พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปวารณาวิธี
ญัตติอันได้นามว่า สัพพสังคาหิกานี้ว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ,
อชฺช ปวารณา, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโข ปวาเรยฺย แปลว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าว่า ความ
พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา ดังนี้ ก็เมื่อสวดประกาศอย่าง
นี้แล้ว สงฆ์จะปวารณา ๓ ครั้ง ๒ ครั้ง และครั้งเดียวก็ควร แต่จะปวารณาให้
ภิกษุมีพรรษาเท่ากัน ปวารณาพร้อมกันเท่านั้นไม่ควร. อนึ่ง เมื่อสวดประกาศ
ว่า เตวาจกํ ปวาเรยฺย แปลว่า สงฆ์พึงปวารณา ๓ ครั้ง ดังนี้ ต้องปวารณา
๓ ครั้งเท่านั้นจึงควร จะปวารณาอย่างอื่น หาควรไม่. เมื่อสวดประกาศว่า
เทฺววาจกํ ปวาเรยฺย แปลว่า สงฆ์พึงปวารณา ๒ ครั้ง ดังนี้จะปวารณา
๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้งก็ควร แต่จะปวารณาเพียงครั้งเดียว และปวารณา
มีพรรษาเท่ากันหาควรไม่. ก็เมื่อสวดประกาศว่า เอกวาจิกํ ปวาเชยฺย แปล
ว่า สงฆ์พึงปวารณาครั้งเดียว ดังนี้ จะปวารณาครั้งเดียว ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง
ก็ควร แต่จะปวารณามีพรรษาเท่ากันเท่านั้นหาควรไม่. เมื่อสวดประกาศว่า
สมานวสฺสกํ ปวาเรยฺย แปลว่า พึงปวารณามีพรรษาเท่ากัน ดังนี้ ย่อม
ควรทุกวิธี.
บทว่า อจฺฉนฺติ คือ เป็นผู้นั่งอยู่นั่นเอง หาลุกขึ้นไม่.
บทว่า ตทนนฺตรา คือตลอดกาลระหว่างปวารณานั้น
อธิบายว่า ตลอดกาลเท่าที่ตนจะปวารณานั้น.
วินิจฉัยในข้อว่า จาตุทฺทสิกา จ ปณฺณรสิกา จ นี้ พึงทราบ
ในดิถีที่ ๑๔ พึงทำบุรพกิจอย่างนี้ว่า อชฺช ปวารณา จาตุทฺทสี
แปลว่า ปวารณาวันนี้ ๑๔ ค่ำ ในดิถีที่ ๑๕ พึงทำบุรพกิจอย่างนี้ว่า อชฺช
ปวารณา ปณฺณรสี แปลว่า ปวารณาวันนี้ ๑๕ ค่ำ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปวารณากรรม
วินิจฉัยในปวารณากรรม พึงทราบดังนี้:-
ถ้าว่า เมื่อภิกษุ ๕ รูปอยู่ในวัดเดียวกัน ๔ รูปนำปวารณาของรูปหนึ่ง
มาแล้วทั้งคณญัตติ ปวารณา, เมื่อ ๔ รูป หรือ ๓ รูปอยู่ ในวัดเดียวกัน,
๓ รูป หรือ ๒ รูปนำปวารณาของรูปหนึ่งมา ตั้งสังฆญัตติแล้ว ปวารณา,
นี้จัด ว่าปวารณากรรมเป็นวรรคโดยอธรรมทั้งหมด. ก็ถ้าว่า ภิกษุ ๕ รูปประชุม
พร้อมกันแม้ทั้งหมด ตั้งคณญัตติแล้ว ปวารณา; เมื่ออยู่ด้วยกัน ๔ รูป หรือ ๓
รูป หรือ ๒ รูปประชุมพร้อมกันทั้งสังฆญัตติแล้วปวารณา; นี้จัดว่าปวารณา
กรรมพร้อมเพรียงโดยอธรรมทั้งหมด. ถ้าว่า เมื่ออยู่ด้วยกัน ๕ รูป ๔ รูปนำ
ปวารณาของรูปหนึ่งมา ตั้งสังฆญัตติแล้ว ปวารณา; เมื่ออยู่ด้วยกัน ๔ รูป
หรือ ๓ รูป, ๓ รูป หรือ ๒ รูปนำปวารณาของรูปหนึ่งมา ตั้งคณญัตติแล้ว
ปวารณา; นี้จัดว่าปวารณากรรมเป็นวรรคโดยธรรมทั้งหมด. แต่ถ้าว่า ภิกษุ ๕
รูป ประชุมพร้อมกันแม้ทั้งหมด ตั้งสังฆญัตติแล้ว ปวารณา ๔ รูป หรือ ๓ รูป
ประชุมพร้อมกันทั้งคณญัตติแล้ว ปวารณา ๒ รูปปวารณากะกันและกัน อยู่รูป
เดียว ทำอธิษฐานปวารณา นี้จัดว่าปวารณากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม
ทั้งหมด.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

มอบปวารณา
วินิจฉัยในข้อว่า ทินฺนา โหติ ปวารณา นี้ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อภิกษุผู้อาพาธมอบปวารณาอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้นำปวารณามาพึงเข้า
ไปหาสงฆ์ปวารณาอย่างนี้ว่า ติสฺโส ภนฺเต ภิกฺขุ สงฺฆํ ปวาเรติ ทิฏฺเฐน
วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา, วทตุ ตํ ภนฺเต สงฺโฆ อนุกมฺปิ
อุปาทาย, ปสฺสน โต ปฏิกฺกริสฺสติ. ทุติยมฺปิ ภนฺเต เป ตติยมฺปิ
ภนฺเต ติสฺโส ภิกฺ สงฺฆํ ปวาเรติ ฯเปฯ ปสฺสนฺโต ปฏิกฺกริสฺสติ.
แปลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุชื่อติสสะปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี
ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอสงฆ์จงอาลัยความกรุณาว่ากล่าวเธอ เธอเห็น
อยู่จักทำคืนเสีย. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้
ครั้งที่ ๓ ภิกษุชื่อติสสะปวารณาต่อสงฆ์ ฯลฯ เธอเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. แต่ถ้า
ภิกษุผู้มอบปวารณา เป็นผู้แก่กว่า ภิกษุผู้นำพึงกล่าวว่า อายสฺมา ภนฺเต
ตสฺโส แปลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านติสสะ ดังนี้. ด้วยอาการอย่างนี้แล
เป็นอันภิกษุผู้นำปวารณา ได้ปวารณาแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุผู้มอบ
ปวารณานั้น.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

มอบฉันทะ
วินิจฉัยในข้อ ปวารณํ เทนฺเตน ฉนฺทํปิ ทาตุํ นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
การมอบฉันทะพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว ในอุโบสถขันธกะเถิด.
และแม้ในปวารณาขันธกะนี้การมอบฉันทะ ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่สังฆกรรม
ที่เหลือ เพราะฉะนั้น ถ้าว่า เมื่อมอบปวารณา ย่อมมอบฉันทะด้วย เมื่อ
ปวารณาได้นำมาแล้วบอกแล้วตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ทั้งภิกษุนั้น ทั้งสงฆ์
ย่อมเป็นอันได้ปวารณาแล้วทีเดียว. ถ้าภิกษุผู้ลงไม่ได้ มอบแต่ปวารณาเท่านั้น
หาได้มอบฉันทะไม่ เมื่อปวารณาของเธอได้บอกแล้ว และสงฆ์ได้ปวารณาเสร็จ
แล้ว ย่อมเป็นอันภิกษุทั้งปวงปวารณาดีแล้ว แต่กรรมอย่างอี่นย่อมกำเริบ,
แต่ถ้าภิกษุผู้ลงไม่ได้ มอบแต่ฉันทะเท่านั้น ไม่มอบปวารณา ปวารณาและ
กรรมที่เหลือของสงฆ์หากำเริบไม่ ส่วนภิกษุนั้นไม่จัดว่าได้ปวารณา. ก็ในวัน
ปวารณา แม้ภิกษุผู้อธิษฐานปวารณาในภายนอกสีมาแล้วจึงมา ก็ควรให้
ฉันทะ ปวารณากรรมของสงฆ์จึงจะไม่กำเริบเพราะเธอ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อธิษฐานปวารณา
วินิจฉัยในข้อว่า อชฺช เม ปวารณา นี้ พึงทราบดังนี้:-
ถ้าวันปวารณาเป็น ๑๔ ค่ำ ภิกษุผู้อยู่รูปเดียวพึงอธิษฐานอย่างนี้ว่า
อชฺช เม ปวารณา จาตุทฺทสี แปลว่า ปวารณาของเราวันนี้ ๑๔ ค่ำ ถ้า
เป็นวัน ๑๕ ค่ำ พึงอธิ ฐานอย่างนี้ว่า อชฺช เม ปวารณา ปณฺณรสี
แปลว่า ปวารณาของเราวันนี้ ๑๕ ค่ำ.
