พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาปาติโมกขุทเทส
ข้อว่า นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ มีความว่า
ครั้นสวดนิทานนี้ว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ฯปฯ อาวิกตา หิสฺส
ผาสุ โหติ แล้ว พึงกล่าวว่า อุทฺทิฏฺฐํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ. ตตฺถา-
ยสฺมนฺเต ปุจฺฉามิ. กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ? ทุติยมฺปิ ปุจฺฉามิ ฯปฯ
เอวเมตํ ธารยามิ๑ แล้วพึงสวด ๔ อุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท อย่างนี้ว่า สุตา
โขุ ปนายุสฺมนฺเตหิ จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา ฯปฯ อวิวทมา-
เนหิ สิกขิตพฺพํ. ปาฏิโมกขุทเทส ๔ ที่เหลือ พึงทราบตามนัยนี้.
สัญจรภัยนั้น ได้แก่ ภัยเกิดแก่มนุษย์ผู้ท่องเที่ยวไปในดง.
วินิจฉัยในอันตราย ๑๐ คือ ราชันตรายเป็นอาทิ. ถ้าเมื่อภิกษุทั้งหลาย
คิดว่า เราจักทำอุโบสถ นั่งประชุมกันแล้ว พระราชาเสด็จมา นี้ชื่อว่าราชัน-
ตราย. พวกโจรพากันมา นี้ชื่อโจรันตราย. ไฟป่าลามมา หรือไฟเกิดขึ้นใน
อาวาส นี้ชื่ออัคคยันตราย. ฝนตกหรือน้ำหลากมา นี้ชื่ออุทกันตราย. มนุษย์
มากันมาก นี้ชื่อมนุสสันตราย. ผีเข้าภิกษุ นี้ชื่ออมนุสสันคราย. สัตว์ร้ายมี
เสือเป็นต้น เข้ามา นี้ชื่อวาฬันคราย. สัตว์พิษมีงูเป็นต้น กัดภิกษุ นี้ชื่อสิรึส-
ปันตราย. ภิกษุอาพาธ หรือทำกาลกิริยา หรือพวกคนมีเวรกัน ปองจะฆ่า
๑. นิทานุทเทส ไม่น่าจะต้องถาม ดูอธิบายในวินัยมุขเล่ม ๒ กัณฑ์ที่ ๑๗.
จับภิกษุนั้น นี้ชื่อชีวิตันตราย. มนุษย์ประสงค์ ให้ภิกษุรูปเดียวหรือหลายรูป
เคลื่อนจากพรหมจรรย์ จับเอาไป นี้ชื่อพรหมจริยันตราย.
ในอันตรายเห็นปานนี้ พึงสวดปาติโมกข์ย่อได้. จะพึงสวดอุทเทสที่
๑ หรือสวด ๒ อุทเทส. ๓ อุทเทส ๔ อุทเทส เบื้องต้นก็ตาม. ในอุทเทส
เหล่านั้น มีอุทเทสที่ ๒ เป็นต้น เมื่ออุทเทสโดยังสวดไม่จบ มีอันตราย อุทเทส
แม้นั้น พึงสวดด้วยสุตบททีเดียว.
อรรถกถาปาติโมกขุทเทส จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอัชเฌสนา
บทว่า อนชฺฌิฏฺฐา ได้แก่ ไม่ได้รับบัญชา หรือไม่ได้รับเชิญ.
ก็ในอัชเฌสนาธิการนี้ การเชิญ เนื่องด้วยภิกษุผู้เชิญแสดงธรรมซึ่ง
สงฆ์สมมติก็มี เนื่องด้วยพระสังฆเถระก็มี. เมื่อภิกษุผู้เชิญแสดงธรรมนั้นไม่มี
ภิกษุเรียนพระสังฆเถระแล้ว หรืออันพระสังฆเถระอัญเชิญแล้ว ย่อมได้เพื่อ
กล่าวธรรม.
พระสังฆเถระเล่า ถ้าในวัดที่อยู่มีพระธรรมถึกมาก, พึงสั่งตามลำดับ
วาระ. ภิกษุผู้ซึ่งท่านสั่งว่าเธอจงสวดธรรม ก็ดี ว่า เธอจงแสดงธรรม ก็ดี ว่า
เธอจงให้ธรรมทาน กีดี พึงกล่าวธรรมได้ทั้ง ๓ วิธี แต่ภิกษุผู้ได้รับคำสั่งว่า จง
สวด ย่อมได้เพื่อสวดเท่านั้น ผู้ได้รับคำสั่งว่า จงแสดง ย่อมได้เพื่อแสดง
เท่านั้น ผู้ได้รับคำสั่งว่า จงสวดสรภัญญะ ย่อมได้เพื่อสวดสรภัญญะเท่านั้น.
ฝ่ายพระเถระเล่า ผู้นั่งบนอาสนะสูงกว่า ย่อมไม่ได้เพื่ออัญเชิญ. ถ้า
พระสังฆเถระเป็นอุปัชฌาย์ และพระธรรมกถึกเป็นสัทธิวิหาริก และพระ-
อุปัชฌาย์นั่งบนอาสนะสูง สั่งสัทธิวิหาริกนั้นว่าเธอจงสวด. พึงตั้งใจสาธยาย.
แล้วสวดเถิด. แต่ถ้าในสำนักอุปัชฌาย์นี้ มีภิกษุหนุ่มมาก, พึงตั้งใจว่า เราสวด
แก่ภิกษุเหล่านั้น แล้วสวดเถิด.
ถ้าพระสังฆเถระในวัดที่อยู่ให้สวดแต่นิสิตของตนเท่านั้น ไม่อัญเชิญ
ภิกษุเหล่าอื่นที่สวดไพเราะบ้าง ภิกษุเหล่าอื่นพึงเรียนท่านว่า ท่านผู้เจริญ
พวกผมขอให้ภิกษุชื่อโน้นสวด. ถ้าท่านตอบ สวดเถิด หรือท่านนิ่งเสีย สมควร
ให้สวดได้. แต่ถ้าท่าห้าม ไม่ควรให้สวด.
หากว่า เริ่ม ธรรมสวนะ แต่เมื่อพระสังฆเถระยังมิได้มา. เมื่อท่าน
มากลางคัน กิจที่จะต้องหยุดขอโอกาส ไม่มี.
อนึ่ง เมื่อสวดแล้วจะอธิบายเนื้อความ พึงขอโอกาสท่านแล้ว จึง
อธิบายก็ได้. ไม่หยุดเลยอธิบายทีเดียวก็ได้ แม้ในพระสังฆเถระผู้มากลางคัน
เมื่อกำลังอธิบายก็มีนัยเหมือนกัน. ถึงในอุปนิสินนกถาพระสังฆเถระเป็นเจ้าของ,
เพราะฉะนั้น พระสังฆเถระนั้นพึงกล่าวเอง, หรือสั่งภิกษุอื่นว่า เธอจงกล่าว
ก็แลพระเถระนั่งสูงกว่าไม่ควรสั่ง. แต่ว่าจะสั่งแก่มนุษย์ทั้งหลายว่า ท่านจง
กล่าว ควรอยู่ชนทั้งหลายถามภิกษุผู้รู้จักตน ภิกษุนั้นพึงขอโอกาสพระเถระ
ก่อนจึงค่อยตอบ. ถ้าพระเถระได้รับตอบว่า ท่านผู้เจริญ ชนเหล่านี้ ถามปัญหา
กะผม ดังนี้แล้ว สั่งว่า ตอบเถิดก็ดี นิ่งเสียก็ดี จะตอบก็ควร.
แม้ในการอนุโมทนาเป็นต้น ในละแวกบ้าน ก็นัยนี้แล ถ้าว่าพระสังฆ
เถระอนุญาตว่าเธอพึงกล่าวในวัดที่อยู่หรือในละแวกบ้านเถิด ไม่ต้องบอกเล่าฉัน
ละ เป็นอันได้ข้ออ้าง, สมควรกล่าวได้ในที่ทั้งปวง. แม้เมื่อจะทำการสาธยาย
เล่า ก็ต้องขอโอกาสพระเถระเหมือนกัน. เมื่อขอโอกาสองค์ ๑ แล้วกำลัง
สาธยาย องค์อื่นมาอีก กิจที่จะต้องขอโอกาสอีก ย่อมไม่มี. หากว่า เมื่อผูก
ใจว่าเราจักพัก แล้ว หยุดอยู่ พระเถระมา, เมื่อเริ่มอีกต้องขอโอกาส แม้เมื่อ
กำลังสาธยายธรรมที่ตนเริ่มไว้แล้ว แต่เมื่อพระสังฆเถระยังมิได้มา ก็นัยนี้แล.
พระสังฆเถระองค์ ๑ อนุญาตแล้วว่า ไม่ต้องขอโอกาสฉันละ ท่องตามสบาย
เถิด ดังนี้ สมควรสาธยายตามสบาย แต่เมื่อพระสังฆเถระองค์อื่นมา ต้อง
ขอโอกาสท่านก่อนจึงสาธยาย.
ข้อว่า อตฺตนา วา๑ อตฺตานํ สมฺมนฺนิตพฺพํ มีความว่า พึง
สมมติตนด้วยตนเองก็ได้. แต่เมื่อจะถาม ต้องแลดูบริษัท ถ้าอุปัทวะไม่มีแก่
ตน, พึงถามวินัย
๑. พระบาลีวินัยเป็น อตฺตนา ว. แต่อตฺตนา วา น่าจะถูกกว่า.
