความว่า เท้าที่ผ่าแล้ว จะหาย
เป็นปกติได้ด้วยน้ำเมาใด เราอนุญาตให้ภิกษุใส่ยาต่าง ๆ ลงในกะลามะพร้าว
เป็นต้นปรุงน้ำเมานั้น คือ ให้หุงยาเป็นท สบายแก่เท้าทั้งสอง.
สองบทว่า ติลกกฺเกน อตฺโถ มีความว่า คือการด้วยงาทั้งหลาย
ที่บดแล้ว.
บทว่า กพฬิกํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุพอกแป้งที่ปากแผล.๑
บทว่า สาสปกุฑฺเฑน มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุชะล้างด้วย
แป้งเมล็ดผักกาด.
๑. กพฬิกาติ. อปนาหเภสชฺชนฺติ วิมติวิโนทนี. ยาสำหรับพอก.
บทว่า วุฑฺฒุมํสํ ได้แก่ เนื้อที่งอกขึ้นดังเดือย.
บทว่า วิกาสิกํ ได้แก่ ผ้าเก่าสำหรับกันน้ำมัน.
สองบทว่า สพฺพํ วณปฏิกมฺมํ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าการรักษาแผล
ทุกอย่างบรรดามี เราอนุญาตททั้งหมด.
สองบทว่า สามํ คเหตฺวา มีความว่า ยามหาวิกัตินี้ อันภิกษุผู้ถูก
งูกัคอย่างเดียวเท่านั้น พึงถือเอาฉันเอง หามิได้ เมื่อพิษอันสัตว์กัดแล้ว แม้
อย่างอื่น ภิกษุก็พึงถือเอาฉันเองได้ แต่ในเหตุเหล่าอื่น รับประเคนแล้วเท่า
นั้นจึงควร.
ข้อว่า น ปฏิคฺคาหาเปตพฺโพ มีความว่า ถ้าคูถถึงภาคพื้นแล้ว
ต้องรับประเคน แต่จะถือเอาเองซึ่งคูถที่ยังไม่ถึงภาคพื้นควรอยู่. โรคที่เกิด
ขึ้นแต่น้ำซึ่งสตรีให้เพื่อทำให้อยู่ในอำนาจ ชื่อว่าอาพาธเกิดแต่ยาอันหญิง
แม่เรือนให้.
บทว่า สิตาโลลึ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุเอาดินที่ติดผาลของ
ผู้ไถนาด้วยไถ ละลายน้ำดื่ม.
บทว่า ทุฏฺฐคหณิโก มีความว่า ผู้มีไฟธาตุเผาอาหารเสีย อธิบาย
ว่า อุจจาระออกยาก.
บทว่า อามิสขารํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุเผาข้าวสุกที่ตาก
แห้งให้ไหม้ แล้วดื่มน้ำต่างที่ไหลออกจากเถ้านั้น.
บทว่า มุตฺตหริฏกํ ได้แก่ สมอไทยที่ดองด้วยมูตรโค.
บทว่า อภิสนฺนกาโย ได้แก่ มีกายเป็นโทษมาก.
บทว่า อจฺฉากญฺชิกํ ได้แก่ น้ำข้าวใส.
บทว่า อกฏยูสํ ได้แก่ น้ำถั่วเขียวต้ม ที่ไม่ข้น.
บทว่า กฏากฏํ ได้แก่ น้ำถั่วเขียวต้มนั่นเอง แต่ข้นหน่อย.
บทว่า ปฏิจฺฉาทนเยน ได้แก่ รสแห่งเนื้อ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยอันโตวุตถะเป็นต้น
ข้อว่า สเจ ภิกฺขเว ปกฺกาปิ มคฺคา ชายนฺติ มีความว่าถั่วเขียว
ที่ต้มแล้ว ถ้าแน้เป็นขึ้นได้ไซร้ ถั่วเขียวเหล่านั้น ภิกษุพึงฉันได้ตามสบาย
ด้วยว่า ถั่วเขียวเหล่านั้น จักเป็นกัปปิยะแท้ เพราะเป็นของต้มแล้ว.
บทว่า อนโตวุตฺถํ ได้แก่ ค้างอยู่ในอกัปปิยกุฏี.
วินิจฉัยในคำว่า สามํ ปกฺกํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุจะหุงต้มอามิสอย่างใดอย่างหนึ่งเองไม่ควร เฉพาะอามิสที่สุกแล้ว
จะอุ่นควรอยู่.
แม้ชนทั้งหลายใส่ใบผักชีก็ดี ขิงก็ดี เกลือก็ดี ลงในข้าวต้มที่ร้อน
สำหรับภิกษุนั้น ภิกษุจะคนแม้ซึ่งข้าวต้มนั้น ย่อมไม่ควร แต่จะคนด้วยคิด
จะให้ข้าวต้มเย็น ควรอยู่ แม้ได้ข้าวสุกที่เป็นท้องเล็นแล้วจะปิดไว้ ย่อมไม่
ควร. แต่ถ้าชนทั้งหลายปิดแล้วถวายมา จะปิดไว้ ควรอยู่ หรือจะปิดไว้ด้วย
คิดว่า ข้าวสุกจงอย่าเย็น ควรอยู่.
อนึ่ง ในนมสดและมี (นมเปรี้ยวอย่างข้น ) เป็นต้น ที่เขาต้มเดือด
แล้วครั้งหนึ่ง ภิกษุจะก่อไฟ ควรอยู่ เพราะการทำให้สุกอีก พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงอนุญาต.
สองบทว่า อุกฺกปิณฺฑกาปิ ขาทนฺติ มีความว่า แมว หนู เหี้ย
และพังพอน ย่อมกินเสีย.
บทว่า ทมกา นั้น ได้แก่ คนกินเดน.
