พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาราชายตนกถา
บทว่า มุจฺจลินฺทมูลา ได้แก่ จากโคนต้นไม้จิก ซึ่งทั้งอยู่ในแถบ
ทิศปราจีนแต่มหาโพธิ์.
บทว่า ราชายตนํ มีความว่า เสด็จเข้าไปยังโคนไม้เกต ซึ่งตั้งอยู่
ด้านทิศทักษิณ.
ข้อว่า เตน โข ปน สมเยน มีคำถามว่า โดยสมัยไหน ?
ตอบว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งด้วยการนั่งขัดสมาธิอย่างเดียวตลอด
๗ วันที่โคนต้นไม้เกต ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า ต้องมีกิจเนื่องด้วยพระ
กระยาหาร จึงทรงน้อมถวายผลสมอเป็นพระโอสถ ในเวลาอรุณขึ้น ณ วันที่
ทรงออกจากสมาธิทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยผลสมอพระโอสถนั้น พอ
เสวยเสร็จเท่านั้น ก็ได้มีกิจเนื่องด้วยพระสรีระ ท้าวสักกะได้ถวายน้ำบ้วนพระ
โอษฐ์แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบ้วนพระโอษฐ์แล้วประทับนั่งที่โคนต้นไม้
นั้นนั่นแล. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในเมื่ออรุณขึ้นแล้ว ด้วยประการ
อย่างนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล.
สองบทว่า ตปุสฺสภลฺลกา วาณิชา ได้แก่ พานิชสองพี่น้อง คือ
ตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑.
บทว่า อุกฺกลา ได้แก่ จากอุกกลชนบท.
สองบทว่า ตํ เทสํ มีความว่า สู่ประเทศเป็นที่เสด็จอยู่ของพระผู้มี
พระภาคเจ้า.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในประเทศไหนเล่า ?
ตอบว่า ในมัชฌิมประเทศ. เพราะฉะนั้น ในคำนี้จึงมีเนื้อความดังนี้
สองพานิชนั้น เป็นผู้เดินทางไกล เพื่อไปยังมัชฌิมประเทศ.
สองบทว่า ญาติสาโลหิตา เทวตา ได้แก่ เทวดาผู้เคยเป็นญาติ
ของสองพานิชนั้น.
สองบทว่า เอตทโวจ มีความว่า ได้ยินว่า เทวดานั้น ได้บันดาล
ให้เกวียนทั้งหมดของพานิชนั้นหยุด. ลำดับนั้น เขาทั้งสองมาใคร่ครวญดูว่า
นี่เป็นเหตุอะไรกัน ? จึงได้ทำพลีกรรมแก่เทวดาผู้เป็นเจ้าทางทั้งหลาย. ในเวลา
ทำพลีกรรมของเขา เทวดานั้นสำแดงกายให้เห็น ได้กล่าวคำนี้.
สองบทว่า มนฺเถน จ มธุปิณฺฑิกาย จ ได้แก่ ข้าวสัตตุผง และ
ข้าวสัตตุก้อน ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลเป็นต้น .
บทว่า ปฏิมาเนถ ได้แก่ จงบำรุง.
สองบทว่า ตํ โว มีความว่า ความบำรุงนั้น จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน.
สองบทว่า ยํ อมฺหากํ มีความว่า การรับอันใดจะพึงมีเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เหล่าข้าพระองค์ตลอดกาลนาน.
สองบทว่า ภควโต เอตทโหสิ มีความว่า ได้ยินว่า บาตรใดของ
พระองค์ได้มีในเวลาทรงประกอบความเพียร บาตรนั้นได้หายไปแต่เมื่อนาง
สุชาดามาถวายข้าวปายาส. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงได้ทรงมีพระรำพึงนี้
ว่า บาตรของเราไม่มี ก็แลพระตถาคตทั้งหลายองค์ก่อน ๆ ไม่ทรงรับด้วย
พระหัตถ์เลย. เราจะพึงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงน้ำผึ้งด้วยอะไรเล่า
หนอ ?
บทว่า ปริวุตกฺกมญฺญาย มีความว่า กระยาหารที่นางสุชาดา
ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในกาลก่อนแต่นี้ ยังคงอยู่ด้วยอำนาจที่หล่อเลี้ยง
โอชะไว้ ความหิว ความกระหาย ความเป็นผู้มีกายอิดโรยหาได้มีไม่ ตลอด
กาลเท่านี้ ก็บัดนี้พระรำพึงโดยนัยเป็นต้นว่า นโข ตถาคตา ได้เกิดขึ้น ก็
เพราะพระองค์ใคร่จะทรงรับพระกระยาหาร ทราบพระรำพึงในพระหฤทัยของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเกิดขึ้นอย่างนั้นด้วยใจของตน.
บทว่า จตุทฺทิสา คือจาก ๔ ทิศ.
สองบทว่า เสลมเย ปตฺเต ได้แก่ บาตรที่แล้วด้วยศิลามีพรรณ
คล้ายถั่วเขียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับบาตรนแล. คำว่าบาตรแล้วด้วย
ศิลา ท่านกล่าวหมายเอาบาตรเหล่านี้. ก็ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้น้อมถวาย
บาตรแล้วด้วยแก้วอินทนิล๑ ก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรับบาตรเหล่านั้น.
ลำดับนั้นจึงน้อมถวายบาตรแล้วด้วยศิลา มีพรรณดังถั่วเขียวทั้ง ๔ บาตรนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับทั้ง ๔ บาตรเพื่อต้องการจะรักษาความเลื่อมใสของ
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ไม่ใช่เพราะความมักมาก. ก็แลครั้นทรงรับแล้ว ได้
ทรงอธิษฐานบาตรทั้ง ๔ ให้เป็นบาตรเดียว ผลบุญแห่งท้าวเธอทั้ง ๔ ได้เป็น
เช่นเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงน้ำผึ้ง
ด้วยบาตรศิลามีค่ามาก ที่ทรงอธิษฐานให้เป็นบาตรเดียวด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ปจฺจคฺเฆ คือ มีค่ามาก อธิบายว่า แต่ละบาตรมีค่ามาก.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปจฺจคฺเฆ ได้แก่ ใหม่เอี่ยม คือ เพิ่งระบมเสร็จ
ความว่า เกิดในขณะนั้น. เขาชื่อว่ามีวาจาสอง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ได้
เป็นผู้มีวาจาสอง. อีกอย่างหนึ่ง ความว่าสองพานิชนั้น ถึงความเป็นอุบายสก
๑. มีพรรณเขียวเลื่อมประภัสสร ดังแสงปีกแมลงทับ ในคำหรับไสยศาสตร์ชื่อว่าแก้วมรกต.
ด้วยวาจาสอง. สองพานิชนั้นครั้นประกาศความเป็นอุบายสกอย่างนั้นแล้ว ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทีนี้ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์พึงทำการอภิวาท
และยืนรับใครเล่า พระเจ้าข้า ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลูบพระเศียร. พระเกศา
ติดพระหัตถ์ ได้ประทานพระเกศาเหล่านั้น แก่เขาทั้งสอง ด้วยตรัสว่าท่านจง
รักษาผมเหล่านี้ไว้. สองพานิชนั้น ได้พระเกศธาตุราวกะได้อภิเษกด้วย
อมตธรรม รื่นเริงยินดีถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป.
อรรถกถาราชายตนกถา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาพรหมยาจนกถา
ครั้งนั้นแล พอล่วงเจ็ดวัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น
เสร็จกิจทั้งปวงมีประการดังกล่าวแล้วนั้นแล ออกจากโคนต้นไม้เกต เสด็จเข้า
ไปยังต้นอชปาลนิโครธแม้อีก.
สองบทว่า ปริวิตกโก อุทปาทิ มีความว่า ความรำพึงแห่งใจนี้
ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงพระพฤติกันมาเป็นอาจิณเกิดขึ้นแด่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าผู้พอประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธนั้นเท่านั้น.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ความรำพึงแห่งใจนี้ จึงเกิดขึ้นแก่พระพุทธ-
เจ้าทุกพระองค์ ?
ตอบว่า เพราะทรงพิจารณาชื่อที่พระธรรมเป็นคุณใหญ่ เป็นคุณเลิศ
ลอย เป็นของหนัก และเพราะเป็นผู้ใคร่จะทรงแสดงตามคำที่พรหมทูลวิ่งวอน.
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงทราบว่า เมื่อพระองค์ทรงรำพึง
อย่างนั้น พรหมจักมาทูลเชิญแสดงธรรม ที่นั้น สัตว์ทั้งหลายจักให้เกิดความ
เคารพในธรรม เพราะว่า โลกสันนิวาสเคารพพรหม. ความรำพึงนี้ เกิดขึ้น
เพราะเหตุ ๒ ประการนี้ ด้วยประการฉะนั้นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า อธิคโต โข มยายํ ตัดบทว่า
อธิคโต โข เม อยํ ความว่า ธรรมนี้ อันเราบรรลุแล้วแล.
บทว่า อาลยรามา มีความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมพัวพันในกามคุณ
๕ อย่าง เพราะเหตุนั้น กามคุณ ๕ เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่า อาลัย หมู่สัตว์
ย่อมรื่นรมย์ด้วยกามคุณเป็นที่พัวพันเหล่านั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้รื่นรมย์ด้วย
อาลัย. หมู่สัตว์ยินดีแล้วในกามคุณเป็นที่พัวพันทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อ
ว่าผู้ยินดีในอาลัย. หมู่สัตว์เพลินด้วยดีในกามคุณเป็นที่พัวพันทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้เพลินในอาลัย.
บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต ความแห่งบทว่า ยทิทํ นั้น หมายเอา
ฐานะ พึงเห็นอย่างนี้ว่า ยํ อิทํ หมายเอาปฏิจจสมุปบาท พึงเห็นอย่างนี้ว่า
โย อยํ.
บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺสมุปฺปาโท มีอรรถวิเคราะห์ว่าธรรม
เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งธรรมเหล่านี้ ชื่อ อิทปฺปจฺจยา อิทปฺปจฺจยา นั่น
ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา ธรรมเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งธรรมเหล่านี้นั้น เป็นธรรม
อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรม เหล่านี้เป็นปัจจัยแห่งธรรมเหล่า
นี้ เป็นธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น.
ข้อว่า โส มมสฺส กิลมโถ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าเทศนาแก่เหล่าชนผู้
ไม่รู้ พึงเป็นยาความเหน็ดเหนื่อยแก่เรา พึงเป็นความลำบากแก่เรา.
บทว่า ภควนฺตํ แปลว่า แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่ ที่เป็นอัศจรรย์นักหนา๑.
บทว่า ปฏิภํสุ มีความว่า ได้เป็นอารมณ์แห่งญาณกล่าวคือปฏิภาณ
คือถึงความเป็นคาถาอันพระองค์พึงรำพึง. ห อักษรใน บทว่า หลํ นี้ สักว่า
เป็นนิบาต ความว่า ไม่ควร.
บทว่า ปกาสิตุํ ได้แก่ เพื่อแสดง. มีคำอธิบายว่า บัดนี้ไม่ควร
แสดงธรรมที่เราบรรลุได้โดยยากนี้.
บาทคาถาว่า นายํ ธมฺโม สุสมฺพุทฺโธ มีความว่า ธรรมนี้ทำ
ได้ง่าย ๆ เพื่อจะตรัสรู้หามิได้ อธิบายว่า การที่จะรู้มิใช่ทำได้ง่าย ๆ.
บทว่า ปฏิโสตคามึ มีความว่า ให้ถึงนิพพานที่ท่านเรียกว่าธรรม
อันทวนกระแส.
บทว่า ราคฺรตฺตา มีความว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้อันเครื่องย้อมคือกาม
เครื่องย้อมคือภพ และเครื่องย้อมคือทิฏฐิย้อม (ใจ) แล้ว.
บทว่า น ทกฺขนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่เห็น.
สองบทว่า ตโมกฺขนฺเธน อาวุฏา มีความว่า ผู้อันกองแห่งอวิชชา
ปกคลุมไว้แล้ว.
๑ แปลเอาความตามนัยฎีกา สารตฺถทีปนี ภาค ๑ หน้า ๕๓๐ ซึ่งแก้ไว้ว่า อนุอจฺฉริยาติ สวน-
กาเล อุปรปริ วิมฺหมกราติ อตฺโถ.
บทว่า อปฺโปสฺสุกฺกตาย มีความว่า เพื่อความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะ
แสดง เพราะค่าที่เป็นผู้ปราศจากความขวนขวาย.
บทว่า ยตฺร หิ นาม มีความว่า ในโลกชื่อใด.
บทว่า ภควโต ปุรโต ปาตุรโหสิ มีความว่า ท้าวสหัมบดีพรหม
ได้พามหาพรหมทั้งหลาย ในหมื่นจักรวาล มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระผู้มี
พระภาคเจ้า เพื่อทูลวิงวอน ให้ทรงแสดงธรรม.