ข้อว่า กเตปิ โอกาเส ปุคฺคลํ ตุลยิตฺวา มีความว่า เราตถาคต
อนุญาตให้ภิกษุ แม้เมื่อตนขอโอกาสแล้ว ต้องพิจารณาอย่างนี้ว่า อุปัทวะจาก
บุคคลนี้ จะมีแก่เรา หรือไม่มีหนอ ? ดังนี้ แล้วจึงโจทด้วยอาบัติ.
ข้อว่า ปุคฺคลํ ตฺลยิตฺวา โอกาสํ กาตุํ มีความว่า เราตถาคต
อนุญาตให้ภิกษุพิจารณาอย่างนี้ว่า ผู้นี้จะกล่าวอาบัติเฉพาะที่เป็นจริงเท่านั้น
หรือจะกล่าวที่ไม่เป็นจริงหนอ ดังนี้แล้ว จึงต่อยให้โอกาส.
บทว่า ปุรมฺหากํ ได้แก่เราทั้งหลาย . . . ก่อน.
บทว่า ปฏิกจฺเจว ได้แก่ ก่อนกว่าทีเดียว. กรรมไม่เป็นธรรมมี
นัยดังกล่าวแล้วนั่น แล.
บทว่า ปฏิกฺโกสิตุํ ไค้แก่ เพื่อห้าม.
ข้อว่า ทิฏฺฐิมฺปิ อาวิกาตุํ มีความว่า เราตถาคตอนุญาตให้ภิกษุ
ประกาศความเห็นของตน ในสำนักภิกษุอื่นอย่างนี้ว่า กรรมนี้ ไม่เป็นธรรม
นั่นไม่ชอบใจข้าพเจ้า.
คำว่า ๔ รูป ๕ รูป เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพื่อต้องการ
มิให้มีอันตรายแก่ภิกษุเหล่านั้น.
ข้อว่า สญฺจิจฺจ น สาเวนฺติ มีความว่า แกล้งสวดค่อย ๆ ด้วย
ตั้งใจว่า ภิกษุเหล่าอื่นจะไม่ได้ยินด้วยประการใด เราจักสวดด้วยประการนั้น.
บทว่า เถราธิกํ มีความว่า เราตถาคตอนุญาตปาติโมกข์ ให้มีพระ
เถระเป็นใหญ่ อธิบายว่า เพื่อเป็นกิจ เนื่องด้วยพระเถระ.
บาลีว่า เถราเธยฺยํ ก็มี แปลว่า ให้มีพระเถระเป็นเจ้าหน้าที่. เพราะ
เหตุนั้น พระเถระพึงสวดเองก็ได้ พึงเชิญภิกษุอื่นก็ได้.
ในอธิการว่าด้วยการอัญเชิญปาติโมกข์นี้ วิธีเชิญ มีนัยดังกล่าวแล้ว
ในการอัญเชิญธรรมนั่นแล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอัชเฌสนา
วินิจฉัยในข้อว่า โส น ชานาติ อุโปสถํ วา เป็นอาทิดังนี้:-
พระเถระนั้น ไม่รู้จักอุโบสถ ๓ อย่าง โดยต่างด้วยจาตุททสิกอุโบสถ
ปัณณรสิกอุโบสถ และสามัคคีอุโบสถ และไม่รู้จักอุโบสถ ๙ อย่าง โดยต่าง
ด้วยสังฆอุโบสถเป็นต้น ไม่รู้อุโบสถกรรม ๔ อย่าง ไม่รู้ปาติโมกข์ ๒ อย่าง
ไม่รู้ปาติโมกขุทเทส ๙ อย่าง.
ในข้อว่า โย ตตฺถ ภิกฺขุ พฺยตฺโต ปฏิพโล นี้ มีวินิจฉัยว่า
ปาฏิโมกข์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุผู้ฉลาดแม้ยังหนุ่มก็จริงแล.
ถึงกระนั้น ในข้อนี้ ควรทราบอธิบายดังนี้:-
ถ้าปาฏิโมกขุทเทส ๕ หรือ ๔ หรือ ๓ ของพระเถระ ยังจำไม่ได้ ส่วน
๒ อุทเทสเป็นของไม่บกพร่อง ชำนาญดี คล่องปาก ปาติโมกข์คงเนื่องด้วย
พระเถระ. แต่ถ้าแม้เพียงเท่านี้ ท่านย่อมไม่อาจเพื่อทำให้ชำนาญได้ ย่อมเป็น
หน้าที่ของพระภิกษุผู้ฉลาดเทียว.
สองบทว่า สามนฺตา อาวาสา ได้แก่ อาวาสใกล้เคียงกัน.
บทว่า สชฺชุกํ มีความว่า เพื่อปร.ะโยชน์แก่การมาในวันนั้นเอง.
วินิจฉัยในข้อว่า นวกํ ภิกขุํ อาณาเปตุํ นี้ว่า ภิกษุใดสามารถ
จะเรียนได้ พึงบังคับภิกษุเห็นปานนั้น อย่าบังคับภิกษุที่โง่.
บทว่า ถตมี๑ ภนฺเต นี้ มีอธิบายว่า ดิถีเป็นที่เต็มแห่งดีถีทั้ง
หลายเท่าไร ชื่อว่า ดิถีที่เท่าไร คือกี่ค่ำ. มนุษย์ทั้งหลายหมายเอากุศลกรรม
ที่เนื่องด้วยพระผู้เป็นเจ้า ถามว่า ภิกษุมีประมาณเท่าไรขอรับ ?
ข้อว่า สลากํ วา คาเหตุํ มีความว่า เราตถาคตอนุญาตให้ภิกษุถือ
เอา คือ รวมสลากแล้วนับ.
บทว่า กาลวโต ได้แก่ ต่อกาลทีเดียว ความว่า แต่เช้าทีเดียว.
ในข้อว่า ยํ กาลํ สรติ นี้ มีความว่า แม้ในเวลาเย็น จะบอกว่า
วันนี้อุโบสถ ท่านทั้งหลายจงมาประชุม ก็ควร.
แม้ในข้อว่า เถเรน ภิกฺขุนา นวํ ภิกฺขุํ อาณาเปตุํ นี้ มีวินิจฉัย
ว่า ภิกษุผู้ทำกรรมบางอย่างก็ดี ภิกษุผู้ช่วยภาระอย่างหนึ่งตลอดกาลในกาลทุก
๑. พระบาลีวินัยเป็น กติมี, ฎีกาวิมติโนทนีก็เป็น กติมี.
เมื่อทีเดียวก็ดี ภิกษุผู้สรภาณกะและธรรมกถึก เป็นต้นรูปใดรูปหนึ่งก็ดี พระ-
เถระไม่ควรสั่งบังคับ เพื่อกวาดโรงอุโบสถ ส่วนภิกษุที่เหลือพึงสั่งบังคับตาม
วาระ คือผลัดเปลี่ยนกัน หากว่า ภิกษุผู้ได้รับคำสั่งแล้ว จะไม่ได้ไม้กวาดแม้
เป็นของยืมไซร้ พึงวานกัปปิยการกหักกิ่งไม้ทำให้ควรแล้วกวาด เมื่อเธอไม่ได้
แม้ซึ่งกัปปิยการกนั้น เป็นอันได้ชื่ออ้าง. ถึงในการสั่งบังคับเพื่อให้ปูลาดอาสนะ
ก็พึงสั่งบังคับตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
ฝ่ายภิกษุผู้รับคำสั่งแล้ว ถ้าอาสนะในโรงอุโบสถไม่มี พึงขนมาจาก
สังฆิกาวาส ปะลาดแล้ว ต้องขนไปคืน. เมื่ออาสนะไม่มีจะปูเสื่อลำแพนก็ดี
เสื่ออ่อนก็ดี ย่อมควร ถึงเมื่อเสื่ออ่อนไม่มีก็พึงวานกัปปิยการกให้ช่วยหักกิ่งไม้
ทำให้ควรแล้วปูลาดเถิด เมื่อเธอไม่ได้กัปปิยการก เป็นอันได้ข้ออ้าง.
ในการตามประทีปเล่า พระเถระก็พึงสั่งบังคับตามนัยที่กล่าวแล้วนั่น
แล. และเมื่อจะสั่งบังคับ ต้องบอกว่า น้ำมัน หรือไส้ หรือตะเกียง มีอยู่ใน
โอกาสโน้น เธอจงถือเอาสิ่งนั้น ๆ มาตามประทีป. หากน้ำมันเป็นต้น ไม่มี
ภิกษุผู้รับคำสั่งต้องแสวงหามา เมื่อแสวงหาแล้วไม่ได้ เป็นอันได้ข้ออ้าง. อีก
อย่างหนึ่ง จะพึงติดไฟให้โพลงบนกระเบื้องก็ได้.
ข้อว่า สงฺคเทตพฺโพ มีความว่า ภิกษุผู้เป็นพหุสูตนั้น อันภิกษุ
ทั้งหลายพึงสงเคราะห์ ด้วยถ้อยคำอันไพเราะอย่างนี้ว่า ท่านมาแล้ว ก็ดีแหละ
ขอรับ ที่นี่ภิกษาหาได้ง่าย แกงและกับข้าวก็มี อย่าต้องเป็นกังวลเลย นิมนต์
อยู่เถิด พึงอนุเคราะห์เนื่องด้วยการพูดจากันบ่อย ๆ พึงเกลี้ยกล่อมด้วยให้เธอ
ให้คำตอบว่า ขอรับผมจักอยู่.
อีกประการหนึ่ง พึงสงเคราะห์และอนุเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ พึงเกลี้ย-
กล่อมด้วยถ้อยคำอันไพเราะ อธิบายว่า พึงเจรจาให้เสนาะหู พึงให้บำรุงด้วย
สิ่งของต่าง ๆ มีจุณเป็นต้น.