สองบทว่า ตโต นีหฏํ ได้แก่ โภชนะที่ทายกนำอกจากที่ซื่งภิกษุ
รับนิมนต์ฉัน
สองบทว่า วนฏฺฐํ โปกฺขรฏฐํ มีความว่า เกิดในป่า และใน
กอปทุม.
บทว่า อพีชํ ได้แก่ ผลไม้ที่ยังอ่อม มีเมล็ดจะไม่งอกหน่อได้.
บทว่า นิพฺพฏพีชํ ได้แก่ ผลมะม่วงและขนุนเป็นต้น ที่จะหึง
ปล้อนเมล็ดออกแล้วฉัน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยสัตถกรรมเป็นต้น
สองบทว่า ทุโรปโย วโณ มีความว่า แผลย่อมงอกยาก. คือว่า
หายเป็นปกติได้โดยยาก.
สองบทว่า ทุปฺปริหารํ สติถํ มีความว่า ในที่เคย ระวังมีดยาก.
สองบทว่า สตฺถกมฺมํ วา วตฺถิกมฺมํ วา มีความว่า ในโอกาส
ตามที่กำหนดแล้วไม่ควรทำการตัด หรือการผ่า หรือการเจาะ หรือการรีด
ด้วยของมีดมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นมีดก็ตาม เข็มก็ตาม หนามก็ตาม หอก
ก็ตาม สะเก็ดหินก็ตาม เล็บก็ตาม เพราะกรรมมีการตัดเป็นต้นนั้นทั้งหมด
ย่อมเป็นสัตถกรรมแท้.
อนึ่ง ไม่ควรทำแม้ซึ่งการบีบหัวไส้ด้วยของอย่างได้อย่างหนึ่งจะเป็น
หนังก็ตาม ผ้าก็ตาม เพราะว่า การบีบนั้นทั้งหมด เป็นวัตถิกรรมเหมือนกัน
ก็ในพระบาลีนี้ คำว่า สองนิ้วโดยรอบแห่งที่แคบ นี้ตรัสหมายเอา
เฉพาะสัตถกรรม. ส่วนวัตถิกรรมทรงห้ามแต่ในที่แคบเท่านั้น. แต่จะหยอด
น้ำด่างก็ดี จะรัดด้วยเชือกชนิดใดชนิดหนึ่งก็ดีที่หัวไส้นั้น ควรอยู่. ถ้าหัวไส้
นั้นขาดออกด้วยน้ำด่างหรือเชือกนั้น เป็นอันขาดด้วยดี.
ถึงโรคอัณฑะโตก็ไม่ควรทำสัตถกรรม เพราะเหตุนั้น ไม่ควรทำ
สัตถกรรมด้วยคิดว่า เราจะผ่าอัณฑะควักเอาเม็ดออกทำให้หายโต. แต่ในการ
ย่างด้วยไฟและทายา ไม่มีการห้าม.
ในทวารหนัก กรวยใบไม้และเกลียวชุดที่ทายาแล้วก็ดี หลอดไม้ไผ่
ก็ดี ซึ่งสำหรับหยอดน้ำด่าง และกรอกน้ำมัน ย่อมควร.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยเนื้อที่ควรและไม่ควร
บทว่า ปวตฺตมํสํ ได้แก่ เนื้อของสัตว์ที่ตายแล้วนั้นเอง.
บทว่า มาฆาโต มีความว่า วันนั้น ใคร ๆ ไม่ได้เพื่อจะปลงสัตว์
น้อยหนึ่งจากชีวิต.
มีดสำหรับเชือดเนื้อเรียกว่า โปตถยิกะ.
บทว่า กิมฺปิมาย พึงตัดว่า กิมฺปิ อิมาย.
คำว่า น ภควา อุสฺสหติ มีความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้านาง
ไม่สามารถจะมาได้.
บทว่า ยตฺร หิ นาม มีความว่า ชื่อเพราะเหตุไร ?
บทว่า ปฏิเวกขิ ได้แก่ วิมํสิ แปลว่า เธอพิจารณาแล้วหรือมี
คำอธิบายว่า เธอสอบถามแล้วหรือ ?
บทว่า อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ได้แก่ อปฺปฏิปุจฺฉิตฺวา แปลว่าไม่
สอบถามแล้ว. ก็ถ้า ภิกษุรู้อยู่ว่า นี้เป็นเนื้อชนิดนั้น กิจที่จะสอบถาม ย่อม
ไม่มี แต่เมื่อไม่รู้ ต้องถามก่อนจึงฉัน.
วินิจฉัยในคำว่า สุนมํสํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
สุนัขป่าย่อมเป็นเหมือนสุนัขบ้าน. เนื้อสุนัขป่านั้นควร.๑
ฝ่ายสุนัขใด เกิดด้วยแม่สุนัขบ้านกับพ่อสุนัขป่าผสมกัน หรือด้วยแม่
สุนัขป่ากับพ่อสุนัขบ้านผสมกัน เนื้อของสุนัขนั้น ไม่ควร. เพราะสุนัข
นั้นช่องเสพทั้งสองฝ่าย.
๑. นำจะไม่ควร.
บทว่า อหิมํสํ มีความว่า เนื้อแห่งทีฆชาติซึ่งไม่มีเท้าชนิดใดชนิด
หนึ่ง ไม่ควร. เนื้อราชสีห์ เป็นต้นเป็นของชัดแล้วทั้งนั้น.
ก็บรรดาอกัปปิยมังสะเหล่านั้น เนื้อมนุษย์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงห้าม ก็เพราะมนุษย์มีชาติเหมือนตน เนื้อช้างและม้า ที่ทรงห้ามก็เพราะ
เป็นราชพาหนะ เนื้อสุนัขและเนื้องูที่ทรงห้าม ก็เพราะเป็นของสกปรก เนื้อ
๕ อย่างมีเนื้อราชสีห์เป็นต้น ที่ทรงห้าม ก็เพื่อต้องการความไม่มีอันตรายแก่
คน ฉะนั้นแล.