บทว่า อปฺปรชกฺชาติกา มีอรรถวิเคราะห์ว่า ธุลี คือ ราคะ โทสะ
โมหะ น้อย ในจักษุ ที่แล้วด้วยปัญญา เป็นปกติแห่งตนของสัตว์เหล่านี้ เหตุ
นั้นสัตว์เหล่านี้ ชื่อผู้มีชาติแห่งสัตว์ผู้มีธุลีน้อยในจักษุ.
บทว่า ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส ได้แก่ ธรรมคือสัจจะ ๔.
บทว่า อญฺญาตาโร ได้แก่ ผู้ตรัสรู้.
บทว่า ปาตุรโหสิ ได้แก่ มีปรากฏ.
สองบทว่า สมเลหิ จินฺติโต มีความว่า อันครูทั้งหกผู้มีมลทินมี
ราคะเป็นต้น คิดแล้ว.
บทว่า อปาปุเรตํ มีความว่า ขอจงเปิดประตูนั้น.
สองบทว่า อมตสฺส ทฺวารํ มีความว่า อริยมรรคเป็นประตู แห่ง
นิพพานซึ่งเป็นธรรมไม่ตาย.
บาทพระคาถาว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทธํ มีความว่า สัตว์
เหล่านี้จงฟังธรรมคือสัจจะ ๔ ที่พระสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ปราศจากมลทิน
เพราะไม่มีมลทินมีราคะเป็นต้น ตรัสรู้สมควรแล้ว.
บาทพระคาถาว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต มีความ
ว่า เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มีดวงตานั้น ยืนบนยอดภูเขาซึ่งล้วนแล้วด้วยศิลา
เป็นเทือกเดียวกัน จะพึงเห็นประชุมชนได้รอบด้านฉันใด. ข้าแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้มีเมธาดี คือผู้มีปัญญาดี ผู้มีพระจักษุรอบคอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ
แม้พระองค์เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งแล้วด้วยธรรม คือ ล้วนด้วยพระปัญญา
พระองค์เองปราศจากความโศกแล้ว ขอจงทรงแลดู คือทรงพิจารณาประชุมชน
ผู้คับคั่งด้วยความโศก ถูกความเกิดและความแก่ครอบงำแล้ว ฉันนั้นเถิด.
ท้าวสหัมบดีพรหมเมื่อจะทรงวิงวอนให้พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปเพื่อ
ทรงแสดงธรรม จึงทูลว่า ขอจงเสด็จลุกขึ้นเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า วีร เป็นต้น ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
มีพระนามว่า วีระ เพราะทรงมีความเพียร ทรงพระนามว่า วิชิตสงความ เพราะ
ทรงชำนะเทวบุตรมาร มัจจุมาร กิเลสมาร และอภิสังขารมาร ทรงพระนาม
ว่า สัตถวาหะ เพราะทรงสามารถช่วยหมู่สัตว์ให้พ้นจากกันดารมีชาติกันดาร
เป็นต้น ทรงพระนามว่า ผู้ไม่มีหนี้ เพราะไม่มีหนี้ คือ กามฉันท์.
บทว่า อชฺเฌสนํ ได้แก่ คำวิงวอน.
บทว่า พุทธจกฺขุนา คือ ด้วยอินทริยปโรปริยัติญาณ และอาสยา-
นุสยญาณ. จริงอยู่ คำว่า พุทธจักขุ เป็นชื่อแห่งพระญาณ ๒ อย่างนี้.
บทว่า อปฺปริชกฺเข เเป็นต้น มีความว่า ธุลีมีราคะเป็นต้น โนปัญญา-
จักขุของสัตว์เหล่าใดมีน้อย สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มีธุลีในจักษุน้อย. ของสัตว์
เหล่าใดมีมาก สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าผู้มีธุลีในจักษุมาก. อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น
ของสัตว์เหล่าใดกล้า สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มีอินทรีย์กล้า, ของสัตว์เหล่าใดอ่อน
สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มีอินทรีย์อ่อน. อาการมีศรัทธาเป็นต้น ของสัตว์เหล่าใดดี
สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มีอาการดี, ของสัตว์เหล่าใดไม่ดี สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มี
อาการชั่ว. สัตว์เหล่าใด กำหนดเหตุที่ท่านกล่าวได้ คือเป็นผู้ที่สามารถจะให้
รู้ได้โดยง่าย สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้ที่จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย. สัตว์เหล่าใด
ไม่เป็นอย่างนั้น สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้ที่จะพึงสอนให้รู้โดยยาก. สัตว์เหล่าใด
เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย สัตว์เหล่านั้น ชื่อผู้มีปกติเห็นปรโลกและ
โทษโดยความเป็นภัย.
บทว่า อุปฺปลินิยํ ได้แก่ ในกออุบล. แม้ในบทนอกจากนี้ ก็นัย
นี้เหมือนกัน.
บทว่า อนุโตนิมุคฺคโปสินี ได้แก่ ดอกบัวที่ยังจมอยู่ภายในน้ำ อัน
น้ำเลี้ยงไว้.
บทว่า สโมทกฏฺฐิตานิ ได้แก่ ดอกบัวที่ทั้งอยู่เสมอน้ำ.
หลายบทว่า อุทกํ อจฺจุคฺคมฺม ติฏฺฐนฺติ ได้แก่ ตั้งอยู่พ้นน้ำ.
บทว่า อปารุตา ได้แก่ เปิดแล้ว.
สองบทว่า อมตสฺส ทฺวารา ได้แก่ อริยมรรค. จริงอยู่ อริย-
มรรคนั้น เป็นประตูแห่งพระนิพพาน กล่าวคือ อมตธรรม.
สองบทว่า ปมุญฺจนฺตุ สทฺธํ มีความว่า ชนทั้งปวงจงปล่อย คือ
จงสละความเชื่อของตน. ในสองบทข้างท้าย มีเนื้อความดังนี้นี่เอง เพราะว่า
เราเป็นผู้มีความสำคัญว่าจะต้องลำบากกายวาจา จึงไม่ได้แสดงธรรมที่อุดม
ประณีตนี้ แม้ที่เป็นไปดีแคล่วคล่องสำหรับตนในหมู่มนุษย์ คือ ในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย.
อรรถกถาพรหมยาจนกถา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอุโภตาปสาทิกถา
บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยคุณเครื่องเป็นบัณฑิต.
บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยคุณเครื่องเป็นผู้ฉลาด.
บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเกิดขึ้นฉับพลัน๑.
บทว่า อปฺปรชกฺขชาติโก มีความว่า จัดว่าเป็นผู้มีชาติแห่งคน
ไม่มีกิเลส คือ เป็นคนหมดจด เพราะข่มกิเลสไว้ด้วยสมาบัติ.
บทว่า. อาชานิสฺสติ ได้แก่ จักกำหนดได้ คือ จักแทงตลอด.
หลายบทว่า ภควโตปิ โข ญาณํ อุทปาทิ มีความว่าพระ-
สัพพัญญุตญานเได้เกิดขึ้นว่า อาฬารดาบส กาลามโคตรนั้น ทำกาลกิริยาแล้ว
ไปเกิดในอากิญจัญญายตนภพ ในเวลา ๗ วัน ตั้งแต่วันนี้ไป.
บทว่า มหาชานิโย มีอรรถวิเคราะห์ว่า ความเสื่อมใหญ่ชื่อว่ามีแก่
เธอ เพราะเป็นผู้เสื่อมเสียจากมรรคผลที่จะพึงบรรลุ ในภายใน ๗ วัน เพราะ
ฉะนั้น เธอจึงชื่อผู้มีความเสื่อมใหญ่. อนึ่งชื่อผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะเกิด
ในอักขณะ๒.
บทว่า อกโทสกาลกโต มีความว่า ได้ทำกาลกิริยาเสียเมื่อวันวาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นว่า แม้อุทกดาบสนั้น ก็เกิดแล้วในเนวสัญญานา
สัญญายตนภพ.
๑. ฐานศัพท์ลงในอรรถว่า ขณ ต่อ พลัน ทันทีทันใด เช่นในคำว่า ฐานโส อุปกปฺปติ. อนึ่ง
คำนี้ก็มคำไขไว้ในแก้อรรถ บทว่า วีมํสาย หน้า ๒๓๔ ข้างหน้า.
๒. สมัยมิใช่คราวมีพระพุทธเจ้า.
บทว่า พหูปการา คือ ผู้มีอุปการะมาก.
บทว่า ปธานปหิตตฺตํ มีความว่า ผู้ยอมตัวเพื่อประโยชน์แก่ความ
เพียร.
บทว่า อุปฏฺฐหึสุ มีความว่า ได้บำรุงด้วยวัตรมีให้น้ำบ้วนปาก
เป็นต้น.
หลายบทว่า อนฺตรา จ โพธึ อนุตรา จ คยํ มีความว่า
อาชีวกชื่อ อุปกะ ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ระหว่างโพธิมัณฑ์กับแม่น้ำคยา
ต่อกัน.
บทว่า อทฺธานุมคฺคปฏิปนฺนํ มีความว่า เสด็จดำเนินทางไกล.
บทว่า สพฺพาภิภู มีความว่า เราครอบงำไตรภูมิกธรรมทั้งปวง.
บทว่า สพฺพวิทู มีความว่า ได้รู้ คือได้เข้าใจธรรมที่มี ๔ ภูมิ
ทั้งหมด.
บาทพระคาถาว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต ความว่าอัน
เครื่องฉาบทาคือกิเลส ฉาบทาไม่ได้ในไตรภูมิกธรรมทั้งปวง.
บทว่า สพฺพญฺชโห ความว่า ตัดไตรภูมิกธรรมทั้งปวงได้ขาด.
บทว่า ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้พ้นวิเศษ เพราะธรรม
เป็นที่สิ้นตัณหาคือนิพพาน ด้วยอำนาจทำให้เป็นอารมณ์.
บทว่า สยํ อภิญฺญาย ได้แก่ เรารู้ธรรมมี ๔ ภูมิทั้งหมดด้วยตนเอง.
บทว่า กมุทฺทิเสยฺยํ ความว่า จะพึงอ้างเอาใคร คือคนอื่นว่า ผู้
นี้เป็นอาจารย์เราเล่า.
หลายบทว่า น เม อาจริโย อตฺถิ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าอาจารย์
ในโลกุตรธรรมของเราย่อมไม่มี.
หายบทว่า นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล มีความว่า ขึ้นชื่อว่าบุคคลผู้
เปรียบปานกับเราย่อมไม่มี.
บทว่า สีติภูโต มีความว่า จัดว่าเป็นผู้มีความเย็นใจ เพราะดับไฟ
คือกิเลสเสียทั้งหมด.
บทว่า นพฺพุโต มีความว่า จัดว่าเป็นผู้ดับแล้ว เพราะกิเลสทั้ง
หลายนั้นเองดับไป.
สองบทว่า กาสีนํ ปุรํ ได้แก่ เมืองหลวงในแคว้นของชาวกาสี.
บาทคาถาว่า อหญฺญึ อมตทุนฺทภึ มีความว่า เราจะไปด้วย คิดว่า
จักตีกลองอมฤตเพื่อได้ดวงตาเห็นธรรรม.
สองบทว่า อรหสิ อนนฺตชิโน มีความว่า ท่านสมควรเป็นผู้
ชำนะไม่มีที่สุดจริง.
บทว่า หุเวยฺยาวุโส มีความว่า ผู้มีอายุ พึงเป็นได้ถึงอย่างนั้น
เทียวนะ.
สองบทว่า สีสํ โอกมฺเปตฺวา ได้แก่ สั่นศีรษะ.
บทว่า สณฺฐเปสุํ คือ ได้ทำกติกา.
บทว่า พาหุลฺลิโก ได้แก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นผู้มี
จีวรมากเป็นต้น.
บทว่า ปธานวิพฺภนฺโต ได้แก่ เป็นผู้คลายเสียแล้ว คือตกเสีย
แล้ว เสื่อมเสียแล้ว จากความเพียร.
สองบทว่า อาวตฺโต พาหุลฺลาย ได้แก่ ผู้เวียนมาเพื่อประโยชน์
แก่ความเป็นผู้มักมากด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น .
๑. ในปฐมสมโพธิว่า ดูก่อนอาวุโส นามวำ อนันตชิโน พึงเป็นชื่อได้.
หลายบทว่า โอทหถ ภิกฺขเว โสตํ มีความว่า ภิกษุทั้งหลาย
ท่านจงเงี่ยโสต คือจงทำโสตินทรีย์ให้บ่ายหน้า เพื่อฟังธรรม.
ด้วยสองบทว่า อมตมธิคตํ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่าพระ
นิพพานเป็นธรรมไม่ตาย เราได้บรรลุแล้ว.