ข้อว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า ถ้าสงฆ์แม้ทั้งมวลไม่ทำไซร้,
ต้องทุกกฏทั้งหมด. ในอธิการนี้ พระเถระทั้งหลายก็ไม่พ้น พวกภิกษุหนุ่มก็
ไม่พ้น. ภิกษุทั้งปวงพึงให้เปลี่ยนวาระกันบำรุง เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่บำรุง
ในวาระของตน. แต่ภิกษุผู้เป็นพหุสูตนั้น อย่าพึงยินดีวัตรมีการกวาดบริเวณ
และให้ไม้สีฟันเป็นต้น ของพระมหาเถระทั้งหลาย. แม้เมื่อข้อที่เธอได้ยินดี
มีอยู่ พระมหาเถระทั้งหลาย ก็ควรมาสู่ที่บำรุงทั้งเย็นเช้า. แต่ภิกษุผู้พหุสูต
นั้นรู้ความมาของพวกท่านแล้ว พึงไปสู่ที่บำรุงของพระมหาเถระทั้งหลายเสีย
ก่อน. ถ้าภิกษุผู้สหจร ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของเธอมีอยู่ เธอพึงห้ามเสียว่าอุปัฏ-
ฐากของผมมี ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ขวนขวายน้อยอยู่เถิด. แม้ถ้าว่า ภิกษุผู้
สหจรของเธอไม่มี. แต่ภิกษุรูปหนึ่งหรือ ๒ รูป ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรในวัด
ที่อยู่นั่นเอง กล่าวว่า ผมจักทำกิจที่ควรทำแก่พระเถระเอง ภิกษุที่เหลือจง
อยู่เป็นผาสุกเถิด ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งปวง.
ข้อว่า โส อาวาโส คนฺตพฺโพ มีความว่า อาวาสนั้น อันภิกษุ
ทั้งหลายผู้เขลา ไม่ฉลาด พึงไปทุกกึ่งเดือน เพื่อประโยชน์แก่การทำอุโบสถ
ก็อาวาสนั้นแล ควรไปทั้งเหมันตฤดู และคิมหฤดูทีเดียว แต่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสคำเป็นต้นว่า ผู้เขลาไม่ฉลาดจำพรรษา ดังนี้ ก็เพื่อแสดงกิจที่
ควรทำในฤดูฝน.
ในพระบาลี ข้อว่า น ภิกฺขเว เตหิ ภิกฺขูหิ ตสฺมึ อาวาเส วสฺสํ
วสิตพฺพํ มีความว่า ในการเข้าพรรษาแรก อย่าจำพรรษาปราศจากภิกษุผู้
สวดปาฏิโมกข์. หากว่าภิกษุผู้สวดปาติโมกข์นั้นหลีกไปเสีย หรือสึกเสีย หรือ
ทำกาลกิริยาเสีย ต่อเมื่อภิกษุทั้งหลายจำพรรษาแล้ว เมื่อภิกษุอื่น ที่สวดได้
มีอยู่นั่นแล จึงควรจำพรรษาหลัง เมื่อไม่มี ต้องไปในอาวาสอื่น เมื่อไม่ไป
ต้องทุกกฏ. แต่ถ้าภิกษุผู้สวดปาติโมกข์นั้น หลีกไปเสีย หรือสึกเสีย หรือทำ
กาลกิริยาเสีย ในการเข้าพรรษาหลัง พึงอยู่ในที่นั้น ตลอด ๒ เดือน.
อรรถกถาอัชเฌสนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาปาริสุทธิและฉันทะ
ข้อว่า กาเยน วิญฺญาเปติ มีความว่า ภิกษุผู้อาพาธย่อมให้รู้คือ
ย่อมให้ทราบการให้ปาริสุทธิ ด้วยอวัยวะใหญ่น้อยอันใดอันหนึ่งก็แลเมื่ออาจ
เปล่งวาจา ย่อมให้รู้ด้วยวาจา เมื่ออาจทั้ง ๒ ประการ ย่อมให้รู้ทั้งกายวาจา.
ข้อว่า สงฺเฆม ตตฺถ คนฺตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ มีความว่า
ถ้าภิกษุผู้อาพาธเช่นนั้นมีมาก สงฆ์พึงตั้งอยู่ตามลำดับกระทำภิกษุผู้อาพาธทั้ง
ปวงไว้ในหัตถบาส. ถ้าภิกษุผู้อาพาธมีในระยะไกล สงฆ์ไม่พอ วันนั้นไม่
ต้องทำอุโบสถ อันสงฆ์ผู้เป็นวรรคไม่พึงทำอุโบสถแท้.
ข้อว่า ตตฺเถว ปกฺกมติ มีความว่า ภิกษุผู้นำปาริสุทธิ ไม่มาสู่
ท่ามกลางสงฆ์ จะไปในที่บางแห่งจากที่นั้นที่เดียว.
ข้อว่า สามเณโร ปฏิชานาติ มีความว่า ภิกษุผู้นำปาริสุทธิ
ปฏิญญาอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นสามเณร หรือบอกข้อที่ตนเป็นสามเณรจริง ๆ
หรือทั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณรในภายหลัง. ในบททั้งปวง ก็นัยนี้ .
ข้อว่า สงฺฆปฺปตฺโต ปกฺกมฺติ มีความว่า ภิกษุผู้นำปาริสุทธิถึง
หัตถบาสของภิกษุ รูปกำหนดอย่างต่ำที่สุด ผู้ประชุมกันเพื่อประโยชน์แก่
อุโบสถแล้ว หลีกไปเสีย. ในบททั้งปวงก็นัยนี้ .
ก็แล้ววินิจฉัยในการนำปาริสุทธินี้ พึงทราบดังนี้:-
ปาริสุทธิของภิกษุผู้มากรูป อันภิกษุรูป ๑ นำมาแล้ว เป็นอันนำมา
แล้วแท้. แต่ถ้าภิกษุผู้นำนั้น พบภิกษุอื่นในกลางทาง จึงให้ปาริสุทธิของภิกษุ
ทั้งหลายที่ตนรับมาด้วย ปาริสุทธิของตนด้วยปาริสุทธิของภิกษุผู้นำนั้นเท่านั้น
ย่อมมา ส่วนปาริสุทธินอกจากนี้จัดเป็นปาริสุทธิดังใช่ล่ามแมว ปาริสุทธินั้น
ย่อมไม่มา.
ข้อว่า สุตฺโต น อาโรเจติ มีความว่า ภิกษุผู้นำปาริสุทธินั้นมาแล้ว
หลับเสีย ไม่บอกว่า ปาริสุทธิ อันภิกษุโน้นให้แล้วเจ้าข้า.
วินิจฉัยในข้อว่า ปาริสุทฺธิหารกสฺส อนาปตฺติ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิ แกล้งไม่บอก เธอต้องทุกกฏ ส่วนปาริสุทธิ
เป็นอันนำมาแล้วแท้. แต่ไม่เป็นอาบัติแก่เธอ เพราะมิได้แกล้งไม่บอก และ
อุโบสถของเธอทั้ง ๒ รูป เป็นอันทำแล้วเหมือนกัน.
วินิจฉัยในการให้ฉันทะเล่า ย่อมเป็นเช่นกับวินิจฉัยที่กล่าวแล้วในการ
ให้ปาริสุทธินั่นแล.
วินิจฉัยในข้อว่า ปาริสุทฺธึ เทนฺเตน ฉนฺทมฺปิ ทาตุํ นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
หากว่า ภิกษุผู้อาพาธให้ปาริสุทธิเท่านั้น ไม่ให้ฉันทะ อุโบสถย่อม
เป็นอันสงฆ์ทำแล้ว แต่สงฆ์ทำกรรมอันใด กรรมอื่นนั้นไม่เป็นอันสงฆ์ได้ทำ.
ภิกษุผู้อาพาธให้แต่ฉันทะเท่านั้น ไม่ให้ปาริสุทธิ ทั้งอุโบสถทั้งกรรมของภิกษุ
สงฆ์ เป็นอันสงฆ์ทำแล้วแท้ แต่อุโบสถของภิกษุผู้ให้ฉันทะ ไม่จัดว่าอันเธอ
ได้ทำเลย. ถ้าแม้ภิกษุบางรูป อธิษฐานอุโบสถในแม่น้ำ หรือในสีมาแล้ว จึง
มา เธอย่อมไม่ได้เพื่อจะอยู่เฉยด้วยคิดว่า เราทำอุโบสถแล้ว ต้องให้สามัคคี
หรือฉันทะ.
ข้อว่า สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ มีความว่า บางคราวก็ระลึก
ได้ บางคราวก็ระลึกไม่ได้.
ข้อว่า อตฺถิ เนว สรติ มีความว่า ภิกษุบ้ารูปใด ระลึกไม่ได้เสีย
เลยโดยส่วนเดียว กิจที่จะต้องให้สมมติแก่ภิกษุบ้ารูปนั้น ย่อมไม่มี.
หลายบทว่า โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา ได้แก่ พึงกวาดประเทศนั้น.
สองบทว่า โส เทโส เป็นปฐมมาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
คำว่า ปานียํ ปริโภชนียํ เป็นอาทิ มีเนื้อความชัดแล้ว. ก็เพราะ
เหตุไรเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดำนั้นไว้ ? เพื่อแสดงกิจมีบุพพกรณ์เป็น
ต้นแห่งอุโบสถ. เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า:-
การปัดกวาด ตามประทีป ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ พร้อมทั้งปูลาดอาสนะ
เหล่านี้ เรียกว่า บุพพกรณ์ของอุโบสถ.