คำว่า ตทหุปวารณาย อาปตฺตึ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
ข้อว่า ปุน ปวาเรตพฺพํ มีความว่า พึงทำบุพกิจแล้วตั้งญัตติ
ปวารณาตั้งแต่พระสังฆเถระลงมาอีก. คำที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว
ในอุโบสถขันธกวรรณนาเถิด.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อติเรกานุวัตติกถา
วินิจฉัยในข้อว่า อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ พึง
ทราบดังนี้:-
พวกภิกษุผู้เจ้าถิ่น พึงทำบุพกิจว่า อชฺช ปวารณา จาตุทฺทสี
นั้นแล. แม้ในปวารณาวัน ๑๕ ค่ำก็มีนัยเช่นเดียวกัน.
ในบทที่สุดแห่งพระบาลีนั้นว่า อาวาสิเกหิ นิสฺสีมํ คนฺตฺวา
ปวาเรตพฺพํ มีวินิจฉัยนอกบาลี ดังนี้:-
ถ้าว่าภิกษุ ๕ รูปจำพรรษาในวัสสูปนายิกาต้น, อีก ๕ รูป จำพรรษา
ในวัสสูปนายิกาหลัง เมี่อภิกษุพวกแรกตั้งญัตติปวารณาแล้ว ภิกษุพวกหลัง
พึงทำปาริสุทธิอุโบสถในสำนักของเธอ อย่าพึงตั้งญัตติ ๒ อย่างในโรงอุโบสถ
เดียวกัน. แม้ถ้าว่ามีภิกษุ ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป หรือรูปเดียวก็ตาม จำพรรษา
ในวัสสูปนายิกาหลัง มีนัยเช่นเดียวกัน. หากว่าภิกษุผู้จำพรรษาต้น ๔ รูป,
แม้วันเข้าพรรษาหลังจะ ๔ รูป ๓ รูป หรือรูปเดียวก็ตาม มีนัยเหมือนกัน.
ถึงแม้ว่าในวันเข้าพรรษาต้น มี ๓ รูป แม้ในวันเข้าพรรษาหลังมี ๓ รูป ๒ รูป
หรือรูปเดียวก็ตาม มีนัยเหมือนกัน.
ก็นี้เป็นลักษณะในปวารณาธิการนี้:-
ถ้าว่า ภิกษุผู้จำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง น้อยกว่าภิกษุผู้จำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาต้น หรือเท่า ๆ กันและให้ครบคณะสังฆปวารณาได้ พึงทั้ง
ญัตติด้วยอำนาจสังฆปวารณา อนึ่ง ถ้าในวัสสุปนายิกาต้น มีภิกษุ ๓ รูป. ใน
วัสสูปนายิกาหลัง มีเพียงรูปเดียว รวมกันเข้าเป็น ๔ รูป ภิกษุ ๔ รูปจะทั้ง
ญัตติเป็นการสงฆ์แล้ว ปวารณาหาควรไม่. แต่ภิกษุผู้จำพรรษาหลังนั้น เป็น
คณะปูรกะของคณะญัตติได้อยู่. เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้จำพรรษาต้น ๓ รูป พึง
ตั้งญัตติแล้วปวารณาเป็นการคณะ ภิกษุนอกนั้นพึงทำปาริสุทธิอุโบสถในสำนัก
ของภิกษุเหล่านั้น. ในวัสสูปนายิกานี้มี ๒ รูป ในวัสสูปนายิกาหลังมี ๒ หรือ
รูปเดียว ก็มีนัยเหมือนกัน. ในวัสสูปนายิกาต้นมีรูปเดียว ในวัสสูปนายิกา
หลังก็มีรูปเดียว รูปหนึ่งพึงปวารณาในสำนักของอีกรูปหนึ่ง ฝ่ายอีกรูปหนึ่ง
พึงทำปาริสุทธิอุโบสถ. ถ้าว่า ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังมีมากกว่าภิกษุผู้เข้าพรรษา
ต้นแม้เพียงรูปเดียว ฝ่ายภิกษุพวกข้างน้อยกว่า พึงสวดปาติโมกข์ก่อน แล้ว
ปวารณาในสำนักของภิกษุฝ่ายข้างมากกว่าต่อภายหลัง. ส่วนในวันปวารณาที่
ครบ ๔ เดือนในเดือน ๑๒ ถ้าว่าภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังมากกว่าภิกษุผู้จำพรรษา
ต้นซึ่งได้ปวารณาแล้วในวันมหาปวารณา หรือมีจำนวนเท่า ๆ กัน พวกภิกษุ
ผู้จำพรรษาหลัง พึงตั้งปวารณาญัตติแล้วปวารณา. เมื่อพวกเธอได้ปวารณา
กันเสร็จแล้ว, ฝ่ายพวกภิกษุผู้จำพรรษาต้น พึงทำปาริสุทธิอุโบสถในสำนักของ
พวกเธอในภายหลัง. ถ้าภิกษุผู้ปวารณาแล้ว ในวันมหาปวารณามีมาก ภิกษุผู้
จำพรรษาหลังมีน้อยหรือมีรูปเดียว เมื่อพวกภิกษุผู้จำพรรษาต้นสวดปาติโมกข์
เสร็จแล้ว ภิกษุผู้จำพรรษาหลังนั้น พึงปวารณาในสำนักของพวกเธอ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

สามัคคีปวารณา
วินิจฉัยในข้อว่า น จ ภิกฺขเว อปฺปวารณาย ปวาเรตพฺพํ
อญฺญตฺร สงฺฆสามคฺคิยา นี้ พึงทราบดังนี้:-
ความพร้อมเพรียงพึงทราบว่า เป็นเช่นกับความพร้อมเพรียงของภิกษุ
ชาวเมืองโกสัมพีเถิด. ก็แลพึงทำบุพกิจ ในกาลแห่งสามัคคีปวารณานี้ อย่าง
นี้ว่า อชฺช ปวารณา สามคฺคี แปลว่า ปวารณาวันนี้ เป็นคราวปรองดองกัน.
ฝ่ายภิกษุเหล่าใด งดปวารณาเสียเพราะเหตุเล็กน้อย ซึ่งไม่สำคัญอะไร แล้ว
เป็นผู้พร้อมเพรียงกันเจ้าได้, ภิกษุเหล่านั้น พึงทำปวารณา ในวันปวารณาเท่า
นั้น. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายผู้จะทำสามัคคีปวารณา พึงงดวันปฐมปวารณาเสีย พึง
ทำในระหว่างนี้ คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่ง ไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันครบ
๔ เดือน จะทำภายหลังหรือก่อนกำหนดนั้นไม่ควร.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ญัตติวิธาน
วินิจฉัยในข้อว่า เทฺววาจิกํ ปวาเรตุํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
เฉพาะภิกษุผู้ตั้งญัตติ พึงกล่าวว่า ยติ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ
เทฺววาจิกํ ปวาเรยฺย แปลว่า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง
ปวารณา ๒ หน.
ในการปวารณาหนเดียว พึงกล่าวว่า เอกวาจิกํ ปวาเรยฺย แปล
ว่า พึงปวารณาหนเดียว.
เฉพาะในการปวารณามีพรรษาเท่ากัน พึงกล่าวว่า สมานวสฺสิกํ
ปวาเรยฺย แปลว่า พึงปวารณามีพรรษาเท่ากัน ก็แลในการปวารณามีพรรษา
เท่ากันนี้ ภิกษุผู้มีพรรษาเท่ากันแม้มากรูป ย่อมได้เพื่อปวารณาพร้อมกัน.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

การงดปวารณา
วินิจฉัยในข้อว่า กาสิตาย ลปิตาย อปริโยสิตาย นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
การงดปวารณา ๒ อย่าง คือ งดรอบไปอย่างหนึ่ง งดเป็นส่วนบุคคล
อย่างหนึ่ง.
การงดปวารณามี ๒ อย่างนั้น ในการงดรอบทั่วไป มีวินิจฉัยว่า
กรรมวาจาที่สวดว่าเรื่อยไปตั้งแต่ สุ อักษร จนถึง เร อักษร ว่า สุณาตุ เม
ภนฺเต สงฺโฆ, เป สงฺโฆ เตวาจิกํ ปวาเร ดังนี้ ปวารณายังไม่จัดว่า
จบก่อน.
ในระหว่างนี้ เมื่อภิกษุงดไว้แม้ในบทหนึ่ง ปวารณาเป็นอันงด. ต่อ
เมื่อถึง ย อักษรแล้ว ปวารณาเป็นอันจบ เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุงดไว้ทั้งแต่
ย อักษรนั้นไป ปวารณาไม่จัดว่าได้งด.