เนื้อก็ดี กระดูกก็ดี เลือดก็ดี หนังก็ดี ขนก็ดี แห่งสัตว์ ๑๐ ชนิด
มีมนุษย์เป็นต้นแหล่านี้ ไม่ควรทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อภิกษุรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม ฉันอย่างใดอย่างหนึ่ง คงเป็นอาบัติแท้
รู้เมื่อใด พึงแสดงเมื่อนั้น. ไม่ถามก่อน รับด้วยตั้งใจว่า เราจักฉัน ต้อง
ทุกกฏ แม้เพราะรับ. รับด้วยตั้งใจว่า จักถามก่อนจึงฉัน ไม่เป็นอาบัติ.
อนึ่ง เป็นอาบัติเฉพาะแก่ภิกษุผู้รู้แล้วฉันเนื้อที่เป็นอุททิสสมังสะ เธอ
รู้ในภายหลัง ไม่ควรปรับอาบัติ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยทรงอนุญาตยาคูเป็นต้น
บทว่า เอกโก มีความว่า เราไม่มีเพื่อนเป็นที่สอง.
ข้อว่า ปหูตํ ยาคุญฺจ มธุโคฬิกญฺจ ปฏิยาทาเปฺวา มีความว่า
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นให้ตกแต่งยาคุเป็นต้น ใช้ทรัพย์หมดไปแสนหนึ่ง
ในที่สุดแห่งอนุโมทนาคาถา พึงทำการเชื่อมบทว่า ปตฺถยตํ อิจฺฉตํ
ด้วยคำว่า อลเมว ทาตุ นี้ แปลว่า ควรแท้ที่จะให้แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย
ผู้อยากได้.
ก็ถ้า ปาฐะว่า ปตฺตยตา อิจฺฉตา มีอยู่ไซร้ ปาฐะนั้นแลพึงถือ
เอา.
บทว่า โภชฺชยาคุํ ได้แก่ ยาคูที่ยังการห้ามให้เกิด.
บทว่า ยทคฺเคน มีความว่า ทำยาคูใดให้เป็นต้น.
หลายบทว่า สคฺคา เต อารทฺธา มีความว่า บุญเป็นเหตุให้เกิด
ในสวรรค์ ท่านได้สร้างสมแล้ว.
สองบทว่า ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ มีความว่า ภิกษุนั้นพึงให้ทำ
ตาธรรม ด้วยปรัมปรโภชนสิกขาบท เพราะว่า การห้าม (โภชนะ) ย่อมมี
เพราะยาคูที่ควรฉัน.
สองบทว่า นาหนฺตํ กจฺจาน มีความว่า ได้ยินว่า เทวดาทั้งหลาย
เติมโอชะอันละเอียดลงในน้ำอ้อยงบที่เหลือนั้น น้ำอ้อยงบที่เหลือนั้น ย่อม
ไม่ถึงความย่อยไปได้ สำหรับชนเหล่าอื่น; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า คิลานสฺส คุฬํ มีความว่า เราอนุญาตน้ำอ้อยงบภายหลังภัต
แก่ภิกษุผู้อาพาธด้วยพยาธิเห็นปานนั้น.
บทว่า สพฺพสนฺถรึ มีความว่า อาวสถาคาร (เรือนเป็นที่พักแรม)
จะเป็นสถานอันปูลาดทั่วถึงด้วยประการใด ได้ปูลาดแล้วด้วยประการนั้น.
บทว่า สุนีธวสฺสการา ได้แก่ พราหมณ์ ๒ คน คือ สุนีธะ ๑
วัสสการะ ๑ เป็นมหาอำมาตย์ของพระเจ้าแผ่นดินมคธ.๑
สองบทว่า วชฺชีนํ ปฏิพาหาย มีความว่า เพื่อต้องการตัดทาง
เจริญแห่งราชสกุลแคว้นวัชชีเสีย.
บทว่า วตฺถูนิ ได้แก่ ที่ปลูกเรือน.
๑. ดูความพิสดารในมหาปรินิพพานสูตร ที. มหา. ๑๐/๘๕.
หลายบทว่า จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ มีความว่า ได้
ยินว่า เทวดาเหล่านั้น สิงในสรีระของชนทั้งหลาย ผู้รู้ท่านายชัยภูมิ แล้ว
น้อมจิตไปอย่างนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า เพราะเทวดาทั้งหลายนั้น จักกระทำสักการะตามสมควรแก่เรา
ทั้งหลาย.
บทว่า ตาวตึเสหิ มีความว่า ได้ยินว่า เสียงที่ว่า บัณฑิตทั้งหลาย
ชาวดาวดึงส์ หมายเอาท้าวสักกเทวราชและพระวิสสุกรรมเฟื่องฟุ้งไปโนโลก
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตาวตึเสหิ. อธิบายว่า สุนีธอมาตย์
และวัสสการอมาตย์นั้นราวกับได้หารือเทพเจ้าชาวดาวดึงส์แล้ว จึงได้สร้าง.
บทว่า ยาวตา อริยานํ อายตนํ มีความว่า ชื่อว่าสถานเป็นที่
ประชุมแห่งมนุษย์ผู้เป็นอริยะทั้งหลาย มีอยู่เท่าใด.
บทว่า ยาวตา วณิชฺชปโถ มีความว่า ชื่อว่า สถานเป็นที่ซื้อและ
ขาย ด้วยอำนาจแห่งกองสินค้าที่นำมาแล้วนั่นเทียว ของพ่อค้าทั้งหลาย มีอยู่
เท่าใด.
สองบทว่า อิทํ อคฺคนครํ มีความว่า เมืองปาฏลีบุตร ซึ่งเป็นแดน
แห่งพระอริยะ เป็นสถานแห่งการค้าขาย ของมนุษย์เหล่านั้น นี้จักเป็นเมือง
ยอด.