กรรม ๔ อย่างนี้ ท่านเรียกว่า บุพพกรณ์ ด้วยประการฉะนี้.
นำฉันทะ ปาริสุทธิ บอกฤดู นับภิกษุ สอนนางภิกษุณี เหล่านี้
บุพพกิจแห่งอุโบสถ.
กรรม ๕ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า บุพพกิจ เพราะจะต้องทำภายหลัง
บุพพกรณ์.
วันอุโบสถ ๑ ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร ๑ สภาคาบัติไม่มี ๑
บุคคลควรเว้นไม่มีในหัตถบาสสงฆ์นั้น ๑ รวมเรียกว่า ปัตตกัสละ แปลว่า
ความพรั่งพร้อมถึงที่.
ลักษณะ ๔ ประการนี้ ท่านเรียกว่า ปัตตกัสละ.
ข้อว่า เตหิ สทฺธึ มีความว่า พึงทำบุพพกรณ์เป็นต้นเหล่านี้ แล้ว
ทำอุโบสถกับภิกษุทั้งหลายผู้มาแล้วเหล่านั้น.
วินิจฉัยในข้อว่า อชฺช เม อุโปสโถ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ถ้าเป็นวัน ๑๕ ค่ำ จะอธิษฐานว่า อชฺช เม อุโปสโถ ปณฺณรโส
แปลว่า วันนี้อุโบสถวัน ๑๕ ค่ำของเรา ดังนี้บ้าง ก็ควร. แม้ในอุโบสถวัน
๑๔ ค่ำ ก็นัยนี้แล.
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวไม่พึงทำ
อุโบสถ นี้ บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐานว่า ข้อนั้นเป็นอันพระองค์ทรงบัญญัติ
แล้ว ด้วยคำว่า ยสฺส สิยา อาปตฺติ เป็นอาทิ ๑ ด้วยบัญญัติการให้ปาริสุทธิ
อุโบสถ ๑.
อรรถกถาปาริสุทธิและฉันทะ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาวิธีแสดงอาบัติ
คำว่า อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ มีความว่า บรรดาอาบัติมีอาบัติ
ถุลลัจจัยเป็นต้น พึงระบุชื่ออาบัติตัว ๑ กล่าวอย่างนี้ว่า ถุลฺลจฺจยํ อาปตฺตึ,
ปาจิตฺติยํ อาปตฺตึ.
คำว่า ตํ ปฏิเทเสมิ นี้ แม้กล่าวว่า ตํ ตุมฺหมูเล ปฏิเทเสมิ
ข้าพเจ้าแสดงคืน ซึ่งอาบัตินั้น ในสำนักท่าน ดังนี้ ย่อมเป็นอันกล่าวชอบ
เหมือนกัน.
ส่วนคำว่า ปสฺสสิ นี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ปสฺสสิ อาวุโส ตํ
อาปตฺตึ เธอเห็นอาบัตินั้นหรือ ? ปสฺสถ ภนฺเต ตํ อาปตฺตึ ท่านเห็น
อาบัตินั้นหรือ ?
ก็คำว่า อาม ปสฺสามิ นี้ แม้กล่าวอย่างนี้ว่า อาม ภนฺเต ปสฺสามิ
ขอรับ ข้าพเจ้าเห็น. อาม อาวุโส ปสฺสามิ เออ ข้าพเจ้าเห็น, ย่อม
เป็นอันกล่าวชอบแล้วเหมือนกัน.
ส่วนวินิจฉัยในคำว่า อายตึ สํวเรยฺยาสิ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ถ้าภิกษุผู้แสดงแก่กว่า ภิกษุผู้รับอาบัติพึงกล่าวว่า อายตึ สํวเรยฺยาถ
ท่านพึงระวังต่อไป.
ฝ่ายผู้แสดงได้รับตอบอย่างนั้นแล้ว พึงกล่าวว่า สา สุฏฺฐุ
สํวริสฺสามิ ดีละ ข้าพเจ้าจักสำรวมด้วยดี ดังนี้ทีเดียว.
วินิจฉัยในข้อว่า ยทา นิพฺเพมติโก นี้ พึงทราบดังนี้
ในอันธกอรรถกถา ท่านแก้ว่า ถ้าเป็นผู้ไม่หมดความสงสัยทีเดียว
แม้จะแสดงระบุวัตถุ ก็ควร วิธีแสดงในอาบัติที่สงสัยนั้นดังนี้:-
เมื่อพระอาทิตย์ถูกเมฆบัง ภิกษุฉันพลางมีความสงสัยว่า นี่จะเป็น
กาลหรือวิกาลหนอ ? ภิกษุนั้น พึงระบุวัตถุอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามี
ความสงสัยฉันแล้ว ถ้ามีกาล ข้าพเจ้าต้องทุกกฏมากหลาย ถ้าไม่มีกาล ข้าพเจ้า
ต้องปาจิตตีย์มากหลาย ดังนี้แล้ว พึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติ
เหล่าใด เป็นทุกกฏมากหลายก็ดี เป็นปาจิตตีย์มากหลายก็ดีเพราะวัตถุนั้น
ข้าพเจ้าแสดงอาบัติเหล่านั้นในสำนักท่าน. ในอาบัติทั้งปวงก็นัยนี้.
วินิจฉัยในข้อว่า น ภิกฺขว สภาคาปตฺติ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุทั้ง ๒ รูปต้องอาบัติใดด้วยวัตถุรวมกัน มีวิกาลโภชนะเป็นต้น
อาบัติเห็นปานนั้น ท่านเรียกว่า วัตถุสภาคฝ่ายภิกษุผู้ต้องเพราะวิกาลโภชนะ
เป็นปัจจัย ย่อมควรเพื่อแสดงในสำนัก ของภิกษุผู้ต้องเพราะอนติริตตโภชนะ
เป็นปัจจัย.
อันอาบัติที่มีวัตถุร่วมกันนี้เล่า ซึ่งภิกษุแสดงแล้ว เป็นอันแสดงแล้ว
ด้วยดีทีเดียว, แต่เธอทั้ง ๒ ย่อมต้องอาบัติทุกกฏอื่น คือผู้แสดงต้องเพราะเหตุที่
แสดง และผู้รับต้องเพราะเหตุที่รับ อาบัติทุกกฏที่ต้องเพราะแสดงและรับนั้น
เป็นอาบัติมีวัตถุต่างกัน, เพราะฉะนั้น สมควรแสดงกะกันและกันได้.
วินิจฉัยในข้อว่า สามนฺโต ภิกฺขู เอวมสฺส วจนีโย นี้พึงทราบ
ดังนี้:-
ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า พึงบอกภิกษุผู้เป็นสภาคกันเท่านั้น. จริงอยู่
เมื่อบอกแก่ภิกษุผู้เป็นวิสภาคกัน ความบาดหมาง ความทะเลาะและความแตก
แห่งสงฆ์เป็นต้น ย่อมมีได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรบอกแก่เธอ แต่พึงทำ
ความผูกใจว่า เราออกจากที่นี่แล้วจักทำคืน ดังนี้แล้ว ทำอุโบสถเถิด.
อรรถกถาวินิจฉัยในอนาปัตติปัณณรสกะ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า เต น ชานึสุ มีความว่า ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้น ไม่รู้ว่าภิกษุ
ทั้งหลายเข้าสีมาแล้ว หรือไม่รู้ว่ากำลังเข้า.
ข้อว่า อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ มีความว่า ภิกษุ
เจ้าถิ่นพวกอื่น ไปสู่บ้านหรือป่าด้วยกรณียกิจบางอย่างแล้ว มาสู่สถานที่ภิกษุ
เหล่านั้นนั่งแล้ว.
ข้อว่า วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน มีความว่า พวกภิกษุผู้เจ้าถิ่น
ชื่อว่า เป็นวรรค เพราะภิกษุเหล่าอื่นนั้นล่วงล้ำสีมาเข้ามา แต่พวกเธอ ชื่อว่า
เป็นผู้มีความสำคัญว่า พร้อมเพรียงเพราะไม่ทราบข้อที่ภิกษุเหล่าอื่นนั้นล่วงล้ำ
สีมาเข้ามา.
อรรถกถาวินิจฉัยในอนาปัตติปัณณรสกะ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาในวัคคาสมัคคสัญญิโนปัณณรสกาทิกถา
วินิจฉัยในวัคคาสมัคคสัญญิโนปัณณรสกะ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า เต ชานนฺติ มีความว่า พวกภิกษุผู้เจ้าถิ่น สถิตอยู่บนภูเขา
หรือบนบก เห็นภิกษุเหล่าอื่นล่วงล้ำสีมาเข้ามาแล้ว หรือกำลังล่วงล้ำเข้ามา
แค่พวกเธอผู้มีความสำคัญว่า พร้อมเพรียงเพราะไม่รู้ หรือเพราะสำคัญว่า จัก
เป็นผู้มากันแล้ว เวมติกปัณณรสกะ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
วินิจฉัยในกุกกุจจปกตปัณณรสกะ พึงทราบดังนี้.
บุคคลผู้ถูกความอยากครอบงำแล้ว ท่านกล่าวว่า ผู้อันความอยากตรึง
ไว้แล้ว ฉันใด ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น แม้ทำความสันนิษฐานในชั้นต้นแล้ว
ยังถูกความรังเกียจกล่าวคือ ความเป็นผู้มีความสำคัญในการไม่ควรว่าเป็นการ
ควร ครอบงำ โนขณะกระทำพึงทราบว่า ผู้อันความรังเกียจตรึงไว้แล้ว ฉัน
นั้น.