บทว่า จริยาย คือด้วยความประพฤติที่ทำได้ยาก.
บทว่า ปฏิปทาย ได้แก่ ด้วยข้อปฏิบัติที่ทำได้ยาก.
หลายบทว่า อภิชานาถ เม โน มีความว่า ท่านทั้งหลายจำได้
อยู่ คือเล็งเห็นอยู่หรือ ได้แก่ ซึ่งภาษิตเห็นปานนี้ ของเรา.
บทว่า เอวรูปํ ภาสิตเมตํ ได้แก่ ความเผยกล่าวเห็นปานนี้.
ข้อว่า อสกฺขิ โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู สฌฺญาเปตุํ มี
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอาจให้ภิกษุเบญจวัคคีย์ทราบว่า พระองค์
ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว.
บทว่า จกฺขุกรณี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาดวงตา คือ
ปัญญา. ต่อจากนี้ไปทุกบท ว่าโดยความเฉพาะบทแล้ว เป็นคำตื้น ๆ ทั้ง
นั้น ว่าโดยต่างแห่งอธิบายอนุสนธิและคำประกอบพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว
ในอรรถกถาแห่งมัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนี๑ เถิด. และตั้งแต่นี้ไป เมื่อ
ข้าพเจ้าจะคอยรักษาน้ำใจของมหาชน ผู้ขยาดต่อความพิสดารเกินไป จำต้อง
ไม่พรรณนาสุตตันตกถา จักพรรณนาแต่วินัยกถาเท่านั้น.
ข้อว่า สา ว ตสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทา อโหสิ มีความ
ว่า ในวันเพ็ญเดือนแปด เมื่อพระผู้มีอายุโกณฑัญญะกับเทวดาสิบแปดโกฏิ
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว พระวาจานั้นแล ซึ่งสำเร็จด้วยพระพุทธพจน์ของ
๑. ป. สุ. ๑๔๔.
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ได้เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
ของพระผู้มีอายุนั้น.
ในคำว่า อถ โข อายสฺมโต จ วปฺปสฺส เป็นต้น มีวินิจฉัย
ว่า ในวันแรมค่ำหนึ่ง ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่พระวัปฺปเถระ ในวันแรม
๒ ค่ำได้เกิดขึ้นแก่พระภัททิยเถระ ในวันแรม ๓ ค่ำได้เกิดแก่พระมหานาม
เถระ ในวันแรม ๔ ค่ำ ได้เกิดขึ้นแก่พระอัสสชิเถระ. ก็แลเพื่อชำระมลทิน
ซึ่งเกิดขึ้นในกัมมัฏฐานของภิกษุเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จอยู่ภายใน
วิหารเท่านั้น. เมื่อมลทินแห่งกัมมัฏฐานเกิดขึ้นทีไร ก็ได้เสด็จลงมาทางอากาศ
แล้วทรงชำระเสีย. ก็แลในวันแรม ๕ ค่ำ แห่งปักษ์พระองค์ไห้เธอทั้งหมด
ประชุมพร้อมกันแล้วตรัสสอนด้วยอนัตตสูตร๑. เพราะเหตุนั้น พระธรรม
สังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า อถโข ภควา ปญฺจวคฺคิเย เป็นต้น.
ข้อว่า เตน โข ปน สมเยน ฉ โลเก อรตนโต โหนฺติ
มีดวามว่า ในวันแรม ๕ ค่ำ มนุษย์ ๖ คน เป็นพระอรหันต์ในโลก.
อรรถกถาอุโภตาปสาทิกถา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถายสวัตถุ
บทว่า ปุพฺพานุปุพฺพกานํ มีความว่า เก่าแก่เป็นลำดับด้วยอำนาจ
ความสืบสายกัน.
ข้อว่า เตน โข ปน สมเยแ เอกสฏฺฐิ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ
มีความว่า ภายในพรรษาเท่านั้น มีมนุษย์เป็นพระอรหันต์ ๖๑ องค์ คือ พวก
ก่อน ๖ องค์ และพวกนี้อีก ๕๕ องค์. บรรดามนุษย์เหล่านั้น ยสกุลบุตร
เป็นต้น มีบุพประโยคดังต่อไปนี้:-
ดังได้ยินมา ในอดีตกาล สหาย ๕๕ คน จะทำบุญร่วมพวกกัน จึง
เที่ยวช่วยกันจัดการศพคนอนาถา. วันหนึ่งพวกเขาพบทญิงมีครรภ์ทำกาลกิริยา
คิดว่า จักเผา จึงนำไปยังป่าช้า. ในพวกเขา เว้นไว้ที่ป่าช้า ๕ คน สั่งว่า จง
ช่วยกันเผา ส่วนที่เหลือพากันเข้าบ้าน. พ่อยศผู้ทรามวัย แทงและพลิกศพนั้น
ให้ไหม้อยู่ ก็ได้อสุภสัญญา. เขาได้แสดงแก่อีก ๔ คนด้วยว่า ผู้เจริญจงเห็น
ของไม่สะอาด น่าเกลียดนี่. อีก ๔ คนนั้นก็ได้อสุภสัญญาในศพนั้นบ้าง. เขา
ทั้ง ๕ พากันไปบ้านแล้วบอกแก่สหายที่เหลือ. ฝ่ายพ่อยสผู้ทรามวัยไปบ้านแล้ว
ได้บอกแก่มารดาบิดาและภรรยา. ชนเหล่านั้นทั้งหมดได้เจริญอสุภสัญญาบ้าง.
บุพประโยคของชนเหล่านั้นเท่านี้ . เพราะเหตุนั้นความสำคัญในเหล่าชนฟ้อนว่า
เป็นดังป่าช้านั่นแล จึงได้เกิดขึ้นแก่พระยศผู้มีอายุ. และด้วยอุปนิสัยสมบัตินั้น
ความบรรลุธรรมพิเศษได้เกิดแก่ทุกคนแล.
ข้อว่า อถโข ภควา ภิกฺขุ อามนฺเตสิ มีความว่า พระผู้พระภาคเจ้า
เสด็จอยู่ที่กรุงพาราณสีจนถึงเพ็ญเดือนกัตติกาหลัง วันหนึ่งตรัสเรียกภิกษุ ๖๐
รูป ซึ่งเป็นพระขีณาสพเหล่านั้น. บ่วง คือ ความโลภในอารมณ์ทั้งหลายที่เป็น
ทิพย์ จัดเป็นของทิพย์. บ่วง คือ ความโลภ ในอารมณ์ทั้งหลายซึ่งเป็นของ
มนุษย์ จัดเป็นของมนุษย์.
หลายบทว่า มา เอเกน เทฺว มีความว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ไป
รวมกัน ๒ รูปโดยทางเดียวกัน.
บทว่า อสฺสวนตา มีความว่า เพราะเหตุที่ไม่ได้ฟัง.
บทว่า ปริยายนฺติ มีความว่า เมื่อไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษที่ยังไม่
ได้บรรลุ ชื่อว่าย่อมเสื่อมจากความบรรลุธรรมพิเศษ.
บทว่า อนฺตก ได้แก่ ดูก่อนมารผู้เลวทราม คือเป็นสัตว์ต่ำช้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาบ่วง คือ ราคะ ตรัสว่า เที่ยวไปในอากาศ.
จริงอยู่ พระองค์ทรงทราบบ่วง คือ ราคะนั้น จึงตรัสว่า เที่ยวไปในอากาศ.
อรรถกถายสวัตถุ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาบรรพชาวินิจฉัย
สองบทว่า นานาทิสา นานาชนปทา มีความว่า จากทิศต่าง ๆ
และจากชนบท๑ ต่าง ๆ.
คำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ตุมฺเหวทานิ ตาสุ ตาสุ ทิสาสุ
เตสุ เตสุ ชนปเทสุ ปพฺพาเชถาติ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า เมื่อจะให้กุลบุตรผู้
เพ่งบรรพชาบวช พึงเว้นบุคคลที่ทรงห้ามไว้ เริ่มต้น ว่า ภิกษุทั้งหลาย คน
ที่ถูกอาพาธ ๕ อย่างเบียดเบียนแล้ว อันท่านทั้งหลายไม่ควรให้บวช ดังนี้
จนถึงอย่างนี้ว่า คนตาบอดหรือใบ้หรือหนวก อันท่านทั้งหลายไม่ควรให้บวช
ดังนี้ ข้างหน้าพึงให้บุคคลเว้นจากบรรพชาโทษบวช. บุคคลแม้นั้น อันมารดา
บิดาอนุญาตแล้ว เท่านั้น. ลักษณะแห่งการอนุญาตซึ่งบุคคลผู้สมควรนั้นข้าพเจ้า
จักพรรณนาในสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต อันท่าน
ทั้งหลายไม่ควรให้บวช ภิกษุใดพึงให้บวช ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ. ก็แลเมื่อจะ
ให้บวชกุลบุตรผู้เว้นจากบรรพชาโทษ ซึ่งมารดาบิดาอนุญาตแล้วอย่างนั้น ถ้า
ว่ากุลบุตรนั้น ยังไม่ได้ปลงผม, และภิกษุแม้เหล่าอื่นมีอยู่ในสีมาเดียวกัน. พึง
บอกภัณฑุกรรม๒ เพื่อประโยชน์แก่การปลงผม อาการบอกภัณฑุกรรมนั้น
ข้าพเจ้าจักพรรณนาในสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุบอกเล่ากะ
สงฆ์ เพื่อทำภัณฑุกรรม. ถ้ามีโอกาส พึงให้บวชเอง. ถ้าต้องขวนขวายด้วย
กิจการมีอุทเทสและปริปุจฉาเป็นต้น ไม่ได้โอกาส พึงสั่งภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งว่า
คุณจงให้กุลบุตรนี้บวช. ถ้าภิกษุหนุ่มซึ่งอุปัชฌาย์ไม่ได้สั่งเลย แต่เธอให้บวช
แทนอุปัชฌาย์ การทำอย่างนั้นสมควร. ถ้าภิกษุหนุ่มไม่มี อุปัชฌาย์พึงบอก
๑. คำว่า ชนบท หมายความว่าประเทศหรือราชอาณาจักร. ๒. พิธีโกนผม.
สามเณรก็ได้ว่า เธอจงนำผู้นี้ไปยังขัณฑสีมาให้ปลงผม ให้นุ่งห่มผ้ากาสายะ
เสร็จแล้วจึงมา. ส่วนสรณะอุปัชฌาย์พึงให้เอง. กุลบุตรนั้นเป็นอันภิกษุนั่นเอง
ให้บวชแล้วด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ คนอื่นจากภิกษุไม่ได้เพื่อให้บุรุษบวช.
คนอื่นจากภิกษุณีไม่ได้เพื่อให้มาตุคามบวชเหมือนกัน. ส่วนสามเณรหรือ
สามเณรี ได้เพื่อจะให้ผ้ากาสายะตามคำสั่ง. การปลงผมผู้ใดผู้หนึ่งทำแล้ว ก็
เป็นอันทำแล้วด้วยดี. ก็ถ้าว่า กุลบุตรเป็นผู้มีรูปสมควร มีกุศลกรรมเป็นเหตุ
มีชื่อเสียง มียศ อุปัชฌาย์แม้ทำโอกาสแล้ว ก็ควรให้บวชเองแท้ ทั้งไม่ควร
ปล่อยไปว่า จงถือเอาดินเหนียวกำมือหนึ่ง อาบแล้วชุบผมแล้ว จงมา. เพราะ
ว่า. อุตสาหะของผู้ที่ใคร่จะบวช เป็นของรุนแรงก่อน แต่ภายหลังได้เห็นผ้า
กาสายะและมีดโกนผมเข้า จะตกใจ จะหนีไปเสียจากที่นั่นก็ได้ เพราะเหตุนั้น
อุปัชฌาย์เองนั่นแล ควรนำไปยังท่าสำหรับอาบ ถ้ากุลบุตรนั้นไม่เป็นเด็กนัก
พึงบอกว่า จงอาบเสีย ส่วนผมของเขา พึงถือเอาดินเหนียวสระให้เองทีเดียว.