บทว่า ปุฏเภทนํ ได้แก่ เป็นสถานที่แก้ห่อสินค้า. มีคำอธิบายว่า
จักเป็นสถานทีแก้มัดสินค้าทั้งหลาย.
วินิจฉัยบทว่า อคฺคิโต วา เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-
วา ศัพท์ ใช้ในสมุจจัยถะ จริงอยู่ บรรดาส่วนเหล่านั้น อันตราย
จักมีแก่ส่วนหนึ่ง จากไฟ, แก่ส่วนหนึ่ง จากน้ำ, แก่ส่วนหนึ่ง จากภายใน
คือ ความแตกแยกแห่งกันและกัน.
บทว่า อุฬุมฺปํ ได้แก่ ชลพาหนะที่เขาทำตอกลิ่นสลัก เพื่อประโยชน์
แก่การข้ามฟาก.
บทว่า กุลฺลํ ได้แก่ ชลพาหนะที่เขาทำผูกมัดด้วยเถาวัลย์เป็นต้น.
คำว่า อณฺณว นี้ เป็นชื่อของอุทกสถาน ทั้งลึกทั้งกว้าง ราวโยชน์
หนึ่ง โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุดแห่งกำหนดทั้งปวง.
แม่น้ำ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ในบทว่า สรํ นี้. มีคำอธิบาย
ว่า ชนเหล่าใดจะข้ามสระ คือ ตัณหา ทั้งลึกทั้งกว้าง ชนเหล่านั้น ทำสะพาน
กล่าวคือ อริยมรรค สละ คือ ไม่แตะต้องเลยซึ่งสระน้อยทั้งหลาย จึงข้าม
สถานอันลุ่มเต็มด้วยน้ำได้, ก็ชนนี้ แม้ปรารถนาจะข้ามน้ำ มีประมาณน้อยนี้
ย่อมผูกแพแล, ส่วนพระพุทธเจ้า และพระพุทธสาวกทั้งหลาย เป็นชนผู้มี
ปัญญา เว้น แพเสียทีเดียว ก็ข้ามได้.
บทว่า อนนุโพธา มีความว่า เพราะไม่ตรัสรู้.
บทว่า สนฺธาวิตํ มีความว่า แล่นไปแล้ว ด้วยอำนาจที่ออกจาก
ภพไปสู่ภพ.
บทว่า สํสริตํ มีความว่า ท่องเที่ยวไปแล้ว ด้วยอำนาจการไป
บ่อย ๆ.
สองบทว่า มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ คือเราด้วย ท่านทั้งหลายด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำว่า สนฺธาวิตํ สํสริตํ นี้ อย่างนี้ว่า ความ
แล่นไป ความท่องเที่ยวไป ได้มีแล้วแก่เราด้วย แก่ท่านทั้งหลายด้วย.
บทว่า สํสิตํ ได้แก่ ท่องเที่ยว.
สองบทว่า ภวเนตฺตี สมูหตา มีความว่า เชือกคือตัณหาเป็นเหตุ
ไป คือแล่นจากภพ (ไปสู่ภพ) อันเราทั้งหลายกำจัด คือตัด ได้แก่ทำให้เป็น
ไปไม่ได้ด้วยดีแล้ว.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

เรื่องเจ้าลิจฉวี
คำว่า เชียว นี้ เป็นคำรวบรัดเอาส่วนทั้งปวงเข้าไว้.
บทว่า นีลวณฺณา เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงวิภาคแห่งคำว่า เขียว
นั้นแล. ในบรรดาสีเหล่านั้น สีเขียวเป็นสีปกติของเจ้าลิจฉวี เหล่านั้น หามิได้
คำว่า เขียว นั้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งข้อที่เครื่องไล้ทาเขียว เป็นของ
งดงาม.
บทว่า ปฏิวฏฺเฏสิ ได้แก่ ปหาเรสิ แปลว่า โดน.
สองบทว่า สาหารํ ทชฺเชยฺยาถ มีความว่า พึงประทานกรุงเวสาลี
กับทั้งชนบท.
สองบทว่า องฺคุลี โปเถสุํ มีความว่า ได้ทรงสั่นพระองคุลี.
บทว่า อมฺพกาย ได้แก่ อิตฺถิกาย แปลว่า อันหญิง.
บทว่า โอโลเกถ คือ จงเห็น.
บทว่า อปโลเกถ คือ จงดูบ่อย ๆ.
บทว่า อุปสํหรถ ได้แก่ จงเทียบเคียง อธิบายว่า จงเทียบลิจฉวี
บริษัทนี้ ด้วยบริษัทแห่งเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์ ด้วยจิตของท่านทั้งหลาย คือว่า
จงดูทำให้สมกันแก่เทพเจ้าชั้นดาวดึงส์.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยอุททิสสมังสะ
ข้อว่า ธมฺมสฺส จ อนุธมฺมํ พฺยากโรนฺติ มีความว่า ชนเหล่า
นั้น ย่อมกล่าวเหตุสมควรแก่เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแลหรือ ?
สองบทว่า สหธมฺมิโก วาทานุวาโท มีความว่า ก็วาทะของพระองค์
เป็นเหตุซึ่งชนเหล่าอื่นกล่าวแล้ว บางอย่าง คือ แม้มีประมาณน้อย ไม่มา
ถึงเหตุที่วิญญูชนจะพึงติเตียนหรือ ? มีคำอธิบายว่า วาทะเป็นประธานของ
พระองค์ ที่เป็นเหตุน่าติเตียนไม่มี แม้โดยเหตุทั้งปวงหรือ ?
บทว่า อนพฺภกฺขาตุกามา มีความว่า ข้าพเจ้า ไม่มีประสงค์จะ
กล่าวข่ม
บทว่า อนุวิจฺจการํ มีคำอธิบายว่า ท่านจงทำการที่พึงรู้ตาม คือ
คิด พิจารณาแล้ว จึงทำ.