ในเภทปุเรกขารปัณณรสกะ ท่านปรับถุลลัจจัย เพราะเหตุที่อกุศลจิต
แรงกล้า.
ใน อาวาสิเกนะ อาคันตุกเปยยาละ พึงทราบคำเป็นต้นว่า เต น
ชานนุติ อตฺถญฺเญ อาคนฺตุกา เหมือนคำที่ได้กล่าวแล้วใน อาวาสิเกนะ
อาวาสิกเปยยาละ อันมีมาก่อนว่า เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา
เป็นอาทิ.
ส่วนใน อาคันตุเกนะ อาวาสิกเปยยาละ พึงเติมคำว่า อาคนฺตุกา
ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ เหมือนคำที่มาใน ปุริมเปยยาละ ว่า อาวาสิกา ภิกฺขู
สนฺนิปตนฺติ แต่ใน อาคันตุเกนะ อาคันตุกเปยยาละ พึงประกอบด้วย
อำนาจภิกษุอาคันตุกะ ในบททั้ง ๒ ฉะนี้แล.
วินิจฉัย ในข้อว่า อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ จาตุทฺทโส โหติ,
อาคนฺตุกานํ ปณฺณรโส นี้ พึงทราบดังนี้:-
อุโบสถของอาคันตุกะเหล่าใด เป็นวัน ๑๕ ค่ำ พึงทราบว่า อาคัน-
ตุกะเหล่านั้น มาแล้วจากนอกแว่นแคว้น หรือได้ทำอุโบสถที่ล่วงไปแล้วเป็น-
วัน ๑๔ ค่ำ.
ข้อว่า อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ มีความว่า เมื่อพวกภิกษุผู้เจ้าถิ่น
ทำบุพกิจอยู่ว่า อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโส อุโบสถวันนี้ ๑๔ ค่ำ พวกภิกษุ
อาคันตุกะพึงคล้อยตาม คือ ไม่พึงคัดค้าน.
ข้อว่า นากามา ทาตพฺพา มีความว่า สามัคคี อันพวกภิกษุผู้
เจ้าถิ่น ไม่พึงให้แก่พวกภิกษุอาคันตุกะ ด้วยความไม่เต็มใจ.
บทว่า อาวาสิกาการํ ได้แก่ อาการ อธิบายว่า อาจาระของภิกษุ
ผู้เจ้าถิ่น. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
สภาพเป็นเครื่องจับอาจารสัณาน ของภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้นว่า
ภิกษุเหล่านี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรหรือไม่ ? ชื่อว่า อาการ.
ธรรมชาติซึ่งส่อ๑ ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้น ผู้เร้นอยู่ในที่นั้น ๆ อธิบาย
ว่า ซึ่งให้รู้ได้ แม้มองไม่เห็น. ชื่อว่า ลิงค์.
ธรรมชาติเป็นที่เห็นแล้วรู้ซึ่งภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้นว่า มี ชื่อว่า นิมิต.
สภาพเป็นเครื่องใช้ ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้นว่า เป็นผู้มีบริขารเช่นนี้
อธิบายว่า เป็นเหตุได้ข้ออ้างเช่นนั้น ชื่อว่า อุทเทส.
คำว่าอาการนั้นเป็นต้นทั้งหมด เป็นชื่อของเสนาสนบริขารต่าง ๆ มี
เตียงและตั่งที่จัดตั้งไว้เป็นอันดีเป็นต้น และเป็นชื่อของเสียงฝีเท้าเป็นต้น ก็แล
คำว่า อาการเป็นต้นนั้น พึงประกอบตามที่ควรประกอบ แม้ในอาการของภิกษุ
อาคันตุกะเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญาตกํ ได้แก่ เป็นของ ๆ ภิกกํ
เหล่าอื่น.
สามบทว่า ปาทานํ โธตํ อุทกนิสฺเสกํ ได้แก่ สถานที่รดน้ำแห่ง
เท้าทั้งหลายที่ล้างแล้ว. เอกพจน์ในบทว่า โธตํ พึงทราบในอรรถแห่งพหูพจน์.
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ปาทานํ โธตอุทกนิสฺเสกํ. ความว่า สถาน
เป็นที่รดน้ำสำหรับล้างเท้าทั้งหลาย.
วินิจฉัยในนานาสังวาสกาทิวัตถุ พึงทราบดังนั้น:-
บทว่า สมานสํวาสกทิฎฺฐึ ได้แก่ ความเห็นว่า ภิกษุผู้เจ้าถิ่น
เหล่านั้น มีสังวาสเสมอกัน.
บทว่า น ปุจฺฉนฺติ ได้แก่ ไม่ถามถึงลัทธิของภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้น
คือ ไม่ถามก่อน ทำวัตรและวัตรอาศัย คือวัตรใหญ่น้อยแล้ว ทำอุโบสถร่วมกัน.
๑. ฎีกาและโยชนา แก้ คมยติ ว่า โพเธติ โดยนัยนี้ก็แปลว่า ธรรมชาติซึ่งให้รู้. . .
บทว่า นาภิวิตรนฺติ ได้แก่ ไม่สามารถจะย่ำยี คือ ปราบปรามข้อที่
เป็นนานาสังวาสกันได้ อธิบายว่า ให้ภิกษุผู้เข้าถิ่นเหล่านั้นสละทิฏฐินั้นไม่ได้.
ข้อว่า สภิกฺขุกา อาวาสา มีความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ทำอุโบสถ
มีอยู่ในอาวาสใด ภิกษุไม่อาจ ออกจากอาวาสนั้นไปสู่อาวาสใดในวันนั้นเที่ยว
อาวาสนั้น ยังไม่ได้ทำอุโบสถ ไม่ควรไป.
สองบทว่า อญฺญตฺร สงฺเฆน ได้แก่ เว้นจากภิกษุทั้งหลายซึ่ง
ครบจำนวนเป็นสงฆ์.
สองบทว่า อญฺญตฺร อนฺตรายา ได้แก่ เว้นอันตราย ๑๐ อย่าง
ที่กล่าวแล้วในหนหลังเสีย. แต่ว่า เมื่อมีอันตราย ก็ควรจะไปกับสงฆ์. มีตน
เป็นที่ ๔ หรือมีตนเป็นที่ ๕ โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุด.
ประเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง มีศาลานวกรรมเป็นต้น ชื่ออนาวาส. เหมือน
อย่างว่า อาวาสเป็นต้นภิกษุไม่ควรไป ฉันใด ถ้าภิกษุทั้งหลายทำอุโบสถกัน
ในวัด สีมาก็ดี แม่น้ำก็ดี อันภิกษุไม่ควรไปเพื่ออธิษฐานอุโบสถ ก็ฉะนั้น
แต่ถ้ามีภิกษุบางรูปอยู่ที่สีมาและแม่น้ำนี้ไซร้ จะไปสู่สำนักภิกษุนั้น ควรอยู่.
จะไปเสียจากอาวาส แม้ที่เลิกอุโบสถเสียแล้ว ควรอยู่. ภิกษุผู้ใดไปแล้วอย่าง
นั้น ย่อมได้แม้เพื่ออธิษฐาน อันภิกษุแม้ผู้อยู่ป่า ในวันอุโบสถ เที่ยวบิณฑ-
บาตในบ้านแล้ว ต้องกลับไปวัดของตนเท่านั้น. ถ้าเข้าไปสู่วัดอื่น ต้องทำ
อุโบสถในวัดนั้นก่อน จึงค่อยไป ไม่ทำก่อนแล้วไปเสีย ไม่ควร.
ข้อว่า ยํ ชญฺญา สกฺโกมิ อชฺเชว คนฺตุํ มีความว่า ภิกษุพึง
ทราบซึ่งอาวาสใดว่า เราสามารถไปที่นั่นได้ในวันนี้ทีเดียว อาวาสเห็นปานนั้น
ควรไป. จริงอยู่ ภิกษุนี้แม้ทำอุโบสถกับภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น จักเป็นผู้
ไม่ทำอันตรายแก่อุโบสถเลยทีเดียว ฉะนี้แล.
การเข้าสู่หัตถบาสเท่านั้น เป็นประมาณ ในข้อว่า ภิกฺขุนิยา นิสินฺน-
ปริสาย เป็นอาทิ.
ข้อว่า อญฺญตฺร อวุฏฺฐิตาย ปริสาย มีความว่า จริงอยู่ ขึ้นชื่อ
ว่า การให้ปาริวาสิยปาริสุทธิ ปาริสุทธิที่แรมวัน นี้ย่อมไม่ควร จำเดิมแค่
การที่บริษัทลุกออกไป แต่เมื่อบริษัทยังไม่ลุกออกไป ย่อมควร เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เว้นแค่บริษัทยังไม่ลุกออกไป. ลักษณะ
แห่งปาริวาสิยปาริสุทธินั้น พึงถือเอาจากวรรณนาแห่งปาริวาสิยฉันททานสิก-
ขาบทในภิกขุนีวิภังค์.๑
วันที่ไม่ใช่วันอุโบสถนั้น ได้แก่วันอื่น นอกจากวันอุโบสถ ๒ วัน
นี้ คือ วันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ ๑ วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ๑
ข้อว่า อญฺญตฺร สงฺฆสามคฺคียา มีความว่า เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว
สังฆสามัคดีอันใด อันสงฆ์กลับทำได้อีก เหมือนสังฆสามัคคีของภิกษุชาว
โกสัมพี เว้นสังฆสามัคดีเห็นปานนั้น เสีย. ก็แลโนกาลนั้น สงฆ์พึงทำอุโบสถ
สวดว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อชฺชุโปสโถ สามคฺคี.