ส่วนในการงด เป็นส่วนบุคคล มีวินิจฉัยว่า คำปวารณาอันภิกษุ
กล่าวว่าเรื่อยไปทั้งแต่ สํ อักษร จนถึง ฏิ อักษร อันเป็นด้วยท้ายแห่งอักษร
ทั้งปวงนี้ว่า สงฺฆํ ภนฺเต ปวาเรมิ ฯเปฯ ทุติยมฺปิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ
ภนฺเต สงฺฆํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺถาย วา ฯเปฯ
ปสฺสนฺโต ปฏิ ดังนี้, ปวารณายังไม่จัดว่าจบก่อน. ในระหว่างนี้ เมื่อภิกษุ
งดไว้แม้นี้ในบทอันหนึ่ง ปวารณาย่อมเป็นอันงด. ต่อเมื่อกล่าวบทว่า กริสฺสามิ
แล้ว ปวารณาเป็นอันจบแล้วแท้, ก็เพราะเหตุใด เมื่อกล่าวบทว่า กริสฺสามิ
แล้วปวารณาจึงชื่อว่าเป็นอันจบแล้วแท้ เพราะเหตุนั้น เมื่อถึงบทอันหนึ่งว่า
กริสฺสาม แล้ว ปวารณาอันภิกษุงดไว้ ไม่จัดว่าเป็นอันงดเลยด้วยประการ
ฉะนี้.
ใน เทฺววาจิกา เอกวาจิกา และ สมานวสฺสิกา มีนัยเหมือน
กัน. จริงอยู่ อักษรมี ฏิ เป็นที่สุด จำเติมแต่ สํ มาทีเดียว ย่อมเป็นเขตแห่ง
การงดในปวารณาแม้เหล่านั้น ฉะนั้นแล.
บทว่า อนุยุญฺชิยมาโน มีความว่า ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายทำ
การไต่สวนถามอยู่ ตามนัยที่ตรัสไว้ข้างหน้าว่า ท่านงดปวารณานั้น เพราะ
เหตุไร ?
บทว่า โอมทฺทิตฺวา มีความว่า สงฆ์พึงกล่าวคำเหล่านั้นว่า อย่าเลย
ภิกษุ เธออย่าทำความบาดหมางเลย ดังนี้ เป็นอาทิ ห้ามปรามเสียแล้วจึง
ปวารณา. จริงอยู่ การห้ามปรามด้วยถ้อยคำ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์
แล้วว่า โอมทฺทนา ในบทว่า โอมทฺทิตฺวา นี้.
สองบทว่า อนุทฺธํสิตํ ปฏิชานาติ มีความว่า ภิกษุผู้โจทก์นั้น
ปฏิญญาอย่างนี้ว่า ภิกษุนี้ข้าพเจ้าตามกำจัด คือโจท แล้ว ด้วยอาบัติปาราชิกไม่
มีมูล.
บทว่า ยถาธมฺมํ มีความว่า สงฆ์พึงให้ปรับปาจิตตีย์ เพราะตาม
กำจัดด้วยสังฆาทิเสส พึงให้ปรับทุกกฏเพราะตามกำจัดด้วยวีติกกมะนอกจากนี้.
บทว่า นาเสตฺวา มีความว่า สงฆ์พึงนาสนาภิกษุผู้จำเลยเสียด้วย
ลิงคนาสนา. ภิกษุผู้จำเลยนั้น อันสงฆ์พึงสั่งเพียงเท่านี้ว่า อาบัตินั้น พึงเป็น
โทษอันเธอทำคืนตามธรรม แล้วพึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงปวารณาเถิด
แต่อย่าพึงกล่าวคำนี้ว่า อาบัติชื่อโน้น เพราะว่าคำนั้นย่อมเป็นทางแห่งความ
ทะเลาะ.
วินิจฉัยในข้อว่า อิทํ วตฺถุํ ปญฺญายติ น ปุคฺคโล นี้ พึงทราบดังนี้:-
ได้ยินว่า พวกโจรจับปลาทั้งหลายจากสระโบกขรณี ในวัดป่าปิ้งกิน
แล้วไป ภิกษุนั้น เห็นประการแปลกนั้น กำหนดหมายเอาว่า กรรมนี้ พึง
เป็นของภิกษุ จึงกล่าวอย่างนั้น.
ในข้อว่า วตฺถุํ ฐเปตฺวา สงฺโฆ ปวาเรยฺย นี้ มีเนื้อความดังนี้ว่า
เราทั้งหลายจักรู้จักตัวบุคคลนั้น ในเวลาใด จักโจทบุคคลนั้น ในเวลานั้น
แต่บัดนี้สงฆ์จงปวารณาเถิด.
ข้อว่า อิทาเนว นํ วเทหิ มีความว่า หากท่านรังเกียจบุคคลบาง
คนด้วยวัตถุนี้. ท่านจงระบุตัวบุคคลนั้น ในบัดนี้แล. หากเธอระบุ สงฆ์พึง
ไต่สวนบุคคลนั้นแล้ว จึงปวารณา; หากเธอไม่ระบุ สงฆ์พึงกล่าวว่า เราจัก
พิจารณาแล้วจักรู้ ดังนี้ ปวารณาเถิด.
วินิจฉัยในข้อว่า อยํ ปุคฺคโล ปญฺญายติ น วตฺถุํ นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
ภิกษุรูปหนึ่ง บูชาพระเจดีย์ด้วยระเบียบของหอมและเครื่องชะโลมทา
ก็ดี, ฉันยาดองอริฏฐระก็ดี, กลิ่นตัวของเธอเป็นของคล้ายกับสิงเหล่านั้น ภิกษุ
นั้นหมายเอากลิ่นนั้น เมื่อประกาศวัตถุว่า กลีนของภิกษุนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.
ข้อว่า ปุคฺคลํ ฐเปตฺวา สงฺโฆ ปวาเรยฺย มีความว่า สงฆ์จงเว้น
บุคคลนั้นเสีย ปวารณาเถิด.
ข้อว่า อิทาเนว นํ วเทหิ มีความว่า ท่านจงเว้น บุคคลใดจงกล่าว
โทษของบุคคลนั้น ในบัดนี้แล. หากภิกษุนั้นกล่าวว่า โทษของบุคคลนั้นเป็น
อย่างนี้ สงฆ์พึงชำระบุคคลนั้นให้เรียบร้อยแล้ว จึงปวารณา; แต่ถ้าเธอกล่าว
ว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ สงฆ์พึงกล่าวว่าเราจักพิจารณาแล้วจักรู้ ดังนี้ ปวารณา
เถิด.
ข้อว่า อิทํ วตฺถุญฺจ ปุคฺคโล จ ปญฺญายติ มีความว่า ภิกษุนั้น
ได้เห็นที่ซึ่งพวกโจรจับปลาปิ้งกิน และสถานที่อาบด้วยของหอมเป็นต้น ตาม
นัยก่อนนั่นเอง เมื่อสำคัญว่า นี่คงเป็นกรรมของบรรพชิตจึงกล่าวอย่างนั้น.
ข้อว่า อิทาเนว นํ วเทหิ มีความว่า ท่านจะบอกตัวบุคคลที่ท่าน
รังเกียจด้วยวัตถุนั้น ในบัดนี้แล. ก็แลจำเติมแต่กาลที่ได้เห็นแล้ว เพราะเห็น
วัตถุและบุคคลครบทั้งสองนี้ สงฆ์ต้องวินิจฉัยก่อน จึงปวารณาได้.
สองบทว่า กลฺลํ วจนาย มีความว่า สมควรโจท ด้วยคำโจทที่
สมควร๑.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะวัตถุยังมิได้วินิจฉัยก่อนแต่ปวารณา และเพราะบุคคล
ซึ่งได้เห็นแล้ว ถูกโจทภายหลังแต่ปวารณา.
ข้อว่า อุกฺโกถฏนกํ ปาจิตฺติยํ มีความว่า จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
เห็นวัตถุและบุคคลครบทั้งสองนี้แล้ว วินิจฉัยเสร็จก่อนแต่ปวารณาแล้ว จึง
ปวารณา เพราะฉะนั้น จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รอปวารณานั้นอีก.
วินิจฉัยในข้อว่า เทฺว ตโย อุโปสเถ จาตุทฺทสิเก กาตุํ นี้พึง
ทราบดังนี้:-
๒ อุโบสถ คือ ที่ ๔ กับที่ ๕ เป็นจาตุททสี. อนึ่ง อุโบสถที่ ๓ แม้
ตามปกติ ย่อมเป็นจาตุททสีเหมือนกันฉะนั้นแล. เพราะเหตุนั้น ๒ อุโบสถ
๑. ปาฐะในอรรถกถาเป็น กลฺลโจเทตุํ วฏฺฏติ แต่น่าจะเป็น กลฺลํ โจทนาย โจเทตุํ วฏฺฏติ
แปลว่า สมควรเพื่อการโจท คือ ควรที่จะโจท.
