พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๓
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๓ พึงทราบดังนี้;-
สองบทว่า ปริกฺเขปํ อติกฺกมนฺติยา คือ เมื่อก้าวไปด้วยเท้าก้าว
แรกเป็นทุกกฏ เมื่อก้าวไปด้วยเท้าก้าวที่ ๒ เป็นปาจิตตีย์. แม้ในอุปจารก็นัยนี้
เหมือนกัน.
ในคำว่า อจฺฉินฺนจีวริกาย เป็นต้น จีวร คือ ผ้ารัดถันนั่นแล
บัณฑิตพึงทราบว่า จีวร.
บทว่า อาปทาสุ มีความว่า ผ้ารัดถันมีค่ามาก เมื่อภิกษุณีห่มเดิน
ไป อันตรายจะเกิดขึ้นได้ ไม่เป็นอาบัติในอันตรายเช่นนี้. คำที่เหลือ ง่าย
ทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา โนสัญญา-
วิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๓ จบ
อรรถกถาฉัตตวรรคที่ ๙ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทสรุปธรรม คือปาจิตตีย์
ในคำว่า อุทฺทิฏฐา โข อยฺยาโย ฉสฺสฏฺฐิสตา ปาจิตฺติยา
ธมฺมา นี้ พึงทราบว่า สิกขาบท ๑๘๘ ทั้งหมดด้วยกัน คือ สิกขาบทใน
ขุททกะของพวกภิกษุณี ๙๖ สิกขาบท ของพวกภิกษุ ๙๒ สิกขาบท ชักออก
จากสิกขาบท ๑๘๘ นั้นเสีย ๒๒ สิกขาบทนี้ คือ ภิกขุณีวรรค ทั้งสิ้น
(๑๐ สิกขาบท) ปรัมปรโภชนสิกขาบท ๑ อนติริตตโภชนสิกขาบท ๑ อนติ-
ริตเตนอภิหัฏฐุมปวารณสิกขาบท ๑ ปณีตโภชนวิญญัติสิกขาบท ๑ อเจลก
สิกขาบท ๑ ทุฏฐุลลปฏิจฉาทนสิกขาบท ๑ อูนวีสติวัสสูปสัมปาทนสิกขาบท ๑
สิกขาบทว่าด้วยการชักชวนกันเดินทางไกลกับมาตุคาม ๑ ราชันเตปุรัปเวสน
สิกขาบท ๑ สิกขาบทว่าด้วยการไม่บอกลาภิกษุณีทีมีอยู่เข้าบ้านในเวลาวิกาล /
นิสีทนสิกขาบท ๑ วัสสิกสาฎิกสิกขาบท ๑ เหลืออีก ๑๖๖ สิกขาบท เป็น
อันข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว ตามแนวทางแห่งปาฎิโมกขุทเทส. เพราะเหตุนั้น
พระธรรมสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวว่า อุทฺทิฏฺฐา โข อยฺยาโย ฉสฺสฏฺฐิ-
สตา ปาจิตฺติยา ธมฺมา ฯ เป ฯ เอวเมตํ ธารยามิ ดังนี้.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

[วินิจฉัยสมุฏฐานเป็นต้นโดยย่อ]
ในขุททกวรรณนาธิการนั้น มีวินิจฉัยสมุฏฐาน โดยสังเขปดังต่อไปนี้;-
๑๐ สิกขาบทเหล่านี้ คือ คิรัคคสมัชชสิกขาบท ๑ จิตตาคารสิกขาบท
๑ สังฆาณีสิกขาบท ๑ อิตถาลังการสิกขาบท ๑ คันธวัณณกสิกขาบท ๑ วาสิตก-
ปิญญากสิกขาบท ๑ การใช้ภิกษุณีเป็นต้น บีบนวด ๔ สิกขาบท เป็นอจิตตกะ
โลกวัชชะ.
ก็ในสิกขาบท ๑๐ เหล่านี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้:- สิกขาบทเหล่านี้ชื่อ
ว่าเป็นอจิตตกะ เพราะแม้เว้นจากจิตก็ยังต้อง แต่เมื่อมีจิต ก็เป็นโลกวัชชะ
เพราะจะพึงต้องด้วยอกุศลจิตเท่านั้น สิกขาบทที่เหลือเป็นอจิตตกะ เป็น
ปัณณัตติวัชชะ ทั้งนั้น .