ฝ่ายกุลบุตรที่ยังเป็นเด็กย่อม อุปัชฌาย์พึงลงน้ำ ขัคสีด้วยโคมัยและดินเหนียว
อาบให้เอง๑ ถ้าว่า เขาเป็นหิดด้านหรือผีอยู่บ้าง๒ มารดาไม่เกลียดบุตรฉันใด
อุปัชฌาย์ ไม่พึงเกลียดฉันนั้นนั่นแหละ พึงให้อาบขัดสีตั้งแต่มือและเท้าจนถึง
ศีรษะเป็นอันดี.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะว่า ด้วยอุปการะเพียงเท่านี้ กุลบุตรทั้งหลายจะเป็นผู้
มีความรักแรงกล้ามีความเคารพมากในอาจารย์และอุปัชฌาย์และในพระศาสนา
จะเป็นผู้ไม่หวนกลับเป็นธรรมดา จะบรรเทาความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นเสีย อยู่
ไปจนเป็นพระเถระ จะเป็นผู้กตัญญูกตเวที. แลในเวลาที่ให้อาบน้ำหรือใน
เวลาปลงผมและหนวด ด้วยอาการอย่างนั้น อุปัชฌาย์ไม่ควรพูดกะเขาว่า เธอ
๑. เป็นลัทธินิยมของคนบางพวก. ๒. นี่เป็นโรคที่ต้องห้าม นับเป็นอุปสมบทโทษ.
เป็นคนมีชื่อเสียง มียศ บัดนี้ พวกฉันได้อาศัยเธอแล้ว จักไม่ลำบากด้วยปัจจัย.
ถ้อยคำที่ไม่ใช่คำชักนำอย่างอื่น ก็ไม่ควรพูดเหมือนกัน. ที่ถูกควรพูดแก่เขาว่า
ผู้มีอายุ เธอจงใคร่ครวญดูให้ดี จงคุมสติ แล้วพึงสอนตจปัญจกกัมมัฏฐาน๑ ให้
และเมื่อบอก พึงชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้น เป็นของไม่สะอาด
น่าเกลียด ปฏิกูล ด้วยอำนาจสี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัย และโอกาส หรือข้อที่ส่วน
ทั้ง ๕ นั้น ไม่ใช่ผู้เป็นอยู่ ไม่ใช่สัตว์ ก็ถ้าในกาลก่อน เขาเป็นผู้เคยพิจารณา
สังขาร เจริญภาวนามา เป็นเหมือนผีที่แก่เต็มที่คอยรอการบ่งด้วยหนาม และ
เป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่ คอยรอพระอาทิตย์ขึ้น ทีนั้นเมื่อการพิจารณา
กัมมัฏฐาน สักว่าเขาปรารภแล้ว ญาณที่จะบดกิเลสเพียงดังภูเขาให้แหลกไป
นั่นแล ย่อมเป็นไป ราวกะอาวุธของพระอินทร์แล่งภูเขาให้แหลกละเอียดไป
ฉะนั้น. เขาย่อมบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จทีเดียว. จริงอยู่ แต่แรก
ทีเดียว กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้สำเร็จพระอรหัต ในขณะปลงผมเสร็จ
กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมด ได้การฟังเห็นปานนี้ อาศัยนัยซึ่งอาจารย์ผู้เป็นกัลยาถ-
มิตรให้ จึงได้สำเร็จ ไม่ได้อาศัยแล้วหาสำเร็จไม่ เพราะเหตุนั้น อุปัชฌาย์
จึงควรกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นแก่เขา อนึ่ง เมื่อปลงผมเสร็จแล้ว ควรใช้ขมิ้นผง
หรือกระแจะทาศีรษะและร่างกายกำจัดกลิ่นคฤหัสถ์เสียแล้ว พึงให้รับผ้ากาสายะ
๓ ครั้ง หรือ ๒ ครั้ง หรือครั้งเดียวก็ได้. แม้ถ้าอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ จะ
ไม่มอบให้ในมือของเขา จะนุ่งห่มให้เองทีเดียว ข้อนั้นก็สมควร แม้ถ้าว่าจะ
สั่งคนอื่นเป็นภิกษุหนุ่มก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบายสกก็ตาม ว่าผู้มีอายุ ท่าน
จงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านั้น นุ่งห่มให้ผู้นี้ หรือจะสั่งกุลบุตรนั้นแหละว่า เธอจง
ถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ ไปนุ่งห่มควรทุกอย่าง. จริงอยู่ ผ้ากาสายะนั้นทั้งหมด
เป็นอันภิกษุนั้นเทียวให้แล้ว. แต่เขานุ่งหรือห่ม ผ้านุ่งหรือผ้าห่มอันใด โดย
๑. ผม. ขน. เล็บ. ฟัน, หนัง.
ไม่ได้สั่ง พึงเปลื้องผ้านุ่งหรือผ้าห่มนั้นเสียแล้ว ให้ใหม่. เพราะผ้ากาสายะที่ภิกษุ
ให้ด้วยมือของตนหรือด้วยสั่งเท่านั้น จึงควร ที่ภิกษุไม่ได้ให้ ไม่ควร แม้ว่า
ผ้ากาสายะนั้น จะเป็นของเขาเอง ก็ต้องเป็นเช่นนั้น. และจะคืองกล่าวอะไร
ในผ้ากาสายะที่มีอุปัชฌาย์เป็นมูลเล่า. นี้เป็นวินิจฉัยในข้อว่า พึงให้ปลงผม
และหนวดก่อนแล้ว ให้นุ่งห่มผ้ากาสายะ ให้ทำอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นี้.
ข้อว่า พึงให้ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลายเป็นต้น มีความว่าภิกษุเหล่าใด
ประชุมกันในที่นั้น พึงให้ไหว้เท้าภิกษุเหล่านั้นแล้ว ลำดับนั้นพึงให้นั่งกระ-
โหย่งประคองอัญชลีแล้วบอก. ว่า เอวํ วเทหิ คือพึงสั่งว่า ยมหํ วทามิ ตํ
วเทหิ เพื่อรับสรณะ. ลำดับนั้นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์พึงให้สรณะแก่เขา โดย
นัยเป็นต้น ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้. พึงให้ตามลำดับที่กล่าวแล้ว
อย่างไรเทียว ไม่พึงให้สับลำดับ. ถ้าสับลำดับเสีย บทหนึ่งก็ดี อักษรหนึ่งก็ดี
หรือให้ พุทฺธํ สรณํ เท่านั้น ถ้วน ๓ ครั้งแล้ว ภายหลังจึงให้สรณะนอก
นี้อย่างละ ๓ ครั้ง สรณะไม่จัดว่าได้ให้. ก็แลอุปสัมปทาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงห้ามสรณะคมนูปสัมปทานี้เสียแล้ว ทรงอนุญาตไว้ บริสุทธิ์ฝ่ายเดียวก็ควร.
ส่วนสามเณรบรรพชาบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่ายจึงควร. บริสุทธิ์ฝ่ายเดียวไม่ควร
เพราะเหตุนั้น ในอุปสัมปทา ถ้าอาจารย์ทำกรรมเว้นญัตติโทษ และกรรม
วาจาโทษแล้ว กรรมเป็นอันทำถูกต้อง. ส่วนในบรรพชา ทั้งอาจารย์ทั้งอัน
เตวาสิก ต้องว่าสรณะ ๓ เหล่านี้ ไม่ให้เสียความพร้อมมูลแห่งฐานกรณ์ของ
พยัญชนะทั้งหลาย มี พุ อักษรและ ธ อักษรเป็นต้น. ถ้าอาจารย์อาจว่าได้
แต่อันเตวาสิกไม่อาจ หรืออันเตวาสิกอาจ แต่อาจารย์ไม่อาจ. หรือทั้ง ๒
ฝ่ายไม่อาจ ไม่ควร. แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายอาจ ข้อนั้นจึงควร. ก็แลเมื่อให้สรณะ
เหล่านั้น พึงให้ว่าบทที่มีนิคหิตเป็นที่สุด ให้ติดเนื่องเป็นอันเดียวกันอย่างนี้ว่า
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ หรือพึงให้ว่าบทที่มี ม อักษรเป็นที่สุด ให้ขาดระยะ
กันอย่างนี้ว่า พุทฺธมฺ สรณมฺ คจฺฉามิ๑ ในอันธกัฏฐกถาท่านแก้ว่า อัน
เตวาสิกพึงประกาศชื่อรับสรณะอย่างนี้ว่า อหํ ภนฺเต พุทฺธรกฺขิโต ยาวชีวํ
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้. คำนั้นไม่มีแม้ในอรรถกถาเดียว ทั้งในพระ-
บาลีก็ไม่กล่าวไว้ เป็นแต่เพียงความชอบใจของพระอาจารย์เหล่านั้น เพราะ
ฉะนั้น ไม่ควรถือเอา. แท้จริง เมื่อไม่ว่าอย่างนั้น สรณะจะกำเริบก็หามิได้.
ข้อว่า อนุชานามิ ภกฺเว อิเมหิ ตีทิ สรณคมเนหิ ปพฺพชฺชํ
อุปสมฺปทํ มีความว่า เราอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์
เหล่านี้ ซึ่งว่าหมดจดทั้ง ๒ ฝ่าย ครบ ๓ ครั้ง อย่างนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ
คจฺฉามิ เป็นต้น. ในบรรพชาและอุปสมบททั้ง ๒ นั้น อุปสมบท พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงห้ามเสียข้างหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นบัดนี้ อุปสมบทนั้น จึงไม่
ขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น. ส่วนบรรพชาทรงอนุญาตเฉพาะไว้ข้างหน้าว่า
ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสามเณรบรรพชาด้วยไตรสรณคมน์เหล่านี้ เพราะ
ฉะนั้นถึงในบัดนี้ บรรพชานั้น ย่อมขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น. จริงอยู่
กุลบุตรเป็นอันตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณรด้วยอาการเพียงเท่านี้. และถ้าสามเณร
นั้นเป็นผู้มีปัญญา มีชาติแห่งคนฉลาด ลำดับนั้น พึงแสดงสิกขาบททั้งหลาย
แก่เธอในที่นี้ทีเดียว. แสดงอย่างไร ? แสดงเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงแล้ว . จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเรา
อนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเถรทั้งหลาย และอนุญาตเพื่อให้สามเณรศึกษาใน
สิกขาบท ๑๐ เหล่านั้น คือ:-
๑. เป็นสำเนียงว่าอย่างสันสกฤต บัดนี้เราไม่ใช้แล้ว.
เว้นจากทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ๑.
เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑.
เว้นจากกรรมมิใช่พรหมจรรย์ ๑๐.
เว้นจากพูดเท็จ ๑.
เว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑.
เว้นจากบริโภคอาหารผิดเวลา ๑.
เว้นจากฟ้อนขับประโคมและดูการเล่น ๑.
เว้นจากการทัดทาระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องทาอันเป็นฐาน
แต่งตัว ๑.
เว้นจากนอนบนที่นอนสูงที่นอนใหญ่ ๑.
เว้นจากรับทองและเงิน๑ ๑.
ส่วนในอันธกัฏฐกถา พระอรรถกถาจารย์ กล่าวแม้ซึ่งการให้
สิกขาบทเหมือนการให้สรณะอย่างนี้ว่า อหํ ภนฺเต อิตฺถนฺนาโม ยาวซีวํ
ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ดังนี้. แม้วิธีนั้น ก็ไม่มี
ในบาลี ทั้งไม่มีในอรรถกถาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นควรแสดงแต่พอสมควรแก่
บาลี จริงอยู่ บรรพชาสำเร็จด้วยสรณคมน์เท่านั้น. ส่วนสิกขาบททั้งหลายอัน
สามเณรควรทราบเพื่อทำสิกขาให้บริบูรณ์อย่างเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อสามเณร
ไม่สามารถจะเรียนสิกขาบทเหล่านี้ตามนัยซึ่งมาในพระบาลีได้ จะบอกแต่
เพียงใจความด้วยภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควร. และสามเณรยังไม่รู้สิกขาบท
ที่ตนควรศึกษา ยังไม่ฉลาดในการทรงผ้าสังฆาฏิ๒ บาตร และจีวร การยืน
และการนั่งเป็นต้น และในวิธีมีดื่มและฉันเป็นอาทิเพียงใด ยังไม่ควรปล่อยเธอ
๑. วิ. มหา. ๔/๑๒๐.
๒. สามเณรก็มีสังฆาฎิเหมือนกัน.
ไปสู่หอฉันหรือที่แจกสลาก หรือสถานเช่นนั้นอื่นเพียงนั้น. ควรให้เธอเที่ยวอยู่
ในสำนักเท่านั้น. ควรสงวนเธอเหมือนเด็กอ่อน. ควรบอกสิ่งที่ควรและไม่ควร
ทุกอย่างแก่เธอ ควรแนะนำเธอในอภสมาจาริกวัตรมีนุ่งห่มเป็นต้น . แม้สามเณร
นั้นเล่า ก็ควรเว้น ให้ไกลซึ่งนาสนังคะ ๑. ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ข้างหน้า
อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้นาสนะสามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐๑
ดังนี้ ทำอภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ พึงศึกษาให้ดีในศีล ๑๐ อย่าง ฉะนี้แล.