คือ ที่ ๓ กับที่ ๔ หรือ ๓ อุโบสถ คือ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ควรทำให้เป็นจาตุททสี
หากว่าเมื่อทำอุโบสถที่ ซึ่งเป็นปัณณรสีอุโบสถ ภิกษุผู้ก่อความบาดหมางนั้น
ฟังด้วยไซร้ พึงทำอุโบสถที่ ๕ ให้เป็นจาตุททสี. ๒ อุโบสถย่อม เป็นจาตุททสี
แม้ด้วยประการอย่างนี้. เมื่อทำอย่างนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้น จักปวารณาสำหรับ
ปัณณรสีปวารสเาในวัน ๑๓ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำ ของภิกษุผู้ก่อความบาดหมางกัน.
ก็แลเมื่อจะปวารณาอย่างนั้น พึงวางเหล่าสามเณรไว้ภายนอกสีมา ได้ฟังว่า
ภิกษุก่อความบาดหมางกันเหล่านั้นพากันมา พึงรีบประชุมกันปวารณาเสียเร็วๆ
เพื่อแสดงความข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุทั้ง
หลายผู้ก่อความบาดหมางกัน ทำความทะเลาะกัน ก่อการวิวาทกันทำความอื้อ
ฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ พากันสู่อาวาส, ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้น พึงประชุม
ปวารณากันเสียเร็ว ๆ ครั้นปวารณาเสร็จแล้ว พึงพูดกะพวกเธอว่า ผู้มีอายุ
พวกเราปวารณาแล้วแล พวกท่านสำคัญอย่างใด จงกระทำอย่างนั้นเถิด.
บทว่า อสํวิหิตา มีความว่า ผู้มีได้จัดแจง คือมิได้ทำการตระเตรียม
เพื่อต้องการ จะให้ทราบการมา อธิบายว่า เป็นผู้อันพวกเจ้าถิ่นหาทันรู้ไม่.
สองบทว่า เตสํ วิกฺขิตฺวา มีความว่า พวกภิกษุผู้เจ้าถิ่นพึงทำให้
ตายใจเสีย โดยนัยเป็นต้นว่า พวกท่านเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยมา จงพักเสียสักครู่
เถิด. แล้วลอบออกไปปวารณาเสียนอกสีมา.
บทว่า โน เจ ลเภถ มีความว่า หากว่า ไม่พึงได้เพื่อออกไปนอก
สีมาไซร้. เป็นผู้ถูกพวกสามเณรและภิกษุหนุ่ม ของเหล่าภิกษุ ผู้ก่อความบาด
หมางกัน คอยตามติดไปมิได้ขาดเลย.
สองบทว่า อาคเม ชุณฺเห มีความว่า ภิกษุทั้งหลายหมายเอา
ชุณหปักษ์ที่จะมาถึงใด ตั้งญัตติว่า เราทั้งหลายพึงปวารณาในชุณหปักษ์ที่จะ
มาถึง ดังนี้ ในชุณหปักษ์ที่จะมาถึงนั้น.
ข้อว่า โกมุทิยา จาตุมฺมาสินิยา อกามา ปวาเรตพฺพํ มีความว่า
ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้น ต้องปวารณาแน่แท้ จะล่วงเลยวันเพ็ญที่ครบ ๔ เดือน
ปวารณาย่อมไม่ได้เลย.
หลายบทว่า เตหิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปวาริยมาเน มีความว่า เมื่อ
สงฆ์อันภิกษุเหล่านั้น ปวารณาอยู่ ในวันเพ็ญที่ครบ ๔ เดือน อย่างนั้น.
ปวารณาสงเคราะห์
สองบทว่า อญฺญตโร ผาสุวิหาโร ได้แก่ สมถะอย่างอ่อนหรือ
วิปัสสนาอย่างอ่อน.
ข้อว่า ปริพาหิรา ภวิสฺสาม มีความว่า เราทั้งหลาย เมื่อไม่
สามารถให้ภาวนานุโยคพร้อมมูลได้ เพราะความแตกแยกกันไปแห่งที่พักกลาง
คืนและที่พักกลางวันเป็นต้น ซึ่งไม่ประจำที่ จักเป็นผู้เหินห่าง จากธรรม
เครื่องอยู่สำราญนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการมอบฉันทะด้วยคำนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย
ต้องประชุมในที่เดียวกันทั้งหมดทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า เตหิ เจ
ภิกฺขเว เป็นอาทิ ก็เพื่อแสดงว่า จริงอยู่ การมอบฉันทะย่อมไม่ควรในฐานะ
เหล่านั้นคืน ในคราวที่ทำความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ผู้แตกกันหนึ่ง ในคราว
ระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกวินัย ๑ ในปวารณาสังคหะนี้ ๑.
ก็ขึ้นชื่อว่าปวารณาสังคหะนี้ ไม่ควรให้แก่ภิกษุผู้ละทิ้งกัมมัฏฐานพวก
หนึ่ง ภิกษุผู้มีสมถะและวิปัสสนาแก่กล้าแล้วพวกหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นอริยบุคคลมี
โสดาบันเป็นต้นพวกหนึ่ง ก็ภิกษุผู้ได้สมถะอย่างอ่อนและวิปัสสนาอย่างอ่อน
จะมีทั้งหมดหรือมีครึ่งจำนวนหรือมีบุคคลเดียวก็ตามที ปวารณาสังคหะนั้น
ควรให้แท้ด้วยอำนาจแห่งภิกษุแม้รูปเดียว เมื่อสงฆ์ให้ปวารณาสังคหะแล้ว มี
บริหารตลอดภายในกาลฝนเดียว ภิกษุอาคันตุกะ ย่อมไม่ได้เพื่อถือเสนาสนะ
ของภิกษุเหล่านั้น ทั้งภิกษุเหล่านั้น ไม่พึงเป็นผู้ขาดพรรษาด้วย ก็แลครั้น
ปวารณาแล้ว ย่อมได้เพื่อหลีกไปสู่ที่จาริกในระหว่างด้วย. คำที่เหลือในที่ตั้ง
ปวงตื้นทั้งนั้น ฉะนั้นแล.
อรรถกถาปวารณาขันธก จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจัมมขันธกะ
เรื่องพระโสณโกลิวิสเถระ
บทว่า อิสฺสราธิปจฺจํ ได้แก่ ประกอบด้วยอิสรภาพและความเป็น
ใหญ่ยิ่ง.
บทว่า รชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระราชา หรือกิจที่พระราชาจะพึง
ทรงทำ.
วินิจฉัยในข้อว่า โสโณ นาม โกลิวิโส นี้ พึงทราบดังนี้.
คำว่า โลณะ เป็นชื่อของเศรษฐีบุตรนั้น คำว่า โกลิวิสะ เป็นโคตร.
สองบทว่า ปาทตเลสุ โลมานิ มีความว่า ที่ฝ่าเท้าทั้งสองของ
เศรษฐีบุตรนั้นแดง มีขนอันละเอียดมีสีคล้ายดอกอัญชัน งดงามดังนายช่าง
ได้ตกแต่งแล้ว.
ได้ยินว่า ในกาลก่อน โสณเศรษฐีบุตรนั้น ได้เป็นหัวหน้าของบุรุษ
แปดหมื่นคน พร้อมด้วยบุรุษเหล่านั้น ช่วยกันสร้างบรรณศาลาในสถานที่อยู่
ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้ววางผ้าปาวารขนสัตว์อย่างงามของคนทำให้เป็น
ผ้าเช็ดเท้า ในสถานเป็นที่เหยียบด้วยเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า. และทุก ๆ
คนได้อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าตลอดไตรมาส นี้เป็นความประกอบ
บุพกรรมของโสณเศรษฐีบุตรนั้นกับบุรุษแปดหมื่นคนเท่านั้น.
บทว่า คามิกสหสฺสานิ ได้แก่ กุลบุตรแปดหมื่น ซึ่งอยู่ในบ้าน
เหล่านั้น.
สองบทว่า เกนจิเทว กรณีเยน มีความว่า คล้ายกับมีราชกิจอะไร ๆ
ที่ควรทำ. แต่ราชกิจเล็กน้อยที่ควรทำของท้าวเธอก็หามีไม่นอกจากเพื่อต้อง
การทอดพระเนตรตัวเขา.
ได้ยินว่า พระราชาเมื่อจะให้กุลบุตรทั้งแปดหมื่นนั้น ประชุมกัน ได้ให้
ประชุมกันแล้วด้วยทรงเห็นอุบายว่า ด้วยอุบายอย่างนี้ โสณะจะไม่ระแวง
จักมา.
สองบทว่า ทิฏฺฐธมฺมิเก อตฺเถ มีความว่า พระเจ้าพิมพิสารทรง
อนุศาสน์ประโยชน์ซึ่งเกื้อกูลในโลกนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า การงานทั้งหลาย
มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น ควรทำตามธรรม มารดาบิดาควรเลี้ยง
ตามธรรม
สามบทว่า โส โน ภควา มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลายนั้น จักทรงพร่ำสอนท่านทั้งหลายในประโยชน์ซึ่งเป็นไปในสัมปราย
ภพ.