อนึ่ง ภิกษุเหล่าใด เมื่อมีภิกษุผู้ทำการทะเลาะวิวาทกันเล็กน้อยไม่สู้
สำคัญ จึงงดอุโบสถไว้แล้ว กลับเป็นผู้พร้อมเพรียงกันอีก อันภิกษุเหล่านั้น
ต้องทำอุโบสถแท้ ฉะนี้แล.
อรรถกถาในวัคคสมัคคสัญญิโนปัณณรสกาทิกถา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาวัสสูปนายิกขันธกะ
วินิจฉัยในเรื่องวัสสูปนายิกขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อปฺปญฺญตฺโต ได้แก่ ยังมิได้ทรงอนุญาต หรือว่ายังมิได้
ทรงจัด.
สองบทว่า เตธ ภิกฺขู ได้แก่ ภิกษุทั้งหลายนั้น. อิธ ศัพท์ เป็น
เพียงนิบาต.
สัตว์ทั้งหลายผู้อาจไปในอากาศชื่อว่านก.
บทว่า สงฺกาสยิสฺสนฺติ ความว่า นกทั้งหลาย ก็จักขวนขวายน้อย
อยู่ประจำที่.
สองบทว่า สงฺฆาตํ อาปาเทนฺตา ได้แก่ ให้ถึงความพินาศ.
หลายบทว่า วสฺสาเน วสฺสํ อุปคนฺตุํ ความว่า เพื่อเข้าจำพรรษา
ตลอด ๓ เตือนในฤดูฝน.
หลายบทว่า กติ นุ โข วสฺสูปนายิกา ความว่า วันเข้าพรรษา
มีเท่าไรหนอ ?
วินิจฉัยในคำว่า อุปรชฺซุคตาย อาสาฬฺหิยา พึงทราบดังนี้:-
วัน ๑ แห่งดิถีเพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้น ซึ่งล่วงไปแล้ว เพราะเหตุ
นั้น ดิถีเพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้น จึงชื่อว่า มีวัน ๑ ล่วงไปแล้ว. เมื่อดิถี
เพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้นล่วงไปแล้ว คือก้าวล่วงแล้ววัน ๑ อธิบายว่า ใน
วันแรมค่ำ ๑
แม้ในนัยที่ ๒ ก็มีความว่า เดือน ๑ แห่งดิถีเพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้น
ซึ่งล่วงไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ดิถีเพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้น จึงชื่อว่ามีเดือน
๑ ล่วงไปแล้ว. เมื่อดิถีเพ็ญเดือนอาสาฬหะนั้น ล่วงไปแล้ว คือก้าวล่วงแล้ว
เดือน ๑ อธิบายว่า เมื่อเดือน ๑ เติมบริบูรณ์. เพราะเหตุนั้น ในวันแรม
ค่ำ ๑ ซึ่งถัดจากวันกลางเดือน ๘ หรือในวันแรมค่ำ ๑ ซึ่งถัดจากวัน กลางเดือน
๙ จากเพ็ญเดือน ๘ นั่นแล อันภิกษุผู้จะจำพรรษา พึงจัดแจงวิหารแล้วทั้งน้ำ
ฉันน้ำใช้ไว้ พึงทำสามีจิกรรมมีกราบไหว้พระเจดีย์เป็นต้นทั้งปวงให้เสร็จแล้ว
พึงเปล่งวาจาว่า อิมสฺมึ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ ดังนี้ ครั้ง
๑ หรือ ๒ ครั้งแล้ว จำพรรษาเถิด.
วินิจฉัยในคำว่า โย ปกฺถเมยฺย นี้ พึงทราบดังนี้:-
พึงทราบว่า ต้องอาบัติ เพราะไม่มีอาลัย หรือเพราะให้อรุณขึ้นใน
ที่อื่น.
วินิจฉัยในคำว่า โย อติกฺกเมยฺย นี้ พึงทราบดังนี้:-
พึงทราบว่า เป็นอาบัติหลายตัว ด้วยนับวัด.
ก็ถ้าว่า ในวันนั้น เธอเข้าไปยังอุปจารวัด ๑๐๐ ตำบลแล้วเลยไปเสีย
พึงทราบว่า เป็นอาบัติ ๑๐๐ ตัว แต่ถ้าว่า เลยอุปจารวัดไปแล้ว แค่ยังไม่ทัน
เข้าอุปจารวัดอื่น กลับมาเสีย พึงทราบว่า ต้องอาบัติตัว เดียวเท่านี้นั้น. ภิกษุผู้
ไม่จำพรรษาต้น เพราะอันตรายบางอย่างต้องจำพรรษาหลัง.
สองบทว่า วสฺสํ อุถฺคฑฺฒิตุกาโม ความว่า มีพระประสงค์จะ
เลื่อนเดือนต้นฤดูฝนออกไป อธิบายว่า มีพระประสงค์จะไม่นับ เดือน ๙ จะ
ให้นับ เป็นเดือน ๘ อีก.
สองบทว่า อาคเม ชุณฺเห มีอธิบายว่า ในเดือนอธิกมาส.
วินิจฉัยในข้อว่า อนุซานามิ ภิกฺขเว ราซูนํ อนุวตฺติตุํ นี้พึง
ทราบดังนี้:-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเพื่ออนุวัตรตาม ด้วยทรงทำในพระ
หฤทัยว่า ชื่อว่าความเสื่อมเสียสักนิดหน่อย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะ
เลื่อนกาลฝนออกไป. เพราะฉะนั้น ภิกษุควรอนุวัตรตาม ในกรรมที่เป็นธรรม
อย่างอื่นได้ แต่ไม่ควรอนุวัตรตามแก่ใคร ๆ ในกรรมอันไม่เป็นธรรมฉะนี้
แล.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาธุระเป็นไปด้วยสัตตาหกรณียะ
วินิจฉัยในสัตตาหกรณียะทั้งหลาย พึงทราบดังต่อไปนี้:-
ตั้งแต่คำว่า ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส เป็นต้นไป ย่อมมีความเสื่อม
ตลอดไป ๓ อย่าง คือ เว็จกุฎี ๑ เรือนไฟ ๑ ศาลาเรือนไฟ ๑.
โรงเก็บสิ่งของเป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วทีเดียว ในสิกขาบท
ทั้งหลาย มีอุทโทสิตสิกขาบทเป็นต้น.
ก็โรงครัว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าในวัสสูปนายิกขันธกะนี้ว่า รสวตี.
คำว่า วาเรยฺยํ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ในสัญจริตสิกขาบท.
หลายบทว่า ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชติ ความว่า ทราบเท่าที
พระสุตตันตะนี้จะไม่สาบสูญเสีย.
ข้อว่า ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ความว่า แม้เมื่อสหธรรมิก
มิได้ส่งทูตมานิมนท์ ภิกษุก็ควรไป ด้วยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้
พิสดารข้างหน้า โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า เราจักแสวงหาคิลานภัตหรือคิลานุ-
ปัฏฐากภัตหรือเภสัช แก่สหธรรมิกทั้ง ๕ มีภิกษุเป็นต้น เหล่านั้นบ้าง จักถาม
บ้าง จักพยาบาลบ้าง. แม้ในที่แห่งมารดาบิดา อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุญาตไว้แล้วข้างหน้า ก็นัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า ชนทั้งหลายเหล่าใด เป็นอุปัฏฐากของ
มารดาและบิดา ซึ่งเป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี แม้เมื่อชนเหล่านั้นมิได้ส่งทูต
มานิมนต์ ภิกษุจะไปก็ควร. คำนั้นท่านมิได้กล่าวไว้เลย ทั้งในอรรถกถาและ
บาลี เพราะฉะนั้น ไม่ควรจะถือเอา.
บทว่า ภิกฺขุภติโก ได้แก่ บุรุษผู้อยู่กับภิกษุทั้งหลายในวัดเดียวกัน.
บทว่า อุทฺริยติ ได้แก่ ชำรุด.
สองบทว่า ภณฺฑํ เฉทาปิตํ ได้แก่ เครื่องทัพพสัมภาระที่เขาให้
ตัดไว้แล้ว.
บทว่า อวหราเปยฺยุํ คือพึงให้ขนมา.
วินิจฉัยในคำว่า สงฺฆกรณีเยน นี้ พึงทราบดังนี้:-
กิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง อันภิกษุพึงทำในเสนาสนะทั้งหลาย มีโรง
อุโบสถเป็นต้นก็ดี ในสถานที่ทรงอนุญาต มีฉัตรและไพทีแห่งพระเจดีย์เป็นต้น
ก็ดี โดยที่สุด แม้เป็นเสนาสนะเฉพาะตัวของภิกษุทุกอย่างเป็นกิจอันสงฆ์พึงทำ
ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เพื่อให้กิจนั้นสำเร็จ ภิกษุควรไปเพื่อขนทัพพสัมภาระ
เป็นต้นมา หรือเพื่อให้ไวยาวัจกรให้ค่าจ้างและรางวัลเป็นต้น แก่ชนทั้งหลาย
มีช่างไม้เป็นต้น .