อรรถกถาบรรพชาวินิจฉัย จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาภัททวัคคิยสหายกวัตถุ
หลายบทว่า มยฺหํ โข ภิกฺขเว มีอรรถว่า มยา โข. อีกอย่าง
หนึ่ง มีความว่า ความทำในใจโดยแยบคายของเรา อธิบายว่า เพราะความ
ทำในใจโดยแยบคายของเราเป็นเหตุ. ครั้นเปลี่ยนวิภัติแล้วก็พึงกล่าวคำว่า มยา
เป็นอนภิหิตกัตตา ในบทว่า อนุปฺปตฺตา นี้อีก (เพราะ มยฺหํ เป็นสามี
สัมพันธไปแล้ว.
บทว่า ภทฺทวคฺคิยา มีความว่า ได้ยินว่า สหายเหล่านั้นเป็นราช-
กุมาร ผู้มีความเจริญด้วยรูปร่างและจิต เที่ยวไป ด้วยคุมกันเป็นพวกเดียว
กัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภัททวัคคีย์ โว อักษรในบทว่า เตนหิ โว
ดังนี้ สักว่านิบาต.
สองบทว่า ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ มีความว่า โสดาปัตติมรรคได้เกิด
ขึ้นแก่บางพวก สกทาคามิมรรคได้เกิดขึ้นแก่บางพวก อนาคามิมรรคได้เกิด
ขึ้นแก่บางพวก จริงอยู่ มรรคเหล่านั้นทั้ง ๓ ท่านเรียกว่าธรรมจักษุ. ได้ยินว่า
สหายเหล่านั้น ได้เป็นนักเลง ๓๐ ตนในตุณฑิลชาดก๑. ครั้งนั้นพวกเขาได้ฟัง
ตุณฑิโลวาทแล้วรักษาศีล ๕. บุพพกรรมของสหายเหล่านั้นเท่านี้.
อรรถกถาภัททวัคคิยสหายกวัตถุ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอุรุเวลกัสสปทิวัตถุ
บทว่า ปมุโข ประมุข คือเป็นหัวหน้า.
บทว่า ปาโมกฺโข ปาโมกข์ มีความว่า เป็นผู้สูงสุด คือมีปัญญา
ผ่องแผ้ว.
บทว่า อนุปหจฺจ ไม่ทำลายแล้ว ได้แก่ไม่ให้เสีย.
สองบทว่า เตชสา เตชํ มีความว่า ข่ม เดชแห่งนาคด้วยเดชของคน.
บทว่า ปริยาเทยฺยํ มีความว่า พึงครอบงำเสีย หรือพาให้วอควายไป.
บทว่า มกฺขํ ได้แก่ความโกรธ.
ข้อว่า น เตฺวว จ โข อรหา ยถา อหํ มีความว่า บุคคลผู้เช่น
ดังเราสำคัญตนว่า เราเป็นอรหันต์ อวดอ้างอยู่ฉันใด จะได้เป็นอรหันต์ฉัน
นั้น หาริได้ทีเดียว.
สองบทว่า อชฺชุณฺเห อคฺคิสรณมฺหิ มีความว่า เราพึงอยู่ตลอด
วันหนึ่งในวันนี้.
บทว่า ผาสุกาโม คือมุ่งจะเกื้อกูล.
บทว่า สุมานโส ได้แก่ผู้มีใจประกอบพร้อม ด้วยปีติและ โสมนัส.
บทว่า น วิมโน ได้แก่ผู้มีใจดี อธิบายว่า ใจที่โทสะไม่ครอบงำ.
สองบทว่า อคฺยาคารํ อุทิจฺจเร มีความว่า เรือนไฟลุกโพลง.
บทว่า ชฏิลา เชื่อมกับบทนี้ว่า ภณนฺติ.
หลายบทว่า อหินาคสฺส อจฺจิโย น โหนฺติ มีความว่าเปลวไฟ
แห่งนาคมีแสงไม่รุ่งเรือง มีสีผิดรูป.
บทว่า ผลิกรณฺณาโย คือมีวรรณะเหมือนแก้วผลึก.
บทว่า องฺคิรสสฺส มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
อังคีรส เหตุมีพระองค์เป็นแดนสร้านออกแห่งรัศมี แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
ทรงพระนามว่า อังคีรสพระองค์นั้น.๑
สองบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺคิยา มีความว่า เมื่อราตรีสิ้นไปมาก
แล้ว อธิบายว่า ยังเหลืออยู่น้อย.
บทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา คือวรรณะงาม ได้แก่มีวรรณะน่าชอบ
ใจนัก.
บทว่า เกวลกปฺปํ ได้แก่ทั้งสิ้น คือสิ้นเชิง.
ชฎิลอุรุเวลกัสสปะ หมายถึงรัศมีแห่งวรรณะของท้าวมหาราชทั้ง ๔
กล่าวว่า ปุริมาหิ วณฺณนิภาทิ.
บทว่า ปาณินา คือด้วยมือ.
หลายบทว่า กกุเธ อธิวตฺถา เทวตา ได้แก่เทวดาผู้สิ่งอยู่ที่ต้น
รกฟ้า.
บทว่า วสฺสชฺเชยฺยํ มีความว่า พึงคลี่ผึ่งไว้เพี่อต้องการจะไห้แห้ง.
ต้นรกฟ้านั้น น้อมลงราวกะว่าทะลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้าขอพระองค์ทรงเอื้อม
พระหัตถ์มาเถิด เพราะฉะนั้น ต้นรกฟ้านั้นจึงชื่อว่า อาทรหตฺโถ น้อม
ลงดุจทูลว่า ขอจงทรงเอื้อมพระหัตถ์มา.
บทว่า อุยฺโยเชตฺวา ได้แก่ทิ้ง. ภาชนะสำหรับติดไฟ เรียก
มัณฑามุขี.๒
๑. ตั้งวิเคราะห์ให้บทปลงเป็นปฐนาวิภัติก่อนแล้ว จึงใช้สรรพนานโยคตามรูปเติมทีหลัง อนึ่ง
ในวิเคราะห์นี้สงสัยว่าจะตกศัพท์ ฉัฏฐีวิภัติไปศัพท์หนึ่ง.
๒. พระบาลีเป็น มนฺทามุชิโย โบราณว่า เชิงกราน.
บทว่า จิรปฏิกา มีความว่า จำเติมแต่กาลนาน.
บทว่า เกสมิสฺสํ เป็นต้น มีความว่า ผมทั้งหลายนั่นเองชื่อว่า
เกสมิสฺสํ มวยผม. ทุกบทมีนัยเหมือนกัน. หาบสำหรับใส่บริขารของดาบส
ชื่อว่า ขาริกาชะ.
อรรถกถาอุรุเวลกัสสปาทิวัตถุ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาพิมพิสารวัตถุ
บทว่า ลฏฺฐิวเน ได้แก่ สวนตาล.
สองบทว่า สุปฺปติฏฺเฐ เจติเย ได้แก่ ที่ต้นไทรต้นใดต้นหนึ่ง.
ได้ยินว่า คำว่า สุประดิษฐเจดีย์ นี้ เป็นเชื่อของต้นไทรนั้น. ๑ หมื่น เป็น
๑ นหุต ในคำว่า ทฺวาทสนหุเตหิ นี้.
บทว่า อปฺเปกจฺเจ ตัดบทว่า อปิ เอกจฺเจ.
บทว่า อชฺฌภาสิ มีความว่า ได้ตรัสสำทับ เพื่อตัดความสงสัยของ
พรามณ์และคฤหบดีเหล่งนั้น.
สองบทว่า กิเมว ทิสฺวา มีความว่า เห็นอะไรเล่า ?
บทว่า อุรุเวลวาสี คือผู้มีปกติอยู่ที่อุรุเวลประเทศ. ท่านย่อมเป็น
ผู้ละไฟที่คนบูชาแล้วบวช, มีอุบายอะไร ?
บทว่า กิสโกวทาโน มีความว่า เป็นผู้ตักเตือนพร่ำสอนดาบสทั้ง
หลาย ซึ่งได้นามว่า ผู้ผอม เพราะมีร่างกายผอม ด้วยความประพฤติของผู้
ย่างกิเลส.
อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า เป็นดาบสผู้ผอมเอง และเป็นผู้ให้โอวาท
อธิบายว่า ตัดเตือนพร่ำสอนดาบสผู้ผอมเหล่าอื่นด้วย.
สองบทว่า กถํ ปหีนํ มีความว่า เพราะเหตุไรจึงละเสีย
มีคำอธิบายว่า ท่านอยู่อุรุเวลามานาน คนเองเคยเป็นอาจารย์สั่งสอน
เหล่าดาบสผู้บำเรอไฟ เห็นอุบายอะไรเล่า จึงละไฟเสีย ? เราถามเนื้อความ
นี้กะท่าน เหตุไฉน ท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่านเสีย ?
ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังนี้:-
ยัญทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญกามทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เหล่านี้และสตรี
ทั้งหลาย ข้าพเจ้านั้น ได้ทราบชนิดของกามมีรูปเป็นต้น ทั้งหมดนี้ว่า เป็น
มลทินในขันธ์เป็นที่หอบทุกข์ไว้ จึงมิได้ยินดีในการเซ่นและการบูชา อธิบายว่า
ไม่อภิรมย์แล้วการเซ่นหรือการบูชา เพราะยัญทั้งหลาย ต่างโดยการเซ่นและ
การบูชาเหล่านี้กล่าวสรรเสริญผลเป็นมลที่ทั้งนั้น.
วินิจฉัยในคาถาที่ ๓:-
บทว่า อถ โกจรหิ มีความว่า ก็ที่นั้น . . . ในสิ่งไรเล่า ? บทที่
เหลือตื้นทั้งนั้น.
วินิจฉัยในคาถาที่ ๔:-
บทว่า ปทํ เป็นต้น มีความว่า ทางคือพระนิพพาน จัดว่าสงบ
และมีความสงบเป็นสภาพ จัดว่าไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุหอบทุกข์ เพราะไม่มี
กิเลสทั้งหลายที่เข้าไปหอบเอาทุกข์ไว้, จัดว่าหากังวลมิได้ เพราะไม่มีกิเลส
เครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น จัดว่าไม่ติดข้องแม้ในกามภพ ซึ่งเป็นที่
กล่าวสรรเสริญแห่งยัญทั้งหลายเพราะไม่ติดอยู่ในภพทั้ง ๓ แล้ว, จัดว่ามีอันจะ
ไม่แปรเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีเกิด แก่ ตาย, จัดว่าไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นจะพึง
แนะให้ได้ เพราะต้องบรรลุด้วยมรรคซึ่งตนเองเจริญแล้วเท่านั้น อันคนอื่นจะ
เป็นใครก็ตามจะพึงให้บรรลุไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่ยินดีแล้วในการเซ่นและการบูชา
ก็เพราะเห็นทางเช่นนี้. พระอุรุเวลกัสสปแสดงอย่างไร ? ด้วยคำว่า ได้เห็น
ทางอันสงบ เป็นต้นนั้น ? แสดงว่า ข้าพเจ้ามิได้ยินดีแล้วในการเซ่นและการ
บูชา ซึ่งให้สำเร็จสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ข้าพเจ้านั้นจะกล่าวาอย่างไร ?
ครั้งนั้นแล พระอุรุเวลกัสสปผู้มีอายุ ครั้นประกาศความไม่ยินดีใน
โลกทั้งปวงอย่างนี้ว่า ใจของข้าพเจ้าไม่ยินดีแล้วในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อ
นี้ ดังนี้แล้ว จึงประกาศข้อที่คนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นสาวก ก็แลท่านแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างในอากาศ เพื่อประกาศ
ข้อที่ตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล แล้วลงถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรคญาณ.
บทว่า อสฺสาสกา ได้แก่ ความหวัง อธิบายว่า ความปรารถนา.
ก็วินิจฉัยในข้อว่า เอสาหํ ภนฺเต นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้:-
อันที่จริง สรณคมน์ของพระเจ้าพิมพิสารนั้น สำเร็จแล้วด้วยความ
ตรัสรู้มรรคเป็นแท้ แต่ว่าท้าวเธอทรงตัดสินตกลงพระหฤทัยในสรณคมน์นั้น
แล้ว บัดนี้จึงทรงทำการมอบพระองค์ถวายด้วยพระวาจา คือว่า พระเจ้าพิมพิ-
สารนี้ ได้ทรงถึงสรณคมน์ที่แน่นอน ด้วยอำนาจแห่งมรรคทีเดียวแล้ว เมื่อ
จะทรงทำการถึงสรณะนั้นให้ปรากฏแก่ผู้อื่นด้วยพระวาจา และเมื่อจะทรงถึง
ด้วยความนอบน้อม จึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า สิงฺคีนิกฺขสุวณฺโณ มีความว่า มีวรรณะเสมอด้วยลิ่มทองคำ
ชื่อสิงดี.
บทว่า ทสวาโส ได้แก่ ทรงอยู่ประจำในธรรมเป็นที่อยู่ของพระ
อริยเจ้า ๑๐ ประการ.
