พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระโมคคลีบุตรติสสเถระอธิษฐานให้แผ่นดินไหว]
พระเถระ เข้าจตุตถฌานซึ่งมีอภิญญาเป็นบาท ออกแล้ว ได้อธิษฐาน
ให้แผ่นดินไหว มีประมาณโยชน์หนึ่ง ด้วยความรำพึงว่า ขอให้พระราชาจง
ทอดพระเนตรเห็น ดังนี้. ทางทิศบูรพาล้อรถที่หยุดอยู่ภายในเขตแดนนั่นเอง
ไหวแล้ว นอกนี้ไม่ไหว. ทางทิศทักษิณและทิศปัจฉิม เท้าของม้าและบุรุษ
ที่เหยียบอยู่ภายในเขตแดนเท่านั้น ไหวแล้ว และตัว (ของม้าและบุรุษ) ก็
ไหวเพียงกึ่งหนึ่ง ๆ ด้วยประการอย่างนี้. ทางทิศอุดร น้ำที่ขังอยู่ภายในเขต
แม้แห่งถาดน้ำ ไหวกึ่งส่วนเท่านั้น ที่เหลือไม่มีไหวเลยแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระเจ้าอโศกตรัสถามข้อสงสัยในเรื่องบาป]
พระราชา ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ก็ตกลงพระทัยว่า
บัดนี้ พระเถระจักสามารถเพื่อจะยกย่องพระศาสนาได้ จึงตรัสถามความสงสัย
ของพระองค์ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ! โยมได้ส่งอำมาตย์นายหนึ่งไปด้วย
สั่งว่า เธอไปยังพระวิหารระงับอธิกรณ์แล้วนิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถเถิด
ดังนี้ เขาไปยังพระวิหารแล้ว ได้ปลงภิกษุเสียจากชีวิตจำนวนเท่านี้รูป บาป
นั้นจะมีแก่ใคร ?
พระเถระ ทูลถามว่า ขอถวายพระพร ! ก็พระองค์มีความคิดหรือว่า
อำมาตย์นี้ จงไปยังพระวิหารแล้ว ฆ่าภิกษุทั้งหลายเสีย.
พระราชา. ไม่มี เจ้าข้า.
พระเถระ. ขอถวายพระพร ! ถ้าพระองค์ไม่มีความคิดเห็นปานนี้ไซร้
บาปไม่มีแด่พระองค์เลย.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระโมคคลีบุตรติสสเถระอ้างพระพุทธพจน์เล่าอดีตนิทาน]
ลำดับนั้น พระเถระ (ถวายวิสัชนา) ให้พระราชาทรงเข้าพระทัย
เนื้อความนี้ด้วยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวเจตนาว่าเป็น
กรรม บุคคลคิดแล้ว จึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ๑ ดังนี้. เพื่อแสดง
เนื้อความนั้นนั่นแล พระเถระจึงนำติดติรชาดกมา๒ ( เป็นอุทาหรณ์) ดังต่อ
ไปนี้.
ขอถวายพระพร มหาบพิตร ! ในอดีตกาล นกกระทาชื่อ ทีปกะ
เรียนถามพระดาบสว่า
๑. อง. ฉกฺก. ๒๒/๔๖๓. ๒. ขุ. ชา. ๒๗/๑๔๐-๑. ชาตกฏฺฐกถา. ๔/๓๐๕.
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ! นกเป็นอันมาก
เข้าใจว่า ญาติของพวกเราจับอยู่แล้ว จึงพา
กันมา นายพรานอาศัยข้าพเจ้าย่อมถูกต้อง
กรรม เมื่อนายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำบาป
นั้น ใจข้าพเจ้า ย่อมสงสัย ว่า (บาปนั้น
จะมีแก่ข้าพเจ้า หรือหนอ ?).