วินิจฉัยในรัตติเฉทซึ่งพ้นจากบาลี ในสัตตหกรณียาธิการ พึงทราบ
ดังต่อไปนี้:-
อันภิกษุอันเขามิได้นิมนต์ เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม ไม่สมควร
ไป. แต่ถ้าว่าภิกษุได้กระทำการนัดหมายกันไว้ก่อนแล้ว ในอาวาสใหญ่แห่ง
หนึ่งว่า เราทั้งหลายพึงประชุมกันในวันชื่อโน้น ดังนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้อันเขา
นิมนต์แล้วได้ จะไปก็ควร. จะไปด้วยคิดว่า เราจักซักย้อมจีวร ไม่ควร. แต่
ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์ใช้ไปควรอยู่. วัดอยู่ในที่ไม่ไกลนัก เธอไปในวัดนั้น
ด้วยตั้งใจว่า เราจักกลับมาในวันนี้ทีเดียว แต่ไม่สามารถจะมาให้ทันได้ ควร
อยู่. ย่อมไม่ได้เพื่อจะไป แม้เพื่อประโยชน์แก่อุเทสและปริปุจฉาเป็นต้น. แต่
ย่อมได้เพื่อจะไปด้วยคิดว่า เราจักเยี่ยมอาจารย์ ถ้าว่าอาจารย์กล่าวกะเธอว่า
คุณจงอย่าไปในวันนี้เลย ดังนี้ จะไม่กลับก็ควร. ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปเยี่ยม
สกุลอุปัฏฐาก หรือสกุลของญาติ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอันตรายเป็นเหตุหลีกไป
บทว่า ปริปาเตนฺติปิ ความว่า พาลมฤดูทั้งหลายมาแล้วโดยรอบ
ย่อมให้หนีไปบ้าง ยังความกลัวให้เกิดขึ้นบ้าง ปลงเสียจากชีวิตบ้าง.
บทว่า อาวิสนฺติ คือปีศาจทั้งหลาย ย่อมเข้าสิงสรีระ.
วินิจฉัยในข้อว่า เยน คาโม เตน คนฺตุํ เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-
ถ้าชาวบ้านเขาไปตั้งอยู่ไม่ไกล ภิกษุพึงเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น
แล้ว กลับมายังวัด จำพรรษาเถิด. ถ้าชาวบ้านไปไกล ก็พึงรับอรุณในวัด
โดยวาระ ๗ วัน ถ้าไม่สามารถเพื่อจะรับอรุณในวัดโดยวาระ ๗ วันได้ ก็พึง
อยู่ในที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกันในบ้านนั้นเถิด.
ถ้าว่ามนุษย์ทั้งหลาย ถวายสลากภัตเป็นต้นตามที่เคยมา พึงบอกกะ
เขาว่า เรามิได้อยู่ในวัดนั้น. แต่เมื่อเขาพากันกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย มิได้
ถวายแก่วัดหรือแก่ปราสาท พระผู้เป็นเจ้าอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าก็
นิมนต์ฉันเถิด ดังนี้ ภิกษุพึงฉันได้ตามสบาย ภัตนั้นย่อมถึงพวกเธอแท้. ก็
เมื่อทายกเขากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงแจกกันฉันในที่อยู่ของพระผู้
เป็นเจ้าเถิด ดังนี้ ภิกษุอยู่ ณ ที่ใด พึงนำไป ณ ที่นั้น แล้วพึงแจกกันตาม
ลำดับพรรษาฉันเถิด.
ถ้าพวกทายกถวายผ้าจำนำพรรษา ในเวลาที่ภิกษุปวารณาเสร็จแล้ว ผิ
ว่าภิกษุทั้งหลายรับอรุณโดยวาระ ๗ วัน พึงรับ เถิด.. แด่ภิกษุผู้พรรษาขาด พึง
บอกว่า เราทั้งหลายมิได้จำพรรษาในวัดนั้น เราขาดพรรษา ถ้าเขากล่าวว่า
เสนาสนะของพวกข้าพเจ้า ท่านให้ถึงแก่พระผู้เป็นเจ้าเหล่าใด พระผู้เป็นเจ้า
เหล่านั้น จงรับเถิด ดังนี้ ภิกษุควรรับ.
ส่วนของควรแจกกันได้ มีจีวรเป็นต้น ที่ภิกษุขนย้ายมาที่ในสถาน
ใหม่นี้ด้วยคิดว่า เก็บไว้ในวัดจะฉิบหายเสีย ควรไปอปโลกน์แจกกันในวัค
เติมนั้น.
นัยแม้ในของสงฆ์อันเกิดขึ้นในวัดนั้นเป็นต้นว่า นาและสวนที่ทายก
มอบให้ไว้แก่กัปปิยการกทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงถวายปัจจัย ๔ แก่พระผู้
เป็นเจ้าทั้งหลายจากมูลค่าแห่งนาและสวนนี้. ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็ของสงฆ์ที่ควรแจกกันได้ จะอยู่ในภายในวัดหรือภายนอกสีมาก็ตาม
ที ของที่ควรแจกกันได้นั้น ไม่ควรอปโลกน์แจกแก่ภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ภายนอกสีมา.
แต่ของสงฆ์ซึ่งเป็นของควรแจกกันได้ อันตั้งอยู่ในเขตทั้ง ๒ สมควรแท้ที่จะ
อปโลกน์แจกแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในภายในสีมา.
วินิจฉัยในข้อว่า สงฺโฆ ภินฺโน นี้ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว กิจที่ควรไปทำย่อมไม่มี แค่คำว่า แตกกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสงฆ์ที่ภิกษุระแวงว่า จะแตกกัน.
วินิจฉัยในข้อว่า สมฺพหุลาหิ ภิกฺขุนีหิ สงฺโฆ ภินฺโน นี้ พึง
ทราบดังนี้:-
บัณฑิตไม่พึงเห็นว่า สงฆ์อันภิกษุณีทั้งหลายทำลายแล้ว. จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์หาได้ไม่.
ความระแวงอยู่ว่า อันภิกษุทั้งหลายพึงอาศัยภิกษุณีเหล่านั้น กระทำพวกเธอ
ให้เป็นกำลังอุดหนุนแล้ว พึงทำลายสงฆ์หมู่ใด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาสงฆ์หมู่นั้น ตรัสคำนี้ว่า สงฆ์อันภิกษุณีเป็นอันมากทำลายแล้ว.
สถานที่อยู่ของนายโคบาลทั้งหลาย ชื่อว่า พวกโคต่าง.
วินิจฉัยในข้อว่า เยน วโช นี้ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อภิกษุไปกับพวกโคต่างไม่เป็นอาบัติเพราะพรรษาขาด.
บทว่า อุปกฏฺฐาย คือใกล้เข้ามาแล้ว.
วินิจฉัยในข้อว่า สตฺเถ วสฺสํ อุปคนฺตุํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ในวันเข้าพรรษา ภิกษุนั้นพึงบอกพวกอุบาสกว่า อาตมาได้กระท่อม
จึงจะควร
ถ้าอุบาสกทำถวาย พึงเข้าไปในกระท่อมนั้น แล้วกล่าวว่า อิธ วสฺสํ
อุเปมิ เราเข้าพรรษาในที่นี้ ดังนี้ ๓ ครั้ง.
ถ้าเขาไม่ทำถวายไซร้ พึงเข้าจำพรรษาในภายใต้เกวียน ที่ตั้งอยู่โดย
ท่วงทีอย่างศาลา. เมื่อไม่ได้แม้ซึ่งที่เช่นนั้น พึงทำความอาลัยเถิด. แต่จะเข้า
จำพรรษาในหมู่เกวียนไม่ควร. เพียงจิตตุปบาทที่คิดว่า เราจักจำพรรษาในที่
นี้ ก็จัดว่าอาลัย.
ถ้าว่าหมู่เกวียนยังเดินทางอยู่ ถึงวันปวารณาเข้า พึงปวารณาในหมู่
เกวียนนั้นนั่นแล.
ถ้าหมู่เกวียนถึงที่ที่ภิกษุปรารถนาแล้วในภายในพรรษาแล้วเลยไป ภิกษุ
พึงอยู่ในที่ที่คนปรารถนา แล้วปวารณากับภิกษุทั้งหลายในที่นั้นเถิด.
ถ้าแม้หมู่เกวียนหยุดอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งก็ดี แยกกันไปก็ดี ในระหว่าง
ทางภายในพรรษานั้นเอง ก็พึงอยู่กับภิกษุทั้งหลายในบ้านนั้นแล แล้วปวารณา
เถิด. ยังไม่ได้ปวารณา จะไปต่อไปจากที่นั้นไม่ควร.
แม้เมื่อจะจำพรรษาในเรือ ก็ควรเข้าจำในประทุนเหมือนกัน เมื่อหา
ประทุนไม่ได้ พึงทำความอาลัยเถิด.
ถ้าเรืออยู่เฉพาะในทะเลตลอดภายใน ๓ เดือน ก็พึงปวารณาในเรือนั้น
เถิด.
ลำดับนั้น ถ้าเรือถึงฝั่งเข้า ฝ่ายภิกษุนี้เป็นผู้ต้องการจะไปต่อไป จะไป
ไม่ควร พึงอยู่ในบ้านที่เรือจอดนั้นแล แล้วปวารณากับภิกษุทั้งหลายเถิด.
ถ้าแม้ว่าเรือจะไปในที่อื่นตามริมฝั่งเท่านั้น แต่ภิกษุอยากจะอยู่ในบ้าน
ที่เรือถึงเข้าก่อนนั้นแล เรือจงไปเถิด ภิกษุพึงอยู่ในบ้านนั้นแล แล้วปวารณา
กับภิกษุทั้งหลายเถิด.
ใน ๓ สถาน คือ ในพวกโคต่าง ในหมู่เกวียน ในเรือ ไม่มีอาบัติ
เพราะขาดพรรษา ทั้งได้เพื่อปวารณาด้วยปวารณาฉะนั้นแล.