บทว่า ทสธมฺมวิทู ได้แก่ ทรงทราบกรรมบถ ๑๐ ประการ.
สองบทว่า ทสภิ จุเปโต ได้แก่ ทรงประกอบด้วยองค์ของพระอเสข-
บุคคล ๑๐ อย่าง๑.
๑. สัมมาทิฎฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ. ๙. สัมมญาน ๑๐. สัมมานิมุตติ. ม.ม. ๑๓/๑๗๔
สองบทว่า พพฺพธิ ทนฺโต ได้แก่ ผู้ทรมานแล้วในอินทรีย์ทั้งปวง
จริงอยู่ บรรดาอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อินทรีย์ไร ๆ ที่ชื่อว่า ยังไม่ได้ทรมาน ย่อมไม่มี.
ข้อว่า ถควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ
มีความว่า สังเกตเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ชักพระหัตถ์ออกจาก
บาตรแล้ว จึงประทับนั่งที่ประเทศแห่งหนึ่ง.
บทว่า อตฺถิกานํ มีความว่า ผู้มีความต้องการด้วยการไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้า และด้วยการฟังธรรม.
บทว่า อภิกฺกมนียํ มีความว่า พึงอาจไปเฝ้าได้.
บทว่า อปฺปกิณฺณํ คือไม่พลุกพล่าน.
บทว่า อปฺปสทฺทํ ได้แก่ เงียบเสียงที่พูดจากัน.
บทว่า อปฺปนิคฺโสํ ได้แก่ เงียบเสียงกึกก้อง ด้วยเสียงอื้ออึงใน
พระนคร.
บทว่า วิชนวาตํ ได้แก่ ปราศจากลมในสรีระของชนที่สัญจรเนื่องๆ.
บาลีว่า ปราศจากการพูดจาของชนบ้าง. อธิบายว่า ปราศจากการพูด
จาของตนภายใน.
บาลีว่า ปราศจากการเที่ยวไปของชนบ้าง อธิบายว่า เว้นจากการ
ท่องเที่ยวของชน.
บทว่า มนุสฺสราหเสยฺยกํ ได้แก่ ควรเป็นที่กระทำกรรมลับของ
หมู่มนุษย์.
บทว่า ปฏิสลฺลานสารุปฺปํ คือสมควรเป็นที่สงัด.
อรรถกถาพิมพิสารวัตถุ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชา
บทว่า สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา ได้แก่ พระสารีบุตร ๑ พระ-
โมคคัลลานะ ๑ ท่านทั้ง ๒ ได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดพบอมตธรรมก่อน ผู้
นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง.
ได้ยินว่าท่านทั้ง ๒ นั้น ในเวลาเป็นคฤหัสถ์มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า
อุปติสสะ โกลิตะ มีมาณพ ๒๕๐ เป็นบริวารได้ไปดูมหรสพซึ่งมี ณ ยอดเขา.๑
๑. คิรคฺคสมชฺช มหรสพฉลองประจำปี ณ กรุงราชคฤห์, มหรสพยอดเขา.
สองสหายเห็นมหาชนในที่นั้นแล้ว ไดมีความรำพึงว่า ขึ้นชื่อว่าหมู่มหาชน
อย่างนี้ ๆ ยังไม่ทันถึง ๑๐๐ ปี ก็จักตกอยู่ในปากแห่งความตาย.
ลำดับนั้น สหายทั้ง ๒ เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว ได้ไต่ถามกันและกัน
มีอัธยาศัยร่วมกัน มีความสำคัญว่าความตายปรากฏเฉพาะหน้า ปรึกษากันว่า
เพื่อน เมื่อความตายมี ธรรมที่ไม่ตายก็ต้องมีด้วย. เอาเถิด เราค้นหาธรรมที่
ไม่ตายกันเถิดดังนี้.
เพื่อค้นหาธรรมที่ไม่ตาย จึงพร้อมด้วยบริษัทบวชในสำนักสญชัยปริ-
พาชกผู้นุ่งผ้า ไม่กี่วันนักก็ถึงฝั่งในลัทธิสมัยซึ่งเป็นวิสัยแห่งญาณของสญชัยนั้น.
เมื่อมองไม่เห็นอมตธรรม จึงถามว่า ท่านอาจารย์ กระผมขอถาม
แก่นสารแม้อื่นในบรรพชานี้จะยังมีอยู่หรือ ?
ได้ฟังคำตอบของท่านว่า ไม่มี ผู้มีอายุ และว่า ลัทธินี้มีเท่านี้แล.
จึงได้ทำกติกาไว้ว่า ผู้มีอายุ ลัทธินี้เหลวไหลไม่มีแก่นสาร ที่นี้ใน
พวกเรา ผู้ใดพบอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง.
เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านทั้ง
๒ ได้ทำกติกากันไว้.
ตติยาวิภัตติ ในลักษณะแห่งอิตถัมภูต ผู้ศึกษาพึงทราบในบททั้งหลาย
ว่า ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน เป็นต้น. คำนี้ว่า อตฺถิเกหิ อุปญาตํ
มคฺคํ เป็นคำแสดงเหตุแห่งการติดตาม. จริงอยู่ มีคำที่ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า
อย่ากระนั้นเลย เราพึงตามติดภิกษุนี้ไปช้างหลัง ๆ. เพราะเหตุไร ? เพราะ
เหตุว่าธรรมดาการตามติดไปข้างหลัง ๆ นี้ เป็นทางที่ผู้มีความต้องการทั้งหลาย
รู้จักเข้าหาแล้วอธิบายว่า เป็นมรรคา อันชนทั้งหลายผู้มีความต้องการรู้แล้ว
และดำเนินเข้าหาแล้ว .
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำนี้อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่านิพพาน อัน
เราทั้งหลายผู้มีความต้องการ รู้ชัดแล้วว่า มีอยู่แน่นอนด้วยอนุมานอย่างนี้ว่า
เมื่อความตายมี ธรรมที่ไม่ทายก็ต้องมีด้วย อย่ากระนั้นเลย เราเมื่อแสวงหาคือ
เมื่อค้นหา นิพพานนั้น พึงตามติดภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ.
หลายบทว่า ปิณฺฑปาตํ อาทาย ปฏิกฺกมิ มีความว่า พระอัสสชิผู้
มีอายุ เข้าไปนั่งชิดเชิงฝาเเห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในสุทินน-
กัณฑ์๑. แม้สารีบุตรเล่า ยืนคอยเวลาอยู่ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะถามปัญหาก่อน
เพื่อจะบำเพ็ญวัตตปฏิบัติ จึงถวายน้ำจากคนโทของตน แก่พระเถระผู้เสร็จ
ภัตตกิจแล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระผู้ล้างมือและเท้าแล้ว ถามปัญหา.
เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า อถ โข สารี-
ปุตฺโต ปริพฺพาชโก เป็นต้น.
สองบทว่า น ตฺยาหํ สกฺโกมิ ตัดบทว่า น เต อหํ สกฺโกมิ
แปลว่า สำหรับท่าน เราไม่อาจ.
แต่ว่า พระเถระถึงปฏิสัมภิทาญาณในธรรมวินัยนี้ จะไม่อาจเพื่อแสดง
ธรรมเพียงเท่านี้หามิได้ โดยที่แท้ ท่านคิดว่า เราจักปลูกความเคารพในธรรม
แก่ผู้นี้ ได้ถือเอาข้อที่การแสดงธรรมในพุทธวิสัยโดยอาการทั้งปวงไม่ใช่วิสัย
ของท่าน จึงกล่าวอย่างนั้น.
บาทคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา มีความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่า
ธรรมมีเหตุเป็นแดนเกิด. พระเถระแสดงทุกขสัจ แก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น.
บาทคาถาว่า เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห มีความว่า สมุทยสัจ
ชื่อว่าเหตุแห่งเบญจขันธ์นั้น พระเถระแสดงว่า พระตถาคตตรัสสมุทยสัจนั้น
ด้วย.
๑. มหาวิภงฺค. ปฐม. ๒๗.
บาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ จ มีความว่า พระตถาคตตรัส
ความดับคือความไม่เป็นไปแห่งสัจจะแม้ทั้ง ๒ นั้นด้วย พระเถระแสดงนิโรธ-
สัจแก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น. ส่วนมรรคสัจ แม้ท่านไม่ได้แสดงรวมไว้ใน
คาถานี้ ก็เป็นอันแสดงแล้วโดยนัย. เพราะว่าเมื่อกล่าวนิโรธ มรรคซึ่งเป็น
เหตุให้ถึงนิโรธนั้น ก็เป็นอันกล่าวด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง ในบาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ จ นี้ สจจะแม้ ๒
เป็นอันพระเถระแสดงแล้ว อย่างนี้ว่า ความคับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้น และ
อุบายแห่งความคับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้น ฉะนี้แล. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะยัง
เนื้อความนั้นนั่นแลให้รับกัน จึงกล่าวว่า พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้.
บาทคาถาว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว มีความว่า แม้ถ้าว่า
ธรรมที่ยิ่งกว่านี้ไม่มีไซร้ ธรรมเพียงเท่านี้เท่านั้นคือคุณ มาตรว่าโสดาปัตติ-
ผลนี้เท่านั้น อันข้าพเจ้าจะพึงบรรลุ ถึงอย่างนั้นธรรมนี้นั่นแล อันข้าพเจ้า
ค้นหาแล้ว.
บาทคาถาว่า ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ มีความว่า พวกข้าพเจ้าเที่ยว
ค้นหาทางอันไม่มีความโศกใด ท่านทั้งหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มี
ความโศกนั้น อธิบายว่า ทางนั้น อันท่านทั้งหลายบรรลุแล้ว.
กึ่งคาถาว่า อทิฏฺฐํ อพฺภุติตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ มีความ
ว่า ทางอันไม่มีความโศกนี้ ชื่ออันข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วง
ไปนักหนาตั้งหลายนหุตแห่งกัลป์ สารีบุตรปริพาชกแสดงข้อที่ตนมีความเสื่อม
ใหญ่ตลอดกาลนาน เพราะเหตุ ที่ไม่ได้เห็นทางนั้นด้วยประการดังนี้.
๑. ปาฐะโนอรรถกถาว่า ตถาปิ เอโสเอว ธมฺโม. โยชนาหน้า ๑๘๔ แก้ขยายความว่า ตถาปี
เอโสเอว มยา คเวสิโต นิพฺพานสงฺขาโต ธมฺโมติ อตฺโถ. จึงได้แปลไว้อย่างนี้ หรืออีกนัย
หนึ่งว่า ธรรมที่ข้าพเจ้าค้นหาแล้ว ก็ธรรมนี้นั้นแล.
บาทคาถาว่า คมฺภีเร ญาณวิสเย มีความว่า เป็นธรรมอันลึกซึ่ง
ด้วย เป็นวิสัยแห่งญาณอันลึกซึ้งด้วย.
บาทคาถาว่า อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย ได้แก่ นิพพาน.
บทว่า วมุตฺเต มีความว่า ผู้นั้นพ้นแล้วด้วยวิมุติมีนิพพานนั้นเป็น
อารมณ์.
บทว่า พฺยากาสิ มีความว่า พระศาสดาเมื่อตรัสว่า คู่แห่งสหายนั้น
จักเป็นคู่อัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญของเรา ดังนี้ ชื่อว่าทรงพยากรณ์แล้วซึ่งคู่
แห่งสหายในสาวกบารมีญาณ.
ข้อว่า สา ว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ มีความ
ว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทานั้นแล ได้เป็นอุปสัมปทาของท่านทั้ง ๒ พร้อมทั้ง
บริษัท.
ก็แลในพระเถระทั้ง ๒ ซึ่งอุปสมบทแล้วอย่างนั้น พระมหาโมคคัลลาน
เถระ ๗ วัน จึงได้สำเร็จพระอรหัต พระสารีบุตรเถระกึ่งเดือนจึงได้สำเร็จ
พระอรหัต.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเสด็จ
อุบติในโลก. ดาบสชื่อสรทะ กระทำมณฑปด้วยดอกไม้ต่าง ๆ ที่อาศรมของ
ตน เพื่อพระพุทธเจ้านั้น อัญเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประทับบนอาสนะดอก
ไม้นั่นเทียว กระทำมณฑปอย่างนั้นแล ทั้งแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับภิกษุสงฆ์
ด้วย แล้วปรารถนาเป็นอัครสาวก ก็แลครั้นปรารถนาแล้ว จึงส่งข่าวไปบอก
แก่เศรษฐีชื่อสิริวัฒน์ว่า ข้าพเจ้าได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกแล้ว ถึงท่าน
ก็จงมาปรารถนาตำแหน่งหนึ่ง. เศรษฐีกระทำมณฑปดอกอุบลเขียว นิมนต์
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันในมณฑปนั้น ครั้นให้ฉันเสร็จแล้ว ได้
ปรารถนาเป็นสาวกที่ ๒ ในชนทั้ง ๒ นั้น สรทดาบส เกิดเป็นพระสารีบุตร
เถระ สิริวัฒน์เศรษฐีเกิดเป็นพระมหาโมคคัลลานเถระ ฉะนี้แล บุพกรรม
ของพระอัครสาวกทั้ง ๒ นั้น เท่านี้ ๑.