พระดาบส ตอบว่า ก็ท่านมีความคิด ( อย่างนี้ ) หรือว่า ขอนก
ทั้งหลายเหล่านี้มา เพราะเสียง และเพราะเห็นรูปของเราแล้วจงถูกแร้ว หรือ
จงถูกฆ่า
นกกระทา เรียนว่า ไม่มี ท่านผู้เจริญ
ลำดับนั้น ดาบสจึงให้นกกระทานั้นเข้าใจยินยอมว่า ถ้าท่านไม่มีความ
คิดไซร้ บาปก็ไม่มี แท้จริง กรรมย่อมถูกต้องบุคคลผู้คิดอยู่เท่านั้น หาถูกต้อง
บุคคลผู้ไม่คิดไม่
ถ้าใจของท่าน ไม่ประทุษร้าย (ใน
การทำความชั่ว) ไซร้ กรรมที่นายพราน
อาศัยท่านกระทำ ก็ไม่ถูกต้องท่าน บาปก็
ไม่ติดเปื้อนท่าน ผู้มีความขวนขวายน้อย
ผู้เจริญ (คือบริสุทธิ์).

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระเจ้าอโศกทรงชำระเสี้ยนหนามแห่งพระพุทธศาสนา]
พระเถระ ครั้น (ถวายวิสัชนา) ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยอย่างนั้น
แล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยานในพระนครนั้นนั่นแล ตลอด ๗ วัน แล้วให้
พระราชาทรงเรียนเอาลัทธิสมัย (แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) . ในวันที่ ๗
พระราชาทรงรับสั่งให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันที่วัดอโศการาม ให้ขึงม่านผ้า
กั้นไว้ แล้วประทับนั่งอยู่ภายในม่านผ้า ทรงรับสั่งให้จัดพวกภิกษุ ผู้มีลัทธิ
เดียวกันให้รวมกันอยู่เป็นพวก ๆ แล้วรับสั่งให้นิมนต์หมู่ภิกษุมาทีละหมู่
แล้วตรัสถามว่า
กึวาที สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร ?
ลำดับนั้น พวกภิกษุสัสสตวาที ทูลว่า สัสสตวาที มีปกติตรัสว่า
เที่ยง.
พวกภิกษุเอกัจจสัสสติกา ทูลว่า เอกัจจสัสสติกวาที มีปกติตรัสว่า
บางอย่างเที่ยง.
พวกภิกษุอันตานันติกา ทูลว่า อันตานันติกวาที มีปกติตรัสว่า
โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด.
พวกภิกษุอมราวิกเขปิกา ทูลว่า อมราวิกเขปิกวาที มีปกติตรัส
ถ้อยคำซัดส่ายไม่ตายตัว.
พวกภิกษุอธิจจสมุปปันนิกา ทูลว่า อธิจจสมุปปันนิกวาที มีปกติ
ตรัสว่า ตน และโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มีเหตุ.
พวกภิกษุสัญญิวาทะ ทูลว่า สัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตน มี
สัญญา.
พวกภิกษุอสัญญีวาทะ ทูลว่า อสัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนไม่มี
สัญญา.
พวกภิกษุเนวสัญญินาสัญญิวาทะ ทูลว่า เนวสัญญินาสัญญิวาที
มีปกติตรัสว่า ตนมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
พวกภิกษุอุจเฉทวทะ ทูลว่า อุจเฉทวาที มีปกตรัสว่า ขาดสูญ.
พวกภิกษุทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ทูลว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาที
มีปกติตรัสว่า พระนิพพานมีอยู่ในปัจจุบัน (ภพปัจจุบัน*).

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระเจ้าอโศกทรงรับสั่งให้สึกพวกที่มิใช่ภิกษุหกหมื่นรูป]
พระราชาทรงทราบว่า เหล่านี้ไม่ใช่ภิกษุ, เหล่านี้เป็นอัญเดียรถีย์
ก็เพราะพระองค์ได้ทรงเรียนเอาลัทธิมาก่อนนั่นเอง จึงพระราชทานผ้าขาวแก่
เธอเหล่านั้น แล้วให้สึกเสีย. เดียรถีย์เหล่านั่นแม้ทั้งหมดมีจำนวนถึงหกหมื่นคน.
ลำดับนั้น พระราชาทรงรับสั่งให้อาราธนาภิกษุเหล่าอื่นมา แล้วตรัส
ถามว่า
กึวาที ภนฺเต สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ !
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลายทูลว่า วิภชฺชวาที มีปกติตรัสจำแนกมหาบพิตร !
เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสถามพระเถระว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ! พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิภัชชวาที ( มีปกติตรัส
จำแนกหรือ ? ) พระเถระทูลว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ! ลำดับนั้น
พระราชาทรงรับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ! บัดนี้ พระศาสนาบริสุทธิ์
แล้ว, ขอภิกษุสงฆ์จงทำอุโบสถเถิด ดังนี้ พระราชทานอารักขาไว้แล้ว เสด็จ
เข้าไปยังพระนคร. สงฆ์พร้อมเพรียงได้ประชุมทำอุโบสถแล้ว. ในสันนิบาต
นั้นมีภิกษุจำนวนถึงหกสิบแสนรูป.
* พวกภิกษุที่แสดงทิฏฐิความเห็นทั้ง ๑๐ อย่างนี้ พึงดูพิสดารในพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย
สีลขันธกถา เล่ม ๙ ตั้งแต่หน้า ๑๘ ถึงหน้า๖๘ เมื่อจำแนกออกโดยละเอียดก็ได้แก่ทิฏฐิ ๖๒
นั่นเอง.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเลือกภิกษุพันรูปทำตติยสังคายนา]
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เมื่อจะย่ำยีคำกล่าวติเตียนของชนเหล่าอื่น
จึงได้แสดง* กถาวัตถุปกรณ์ในสมาคมนั้น. ลำดับนั้น พระเถระ ได้คัดเลือก
บรรดาภิกษุซึ่งนับได้มีจำนวนหกสิบแสนรูป เอาเฉพาะภิกษุหนึ่งพันรูป ผู้ทรง
ปริยัติ คือพระไตรปิฎก แตกฉานในปฏิสัมภิทา ชำนาญในไตรวิชชาเป็นต้น
เมื่อจะสังคายนาธรรมและวินัย ได้ชำระมลทินในพระศาสนาทั้งหมด จึงได้ทำ
ตติยสังคีติเหมือนอย่างพระมหากัสสปเถระ และพระยสเถระ สังคายนาธรรม
และวินัยฉะนั้น. ในที่สุดแห่งสังคีติ ปฐพีก็ได้หวั่นไหว เป็นอเนกประการ.
สังคีติซึ่งทำอยู่ ๙ เดือน จึงสำเร็จลงนี้
ที่ท่านเรียกในโลกว่า สหัสสิกสังคีติ
เพราะภิกษุพันรูปกระทำ และเรียกว่า
ตติยสังคีติ เพราะเทียบกับสังคีติ ๒ คราว
ที่มีมาก่อนด้วยประการฉะนี้.
ตติยสังคีติจบ
* สารัตถทีปนี ๑/๒๒๘ เป็น อภาสิ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

เรื่องนำพระวินัยปิฎกสืบต่อกันมา
ก็เพื่อจะวิสัชนาปัญหานี้ว่า พระวินัยปิฎก ผู้ใดนำสืบมา ข้าพเจ้าจึง
ได้กล่าวคำใดไว้ว่า พระวินัยปิฎกนี้ นำสืบกันมาตามลำดับอาจารย์ ตั้งต้น
แต่ท่านพระอุบาลีเถระ ในครั้งชมพูทวีก่อน จนถึงตติยสังคีติ, ในครั้ง
ชมพูทวีนั้น มีการนำสืบกันมาตามลำดับอาจารย์ ดังนี้:-
พระเถระ ๕ รูปเหล่านี้คือ พระอุบาลี
๑ พระทาสกะ ๑ พระโสณกะ ๑ พระ-
สิคควะ ๑ พระโมคคัลลีบุตรติสสะ ๑ ผู้มี
ชัยชนะพิเศษ ได้นำพระวินัยมา ในทวีป
ชื่อชมพูอันมีสิริไม่ให้ขาดสาย โดยสืบดำลับ
แห่งอาจารย์จนถึงสังคายนาครั้งที่ ๓.