ส่วนในเรื่องทั้งหลาย มีเรื่องว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เดือนร้อนด้วยสัตว์
ร้าย เป็นต้น มีสังฆเภทเป็นที่สุด ซึ่งมีมาแล้วในหนหลัง ไม่เป็นอาบัติอย่าง
เดียว แต่ภิกษุไม่ได้เพื่อปวารณา.
บทว่า ปีสาจิลฺลิกา คือปีศาจนั่นเอง ชื่อว่าปีศาจิลลิกา.
วินิจฉัยในข้อว่า น ภิกฺขเว รุกฺขสุสิเร นี้ พึงทราบดังนี้:-
จะจำพรรษาในโพรงไม้ล้วนเท่านั้นไม่ควร. แต่จะทำกุฎีมุงบังด้วย
แผ่นกระดานติดประตูสำหรับเข้าออกในภายในโรงโพรงไม้ใหญ่แล้ว จำพรรษา
ควรอยู่. แม้จะตัดต้นไม้ สับฟากปูเรียบไว้ ทำกระท่อมมีกระดานมุงบังบนตอ
ไม่แล้วจำพรรษาก็ควรเหมือนกัน .
วินิจฉัยแม้ในข้อว่า รุกฺขวิฏปิยา นี้ พึงทราบดังนี่ว่า:-
จะจำพรรษาสักว่าบนค่าคบไม้ล้วนไม่ควร. แต่ว่าพึงผูกเป็นร้านบน
ค่าคบไม้ที่ใหญ่ แล้วทำให้เป็นห้องมุงบังด้วยกระดานบนร้านนั้นแล้วจำพรรษา
เถิด.
บทว่า อเสนาสนเกน ความว่า เสนาสนะที่มุงแล้วด้วยเครื่อง
มุง ๕ ชนิด๑ ชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดประตูสำหรับเปิดปิดได้ของภิกษุใดไม่มี
ภิกษุนั้นไม่ควรจำพรรษา.
วินิจฉัยในข้อว่า น ภิกฺขเว ฉวกุฏิกาย นี้ พึงทราบดังนี้:-
กระท่อมต่างชนิด มีเตียงมีแม่แคร่เป็นต้น ชื่อกระท่อมผี. จะจำพรรษา
ในกระท่อมผีนั้นไม่ควร. ก็แค่ว่าจะทำกระท่อมชนิดอื่นในป่าช้า แล้วจำพรรษา
ควรอยู่.
พึงทราบวินิจฉัยแม้ในข้อว่า น ภิกฺขเว ฉตฺเต นี้ ดังนี้.
จะปักร่มไว้ใน ๔ เสา ทำฝารอบ ติดตะปูไว้แล้ว จำพรรษาก็ควร.
กุฎีนั้นชื่อกุฎีร่ม.
วินิจฉัยแม้ในบทว่า จาฏิยา นี้ พึงทราบดังนี้:-
จะทำกุฎีด้วยกระเบื้องอย่างใหญ่ ตามัยที่กล่าวแล้วในเรื่องร่ม
จำพรรษาก็ควร.
เนื้อความแม้ในข้อว่า เอวรูปา กติกา นี้ มีดังนี้:-
กติกาแม้อื่นที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้อันใด กติกานั้นไม่ควรทำ. ลักษณะ
แห่งกติกานั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในมหาวิภังค์.
๑. ฎีกาสารตฺถทีปนีว่า ปญฺจนฺนํ ฉทนานนฺติ ติณปณฺณอิฏฺ ฐกสิลาสุธาสงฺขาตานํ ปญฺจนฺนํ
ฉทนานํ.
ข้อว่า วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย มีความว่าพระ
อุปนนทศากยบุตร ได้ทำปฏิญญาว่า เราจักจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น ณ
อาวาสของท่านทั้งหลาย.
ข้อว่า ปุริมิกา จ น ปฌฺญายติ ความว่า การจำพรรษาในอาวาส
ซึ่งได้ปฏิญญาไว้หาปรากฏไม่.
วินิจฉัยในข้อว่า ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
ย่อมเป็นอาบัติเพราะรับคำนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงจำพรรษาในที่นี้ตลอด
๓. เดือนนี้ ดังนี้อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ ย่อมเป็นอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ
นั้น ๆ แม้โดยนัยเป็นต้น อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงรับภิกษาตลอด ๓ เดือนนี้
ข้าพเจ้าแม้ทั้ง ๒ จักอยู่ในที่นี้ จักให้แสดงรวมกัน. ก็ปฏิสสวทุกกฏนั้นแล
ย่อมมีเพราะเหตุคือแกล้งกล่าวให้คลาดในภายหลัง ของภิกษุผู้มีจิตบริสุทธิ์ใน
ชั้นต้น. แต่สำหรับภิกษุผู้มีจิตไม่บริสุทธิ์ในชั้นเดิม ควรปรับทุกกฏกับปาจิตตีย์
คือทุกกฏเพราะรับคำ ปาจิตตีย์เพราะแกล้งกล่าวให้คลาด.
วินิจฉัยในข้อทั้งหลายมีข้อว่า โส ตทเหว อกรณีโย เป็นต้น พึง
ทราบดังนี้:-
ถ้าว่าภิกษุไม่เข้าจำพรรษา หลีกไปเสียก็ดี เข้าจำพรรษาแล้วยัง ๗ วัน
ให้ล่วงไปภายนอกอาวาส ก็ดี วันเข้าพรรษาต้นของเธอไม่ปรากฏด้วย เธอ
ต้องอาบัติเพราะรับคำด้วย. แต่ว่าไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้เข้าพรรษาแล้ว ไม่
ทันให้อรุณขึ้น แม้หลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะในวันนั้นทีเดียว กลับมาภายใน
๗ วัน ก็ถ้อยคำที่ควรกล่าวอะไร จะพึงมีแก่ภิกษุผู้จำพรรษาแล้ว ๒-๓ วัน
สัตตาหะไปเสียแล้วกลับมาภายใน ๗ วัน.
วินิจฉัยแม้ในข้อว่า ทฺวหติหํ วสิตฺวา นี้ พึงทราบดังนี้:-
พึงทราบว่า ขาดพรรษาเพราะล่วงอุปจาระไป ด้วยทอดอาลัยไปเสีย
ไม่ติดกลับเท่านั้น. ถ้ายังมีความอาลัยว่า เราจักอยู่ ณ ที่นี่ แต่ไม่เข้าพรรษา
เพราะระลึกไม่ได้ เสนาสนะที่เธอถือเอาแล้ว ก็เป็นอันถือเอาด้วยดี เธอไม่
ขาดพรรษา ย่อมได้เพื่อปวารณาแท้.
วินิจฉัยในข้อว่า สตฺตาหํ อนาคตาย ปวารณาย นี้ พึงทราบ
ดังนี้:-
ย่อมควรเพื่อจะไป จำเดิมแต่วันขึ้น ๙ ค่ำ จะกลับมาก็ตาม ไม่กลับ
มาก็ตาม ไม่เป็นอาบัติ. คำที่เหลือเป็นคำตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
อรรถกถาวัสสูปนายิกขันธก จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาปวารณาขันธกะ
วินิจฉัยในปวารณาขันธกะ. วินิจฉัยในข้อว่า เนว อาลเปยฺยาม
น สลฺลเปยฺยาม นี้ พึงทราบดังนี้:-
คำแรกชื่อว่าคำทัก คำหลัง ๆ ชื่อว่า คำปราศรัย.
บทว่า หตฺถวิลงฺฆเกน ได้แก่ด้วยการช่วยกันใช้มือยก.
บทว่า ปสุสํวาสํ คือการอยู่ร่วมกันดังการอยู่ร่วมของเหล่าปศุสัตว์.
จริงอยู่ แม้เหล่าปศุสัตว์ย่อมไม่บอกความสุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตนแก่กันและ
กัน ไม่ทำการปฏิสันถารฉันใด แม้ภิกษุเหล่านั้นก็ได้ทำฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น
ความอยู่ร่วมกันของภิกษุเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นการอยู่
ร่วมกันดังการอยู่ร่วมของเหล่าปศุสัตว์ นัยในบททั้งปวงเหมือนกัน.
ข้อว่า น ภิกฺขเว มูควตฺตํ ติตฺถิยสมาทานํ เป็นต้น มีความว่า
ภิกษุไม่พึงกระทำการสมาทานวัตรเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายไม่พึงพูดกันตลอด
ไตรมาสนี้. เพราะว่า นั่นเป็นกติกาที่ไม่ชอบธรรม.
ข้อที่ภิกษุมาผ่อนผันพูดกะกันและกัน ชื่อว่า อญฺฌมญฺญานุโลมตา.
จริงอยู่ ภิกษุย่อมเป็นผู้อาจว่ากล่าวอะไร ๆ กะภิกษุผู้สั่งไว้ว่า ขอท่านผู้มีอายุ
จงว่ากล่าวข้าพเจ้าเถิด, แต่หาอาจว่ากล่าวภิกษุนอกจากนี้ไม่ ความยังกันและกัน
ให้ออกจากอาบัติทั้งหลาย ชื่ออาปัตติวุฏฐานตา, ความที่ภิกษุมาทั้งพระวินัยไว้
เป็นหลักประพฤติ ชื่อว่าวินยปุเรกขารตา.
จริงอยู่ ภิกษุผู้กล่าวอยู่ว่า ขอท่านผู้มีอายุจงว่ากล่าวข้าพเจ้าเถิด ดัง
นี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจักออกจากอาบัติ และเธอย่อมตั้ง
พระวินัยไว้เป็นหลักอยู่