๑๙ สิกขาบทเหล่านี้ คือ โจรีวุฎฐาปนสิกขาบท ๑ คามันตรอาราม
สิกขาบท ๑ ในคัพภินีวรรค ๗ สิกขาบท ตั้งแต่ต้น ในกุมารีภูตวรรค ๕
สิกขาบท ตั้งแต่ต้น ปุริสสังสัฏฐสิกขาบท ๑ ปาริวาสิยฉันททานสิกขาบท ๑
อนุวัสสวุฎฐาปนสิกขาบท ๑ เอกันตริกวุฎฐาปนสิกขาบท ๑ เป็นสจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ ที่เหลือเป็นสจิตตกะ โลกวัชชะ ทั้งนั้นแล.
ขุททกกัณฑวรรณนา ในภิกขุนีวิภังค์ ในอรรถกถาพระวินัย
ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ปาฏิเทสนียวรรณนา
ธรรม ๘ เหล่าใด ชื่อ ปาฏิเทสนียะ
ที่ขึ้นสู่สังคหะ เพียงแต่โดยสังเขป ถัดลำ-
ดับพวกขุททกะมา, วรรณนาธรรมเหล่านั้น
แต่โดยสังเขปเท่านั้น จะดำเนินต่อไปนี้.
ก็ปณีตโภชนะ มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้นใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงไว้แล้วในบาลีในพวกปาฏิเทสนียะนี้ เมื่อภิกษุณีออกปากขอปณีต
โภชนะ มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้นนั้นนั่นแลมาฉัน เป็นปาฏิเทสนียะ. แต่ใน
เนยใสเป็นต้นนอกพระบาลีทุก ๆ อย่าง เป็นทุกกฏ. คำที่เหลือในปาฏิเทสนียะ
เหล่านี้ ง่ายทั้งนั้น. ก็ปาฏิเทสนียะทั้ง ๘ สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๔ เกิดขึ้น
ทางกาย ๑ วาจา ๑ ทางกายกับวาจา ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา
โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓
มีเวทนา ๓ แล.
ปาฏิเทสนียวรรณนา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

คาถาสรุปเขิยาธิกรณธรรม
ก็ธรรม ๗๕ ชื่อว่า เสขิยะเหล่าใด
ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้ยกขึ้น
แสดงไว้ และธรรมเหล่าใด ชื่อสัตตาธิกร-
ณะ ซึ่งท่านยกขึ้นแสดงไว้ถัดจากลำดับ
เสขิยะเหล่านั้นมา, อรรถวินิจฉัย ธรรมคือ
เสขิยะและอธิกรณะเหล่านั้นอันใด ที่
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในมหาวิภังค์. แม้ใน
ภิกขุนีวิภังค์ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ก็กล่าว
อรรถวินิจฉัยนั้นไว้ เช่นนั้นเหมือนกัน,
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่กล่าวอรรถวรรณ-
นาธรรมเหล่านั้นไว้อีกแผนกหนึ่ง, ที่จริง
อรรถวรรณาที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในมหา-
วิภังค์นั้น ชื่อว่าได้กล่าวแล้ว ในภิกขุนีวิภังค์
นี้เหมือนกันแล.
ภิกขุนีวิภังคควรรณนา ในอรรถกถาพระวินัย.
ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อุยโยชนคาถาของท่านผู้รจนา
วรรณนาวิภังค์แห่งอุภโตปาฏิโมกข์
ที่พระชินเจ้าตรัสไว้นี้ จบลงแล้ว โดยหา
อันตรายมิได้ ฉันใด ขอสรรพสัตว์ แม้ทุก
หมู่เหล่า จงได้บรรลุมรรคอันละเสียซึ่ง
อาสวะทั้งปวง แล้วประสบพบเห็นแต่ความ
ดับสนิทโดยหาอันตรายมิได้ ฉันนั้น เทอญ.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก
มหาขันธกวรรณนา มหาวรรค
อปโลกถา
พระมหาเถระทั้งหลาย ผู้รู้เนื้อความในขันธกะ ได้สังคายนาขันธกะ
อันใด เป็นลำดับแห่งการสังคายนาปาติโมกข์ทั้ง ๒. บัดนี้ถึงลำคับสังวรรณนา
แห่งขันธกะนั้นแล้ว, เพราะฉะนั้น สังวรรณนานี้จึงเป็นแต่อธิบายความยังไม่
ชัดเจนแห่งขันธกะนั้น, เนื้อความเหล่าใด แห่งบทเหล่าใด ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ได้ประกาศแล้วในบทภาชนีย์ ถ้าว่าข้าพเจ้าจะต้องกล่าวซ้ำเนื้อความเหล่านั้น
แห่งบทเหล่านั้นอีกไซร้, เมื่อไรจักจบ. ส่วนเนื้อความเหล่าใดชัดเจนแล้ว จะมี
ประโยชน์อะไรด้วยการสังวรรณนาเนื้อความเหล่านั้น. ก็แลเนื้อความเหล่าใด
ยังไม่ชัดเจน ด้วยอธิบายและอนุสนธิ และด้วยพยัญชนะ เนื้อความเหล่านั้น
ไม่พรรณนาไว้ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะทราบได้. เพราะฉะนั้น จึงมีสังวรรณนา
นัยเนื้อความเหล่านนั้น ดังนี้:-

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาโพธิกถา
ในคำว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา อุรุเวลายํ วิหรติ นชฺชา
เนรญฺชราย ตีเร โพธิรุกฺขมูเล ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ นี้.
ถึงจะไม่มีเหตุพิเศษเพราะตติยาวิภัตติ เหมือนในคำที่ว่า เตน สม-
เยน พุทฺโธ ภควา เวรญฺชยํ เป็นต้น ก็จริงแล, แต่โวหารนี้ ท่านยก
ขึ้นด้วยตติยาวิภัตติเหมือนกัน เพราะเพ่งวินัย เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึง
ทราบสันนิษฐานว่า คำนั้นท่านกล่าวตามทำนองโวหารที่ยกขึ้นแต่แรกนั่น เอง.
ในคำอื่น ๆ นอกจากคำนี้ แม้อื่นอีกแต่เห็นปานนี้ก็นัยนั้น.
ถามว่า ก็อะไรเป็นประโยชน์ในการกล่าวคำนั้นเล่า ?.
ตอบว่า การแสดงเหตุทั้งแต่แรกแห่งวินัยกรรมทั้งหลาย มีบรรพชา
เป็นต้น เป็นประโยชน์.
จริงอยู่ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ประโยชน์ในการกล่าวคำนั้น ก็คือการ
แสดงเหตุตั้งแต่แรกแห่งวินัยกรรมทั้งหลาย มีบรรพชาเป็นต้นเหล่านั้น อย่าง
นี้ว่า บรรพชาและอุปสมบทอันใด ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตอย่างนี้
ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์เหล่านี้
ดังนี้๑ และวัตรทั้งหลายมีอุปัชฌายวัตร อาจริยวัตรเป็นต้นเหล่าใด ซึ่งทรง
อนุญาตในที่ทั้งหลายมีกรุงราชคฤห์เป็นต้น บรรพชาอุปสมบทและอุปัชฌาย-
วัตรเป็นต้น เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว ให้
๗ สัปคาห์ผ่านพ้นไปที่โพธิมัณฑ์ ทรงประกาศพระธรรมจักรในกรุงพาราณสี
แล้ว เสด็จถึงสถานนี้ ๆ โดยลำดับนี้ ทรงบัญญัติแล้วเพราะเรื่องนี้ ๆ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุรุเวลายํ. ได้แก่ ที่แดนใหญ่. อธิบายว่า
ที่กองทรายใหญ่. อีกประการหนึ่ง ทราย เรียกว่าอุรุ, เขตคัน เรียกว่าเวลา.
แลพึงเห็นความในบทนี้ อย่างนี้ว่า ทรายที่เขาขนมาเพราะเหตุที่ล่วงเขตคัน
ชื่ออุรุเวลา.
ได้ยินว่า ในอดีตสมัย เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ กุลบุตรหมื่น
คนบวชเป็นดาบสอยู่ที่ประเทศนั้น วันหนึ่งได้ประชุมกันทำกติกาวัตรไว้ว่า
ธรรมดากายกรรม วจีกรรม เป็นของปรากฏแก่ผู้อื่นได้ ฝ่ายมโนกรรม หา
๑. มหาวคฺค ปฐม. ๔๒.
ปรากฏไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ใดตรึกกามวิตกหรือพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก
คนอื่นที่จะโจทผู้นั้นย่อมไม่มี ผู้นั้นต้องโจทคนด้วยคนเองแล้ว เอาห่อ
แห่งใบไม้๑ ขนทรายมาเกลี่ยในที่นี้ ด้วยตั้งใจว่า นี่พึงเป็นทัณฑกรรม จำเดิม
แต่นั้นมาผู้ใดตรึกวิตกเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมใช้ห่อแห่งใบไม้ขนทรายมาเกลี่ยในที่
นั้น. ด้วยประการอย่างนี้ กองทรายในที่นั้นจึงใหญ่ขึ้นโดยลำดับ. ภายหลังมา
ประชุมชนในภายหลัง จึงได้แวดล้อมกองทรายใหญ่นั้นทำให้เป็นเจดียสถาน.
ข้าพเจ้าหมายเอากองทรายนั้นกล่าวว่า บทว่า อุรุเวลายํ ได้แก่ที่แดน
ใหญ่ อธิบายว่า ที่กองทรายใหญ่. หมายเอากองทรายนั้นเองกล่าวว่า อีก
ประการหนึ่ง ทราย เรียกว่าอุรุ, เขตคัน เรียกว่าเวลา. และพึงเห็นความใน
บทนี้ อย่างนี้ว่า ทรายที่เขาขนมา เพราะเหตุที่ล่วงเขตคัน ชื่ออุรุเวลา.
บทว่า โพธิรุกฺขมูเล มีความว่า ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุโพธิญาณนั้นที่ต้นไม้นี้ เพราะฉะนั้นต้นไม้จึง
พลายได้นามว่า โพธิพฤกษ์ด้วย ที่โคนแห่งโพธิพฤกษ์นั้นชื่อว่า โพธิรุกขมูล.
บทว่า ปฐมาภิสมพุทฺโธ ได้แก่ แรกตรัสรู้. อธิบายว่า เป็นผู้
ตรัสรู้พร้อมเสร็จก่อนทุกอย่างทีเดียว.
บทว่า เอกปลฺลงฺเกน มีความว่า ประทับนั่ง ด้วยบัลลังก์อันเดียว
ตามที่ทรงคู้แล้วเท่านั้น ไม่เสด็จลุกขึ้นแม้ครั้งเดียว.
บทว่า วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที มีความว่า เสวยวิมุตติสุข คือสุขที่เกิด
แต่ผลสมาบัติ.
๑. หรือว่าใบไม้สำหรับห่อ ตามนัยอรรถกถา สตฺติคุมฺพชาตก ที่ท่านชักมาไว้ไน มงฺคลตฺถทีปนี
ว่า ปตฺตปูฏสฺเสวาติ. . . ปลิเวจนปณฺณสฺเสว. น่าจะเป็นอย่างที่เรียกว่า กระทง คือเอาใบ
ไม้มาเย็บมากลัดติดกันเป็นภาชนะใส่ของได้. โนโยชนา ภาค ๒ หน้า ๑๖๗ แก้ว่า ปตฺตปูเฎ-
นาติ ปณฺณปูเฏน.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ได้แก่ ปัจจยาการ. จริง ปัจจยาการท่าน
เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อาศัยกันและกัน ยังธรรม
ที่สืบเนื่องกันให้เกิดขึ้น. ความสังเขปในบทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ นี้ เท่านี้.
ส่วนความพิสดาร ผู้ปรารถนาวินิจฉัยที่พร้อมมูลด้วยอาการทั้งปวง พึงถือเอา
จากวิสุทธิมรรค และมหาปกรณ์.
บทว่า อนุโลมปฏิโลมํ มีวิเคราะห์ว่า ตามลำดับด้วย ทวนลำดับ
ด้วย ชื่อว่าทั้งตามลำดับทั้งทวนลำดับ. ผู้ศึกษาพึงเห็นความในบทอย่างนี้แล
ว่า ในอนุโลมและปฏิโลมทั้ง ๒ นั้น ปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้น ที่ท่านกล่าว
โดยนัยว่า อวิชิชาปจฺจยา สงฺขารา ดังนี้ เรียกว่า อนุโลม เพราะทำกิจที่ตน
พึงทำปัจจยาการนั้นนั่นเอง ที่ท่านกล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า อวิชฺชาย เตฺวว
อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ ดังนี้ เมื่อดับเพราะนิโรธ คือไม่
เกิดขึ้นย่อมไม่ทำกิจนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ปฏิโลม เพราะไม่ทำกิจนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ปัจจยาการที่กล่าวแล้ว ตามนัยก่อนนั่นแล เป็นไปตาม
ประพฤติเหตุ นอกนี้เป็นไปย้อนประพฤติเหตุ. ก็แลความเป็นอนุโลมและปฎิโลม
ในปัจจยาการนี้ ยังไม่ต้องด้วยเนื้อความอื่นจากนี้ เพราะท่านมิได้กล่าวตั้งแต่
ต้นจนปลายและตั้งแต่ปลายจนถึงต้น.