บทว่า ญาตมนุสฺสานํ ได้แก่ (มนุษย์) ผู้มีชื่อเสียงในโลก.
สองบทว่า สาธุ โหติ มีความว่า จะเป็นความดี.
สองบทว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ มีความว่า อัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย
พึงยกธงแผ่นผ้า เที่ยวเป่าร้องในเมือง.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะพวกเขาคิดว่า ความเป็นใหญ่จักมีแก่พวกเราด้วย
อุบายอย่างนี้.
บทว่า โอปานภูตํ มีความว่า (สกุลของท่าน) แต่งไว้แล้ว คือ
เตรียมไว้แล้วเป็นดุจบ่อน้ำ.
บทว่า กุลํ ได้แก่ นิเวศน์.
สองบทว่า ทาตพฺพํ มญฺเญยฺยาสิ มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทักเตือนว่า ท่านอย่าตัดไทยธรรมของนิครนถ์เหล่านั้นเสียเลย แต่ท่านพึง
สำคัญซึ่งไทยธรรม อันตนควรให้แก่นิครนถ์เหล่านั้น ผู้มาถึงเข้าแล้ว.
บทว่า โอกาโร ได้แก่ ความกระทำต่ำ คือ ความเป็นของทราม.
บทว่า สามุกฺกํสิกา ได้แก่ (ธรรมเทศนา) ที่พระองค์เองทรงยก
ขึ้น อธิบายว่า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกเหล่าอื่น.
บทว่า อุทฺทิสฺสกตํ ได้แก่ มังสะที่เขาทำเฉพาะตน.
บทว่า ปฏิจฺจกมฺมํ มีความว่า มังสะที่เขาเจาะจงตนกระทำอีกอย่าง
หนึ่ง คำว่า ปฏิจจกรรม นี้ เป็นชื่อของนิมิตกรรม. แม้มังสะ ท่านเรียกว่า
ปฏิจจกรรม นี้ เป็นชื่อของนิมิตกรรม. แม้มังสะ ท่านเรียกว่า ปฏิจจกรรม
ก็เพราะเหตุว่า ในมังสะนี้มีปฏิจจกรรมนั้น. จริงอยู่ ผู้ใดบริโภคมังสะเห็น
ปานนั้น. ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น อธิบายว่า กรรม คือ การ
ฆ่าสัตว์ย่อมมีแม้แก่ผู้นั้น เหมือนมีแก่ผู้ฆ่าเอง.
บทว่า น ชีรนฺติ มีความว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เมื่อกล่าวตู่อยู่
ชื่อย่อมไม่สร่างไป อธิบายว่า ย่อมไม่มีถึงที่สุดแห่งการกล่าวตู่. กถาแสดง
มังสะมีความบริสุทธิ์โดยส่วนสาม ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งสังฆเภท
สิกขาบท๑

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยกัปปิยภูมิ
บทว่า ปจฺจนฺติมํ นี้ สักว่าตรัส แต่ว่า ถึงวิหารใกล้ก็ควรจะสมมติ
ได้ เพราะพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า ยํ สงฺโฆ อากงฺขติ แปลว่า สงฆ์หวังจะ
สมมติที่ใด แม้จะไม่สวดกรรมวาจา สมมติด้วยอปโลกน์แทน ก็ควรเหมือน
กัน.
บทว่า สกฏปริวตฺตกํ มีความว่า พักอยู่ ประหนึ่งทำให้ห้อมล้อม
ด้วยเกวียนทั้งหลาย.
๑. สมนฺต. ทุติย. ๑๑๕.
บทว่า กาโกรวสทฺทํ ได้แก่ เสียงร้องก้องแห่งกาทั้งหลายซึ่งประชุม
กัน แต่เช้ามืดทีเดียว เพื่อต้องการจะกินเหยื่อที่เขาทิ้งแล้ว ในที่นั้น ๆ. พระ-
เถระชื่อยโสชะ เป็นบุรุษเลิศแห่งบรรพชิตห้าร้อย ในเวลาจบกปิลสูตร.
วินิจฉัยในบทว่า อุสฺสาวนนฺติกํ เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-
กัปปิยภูมิ ชื่ออุสสาวนันติกา พึงทำก่อนอย่างนี้ ที่อยู่ใด เขาทำเสียบ
บนเสาหรือในเชิงฝา ศิลาที่รองเสาภายใต้ที่อยู่นั้น มีคติอย่างพื้นดินเหมือนกัน.
ก็แล เมื่อจะให้ทั้งเสาแรก หรือเชิงฝาแรก ภิกษุหลายรูปพึงล้อม
กันเข้า เปล่งวาจาว่า กปฺปิยกุฏิ กโรม แปลว่า เราทำกัปปิยกุฏิ เมื่อชน
ทั้งหลายช่วยกันยกขึ้นให้ตั้งลง พึงจับเองหรือยกเองก็ได้ ให้ตั้งเสาหรือเชิงฝา.
ส่วนในกุรุนทีและมหาปัจจรี ท่านแก้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พึงให้ตั้งลง
กล่าวว่า กัปปิยกุฏิ กัปปิยกุฏิ.