เนื้อความแห่งคำนั้น เป็นอันข้าพเจ้าประกาศแล้ว ด้วยคำมีประมาณ
เพียงเท่านี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[รายนามพระเถระผู้นำพระวินัยปิฏกสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้]
อนึ่ง ต่อจากตติยสังคายนา พระเถระทั้งหลายมีพระมหินท์เป็นต้น
ได้นำพระวินัยปิฎกมาสู่เกาะนี้ (คือเกาะลังกา) , พระเถระทั้งหลายมีพระ-
อริฏฐเถระเป็นต้น เรียนเอาจากพระมหินท์แล้ว ได้นำสืบกันมาชั่วระระหนึ่ง,
ตั้งแต่เวลาที่พระอริฏฐเถระเป็นต้นนั้นนำมา บัณฑิตพึงทราบว่า พระวินัยปิฎก
นี้ ได้นำกันสืบมาตามลำดับอาจารย์ ซึ่งจัดว่าเป็นลำดับอันเตวาสิกของท่าน
พระอริฏฐเถระเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง จนถึงทุกว่านี้ สมดังที่พระโบราณาจารย์
ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
ในกาลนั้น พระเถระผู้ประเสริฐ
มีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑
พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑
พระเถระผู้เป็นบัณฑิตชื่อภัททะ ๑ มาใน
เกาะสิงหลนี้ จากชมพูทวีป. พวกท่านได้
สอนพระวินัยปิฎกในเกาะตัมพปัณณิ สอน
นิกายทั้ง ๕ และปกรณ์ทั้ง ๗. ภายหลังแต่
นั้นมา พระอริฏฐะผู้มีปัญญา ๑ พระติสส
ทัตตะผู้ฉลาด ๑ พระกาฬสุมนะผู้องอาจ ๑
พระเถระผู้มีชื่อว่าทีฆะ ๑ พระทีฆสุมนะ
ผู้เป็นบัณฑิต ๑, ต่อมาอีกพระกาฬสุมนะ ๑
พระนาคเถระ ๑ พระพุทธรักขิต ๑ พระ
ติสสเถระผู้มีปัญญา ๑ พระเทวเถระผู้ฉลาด
๑, ต่อมาอีก พระสุมนะผู้มีปัญญา และ
เชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระจูฬนาคะผู้
พหูสูตดุจช้างซับมันที่ปราบยาก ๑ พระเถระ
ชื่อธรรมปาลิตะ อันสาธุชนบูชาแล้วใน
โรหณชนบท ๑ ศิษย์ของพระธรรมปาลิตะ
นั้น ชื่อเขมะ มีปัญญามาก ทรงจำพระ-
ไตรปิฎก รุ่งเรืองอยู่ในเกาะด้วยปัญญา ดุจ
พระจันทร์เป็นราชาแห่งหมู่ดาวฉะนั้น ๑
พระอุปติสสะผู้มีปัญญา ๑ พระปุสสเทวะผู้
เป็นมหากวี ๑, ต่อมาอีกพระสุมนะผู้มี
ปัญญา ๑ พระเถระชื่อปุปผะ (คือพระมหา
ปทุมเถระ๑) ผู้พหูสูต ๑ พระมหาสีวะ ผู้เป็น
มหากวี ฉลาดในพระปิฎกทั้งปวง ๑, ต่อมา
อีก พระอุบาลี ผู้มีปัญญาเชี่ยวชาญในพระ
วินัย ๑ พระมหานาค ผู้มีปัญญามาก ฉลาด
ในวงศ์พระสัทธรรม ๑. ต่อมา มี่พระอภัย
ผู้มีปัญญา ฉลาดในปิฎกทั้งปวง ๑ พระ
ติสสเถระผู้มีปัญญา เชี่ยวชาญในพระวินัย ๑
ศิษย์ของพระติสสเถระนั้น ชื่อปุปผะ (คือ
พระสุมนเถระ๒) มีปัญญามากเป็นพหูสูต
ตามรักษาพระศาสนาอยู่ ในชมพูทวีป ๑
พระจูฬาภยะผู้มีปัญญา และเชี่ยวชาญใน
พระวินัย ๑ พระติสสเถระ ผู้มีปัญญาฉลาด
ในวงศ์พระสัทธรรม ๑ พระจูฬเทวะ ผู้มี
ปัญญา และเชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระ
สีวเถระ ผู้มีปัญญาฉลาดในพระวินัยทั้งมวล
๑, พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้
รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา (คือฉลาดใน
ทางสวรรค์และทางพระนิพพาน) ได้
ประกาศพระวินัยปิฏกไว้ ในเกาะตัมพปัณณิ
แล้ว๓.