สองบทว่า ภควนฺตํ ปฏิเวเทมิ มีความว่า เราจะทูลพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าให้ทรงทราบ.
สองบทว่า ปาฏิกาย นิมฺมุชฺชิตฺวา มีความว่า ดำลงในศิลาคล้าย
อัฒจันทร์ในภายใต้แห่งบันได.
หลายบทว่า ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มฌฺญติ มีความว่า
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่ซึ่งกาลแห่งประโยชน์ เพื่อทำความเกื้อกูล
ไรเล่าแก่ชนชาวบ้านเหล่านั้น.
บทว่า วิหารปฺปจฺฉายายํ ได้แก่ ในร่มเงาที่ท้ายวิหาร.
บทว่า สมนฺนาหรนฺติ ได้แก่ ทำในใจบ่อย ๆ ด้วยอำนาจความ
เลื่อมใส.
สองบทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย มีความว่า ท่านจงแสดงอิทธิปาฏิ-
หาริย์วิเศษกว่าอีก โดยประมาณยิ่งเถิด.
บทว่า อนฺตรธายติ ได้แก่ เป็นรูปที่มองไม่เห็น.
สองบทว่า โลหิเตน ผุฏฺโฐ ได้แก่ เป็นที่จงกรมซึ่งเปื้อนเลือด.
บทว่า ควาฆาตนํ มีความว่า เป็นเช่นกับสถานที่ฆ่าโคทั้งหลาย.
บทว่า กุสโล ได้แก่ ผู้ฉลาดในการดีดพิณ.
สองบทว่า วีณาย ตนฺติสฺสเร ได้แก่ เสียงแห่งสายพิณ.
บทว่า อจฺจายิกา ได้แก่ เป็นสายที่ขึงตึงนัก คือกวดเขม็งนัก
บทว่า สรวตี ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยเสียง.
บทว่า กมฺมุญฺญา ได้แก่ ควรแก่การงาน.
บทว่า อติสิถิลา ได้แก่ เป็นสายที่หย่อนนัก.
สามบทว่า สเม คุเณ ปตฏฺฐิตา ได้แก่ ขึงกะให้เสียงเป็นกลาง ๆ.
สองบทว่า วิริยสมถํ อธิฏฺาฐาหิ มีความว่า ท่านจงอธิษฐานสมถะ
อันสัมปยุตด้วยความเพียร, อธิษฐานว่า จงประกอบด้วยความสงบเนื่องด้วย
ความเพียร.
สามบทว่า อินฺทฺริยานญฺจ สมตํ ปฏิวิชฺฌ มีความว่า จงทราบ
ข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธาเป็นต้น ต้องเป็นของเสมอ ๆ กัน คือเท่า ๆ กัน
คือจงเข้าใจข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายที่คนประกอบอยู่ บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น
สัทธาและปัญญา และปัญญากับสัทธา ความเพียรกับสมาธิ และสมาธิกับ
ความเพียร ต้องพอดี ๆ กัน.
ข้อว่า ตตฺถ จ นิมิตฺตํ คณฺหาหิ มีความว่า เมื่อความสม่ำ
เสมอกันนั้นมีอยู่, นิมิตเป็นราวกะเงาในกระจกพึงเกิดขึ้น ท่านจงถือเอา
นิมิตนั้น คือ สมถนิมิต วิปัสสนานิมิต มรรคนิมิต ผลนิมิต ความว่า จง
ให้นิมิตนั้นเกิด.
สองบทว่า อญฺญํ พฺยากเรยฺยํ มีความว่า เราพึงให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบว่า เราเป็นอรหันต์.
บทว่า ฉฏฺฐานานิ ได้แก่เหตุ ๖ ประการ.
สองบทว่า อธิมุตฺโจ โหติ มีความว่า เป็นผู้ตรัสรู้ คือทำให้
ประจักษ์แล้วดำรงอยู่.
บททั้งปวงว่า เนกฺขมฺมาธิมุตฺโต เป็นต้น พระโสณโกลิวิสะกล่าว
ด้วยอำนาจพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหัต เรียกว่าเนกขัมมะ เพราะออกจาก
กิเลสทั้งปวง เรียกว่าวิเวก เพราะสงัดจากกิเลสเหล่านั้นเอง, เรียกว่าความไม่
เบียดเบียน เพราะไม่มีความเบียดเบียน, เรียกว่าความสิ้นตัณหา เพราะเกิด
ขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นตัณหา, เรียกว่าความสิ้นอุปาทาน เพราะเกิดในที่สุด
แห่งความสิ้นอุปาทาน, เรียกว่าความไม่หลงงมงาย เพราะไม่มีความหลงงมงาย.
สองบทว่า เกวลํ สทฺธามตฺตกํ มีความว่า ท่านผู้มีอายุนี้อาศัย
คุณมาตรว่าศรัทธาล้วน ๆ ปราศจากปฏิเวธ คือไม่เจือปนระคนด้วยปัญญา
เครื่องตรัสรู้.
บทว่า ปฏิจยํ ได้แก่ เจริญด้วยทำซ้ำซาก.
บทว่า วีตราคตตา ได้แก่ เป็นผู้ตรัสรู้พระอรหัตกล่าวคือ เนกขัมมะ
แล้วดำรงอยู่ เพราะราคะเป็นกิเลสไปปราศแล้วด้วยตรัสรู้มรรคนั่นเอง อธิบาย
ว่า อยู่ด้วยธรรมสำหรับอยู่คือผลสมาบัติ คือเป็นผู้มีใจน้อมไปในผลสมบัตินั้น
แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ลาภสกฺการสิโลกํ ได้แก่ ความได้ปัจจัยสี ๑ ความที่
ปัจจัยสี่เหล่านั้นและเขาทำดีต่อ ๑ ความกล่าวเยินยอ ๑.
บทว่า นิกามยมาโน ได้แก่ ต้องการ คือปรารถนา.
บทว่า ปวิเวกาธิมุตฺโต มีความว่า พยากรณ์อรหัตอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าน้อมไปในวิเวก.
บทว่า สีลพฺพตปรามาสํ ได้แก่ สักว่าความถือที่ถืออิงศีลและพรต.
บทว่า สารโต ปจฺจาคจฺฉนฺโต ได้แก่ ทราบอยู่โดยความเป็น
แก่นสาร.
บทว่า อพฺยาปชฺฌาธิมุตฺโต มีความว่า พยากรณ์อรหัตซึ่งหาความ
เบียดเบียนมิได้. เนื้อความในวาระทั้งปวง พึงทราบโดยนัยนี้.
บทว่า ภุสา ได้แก่ มีกำลัง.
หลายบทว่า เนวสฺสา จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ มีความว่า อารมณ์
เหล่านั้น ไม่สามารถจะยืดจิตของพระขีณาสพนั้นตั้งอยู่ได้.
บทว่า อมิสฺสีกตํ มีความว่า จิตของท่านอันอารมณ์ทำไห้เจือด้วย
กิเลสไม่ได้. อธิบายว่า อารมณ์ทั้งหลาย่อมทำจิตให้เป็นธรรมชาติเจือกับ
กิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีกิเลสเหล่านั้น จิตของท่านจึงชื่อว่าอันอารมณ์ทำให้
เจือด้วยกิเลสไม่ได้.
บทว่า ฐิตํ ได้แก่ ตั้งมัน.
บทว่า อเนญฺชปฺปตฺตํ ได้แก่ ถึงความไม่หวั่นไหว.
บทว่า วยญฺจสฺสานุปสฺสติ ได้แก่ เห็นทั้งควานเกิด ทั้งความดับ
แห่งจิตนั้น.
สองบทว่า เนกฺขมฺมํ อธิมุตฺตสฺส ได้แก่ ตรัสรู้พระอรหัตทั้งอยู่.
พระอรหัตนั่นเอง พระโสณโกลิวิสเถระ กล่าวแล้วแม้ด้วยบทที่เหลือทั้งหลาย.
บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งทุคติยาวิภัตติ.
สองบทว่า อสมฺโมหญฺจ เจตโส ได้แก่ และความไม่หลงงมงาย
แห่งจิต. ภิกษุนั้นน้อมไปแล้วด้วย.
สองบทว่า ทิสฺวา อายตนุปฺปาทํ ได้แก่ เห็นความเกิดและความ
ดับแห่งอายตนะทั้งหลาย.
หลายบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีความว่า จิตย่อมหลุดพ้น
ด้วยอำนาจผลสมาบัติ เพราะข้อปฏิบัติเครื่องเห็นแจ้งนี้ โดยชอบคือตามเหตุ
ตามนัย ได้แก่ น้อมไปในนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า สนฺตจิตฺตสฺส ได้แก่ มีจิตเยือกเย็น.
บทว่า ตาทิโน คือจัดว่าผู้คงที่ เพราะไม่หวั่นไหว ด้วยความยินดี
ยินร้าย ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์.