ในอันธกอรรถกถา แก้ว่า พึงกล่าวว่า สงฺฆสฺส กปฺปิยกุฏึ
อธิฏฺฐามิ แปลว่า ข้าพเจ้า อธิษฐานกัปปิยกุฏิเพื่อสงฆ์. แต่ถึงแม้จะไม่
กล่าวคำนั้น ย่อมไม่มีโทษในเพราะคำที่กล่าวแล้ว ตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถ-
กถาทั้งหลายเท่านั้น. แต่ในอธิการว่าด้วยการทำกัปปิยภูมิ ชื่ออนุสสาวนันติกานี้
มีลักษณะที่ทั่วไปดังนี้ ขณะที่เสาตั้งลง และขณะที่จบคำ เป็นเวลาพร้อมกัน
ใช้ได้. แต่ถ้า เมื่อคำยังไม่ทันจบ เสาตั้งลงก่อน หรือเมื่อเสานั้นยังไม่ทัน
ตั้งลง คำจบเสียก่อน. กัปปิยกุฏิ ไม่เป็นอันได้ทำ. เพราะเหตุนั้นแล ใน
มหาปัจจรี ท่านจึงแก้ว่า ภิกษุมากองค์ด้วยกัน พึงล้อมกันเข้าแล้วกล่าว.
ด้วยว่า ความจบคำและความตั้งลงแห่งเสาของภิกษุรูปหนึ่ง ในภิกษุเหล่านี้
จักมีพร้อมกันได้เป็นแน่ ก็แล ในกุฎีทั้งหลายที่มีฝาก่อด้วยอิฐ ศิลาหรือดิน
ข้างใต้ถุนจะก่อก็ตามไม่ก่อก็ตาม ภิกษุทั้งหลายปรารถนาจะให้ตั้งฝาขึ้นตั้งแต่
อิฐหรือศิลา หรือก้อนดินอันใด พึงถือเอาอิฐหรือศิลา หรือก้อนดินอันนั้น
ก่อนอันอื่นทั้งหมด ทำกัปปิยกุฏิตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล แต่อิฐเป็นต้น ที่
ก่อขึ้นบนพื้นภายใต้แห่งอิฐก้อนแรกเป็นต้นแห่งฝา ไม่ควร. ส่วนเสาย่อมขึ้น
ข้างบน เพราะเหตุนั้น เสาจึงควร.
ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า จริงอยู่ เมื่อใช้เสา พึงอธิษฐานเสา ๔ ต้นที่
๔ มุม เมื่อใช้ฝาที่ก่ออิฐเป็นต้น พึงอธิษฐานอิฐ ๒๓ แผ่นที่ ๔ มุม. แต่ถึง
กัปปิยกุฏิที่ไม่ทำอย่างนั้น ก็ไม่มีโทษ เพราะว่าคำที่กล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย
เท่านั้น ย่อมเป็นประมาณ.
กัปปิยกุฏิ ชื่อ โคนิสาทิกา มี ๒ อย่าง คือ อารามโคนิสาทิกา ๑
วิหารโคนิสาทิกา ๑. ใน ๒ อย่างนั้น ในวัดโค อารามก็ไม่ได้ล้อม เสนาสนะ
ทั้งหลายก็ไม่ล้อม วัดนี้ ชื่ออารามโคสาทิกา, ในวัดใด เสนาสนะล้อมทั้งหมด
หรือล้อมบางส่วน อารามไม่ได้ล้อม วัดนี้ชื่อวิหารโคนิสาทิกา. ข้อที่อาราม
ไม่ได้ล้อมนั่นแล เป็นประมาณในโคนิสาทิกาทั้ง ๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.
แต่ในกุรุนที่และมหาปัจจรีแก้ว่า อารามที่ล้อมกึ่งหนึ่งก็ดี ล้อมมากกว่ากึ่งก็ดี
จัดเป็นอารามที่ล้อมได้. ในอารามที่ล้อมกึ่งหนึ่งเป็นต้นนี้ ควรจะได้กัปปิยกุฏิ.
บทว่า คหปติ มีความว่า ชนทั้งหลายทำอาวาสแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้า
ถวายกัปปิยกุฏิ ขอท่านจงใช้สอยเถิด กัปปิยกุฏินี้ ชื่อ คฤหบดี. แม้เขากล่าว
ว่า ข้าพเจ้าถวายเพื่อทำกัปปิยกุฏิ ดังนี้ ย่อมควรเหมือนกัน. ส่วนในอันธก
อรรถกถาแก้ว่า ของที่รับจากมือของสหธรรมิกที่เหลือเว้นภิกษุเสีย และของ
เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ของเป็นสันนิธิและของที่ค้างภายใน เป็นของ ๆ
สหธรรมิกที่เหลือ และของเทวดามนุษย์เหล่านั้น ย่อมควรแก่ภิกษุ เพราะเหตุ
นั้น เรือนแห่งสหธรรมิกเหล่านั้น หรือกัปปิยกุฏิที่สหธรรมิกเหล่านั้น ถวาย
จึงเรียกว่า คฤหบดี. มิใช่แต่เท่านั้น ท่านยังกล่าวอีกว่า เว้นวัดของภิกษุสงฆ์
เสีย ที่อยู่ของพวกนางภิกษุณี หรือของพวกอารามิกบุรุษ หรือของพวก
เดียรถีย์ หรือของเหล่าเทวดา หรือของพวกนาค หรือแม้วิมานแห่งพวกพรหม
ย่อมเป็นกัปปิยกุฏิได้ คำนั้นท่านกล่าวชอบ เพราะว่า เรือนเป็นของสงฆ์เอง
ก็ดี เป็นของภิกษุก็ดี เป็นกุฏิของคฤหบดี ไม่ได้.
กัปปิยกุฏิ ที่ภิกษุสวดประกาศทำด้วยกรรมวาจา ชื่อสัมมตกาฉะนั้นแล.