๑, สารัตถทีปนี ๑/๒๒๙ ปุปฺผนาโมติ มหาปทุมตฺเถโร ๒.ปุปฺผนาโมติ สุมนตฺเถโร.
๓. วิ. ปริวาร. ๘/๓-๕.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

เรื่องส่งพระเถระไปประกาศพระศาสนาในต่างประเทศ
ในการนำพระศาสนาสืบมาตามลำดับอาจารย์นั้น มีอนุบุพพีกถา
ดังต่อไปนี้ : –
ได้ยินว่า พระโมคคลีบุตรติสสเถระ ครั้นทำตติยสังคีตินั้นแล้ว ได้
ดำริอย่างนี้ว่า ในอนาคต พระศาสนา จะพึงตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในประเทศไหน
หนอแล ? ลำดับนั้น เมื่อท่านใคร่ครวญอยู่ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า พระศาสนา
จักตั้งมั่นอยู่ด้วยดี ในปัจจันติมชนบททั้งหลาย. ท่านจึงมอบศาสนกิจนั้น ให้
เป็นภาระของภิกษุเหล่านั้น แล้วส่งภิกษุเหล่านั้น ๆ ไปในรัฐนั้น ๆ คือ ส่ง
พระมัชฌันติเถระไปยังรัฐกัสมีรคันธาระด้วยสั่งว่า ท่านไปยังรัฐนั่นแล้ว จง
ประดิษฐานพระศาสนาในรัฐนั่น. ท่านได้สั่งพระมหาเทวเถระอย่างนั้นเหมือน
กัน แล้วส่งไปยังมหิสกมณฑล ส่งพระรักขิตเถระไปยังวนวาสีชนบท ส่ง
พระโยนกธรรมรักขิตเถระไปยังอปรันตกชนบท ส่งพระมหาธรรมรักขิตเถระ
ไปยังมหารัฐชนบท ส่งพระมหารักขิตเถระไปยังโลกเป็นที่อยู่ของชาวโยนก
ส่งพระมัชฌิมเถระไปยังชนบทอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งหิมวัตประเทศ ส่งพระ-
โสณกเถระ ๑ พระอุตตรเถระ ๑ ไปยังสุวรณภูมิชนบท ส่งพระมหินทเถระ
ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของตน กับพระอิฏฏิยเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ
พระภัททสาลเถระ ไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีป ด้วยสั่งว่า พวกท่านไปยังเกาะ
ตัมพปัณณิทวีปแล้วจงประดิษฐานกระศาสนาในเกาะนั่น. พระเถระแม้ทั้งหมด
เมื่อจะไปยังทิสาภาคนั้น ๆ ก็เข้าใจอยู่ว่า ในปัจจันติชนบททั้งหลายต้องมี
คณะปัญจวรรค จึงสมควรทำอุปสมบทกรรมได้ ดังนี้ จึงไปกับพวกละ ๕
รวมกับตน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[พระมัชฌันติกเถระไปประกาศพระศาสนาที่กัสมีรคันธารรัฐ]
ก็โดยสมัยนั้นแล ในแคว้นกัสมีรคันธาระ ในฤดูข้าวกล้าสุก มีพญานาค
ชื่ออารวาฬ ได้บันดาลฝน ชื่อว่าฝนลูกเห็บให้ตกลงมา ทำข้าวกล้าให้ลอยไป
ยังมหาสมุทร. พระมัชฌันติกเถระเหาะขึ้นไปสู่เวหาจากนครปาตลีบุตร แล้ว
ไปลงเบื้องบนสระอารวาฬที่ป่าหิมพานต์ จงกรมอยู่บ้าง ยืนอยู่บ้าง นั่งอยู่บ้าง
สำเร็จการนอนอยู่บ้าง บนหลังสระอารวาฬ. นางนาคมาณวิกาทั้งหลายเห็น
พระเถระนั้นแล้ว จึงบอกแก่พญานาคอารวาฬว่า ข้าแต่มหาราช ! มีสมณะโล้น
รูปหนึ่ง ทรงแผ่นผ้าที่ตัดขาดด้วยศัสตรา นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ประทุษร้ายน้ำ
ของพวกเรา.