สองบทว่า อญฺญํ พฺยากโรนฺติ ได้แก่ พยากรณ์อรหัต.
สองบทว่า อตฺโถ จ วุตฺโต มีความว่า ตนอันผู้อื่นจะทราบว่า
เป็นอรหันต์ ด้วยเนื้อความใด เนื้อความนั้น อันกุลบุตรทั้งหลายกล่าวแล้ว.
ส่วนเนื้อความแห่งสูตร พึงถือเอาจากวรรณนาแห่งสุตตันตะเถิด.
สองบทว่า อตฺตา จ อนุปนีโต มีความว่า ทั้งไม่น้อมตนเข้าไป
ด้วยอำนาจพยัญชนะอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอรหันต์.
หลายบทว่า อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา มีความว่า ฝ่ายบุรุษ
เปล่าเหล่าอื่น ทำที่เหมือนสนุก พยากรณ์อรหัตผลซึ่งไม่มีเลย ทำให้มีด้วยเหตุ
สักว่าถ้อยคำ.
ว่าด้วยรองเท้า
บทว่า เอกปลาสิกํ ได้แก่ ชั้นเดียว.
วินิจฉัยในคำว่า อสีติสกฏวาเห นี้ พึงทราบดังนี้:-
สองเล่มเกวียน พึงทราบว่าเป็นหนึ่งวาหะ.
วินิจฉัยในคำว่า สตฺตหตฺถิกญฺจ อนีกํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ปริมาณนี้คือ ช้างพัง ๖ เชือก กับช้างพลาย ๑ เชือก เป็นอนีกะหนึ่ง
๗ อนีกะเช่นนี้ ชื่อว่า สัตตหัตถิกอนีกะ.
บทว่า ทิคุณา ได้แก่ ๒ ชั้น.
บทว่า ติคุณา ได้แก่ ๓ ชั้น รองเท้ามีชั้นตั้งแต่ ๔ ชั้นขึ้นไป
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รองเท้าหลายชั้น.
บทว่า สพฺพนีลกา ได้แก่ เขียวล้วนทีเดียว. แม้ในสีท่าง ๆ มี
เหลืองล้วนเป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกัน. ก็บรรดารองเท้าสีเหล่านั้น รองเท้า
เขียวคราม มีสีคล้ายสีดอกผักตบ รองเท้าเหลืองมีสีคล้ายดอกกรรณิการ์ รอง-
เท้าแดง มีสีคล้ายดอกชบา รองเท้าแดงสำลาน คือแดงอ่อน มีสีคล้ายฝาง
รองเท้าดำ มีสีคล้ายสีลูกประคำดีควาย รองเท้าแดงเข้ม มีสีคล้ายหลังตะขาบ
รองเท้าแดงกลาย ๆ มีสีเจือกัน คล้ายสีใบไม้เหลือง, แต่ในกุรุนทีแก้ว่ามีสีคล้าย
ดอกบัวหลวง. บรรดารองเท้าเหล่านี้ ภิกษุได้ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว เอาผ้าเช็ค
น้ำยาทำลายสีเสียแล้วสวม ควรอยู่. แม้ทำลายสีเสียเพียงเล็กน้อย ก็ควร
เหมือนกัน.
บทว่า นีลวทฺธิกา ได้แก่ รองเท้าที่มีหูเท่านั้นเขียว. แม้ในสีทั้งปวง
มีสีเหลืองเป็นต้น มีนัยเหมือนกัน. แม้รองเท้าที่มีหูเขียวเป็นต้น เหล่านั้น
ก็พึงทำลายสีเสียแล้วจึงค่อยสวม.
บทว่า ขลฺลกพทฺธา ได้แก่ รองเท้าที่ทำติดแผ่นหนังที่พื้นขึ้นมา
เพื่อปิดส้น. รองเท้าของชาวโยนกเรียกว่า รองเท้าหุ้มเป็นกระบอกได้แก่
รองเท้าที่ปิดเท้าทั้งหมดจนถึงแข้ง.
บทว่า ปาลิคุณฺฐิมา ได้แก่ รองเท้าที่หุ้มหลังเท้า ปิดแค่เพียงบน
หลังเท่านั้น ไม่ปิดแข้ง.
บทว่า ตูลปุณฺณิกา ได้แก่ รองเท้าที่ทำยัดด้วยปุยนุ่น.
บทว่า ติตฺติรปตฺติกา ได้แก่รองเท้าที่มีหูงดงาม เช่นกับปีกนกกระทา.
บทว่า เมณฺฑวิสาณวทฺธิกา ได้แก่ รองเท้าที่ทำประกอบหูมี
สัณฐานคล้ายเขาแกะ ที่ปลายเชิงงอน แม้ในรองเท้าที่มีหูดังเขาแพะเป็นต้น ก็
นัยนี้แล.
บทว่า วิจฺฉิกาฬิกา ได้แก่ รองเท้าที่ทำประกอบหูมีสัณฐานดังหาง
แมลงป่อง ที่ปลายเชิงงอนนั้นเอง.
บทว่า โมรปิญฺชปริสิพฺพิตา ได้แก่ รองเท้าที่เย็บที่ฟื้นก็ดี ที่หู
ก็ดี ด้วยขนปีกนกยูงต่างด้าย.
บทว่า จิตฺรา ได้แก่ รองเท้าที่งดงามต่าง ๆ. แม้ในรองเท้าเหล่านั้น
ภิกษุได้ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นของที่อาจเอาสิ่งที่ไม่ควรเหล่านั้น เป็นต้น
ว่า หนังหุ้มส้นออกเสียได้ พึงเอาออกเสียแล้วใช้เถิด. แต่เมื่อสิ่งที่ไม่ควร
มีหนังหุ้มส้นเป็นต้นนั้น ยังมีอยู่ เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ใช้. รองเท้าที่ทำประกอบ
หนังราชสีห์ที่ริมโดยรอบเหมือนติดอนุวาตในจีวร ชื่อว่า รองเท้าขลิบด้วย
หนังราชสีห์.
บทว่า อุลูกจมฺมปริกฺขตา ได้แก่ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังนกเค้าแมว
ถึงในรองเท้าเหล่านี้ ชนิคใดชนิดหนึ่ง พึงเอาหนังนั้นออกแล้วสวมเถิด.
บทว่า โอมุกฺกํ ได้แก่ สวมแล้วถอดออก.
บทว่า นวา ได้แก่ ยังมิได้ใช้.
บทว่า อภิชีวนิกสฺส มีความว่า คฤหัสถ์ทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่
เฉพาะ คือสำเร็จการเลี้ยงชีวิต ด้วยศิลปะใด มีความเคารพในอาจารย์เพราะ
เหตุแห่งศิลปะนั้น.
ในคำว่า อิธ โข ตํ ภิกฺขเว นี้. บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาตความ
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . . พึงงามในธรรมวินัยนี้แล.
สองบทว่า ยํ ตุมฺเห ได้แก่ เย ตุมฺเห อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบาย
ว่า ยทิ ตุมฺเห จริงอยู่ นิบาต คือ ยํ ใช้ในอรรถแห่ง ยทิ ศัพท์.
วินิจฉัยในคำว่า อาจริเยสุ เป็นอาทิ เฉพาะอาจารย์ ๔ พวกนี้ คือ
บรรพชาจารย์ อุปสัมปทาจารย์ นิสสยาจารย์ อุทเทสาจารย์ จัดเป็นอาจารย์
แท้ในบทว่า อาจริเยสุ นี้. ภิกษุมีพรรษา ๖ พอเป็นอาจารย์ของภิกษุผู้
ไม่มีพรรษาได้. ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่มีพรรษานั้นจักอาศัยเธออยู่ในกาลที่ตนมี
พรรษา ๔, ด้วยประการอย่างนี้ แม้ภิกษุเหล่านี้ จัดว่าผู้พอเป็นอาจารย์ได้แท้
คือ ภิกษุผู้มีพรรษา ๗ พอเป็นอาจารย์ของภิกษุพรรษาเดียวได้, ผู้มีพรรษา
๘ พอเป็นอาจารย์ผู้มีพรรษา ๒ ได้, ผู้มีพรรษา ๙ พอเป็นอาจารย์ของผู้
มีพรรษา ๓ ได้ ผู้มีพรรษา ๑๐ พอเป็นอาจารย์ของผู้มีพรรษา ๔ ได้ผ่ายภิกษุ
ผู้เป็นเพื่อนเห็น เพื่อนคบของอุปัชฌาย์ก็ดี, ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้
ใหญ่กว่า ๑๐ พรรษาก็ดี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าผู้ปูนอุปัชฌาย์. เมื่อภิกษุ
ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ ไม่สวมรองเท้าก้าวเดินอยู่ ย่อมเป็นอาบัติแก่ภิกษุ
ผู้สวมรองเท้าก้าวเดิน. ที่ชื่อว่าอาพาธเป็นหน่อที่เท้าได้แก่เนื้อคล้ายเดือย เป็น
ของยื่นออกจากพื้นเท้า.