อามิสใดค้างอยู่ในกัปปิยภูมิ ๔ เหล่านี้ อามิสนั้นทั้งหมด ไม่นับว่า
อันโตวุตถะ เพราะว่า กัปปิยกุฏิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเพื่อปลด
เปลื้องอันโตวุตถะและอันโตปักกะ ของภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ส่วนอามิสใด
เป็นของสงฆ์ก็ดี เป็นของบุคคลก็ดี เป็นของภิกษุหรือภิกษุณีก็ดี ซึ่งเก็บค้าง
ไว้ในเรือน ซึ่งพอจะเป็นอาบัติเพราะสหไสยได้ ในอกัปปิยภูมิ ค้างอยู่แม้ราตรี
เดียว อามิสนั้นเป็นอันโตวุตถะ และอามิสที่ให้สุกในเรือนนั้น ย่อมจัดเป็น
อันโตปักกะ อามิสนั้นไม่ควร. แต่ของที่เป็นสัตตาหกาลิกและยาวชีวิกควรอยู่
วินิจฉัยในอันโตวุตถะและอันโตปักกะนั้น พึงทราบดังนี้:-
สามเณรนำอามิสมีข้าวสารเป็นต้น ของภิกษุมาเก็บไว้ในกัปปิยกุฏิ
รุ่งขึ้น หุงถวาย อามิสนั้น ไม่เป็นอันโตวุตถะ.
สามเณรเอาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเนยใสเป็นต้น ที่เก็บไว้ในอกัปปิยกุฎิ
ใส่ลงในอามิส มีข้าวสุกเป็นต้นนั้นถวาย อามิสนั้นจัดเป็นมุขสันนิธิ. แต่ใน
มหาปัจจรีแก้ว่า อามิสนั้นเป็นอันโตวุตถะ. ความกระทำต่างกันในมุขสันนิธิ
และอันโตวุตถะนั้น ก็เพียงแต่ชื่อเท่านั้น.
ภิกษุเอาเนยใสที่เก็บไว้ในอกัปปิยกุฏิและผักที่เป็นยาวชีวิกทอดเข้าด้วย
กันแล้วฉัน ผักนั้นเป็นของปราศจากอามิส ควรฉันได้เจ็ดวัน. ถ้าภิกษุฉันปน
กับอามิส ผักนั้นเป็นอันโตวุตถะด้วย เป็นสามปักกะด้วย. ความระคนกันแห่ง
กาลิกทุกอย่าง พึงทราบโดยอุบายนี้.
ถามว่า ก็กัปปิยกุฏิเหล่านี้ เมื่อไรจะละวัตถุเล่า ?
ตอบว่า ควรทราบอุสสาวนันติกาก่อน กัปปิยกุฏิใดที่เขาทำเสียบบน
เสา หรือในเชิงฝา กัปปิยกุฏินั้น จะละวัตถุ ต่อเมื่อเสาและเชิงฝาทั้งปวงถูก
รื้อเสียแล้ว. แต่ชนทั้งหลายเปลี่ยนเสาหรือเชิงฝาเสีย เสาหรือเชิงฝาใด ยังคงอยู่
กัปปิยกุฏิย่อมตั้งอยู่บนเสาหรือเชิงฝานั้น แต่ย่อมละวัตถุ ต่อเมื่อเสาหรือเชิงฝา
ถูกเปลี่ยนแล้วทั้งหมด. กัปปิยกุฏิที่ก่อด้วยอิฐเป็นต้น ย่อมละวัตถุ ในเวลาที่
วัตถุต่าง ๆ เป็นต้นว่าอิฐหรือศิลาหรือก้อนดิน ที่วางไว้เพื่อรองฝาบนที่ซึ่ง
ก่อขึ้น เป็นของพินาศไปแล้ว. ส่วนกัปปิยกุฏิที่อธิษฐานด้วยอิฐเป็นต้นเหล่าใด
เมื่ออิฐเป็นต้น เหล่านั้น แม้ถูกรื้อเสียแล้ว แต่อิฐเป็นต้นอื่นจากอิฐเดิมนั้น
ยังคงที่อยู่ กัปปิยกุฏิ ยังไม่ละวัตถุก่อน. กัปปิยกุฏิชื่อโคนิสาทิกา ย่อมละวัตถุ
ต่อเมื่อเขาทำการล้อมด้วยกำแพงเป็นต้น ภิกษุควรได้กัปปิยกุฏิในอารามนั้นอีก.
แต่ถ้า เครื่องล้อมมีกำแพงเป็นต้นเป็นของพังไปที่นั้น ๆ แม้อีก โคทั้งหลาย
ย่อมเข้าไปทางที่พังนั้น ๆ กุฏินั้น ย่อมกลับเป็นกัปปิยกุฏิอีก. ส่วนกัปปิยกุฏิ
๒ ชนิดนอกนี้ จะละวัตถุ ต่อเมื่อเครื่องมุงทั้งปวงผุพังหมดไปเหลือแต่เพียง
กลอน. ถ้าบนกลอนทั้งหลาย ยังมีเครื่องมุงเป็นผืนติดกันเป็นแถบ แม้
หย่อมเดียว ยังรักษาอยู่.
ถามว่า ก็ในวัดใด ไม่มีกัปปิยภูมิทั้ง ๔ เหล่านี้ ในวัดนั้นจะพึงทำ
อย่างไร ?
ตอบว่า ภิกษุพึงให้แก่อนุปสัมบัน ทำให้เป็นของเธอแล้วฉัน.
ในข้อนั้น มีเรื่องสาธก ดังนี้:-
ได้ยินว่า พระกรวิกติสสเถระผู้หัวหน้าแห่งพระวินัยธร ได้ไปสู่สำนัก
ของพระมหาสิวัตเถระ. ท่านเห็นหม้อเนยใสด้วยแสงประทีปจึงถามว่า นั่นอะไร
ขอรับ ?
พระเถระตอบว่า ผู้มีอายุ หม้อเนยใส เรานำมาจากบ้านเพื่อต้องการ
ฉันเนยใส ในวันที่มีอาหารน้อย.
ลำดับนั่น พระติสสเถระจึงบอกกับท่านว่า ไม่ควร ขอรับ.