วินิจฉัยในบทว่า อปุตฺตกตาย เป็นต้น ดังต่อไปนี้:-
พระสมณโคตมปฏิบัติเพื่อความที่ชนทั้งหลาย ผู้มีบุตรบวชต้องเป็นคน
ไร้บุตร เพื่อความที่หญิงทั้งหลายผู้มีผัวบวชต้องเป็นหม้าย คือ ต้องเป็นคน
ร้างผัว. เพื่อเข้าไปตัดสกุลเสีย แม้ด้วยอาการทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า สญฺชยานิ คือผู้เป็นอันเตวาสิกของสญชัย.
สองบทว่า มาคธานํ คิริพฺพชํ มีความว่า สู่คิริพฺพชนครของ
ชาวมคธทั้งหลาย.
บทว่า มหาวีรา ได้แก่ ผู้มีความเพียรใหญ่.
บทว่า นียมานานํ มีความว่า ครั้นเมื่อกุลบุตรทั้งหลาย อันพระ-
องค์ทรงแนะนำอยู่.
บทว่า นียมานานํ นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ
อีกนัยหนึ่ง ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
บาทคาถาว่า กา อุสฺสูยา วิชานตํ มีความว่า จะต้องริษยาอะไร
ด้วยเล่า เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ว่า พระตถาคตทั้งหลาย ทรงแนะนำโดยธรรม.
อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอุปัชณายวัตตกถา
บทว่า อนุปชฺฌายกา มีความว่า เว้น จากครูผู้คอยสอดส่องโทษน้อย
โทษใหญ่.
บทว่า อนากปฺปสมฺปนฺนา ได้แก่ ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยมารยาท.
อธิบายว่า ปราศจากมารยาทซึ่งสมควรแก่สมณะ.
บทว่า อุปริโภชเน ได้แก่ เบื้องบนแห่งโภชนะ.
บทว่า อุตฺติฏฺฐปตฺตํ ได้แก่ บาตรสำหรับเที่ยวไปเพื่อบิณฑะ จริง
อยู่ มนุษย์ทั้งหลายมีความสำคัญในบาตรนั้นว่าเป็นแดน เพาะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อีกอย่างหนึ่ง ผู้ศึกษาพึงเห็นความในบทว่า
อุตฺติฏฺฐปตฺตํ นี้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายยืนขึ้นน้อมบาตรเข้าไป.
ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว อุปชฺฌายํ มีความว่า เราอนุญาต
บัดนี้ เพื่อให้ภิกษุถืออุปัชฌาย์.
สองบทว่า ปุตฺตจิตฺตํ อุปฏฺฐเปสฺสติ มีความว่า พระอุปัชฌาย์จัก
เข้าไปตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความรักฉันบิดากับบุตรอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นบุตรของ
เรา แม้ในบทที่สองก็นัยนี้.
สองบทว่า สคาวา สปฺปติสฺสา มีความว่า อุปัชฌาย์กับสัทธิ-
วิหาริก จักเข้าไปตั้งความเป็นผู้หนัก และความเป็นผู้ใหญ่ กะกันและกัน.
บทว่า สภาควุตฺติกา ได้แก่ มีความเป็นอยู่ถูกส่วนกัน.
๕ บท มีบทว่า สาหูติ วา เป็นต้น เป็นไวพจน์แห่งคำรับเป็น
อุปัชฌาย์.
สองบทว่า กาเยน วุณฺญาเปติ มีความว่า เมื่อสัทธิวิหาริกกล่าว
๓ ครั้งว่า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของผมเถิดขอรับ. อย่างนั้นแล้ว ถ้าพระ-
อุปัชฌาย์รับรองการถืออุปัชฌาย์ว่า อุปัชฌาย์อันท่านถือแล้ว ดังนี้ ด้วยกาย
หรือวาจา หรือทั้งกายวาจา ด้วยอำนาจแห่งบท ๆ หนึ่ง ใน ๕ บทมี สาหุ
เป็นต้น อุปัชฌาย์เป็นอันสัทธิวิหาริกถือแล้ว.
จริงอยู่ การใช้วาจาประกาศหรือการใช้กายเคลื่อนไหวให้ทราบเนื้อ
ความ แห่งบทใดบทหนึ่ง ใน ๕ บทนี้ ของพระอุปัชฌาย์ นี้แลเป็นการถือ
อุปัชฌาย์ ในข้อว่า พึงถืออุปัชฌาย์ นี้. ฝ่ายพระเกจิอาจารย์ กล่าวหมายเอาคำ
รับว่า สาธุ คำของพระเกจิอาจารย์นั้น ไม่เป็นประมาณ. เพราะว่าอุปัชฌาย์
ย่อมเป็นอันสิทธิวหาริกถือแล้ว ด้วยเหตุมาตรว่าคำขอและคำให้ คำรับไม่นับ
ว่าเป็นองค์ในการถืออุปัชฌาย์นี้. ฝ่ายสัทธิวิหาริกจะควรทราบแต่เพียงว่า
อุปัชฌาย์เป็นอันเราถือแล้วด้วยบทนี้. หามิได้ ควรทราบความข้อนี้ด้วยคำว่า
บัดนี้มีวันนี้เป็นต้น พระเถระเป็นภาระของเรา ถึงเราก็เป็นภาระของพระเถระ.
ข้อว่า ตตฺรายํ สมฺมาวตฺตนา มีความว่า คำใด ซึ่งเรากล่าวแล้วว่า
พึงประพฤติชอบ, ความประพฤติชอบในคำนั้น ดังนี้.
หลายบทว่า กาลสฺเสว อุฏฺฐาย อุปหนา โอมุญฺจิตฺวา มีความ
ว่า ถ้ารองเท้าของสัทธิวิหาริกนั้น อันเธอสวมอยู่ คือ เป็นของที่อยู่ในเท้า
เพื่อประโยชน์แก่การจงกรมในเวลาใกล้รุ่ง หรือเพื่อประโยชน์แก่การรักษาเท้า
ซึ่งล้างแล้ว. พึงลุกขึ้นแต่เข้าตรู่ ถอดรองเท้าเหล่านั้นเสีย.
ข้อว่า ทนฺตฏฺฐํ ทาตพฺพํ มีความว่า พึงน้อมถวายไม้สีฟัน ๓
ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จาก ๓ ขนาดนั้น ท่านถือเอา
ขนาดใดครบ ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๔ ไป พึงถวายขนาดนั้นเท่านั้น ถ้าว่าท่าน
ถือเอาตามมีตามได้ ไม่มีกำหนดลงไป ต่อไปได้ชนิดใด พึงถวายชนิดนั้น.
ข้อว่า มุโขทกํ ทาตพฺพํ มีความว่า พึงนำเข้าไปทั้งน้ำเย็นและ
น้ำร้อน ท่านใช้อย่างใดจากน้ำ ๒ อย่างนั้น ครบ ๓ วัน ทั้งแต่วันที่ ๔ ไป
พึงถวายน้ำล้างหน้าชนิดนั้นเท่านั้น ถ้าว่าท่านใช้ตามมีตามได้ไม่กำหนดลงไป
ต่อไปได้ชนิดใดพึงถวายชนิดนั้น. ถ้าว่าท่านใช้ทั้ง ๒ อย่าง พึงนำเข้าไปถวาย
ทั้ง ๒ อย่าง. พึงทั้งน้ำไว้ในที่ล้างหน้าแล้ว พึงกวาดตั้งแต่เว็จกุฏีมา เมื่อพระ-
เถระไปเว็จกุฎี พึงกวาดบริเวณ. ด้วยประการอย่างนี้ บริเวณเป็นอันไม่ว่า.
พึงแต่งทั้งอาสนะไว้ แต่เมื่อพระเถระยังไม่ออกจากเว็จกุฎีทีเดียว เมื่อท่านทำ
สรีรกิจเสร็จแล้วมานั่งบนอาสนะนั้น พึงทำวัตรตามที่กล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า
ถ้าข้าวต้มมี พึงถวาย.
บทว่า อุกฺกลาโป มีความว่า เกลื่อนกล่นด้วยหยากเยื่อบางอย่าง
แต่ถ้าไม่มีหยากเยื่ออื่น มีแต่น้ำหยด ประเทศนั้นควรเช็ดแม้ด้วยมือ.
สองบทว่า สคุณํ กตฺวา มีความว่า พึงซ้อนจีวร ๒ ผืนเข้าด้วยกัน
แล้ว ถวายสังฆาฏิทั้ง ๒ ผืนที่ซ้อนแล้วนั้น. จริงอยู่ จีวรทั้งหมด เรียกว่า
สังฆาฏิ เพราะซ้อนกันไว้.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พึงถวายสังฆาฎิทั้งหลาย.
ในข้อว่า นาติทูเร คนฺตพฺพํ นาจฺจาสนฺเน นี้ มีวินิจฉัยว่า ถ้า
ด้วยย่างเท้าเพียงก้าวเดียวหรือ ๒ ก้าว จะไปถึงอุปัชฌาย์ ซึ่งเหลียวมามอง
ด้วยระยะเพียงเท่านี้ พึงทราบว่า เป็นผู้เดินไม่ห่างนัก ไม่ชิดกัน.
ข้อว่า ปตฺตปริยาปนฺนํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ มีความว่า ถ้าอุปัชฌาย์
ได้ข้าวต้นหรือข้าวสวยในที่ภิกษาจารแล้ว บาตรร้อนหรือหนัก พึงถวายบาตร
ของตนแก่ท่าน รับบาตรนั้นมา.
ข้อว่า น อุปชฺฌายสฺส ภณมานสฺส อนฺตรนฺตรา กถา โอปา-
เตตพฺพา มีความว่า เมื่ออุปัชฌาย์กำลังนั่งพูดอยู่ในละแวกบ้านหรือในที่อื่น
เมื่อคำของท่านยังไม่จบ ไม่ควรพูดสอดเรื่องอื่นขึ้น.
ก็แลตั้งแต่นี้ไป ในที่ใด ๆ ท่านทำการห้ามไว้ด้วย น อักษร ที่แปล
ว่า ไม่ หรือ อย่า ในที่นั้น ทุกแห่งพึงทราบว่า เป็นอาบัติทุกกฏ. จริงอยู่ ข้อ
นี้เป็นธรรมดาในขันธกะ.
ข้อว่า อาปตฺติสามนฺตา ภณมาโน มีความว่า เมื่ออุปัชฌาย์
กล่าววาจาใกล้ต่ออาบัติ ด้วยอำนาจปทโสธัมมสิกขาบท และทุฏฐุลลสิกขาบท
เป็นต้น.
บทว่า นิวาเรตพฺโพ ความว่า พึงห้ามเป็นเชิงถามอย่างนี้ว่า พูด
เช่นนี้ควรหรือขอรับ ไม่เป็นอาบัติหรือ ? แต่ตั้งใจว่าจักห้ามแล้ว ก็ไม่ควร
พูดกะท่านว่า ท่านผู้ใหญ่อย่าพูดอย่างนั้น
ข้อว่า ปฐมตรํ อาคนฺตวา มีความว่า ถ้าบ้านอยู่ใกล้หรือในวิหารมี
ภิกษุไข้ พึงกลับจากบ้านเสียก่อน. ถ้าบ้านอยู่ ไกลไม่มีใครมากับอุปัชฌาย์ ควร
ออกจากบ้านพร้อมกับท่านนั่นแล แล้วเอาจีวรห่อบาตรสะพายรีบมาก่อนแต่
กลางทาง เมื่อกลับอย่างนี้ มาถึงก่อนแล้วพึงทำวัตรทุกอย่างมีปูอาสนะเป็นต้น
สองบทว่า สินฺนํ โหติ มีความว่า เป็นของชุ่ม คือเปียกเหงื่อ
ข้อว่า จตุรงฺคุลํ กณฺณํ อุสฺสาเทตฺวา มีความว่า พึงเหลื่อมมุม
ให้เกินกันประมาณ ๔ นิ้ว ต้อองพับจีวรอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะตั้งใจ
จะมิให้หักตรงกลาง จริงอยู่ จีวรที่พับไห้มุมสมอกันย่อมหักตรงกลาง. จีวร
ที่ชอกช้ำเป็นนิตย์เพราะพับดังนั้น ย่อมชำรุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสข้อนี้
ก็เพื่อป้องกันความชำรุดนั้น. เพราะเหตุนั้น ในวันพรุ่งจีวรจะไม่ชอกช้ำเฉพาะ
ตรงที่หักในวันนี้ ด้วยวิธีใด พึงพับให้เหลื่อมกันวันละ ๔ นิ้วด้วยวิธีนั้น.