ว่าด้วยเขียงเท้า
บทว่า ติณปาทุกา ได้แก่ เขียงเท้าที่ทำด้วยหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง.
บทว่า หินฺตาลปาทุกา ได้แก่ เขียงเท้าที่ทำด้วยใบเป้ง เขียงเท้า
ที่ทำแล้ว แม้ด้วยใบเต่าร้าง ไม่ควรเหมือนกัน.
บทว่า กมลปาทุกา ได้แก่ เขียงเท้าที่ทำด้วยหญ้าที่ชื่อว่า กมล-
วรรณ พระอาจารย์บางพวกกล่าวว่า เขียงเท้าที่ทำด้วยแฝก ดังนี้ก็มี.
บทว่า กมฺพลปาทุกา ได้แก่ เขียงเท้าที่ทำด้วยขนเจียม.
บทว่า อสงฺกมนียาโย ได้แก่ เขียงเท้าที่ตั้งไว้เป็นอันดีบนพื้นไม่
คลอน เคลื่อนที่ไม่ได้.
ว่าด้วยยาน
สองบทว่า องฺคชาตํ ฉุปนฺติ ได้แก่ ถูกองคชาตด้วยองคชาตนั่น
เอง.
สองบทว่า โอคาเหตฺวา มาเรนฺติ ได้แก่ ยึดไว้แน่นให้ตายภายใน
น้ำ.
บทว่า อิตฺถียุตฺเตน ได้แก่ เทียมด้วยโคตัวเมีย.
บทว่า ปุริสนฺตเรน ได้แก่ มีบุรุษเป็นสารถี.
บทว่า ปุริสยุตฺเตน ได้แก เทียมด้วยโคผู้.
บทว่า อิตฺถนฺตเรน ได้แก่ มีสตรีเป็นสารถี.
บทว่า คงฺคามหิยาย ได้แก่ การกีฬาในแม่น้ำคงคาและแม่น้ามหี.
วินิจฉัยในข้อว่า ปุริสยุตฺตํ หตฺถวฏฺฏกํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ยานที่เทียมด้วยโคผู้ จะมีสตรีเป็นสารถี หรือมีบุรุษเป็นสารถีก็ตาม,
ควร. ส่วนยานที่ลากไปด้วยมือ สตรีลาก หรือบุรุษลากก็ตาม, ควรเหมือน
กัน.
บทว่า ยานุคฺฆาเตน มีความว่า กายทั้งปวง ของภิกษุนั้นย่อม
สั่นคลอน เพราะความเหวี่ยงไปแห่งยาน ความไม่สำราญ ย่อมเสียดแทงเพราะ
ปัจจัยนั้น.
บทว่า สิวิกํ ได้แก่ คานหามมีตั่งนั่ง.
บทว่า ปาฏงฺกึ ได้แก่ เปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน.
ว่าด้วยอุจจาสยนะและมหาสยนะ
วินิจฉัยในข้อว่า อุจฺจาสยนมหาสยนานิ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ที่นอนสูงนั้น ได้แก่ เตียงที่เกินประมาณ; ที่นอนใหญ่นั้นได้แก่
เครื่องลาดเป็นอกัปปิยะ.
ในอาสันทิเป็นต้น อาสันทิ นั้น ได้แก่ ที่นั่งอันเกินประมาณ
บัลลังก์ นั้น ได้แก่ ที่นั่งที่เขาทำรูปสัตว์ร้ายติดไว้ที่เท้า.
โคณกะ นั้น ได้แก่ ผ้าโกเชาว์ ผืนใหญ่มีขนยาว. ได้ยินว่าขนผ้า
แห่งโกเชาว์นั้น ยาวเกินสี่นิ้ว.
จิตตกะ นั้น ได้แก่ เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะซึ่งวิจิตรด้วยรูป
สัตว์ร้าย
ปฏิกา นั้น ได้แก่ เครื่องลาดขาว ทำด้วยขนแกะ.
ปฏลิกา นั้น ได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีลายดอกไม้แน่น
เนื่องกัน เรียกกันว่า ผ้าชาวโยนก ผ้าคนทมิฬ.
ตูลิกา นั้น ได้แก่ ฟูกที่ยัดนุ่นตามปกตินั่นเอง.
วิกติกา นั้น ได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยรูปราชสีห์
และเสือโคร่งเป็นต้น .
อุทฺธโลมี นั้น ได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีขนขึ้นข้างเดียว
ปาฐะว่า อุทฺธํโลมี ก็มี.
เอกันตโลมี นั้น ได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีขนขึ้นทั้ง
สองข้าง
กฏิสสะ นั้น ได้แก่ เครื่องปูนอนที่ทอด้วยด้ายทองแกมไหมขลิบ
ด้วยทอง.
โกเสยยะ นั้น ได้แก่ ผ้าปูที่นอนที่ทอด้วยเส้นไหมขลิบด้วยทอง:
แต่เป็นไหมล้วนใช้ได้.
กุตตกะ นั้น ได้แก่ เครื่องปูนอนที่ทำด้วยขนแกะ ใหญ่พอนางฟ้อน
๑๖ คนยืนรำได้.
หัตถัตถระ และ อัสสัตถระ ได้แก่ เครื่องลาดบนหลังช้างและ
หลังม้านั้นเอง. และในรถัตถระ ก็มีนัยเหมือนกัน.
อชินปเวณิ นั้น ได้แก่ เครื่องลาดที่ทำเป็นชั้น ซึ่งเย็บซ้อนกัน
ด้วยหนังเสือ โดยขนาดเท่าตัวเตียง.
กทลีมิคปวรปัจจัตถรณะ นั้น ได้แก่ เครื่องปูนอนอย่างดีที่สุด.
ได้ยินว่า ชนทั้งหลายทาบหนังชะมดบนผ้าขาวแล้วเย็บติดกัน ทำเป็นเครื่อง
ลาดนั้น.
สอุตตรัจฉทัง นั้น ได้แก่ ที่นอนที่มีเพดาน ข้างบนพร้อม
อธิบายว่า ที่นอนที่พร้อมด้วยเพดานแดงซึ่งติดไว้ข้างบน. ถึงมีเพดานขาว
เมื่อมีเครื่องลาดที่เป็นอกัปปิยะอยู่ข้างใต้ ย่อมไม่ควร แต่เมื่อไม่มี ควรอยู่.
อุภโตโลหิตกุปธานะ นั้น ได้แก่ ที่นอนมีหมอนแดงสองข้าง
แห่งเตียง คือ หมอนศีรษะหนึ่ง หมอนหนุนเท้าหนึ่ง ที่นอนชนิดนี้ไม่ควร.
แต่ว่า หมอนใดลูกเดียวเท่านั้น ที่หน้าสองข้างจะแดงก็ตาม มีสีดังดอกบัวหลวง
ก็ตาม วิจิตรก็ตาม ถ้าประกอบด้วยประมาณ หมอนนั้น ย่อมควร. ส่วน
หมอนใหญ่ทรงห้าม.
ทีปิจฉาปะ ได้แก่ ลูกเสือเหลือง.
บทว่า โอคุมฺผิยนฺติ มีความว่า ขนทั้งหลายใช้เชือกหนังร้อยผูกที่
พรึงรองฝาเป็นต้น.
บทว่า อภินิสีทิตํ มีความว่า (เราอนุญาต) เพื่อภิกษุนั่งทับ คือ
พิงได้.
วินิจฉัยในข้อว่า คิลาเนน ภิกฺขุนา สอุปาหเนน นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
ภิกษุใดจัดว่าผู้อาพาธไม่สวมรองเท้า ไม่สามารถจะเข้าบ้านได้.
เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ
บทว่า กุรรฆเร ได้แก่ ในเมืองมีชื่ออย่างนั้น, โคจรตามของพระ-
มหากัจจายนะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวด้วยบทว่า กุรรฆเร นั้น.
สองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต ได้แก่ ที่ภูเขาปปาต. สถานเป็นที่
อยู่ของท่าน พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวด้วยสองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต
นั้น.
คำว่า โสณะ เป็นชื่อของอุบาสกนั้น. ก็และอุบาสกนั้นทรงเครื่อง
ประดับหูมีราคาโกฏิหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า กุฏิกัณณะ ความว่า
โกฏิกัณณะ.
บทว่า เอกเสยฺยํ ได้แก่ การนอนของบุคคลผู้เดียว ความว่า
พรหมจรรย์ ประกอบด้วยการเป็นที่ประกอบความเพียรเนือง ๆ.
บทว่า ปาสาทิกํ ได้แก่ ให้เกิดความเลื่อมใส.
บทว่า ปสาทนียํ นี้ เป็นคำกล่าวซ้ำเนื้อความของบทว่า ปาสาทิกํ
นั้นแล.