ในวันรุ่งขึ้น พระเถระจึงให้เก็บไว้ที่หน้ามุข. รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง
พระติสสเถระมาเห็นหม้อเนยใสนั้น จึงถามอย่างนั้นแล้ แล้วบอกว่าการเก็บไว้
ในที่ซึ่งควรเป็นอาบัติเพราะสหไสย ไม่สมควร ขอรับ
รุ่งขึ้น พระเถระให้ยกออกไปเกิบไว้ข้องนอก. พวกโจรลักหม้อเนยใส
นั้นไป. ท่านจึงพูดกะพระติสสเถระผู้มาในวันรุ่งขึ้นว่า ผู้มีอายุ เมื่อท่านบอก
ว่า ไม่ควร หม้อนั้นเก็บไว้ข้างนอก ถูกพวกโจรลักไปแล้ว.
ลำดับนั้น พระติสสเถระ จึงแนะท่านว่า หม้อเนยใสนั้นพึงเป็นของ
อันท่านควรให้แก่อนุปสัมบันมิใช่หรือ ขอรับ ? เพราะว่าครั้นให้แก่อนุปสัมบัน
แล้ว จะทำให้เป็นของฉัน ก็ย่อมควร.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยปัญจโครสและเสบียงทาง
เรื่องเมณฑกเศรษฐี ชัดเจนแล้ว.
ก็แต่ว่า ในเรื่องเมณฑกเศรษฐีนี้ คำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจ
โครเส มีความว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุฉันโครส ๕ เหล่านี้
ด้วยการบริโภคแผนกหนึ่งบ้าง.
วินิจฉัยในคำว่า ปาเถยฺยํ ปริเยสิตุํ นี้ พึ่งทราบดังต่อไปนี้:-
ถ้าชนบางพวกทราบแล้วถวายเองทีเดียว อย่างนั้นนั่น เป็นการดี ถ้า
เขาไม่ถวาย พึงแสวงหาจากสำนักญาติและคนปวารณาหรือด้วยภิกขาจารวัตร,
เมื่อไม่ได้ด้วยอาการอย่างนั้น พึงขอจากสำนักแห่งคนที่ไม่ใช่ผู้ปวารณาก็ได้.
ในทางที่จะต้องไปเพียงวันเดียว พึงแสวงหาเสบียงเพื่อประโยชน์แก่อาหาร
วันเดียว. ในทางไกล ตนจะข้ามกันดารไปได้ด้วยเสบียงเท่าใด พึงแสวงหา
เท่านั้น.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ว่าด้วยน้ำอัฏฐบาน
สองบทว่า กาเชหิ คาหาเปตฺวา มีความว่า ใช้คนให้ขนหม้อน้ำ
ผลพุทรา ซึ่งปรุงดีแล้ว พันหม้อ ด้วยหาบห้าร้อย.
คำว่า เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา
มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย
ดีละ เมื่อเธอไม่ดื่มน้ำปานะ ชื่อว่าไม่ยังวาทะให้เกิดขึ้นว่า พวกสาวกของ
พระสมณโคดม เป็นผู้มักมากด้วยปัจจัย, และชื่อว่า ได้ทำความเคารพในเรา,
และชื่อว่า ท่านทั้งหลายได้ยังคาวาม เคารพอันดีให้เกิดแก่เรา เราเลื่อมใสเป็น
อย่างดี ด้วยเหตุนี้ ของท่านทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้ แล้วตรัสคำเป็น
ต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต น้ำปานะ ๘ อย่าง.
บรรดาน้ำปานะ ๘ อย่างนั้น อัมพปานะนั้น ได้แก่น้ำปานะที่ทำด้วย
น้ำผลมะม่วงดิบหรือสุก. ในมะม่วงดิบและมะม่วงสุก ๒ อย่างนั้น เมื่อจะทำ
ด้วยมะม่วงดิบ พึงทุบมะม่วงอ่อนแช่น้ำ ผึ่งแดดให้สุกด้วยแสงอาทิตย์ แล้ว
กรอง ปรุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดและการบูรเป็นต้น ที่รับประเคนในวันนั้น.
อัมพปานะที่ภิกษุทำอย่างนี้ ย่อมควรในปุเรภัตเท่านั้น. ส่วนอัมพปานะที่พวก
อนุปสัมบันทำ ซึ่งภิกษุได้มารับประเคนในปุเรภัต ย่อมควร แม้ด้วยบริโภค
เจืออามิสในปุเรภัต, ที่รับประเคนในปัจฉาภัต ย่อมควร โดยบริโภค
ปราศจากอามิส จนถึงเวลาอรุณขึ้น. ในน้ำปานะทุกชนิดก็นัยนี้.
อนึ่ง ในน้ำปานะเหล่านั้น ชัมพุปานะ นั้น ได้แก่ น้ำปานะที่ทำ
ด้วยผลหว้า.
โจจปานะ นั้น ได้แก่ น้าปานะที่ทำด้วยผลกลัวมีเมล็ด.
โมจปานะ นั้น ได้แก่ น้าปานะที่ทำด้วยผลกลัวไม่มีเมล็ด.
มธุกปานะ นั้น ได้แก่ น้ำปานะที่ทำด้วยรสชาติแห่งผลมะซาง.
และ มธุกปานะ นั้น เจือนำจึงควร ล้วน ๆ ไม่สมควร
มุททิกปาระ นั้น ได้แก่ น้ำปานะที่เขาคั้นผลจันทน์ในน้ำทำเหมือน
อัมพปานะ.
สาลุกปานะ นั้น ได้แก่ น้ำปานะที่เขาคั้นเง่าอุบลแดงและอุบล
เขียวเป็นต้นทำ.
ผารุสกปานะ นั้น ได้แก่ น้ำปานะที่ทำด้วยผลมะปราง อย่าง
อัมพปานะ. อัฏฐบานเหล่านี้ เย็นก็ดี สุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ดี ย่อมควร.
สุกด้ายไฟไม่ควร.