ข้อว่า โอโภเค กายพนฺธนํ กาตพฺพํ มีคาวามว่า พึงพับประคด-
เอว สอดเก็บไว้ในขนดจีวร.
ข้อว่า สเจ ปิณฺฑปาโต โหติ นี้ มีวินิจฉัยว่า อุปัชฌาย์ใด ฉันใน
บ้านนั่นเอง หรือในละแวกบ้าน หรือในหอฉัน แล้วจึงมา หรือไม่ได้บิณฑะ.
บิณฑบาตของอุปัชฌาย์นั้น ชื่อว่าไม่มี แต่ของอุปัชฌาย์ผู้ไม่ได้ฉันในบ้าน
หรือผู้ได้ภิกษา ชื่อว่ามี.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้น ว่า ถ้าบิณฑบาต
มี ถ้าแม้บิณฑบาตของท่านไม่มี และท่านใคร่จะฉัน พึงถวายน้ำแล้ว น้อม
ถวายบิณฑบาตแม้ที่ตนได้แล้ว.
ข้อว่า ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า พึงถามอุปัชฌาย์ซึ่งกำลัง
ฉัน ถึงน้ำฉัน ๓ ครั้งว่า ผมจะนำน้ำฉันมาได้หรือยังขอรับ. ถ้าเวลาพอ
เมื่ออุปัชฌาย์ฉันเสร็จแล้ว ตนเองจึงค่อยฉัน. ถ้าเวลาจวนหมด พึงดังน้ำฉัน
ไว้ในที่ใกล้อุปัชฌาย์แล้วตนเองพึงฉันบ้าง.
ข้อว่า อนนฺตรหิตาย มีความว่า ไร่ควรวางบาตรบนพื้นซึ่งเจือ
ด้วยฝุ่นและกรวด ไม่ได้ปูลาดด้วยบรรดาเครื่องปูลาดมีเสื่ออ่อน และท่อน
หนังเป็นต้น ชนิดใดชนิดหนึ่ง. แต่ถ้าฟันเป็นที่อันเขาลงรัก๑ หรือโบกปูน
หรือไม่มีละอองและดิน จะวางบนพื้นเห็นปานนั้นควรอยู่. จะวางแม้บนทราย
ที่สะอาดก็ควร. จะวางบนดินร่วนฝุ่นและกรวดเป็นต้นไม่ควร. แต่พึงวางใบไม้
หรือเชิงบาตรบนสิ่งเหล่านั้นแล้ว เก็บบาตรบนใบไม้หรือเชิงบาตรนั้นเถิด.
คำว่า เอาชายไว้ข้างนอกเอาขนดไว้ข้างใน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ เพื่อให้สอดมือไปใต้ราวจีวรเป็นต้นแล้ว ค่อย ๆ พาดด้วยมือซึ่งอยู่ตรง
๑. ปาฐะในอรรถกถาว่า กาฬวณฺณกตา ทำแล้วให้มีสีดำ.
หน้า. ก็เมื่อจับ ๒ ชายเอาขนดพาดขึ้นไปบนราวจีวรเป็นต้น ขนดย่อมกระทบ
ฝา เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรทำอย่างนั้น.
ข้อว่า จุณฺณํ สนฺเนตพฺพํ มีความว่า จุณสำหรับอาบน้ำ พึงให้
ชุ่มด้วยน้ำแล้วปั้นแท่งไว้.
ข้อว่า เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ มีความว่า จีวรพึงวางเฉพาะในที่
ซึ่งไม่มีควันไฟแห่งหนึ่ง. กิจทั้งปวง มีให้ถ่านไฟ ดินและน้ำร้อนเป็นต้น
ชื้อบริกรรมในเรือนไฟ.
ข้อว่า อุทเกปิ ปริกมฺมํ ได้แก่กิจทุกอย่างมีถูตัวเป็นต้น.
ข้อว่า ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า ความกระหายย่อมมี
เพราะความร้อนอบอ้าวในเรือนไฟ เพราะฉะนั้น จึงควรถามท่านถึงน้ำฉัน.
ข้อว่า สเจ อุสฺสหติ มีความว่า ถ้าสัทธิวิหาริกยังสามารถคือ
เป็นผู้ไม่ถูกความเจ็บไข้บางอย่างครอบงำ. จริงอยู่ สัทธิวิหาริกผู้ไม่เจ็บไข้แม้
พรรษา ๖๐ ก็ควรทำอุปัชฌายวัตรทุกอย่าง เมื่อไม่ทำ ด้วยไม่เอื้อเฟื้อต้อง
ทุกกฏ เพราะวัตตเภท, และเมื่อสัทธิวิหาริกผู้เป็นไข้ไปทำการทีทรงห้าม ใน
บททั้งหลายที่มีอักษรว่า ไม่ กำกับอยู่ ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน.
บทว่า อปริฆํสนฺเตน มีความว่า อย่าลากไปบนพื้น.
บทว่า กวาฏปิฏฺฐํ มีความว่า อย่าให้กระทบกระทั่งบานประตู และ
กรอบประตู.
บทว่า สนฺตานกํ ได้แก่ รังตักแตนและใยแมลงมุมเป็นต้น อย่างใด
อย่างหนึ่ง.
ข้อว่า อุลฺโลกา ปฐมํ โอหาเรตพฺพํ มีความว่า พึงกวาดแต่
เพดานลงมาก่อน คือ ลงมือกวาดเพดานเป็นต้นลงมา.
บทว่า อาโลกสนฺธิกณฺณภาคา ได้แก่ส่วนหน้าต่างประตูและ ส่วน
มุมห้อง. อธิบาย พึงเช็ดบานหน้าต่างและบานประตูทั้งข้างในข้างนอก และ
๔ มุมห้อง.
ข้อว่า ยถาปญฺญตฺตํ ปญฺญาเปตพฺพํ มีความว่า เครื่องลาดพื้น
เดิมเขาปูลาดไว้อย่างใด พึงปูไว้เหมือนอย่างนั้น. จริงอยู่ เพื่อประโยชน์นี้แล
จึงทรงบัญญัติวัตรข้อแรกไว้ว่า พึงสังเกตที่ปูเดิมไว้แล้วขึ้นออกไปวางไว้ส่วน
หนึ่ง. แต่ถ้าเครื่องลาดพื้นนั้นเป็นของบางคนซึ่งไม่เข้าใจได้ปูลาดไว้ก่อน พึง
ปูให้ห่างฝาโดยรอบ สัก ๒ นิ้ว หรือ ๓ นิ้ว.
อันธรรมเนียนการปูลาดดังนี้:-
ถ้ามีเสื่อลำแพนแต่ใหญ่เกินไป พึงตัดพับชายเย็บผูกแล้วจึงปู ถ้าไม่เข้า
ใจพับชายเย็บผูก อย่าตัด.
ข้อว่า ปุรตฺถิมา วาตปานา ถเกตพฺพา มีความว่า พึงปิด
หน้าต่างทิศตะวันออก. หน้าต่างแม้ที่เหลือ ก็พึงปิดอย่างนั้น .
บทว่า วูปกาเสตพฺโพ มีความว่า ตนเองพึงนำไปที่อื่น.
บทว่า วูปกาสาเปตพฺโพ มีความว่า พึงวานภิกษุอื่นว่าขอท่าน
ช่วยพาพระเถระไปที่อื่นเถิด.
บทว่า วิเวเจตพฺพํ มีความว่า ตนเองพึงพูดให้ท่านสละเสีย.
บทว่า วิเวจาเปตพฺพํ มีความว่า พึงวานผู้อื่นว่า ขอท่านช่วยพูด
ให้พระเถระสละทิฏฐิทีเถิด.
ข้อว่า อุสฺสุกฺกํ กาตพฺพํ มีความว่า ภิกษุนั้นอันสัทธิวิหาริกพึง
เข้าไปหาสงฆ์ขอร้องเพื่อให้ปริวาส ถ้าสัทธิวิหาริกเป็นผู้สามารถด้วยคน พึง
ให้ปริวาสด้วยตนเอง ถ้าไม่สามารถ พึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยให้.
ข้อว่า กินฺติ นุโข มีความว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอแล. มีนัยเหมือน
กันทุกแห่ง.
ข้อว่า ลหุกาย วา ปริณาเมยฺย มีความว่า สงฆ์อย่าพึงทำ
อุกเขปนียกรรมเลย พึงทำตัชชนียกรรมหรือนิยสกรรมแทน.
จริงอยู่ สัทธิวิหาริกนั้นได้ทราบว่า สงฆ์ปรารถนาจะทำอุกเขปนีย-
กรรมแก่อุปัชฌาย์ของเรา พึงเข้าไปหาทีละรูป อ้อนวอนว่า ขออย่าทำกรรม
แก่อุปัชฌาย์ของผมเลยขอรับ
ถ้าภิกษุทั้งหลายจะทำทัชชนียกรรมหรือนิยสกรรมให้ได้. พึงอ้อนวอน
เธอทั้งหลายว่า โปรดอย่าทำเลย.
ถ้าภิกษุทั้งหลายจะทำจริง ๆ, ทีนั้น พึงอ้อนวอนอุปัชฌาย์ว่าขอจงกลับ
ประพฤติชอบเถิดขอรับ.
ครั้นอ้อนวอนให้ท่านกลับประพฤติชอบได้อย่างนั้นแล้ว พึงอ้อนวอน
ภิกษุทั้งหลายว่า โปรดระงับกรรมเถิดขอรับ
สองบทว่า สมฺปริวตฺตกํ สมฺปริวตฺตกํ ได้แก่พลิกกลับไปรอบ ๆ.
ข้อว่า น จ อจฺฉินฺเน เถเว ปกฺกมิตพฺพํ มีความว่า ถ้าน้ำย้อม
แม้เพียงเล็กน้อย ยังหยดอยู่ อย่าพึงหลีกไปเสีย.
วัตรทุกข้อ เป็นต้นว่ายังไม่ได้เรียนอุปัชฌาย์ อย่าให้บาตรแก่คนบาง
คน ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสำหรับบุคคลซึ่งเป็นวิสภาคของอุปัชฌาย์.
ข้อว่า น อุปชฺฌายํ อนาปุจฺฉา คาโม ปวิสิตพฺโพ มีความ
ว่า สัทธิวิหาริกปรารถนาจะเข้าไปด้วยบิณฑบาต หรือด้วยกรณียะอย่างอื่น
พึงบอกลาก่อนจึงเข้าไป.
ถ้าอุปัชฌาย์ประสงค์จะลุกขึ้นแต่เข้าไปภิกษาจารไกล พึงสั่งว่าพวก
ภิกษุหนุ่มจงเข้าไปบิณฑบาตเถิด แล้วจึงไป.
เมื่ออุปัชฌาย์ไม่ได้สั่งไว้ไปเสีย สัทธิวิหาริกไปถึงบริเวณไม่เห็นอุปัช-
ฌาย์จะเข้าบ้านก็ควร.
ถ้าแม้กำลังเข้าไปในบ้านและพบเข้า ควรจะบอกลาตั้งแต่ที่ที่พบ
ทีเดียว.
ข้อว่า น สุสานํ คนฺตพฺพํ มีความว่า ไม่ไปเพื่อต้องการอยู่ หรือ
เพื่อต้องการดี.
ในข้อว่า น ทิสา ปกฺกมิตพฺพา นี้ มีวินิจฉัยว่า สัทธิวิหาริก
ผู้ประสงค์จะไป พึงชี้แจงถึงกิจการแล้วอ้อนวอนเพียงครั้งที่สาม. ถ้าท่าน
อนุญาต เป็นการสำเร็จ, ถ้าไม่อนุญาตเมื่อเธออาศัยท่านอยู่ อุทเทสก็ดี ปริ-
ปุจฉาก็ดี กัมมัฏฐานก็ดี ไม่สำเร็จ (เพราะ) อุปัชฌาย์เป็นคนโง่ไม่เฉียบแหลม
ไม่ยอมให้ไปเช่นนั้น เพราะมุ่งหมายจะให้อยู่ในสำนักของตนถ่ายเดียว เมื่อ
อุปัชฌาย์เช่นนี้แม้ห้ามจะขืนไป ก็ควร.
ข้อว่า วุฏฺฐานสฺส อาคเมตพฺพํ มีความว่า พึงรอจนหายจากความ
เจ็บไข้ ไม่ควรไปข้างไหนเสีย. ถ้ามีภิกษุอื่นเป็นผู้พยาบาล พึงหายามามอบ
ไว้ในมือของเธอ แล้วเรียนท่านว่า ภิกษุนี้จักพยาบาลขอรับ แล้ว จึงไป.
อรรถกถาอุปัชฌายวัตตกถา จบ