บทว่า อุตฺตมทมถสมถํ ได้แก่ ความฝึกและความสงบคือปัญญาและ
สมาธิอันอุดม, ความว่า ความสงบกายและสงบจิตดังนี้ ก็ได้.
บทว่า ทนฺตํ มีความว่า ชื่อว่าผู้ทรมานแล้ว เพราะกิเลสเครื่องดิ้นรน
ซึ่งเป็นช้าศึกทั้งปวงเป็นของเด็ดขาดไปแล้ว, อธิบายว่า ผู้สิ้นกิเลสแล้ว.
บทว่า คุตฺตํ ได้แก่ ผู้คุ้มครองแล้วด้วยความป้องปก คือความ
ระวัง.
บทว่า ยตินฺทฺริยํ ได้แก่ ทรงชนะอินทรีย์แล้ว.
บทว่า นาคํ ได้แก่ ผู้เว้นจากบาป, ความว่า ผู้ปราศจากกิเลส.
หลายบทว่า ตุณฺณํ เม วสฺสานํ อจฺจเยน มีความว่า ต่อล่วงไป
สามเดือนจำเติมแต่วันบรรพชาของข้าพเจ้า.
สองบทว่า อุปสมฺปทํ อลตฺถํ ความว่า ข้าพเจ้าจึงได้อุปสมบท.
บทว่า กณฺหุตฺตรา ได้แก่ มีดินดำยิ่งนัก, ความว่า มีดินดำเป็น
ก้อนนูนขึ้น.
บทว่า โคกณฺฏกหตา คือ เป็นภาคพื้นที่ถูกทำให้เสียด้วยระแหง
กีบโคซึ่งตั้งขึ้นจากพื้นที่ถูกกีบโคเหยียบ. ได้ยินว่า รองเท้าชั้นเดียวไม่อาจ
กันระแหงกีบโคเหล่านั้นได้, พื้นแผ่นดินเป็นของแข็งขรุขระด้วยประการดังนี้.
ติณชาติมีอยู่ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ เอรคุ คือหญ้าตีนกา ๑ โมรคุ คือหญ้า
หางนกยูง ๑ มัชชารุ คือหญ้าหนวดแมว ๑ ชันตุ คือหญ้าหางช้าง ๑ ชนทั้ง
หลายย่อมทำเสื่อลำแพนและเสื่ออ่อนด้วยหญ้าเหล่านี้.
บรรดาติณชาติ ๔ ชนิดนั้น หญ้าเอรคุนั้น ได้แก่หญ้าทราย; หญ้าทราย
นั้นเป็นของหยาบ; หญ้าโมรคุมียอดสีแดงละเอียดอ่อน มีสัมผัสสบาย; เสื่อที่
ทำด้วยหญ้าโมรคุนั้น เมื่อนอนแล้วพอลุกขึ้นเป็นของฟูขึ้นอีกได้. ชนทั้งหลาย
ย่อมทำแม้ซึ่งผ้าสาฎกด้วยหญ้ามัชชารุ; หญ้าชันตุมีสีคล้ายแก้วมณี.
สองบทว่า เสนาสนํ ปญฺญาเปสิ มีความว่า พระอานนท์ผู้มีอายุ
ได้ปูฟูกหรือเสื่อลำแพน. ก็แลครั้นปูแล้วจึงบอกแก่พระโสณะว่า ผู้มีอายุ พระ
ศาสดามีพระประสงค์จะอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวกับท่าน, เสนาสนะสำหรับท่าน
เราจัดไว้แล้ว ในพระคันธกุฏีนั่นเอง.
หลายบทว่า ปฏิกาตุ ตํ ภิกฺขุ ธมฺโม ภาสิตุ. มีความว่าธรรมจง
รับหน้าที่ต่อญาณ กล่าวคือปฏิญาณ เพื่อสวด.
บทว่า อฏฺฐกวคฺคิกานิ๑ มีความว่า พระโสณะผู้มีอายุได้สวด
พระสูตร ๑๖ สูตรมีกามสูตรเป็นต้น ที่ว่าเป็นอัฏฐกวัคคิกะ๒ เหล่านั้น.
บทว่า วิสฺสฏฺฐาย คือ มี อักขระอันสละสลวย.
บทว่า อเนลคลาย มีความว่า ความเป็นวาจาประกอบด้วยโทษ
ย่อมไม่มี.
สองบาทคาถาว่า อริโ ย น รมตี ปาเป, ปาเป น รมติ สุจิ๓
มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนสะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป เพื่อ
แสดงเนื้อความวิเศษว่า จริงอยู่ บุคคลใด ประกอบด้วยคุณธรรมเครื่องเป็น
ผู้สะอาดทางกายวาจาและใจ, บุคคลนั้น ย่อมไม่ยินดีในบาป; เพราะฉะนั้น
เฉพาะพระอริยเจ้า ชื่อว่าไม่ยินดีในบาป,
หลายบทว่า อยํ ขฺวสฺส กาโล ความว่า เวลานี้แลพึงเป็นกาล.
บทว่า ปริทสฺสิ ได้แก่ สั่งมาแล้ว.
ในคำนี้ว่า อยํ ขฺวสฺส กาโล. . . . ปริทสฺสิ มีคำอธิบายดังนี้ว่า
อุปัชฌาย์ของเรา ให้เรารับทราบคำสั่งอันใดมาว่า เธอพึงทูลเรื่องนี้ด้วย เรื่อง
นี้ด้วย, เวลานี้ พึงเป็นกาลแห่งคำสั่งนั้น, เอาเถิด เราจะทูลคำสั่งนั้นเดี๋ยวนี้.
๑. อฏฺฐกวคฺคิกานีติ : อฏฺฐกวคฺคภูตานิ กามสุตฺตาทีนิ โสฬสสุตฺตานีติ สารตฺถทีปนี.
๒. เป็นวรรคที่ ๔ แห่งสตตนิบาต ขททกนิกาย ๓๙๓. ๓ มหาวคฺค. ทุติย. ๓๔.
บทว่า วินยธรปญฺจเมน คือมีอาจารย์ผู้สวดประกาศเป็นที่ ๕.
วินิจฉัยในข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชน-
ปเทสุ คณงฺคณุปาหนํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
รองเท้าที่ทำด้วยหนังชนิดใดชนิดหนึ่ง เว้นหนังมนุษย์เสีย ย่อมควร
แม้ในถุงรองเท้า ฝักมีดและฝักกุญแจ ก็นัยนี้แล.
ว่าด้วยหนัง
ก็แลวินิจฉัยในคำว่า จมฺมานิ อตฺถรณานิ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุจะปูหนังแกะและหนังแพะอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนอนหรือนั่ง
ก็ควร.
วินิจฉัยในหนังมฤค พึงทราบดังนี้:-
หนังแห่งมฤคชาติ คือเนื้อทราย เนื้อสมัน เนื้อฟาน กวาง เนื้อถึก
ละมั่งเหล่านี้ เท่านั้นควร. ส่วนหนังแห่งสัตว์เหล่าอื่นไม่ควร.
ลิง ค่าง นางเห็น ชะมด และสัตว์ร้ายเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี,
หนังของสัตว์เหล่านั้นไม่ควร.
ในสัตว์เหล่านั้น ที่ชื่อว่าสัตว์ร้าย ได้แก่ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือ
เหลือง หมี เสือดาว. แต่จะไม่ควรเฉพาะสัตว์เหล่านี้ พวกเดียวเท่านั้น หามิ
ได้; อันหนังของสัตว์เหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่ควร เว้นสัตว์
เหล่านั้นเสีย สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ชั้นที่สุด แม้โค กระบือ กระต่าย แมว
เป็นต้น รวมทั้งหมด พึงทราบว่า สัตว์ร้ายเหมือนกันในอรรถนี้. จริงอยู่
หนังของสัตว์ทุก ๆ ชนิดไม่ควร.
ข้อว่า น ตํ ตาว คณนูปคํ, ยาว น หตฺถํ คจฺฉติ มีความว่า
จีวรซึ่งชนทั้งหลายนำมาแล้ว แต่ยังมิได้ถวายก็ดี. จีวรที่เขาฝากไปให้ แต่ยังมิได้
บอกว่า จีวรเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ดังนี้ก็ดี เพียงใด; จีวรนี้ยังไม่ต้องนับ
วัน, คือไม่ควรเพื่ออธิษฐาน, อธิบายว่า ยังไม่เข้าถึงความถือเอาที่ควรอธิษ-
ฐานเพียงนั้น. แต่จีวรที่เขานำมาถวายแล้ว ก็ดี, จีวรที่เขาฝากไปให้และบอก
แล้ว ก็ดี, จีวรที่ภิกษุได้ฟังว่า เกิดแล้ว ก็ดี ในกาลใด; จำเติมแต่กาลนั้น
ไป ภิกษุย่อมได้บริหาร ๑๐ วันเท่านั้น ฉะนั้นแล.
อรรกถาจัมมขันธกะ จบ