บทว่า มนสากาสิ ตัดบทว่า มนสิ อกาสิ แปลว่า ได้ทำในพระหฤทัย
ในอนุโลมและปฏิโลมทั้ง ๒ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำในพระหฤทัย
ด้วยอนุโลมด้วยประการใด เพื่อแสดงประการนี้ก่อนพระธรรมสังคาหกาจารย์
จึงกล่าวคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น. ในคำนั้นผู้ศึกษาพึงทราบ
ความในทั้งปวงโดยนัยนี้ว่า อวิชฺชานี้ด้วย เป็นปัจจัยด้วย เพราะฉะนั้น ชื่อ
๑. วิ. ปญฺญา. ตติย. ๑๐๗.
ว่า อวิชชาเป็นปัจจัย, สังขารทั้งหลายย่อมเกิดพร้อม เพราะอวิชชาอันเป็น
ปัจจัยนั้น ความสังเขปในบทว่า มนสากาสิ นี้เท่านี้. ส่วนความพิสดารผู้ต้อง
การวินิจฉัยที่พร้อมมูลด้วยอาการทุกอย่าง พึงถือเอาจากวิสุทธิมรรค๑ สัมโมห-
วิโนทนี๒ และอรรถกถาแห่งมหาวิภังค์. และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำใน
พระหฤหัย โดยปฏิโลมด้วยประการใด เพื่อแสดงประการนี้ ท่านจึงกล่าวคำว่า
อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เป็นต้น.
ในคำนั้นพึงทราบวินิจฉัยดังนี้ บทว่า อวิชฺชาย เตฺวว ตัดบทว่า
อวิชฺชาย ตุ เอว.
บทว่า อเสสวิราคนิโรธา มีความว่า เพราะดับไม่เหลือด้วยมรรค
กล่าวคือวิราคะ.
บทว่า สงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือความไม่เกิดขึ้นแห่ง
สังขารทั้งหลาย. ก็แลเพื่อแสดงว่า ความดับแห่งวิญญาณ จะมีก็เพราะดับแห่ง
สังขารทั้งหลายที่ดับไปแล้วอย่างนั้น และธรรมทั้งหลายมีวิญญาณเป็นต้น. จะ
เป็นธรรมที่ดับดีแล้วทีเคียว ก็เพราะดับแห่งธรรมทั้งหลายมีวิญญาณเป็นต้น
ท่านจึงกล่าวคำว่า สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ เป็นต้น แล้วกล่าว
คำว่า กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เป็นอันดับไปด้วยประการอย่างนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เกวลสฺส ได้แก่ทั้งมวลหรือล้วน ความว่า
ปราศจากสัตว์.
บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส ได้แก่กองทุกข์.
สองบทว่า นิโรโธ โหติ มีความว่า ความไม่เกิดย่อมมี.
๑. วิ. ปญฺญา. ตติยะ. ๑๒๔. ๒. สมฺ. วิ. ๑๖๘.
สองบทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา มีความว่า เนื้อความนี้ใดที่พระ-
ธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า กองทุกข์มีสังขารเป็นต้น เป็นอันเกิคขึ้นด้วย
อำนาจแห่งปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น และเป็นอันดับไปด้วยอำนาจดับแห่งปัจจัย
มีอวิชชาเป็นต้นดังนี้ ทรงทราบเนื้อความนั้นด้วยอาการทั้งปวง.
สองบทว่า ตายํ เวลายํ ได้แก่ ในเวลาที่ทรงทราบเนื้อความนั้น ๆ.
บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ มีความว่า ทรงเปล่งอุทานชึ่งมี
ญาณอันสัมปยุตด้วยโสมนัสเป็นเดนเกิด มีคำว่า ยทา ทเว ปาตุภวนฺติ
เป็นต้น ซึ่งแสดงอานุภาพแห่งความทรงทราบเหตุและธรรมที่เกิดแต่เหตุ ใน
เนื้อความที่ทรงทราบแล้วนั้น มีคำอธิบายว่า ทรงเปล่งพระวาจาแสดงความ
เบิกบานพระหฤทัย.
เนื้อความแห่งอุทานนั้นว่า บทว่า ยทา หเว ได้แก่ ในกาลใดแล.
บทว่า ปาตุภวนฺติ ได้แก่ ย่อมเกิด. โพธิปักขิยธรรม ซึ่งให้
สำเร็จความตรัสรู้ปัจจยาการโดยอนุโลม ชื่อว่าธรรม.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาตุภวนฺติ มีความว่า แจ่มแจ้ง คือเป็น
ของชัดเจน ปรากฏด้วยอำนาจความรู้ตรัสรู้. ธรรมคืออริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรม.
ความเพียรเรียกว่า อาตาปะ เพราะอรรถว่าย่างกิเลสให้ร้อน.
บทว่า อาตาปิโน ได้แก่ ผู้มีความเพียรอันบุคคลพึงตั้งไว้ชอบ.
บทว่า ฌายโต มีความว่า ผู้เพ่งด้วยฌาน ๒ คือ ด้วยการกำหนดคือ
อารัมมณูปนิชฌาน ๑ ด้วยการกำหนดคือลักขณูปนิชฌาน ๑.
บทว่า พฺราหฺมณสฺส ได้แก่ พระขีณาสพผู้ลอยบาปแล้ว.
หลายบทว่า อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ มีความว่า เมื่อนั้นความ
สงสัยของพราหมณ์นั้น คือผู้มีธรรมปรากฏแล้วอย่างนั้นย่อมสิ้นไป.
บทว่า สพฺพา มีความว่า ความสงสัยในปัจจยาการที่ท่านกล่าวไว้
โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อเขาถามว่า ใครเล่าหนอ ? ย่อมถูกต้องพระเจ้าข้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ปัญหาไม่สมควรแก้๑ ดังนี้ และโดยนัยเป็นต้นว่า
เมื่อเขาถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็ชราและมรณะเป็นอย่างไรหนอ. ก็แล
ชราและมรณะนี้จะมีแก่ใคร ?. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ปัญหาไม่สมควร
แก้. ดังนี้ ๒ และความสงสัย ๑๖ อย่างเป็นต้นว่า ในอดีตกาลเราได้มีแล้ว
หรือหนอ ? ซึ่งมาแล้วเพราะยังไม่ได้ตรัสรู้ปัจจยาการนั่นเอง (เหล่านี้) ทั้งหมด
ย่อมสิ้นไป คือย่อมปราศจากไป ย่อมดับไป. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่
มาทราบธรรมพร้อมทั้งเหตุ. มีอธิบายว่า เพราะทราบ คือทราบชัด ตรัสรู้
ธรรมคือกองทุกข์ทั้งมวล มีสังขารเป็นต้นพร้อมทั้งเหตุ ด้วยเหตุมีอวิชชา
เป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยวาร:-
สามบทว่า อิมํ อุทานํ อิทาเนสิ มีความว่า ทรงเปล่งอุทาน
มีประการดังกล่าวแล้วนี้ ซึ่งแสดงอานุภาพแห่งความตรัสรู้ ความสิ้นปัจจัย
กล่าวคือนิพพานซึ่งปรากฏแล้วอย่างนี้ว่า อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา
สงฺขารนิโรโธ ในเนื้อความที่ทรงทราบแล้วนั้น.
ความสังเขปในอุทานนั้นดังนี้ต่อไปนี้:-
เพราะได้รู้ คือได้ทราบชัดได้ตรัสรู้นิพพานกล่าวคือความสิ้นปัจจัย
ทั้งหลาย เมื่อใดธรรมทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วปรากฏแก่พราหมณ์นั้น
ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทุกอย่างที่จะพึงเกิดขึ้นเพราะไม่รู้นิพพาน
ย่อมสิ้นไป.
๑. สํ. นิ. ๑๖ /ข้อ ๓๓ ๒. สํ. นิ. ๑๖/ข้อ ๑๒๙
พึงทราบวินิจฉัยในตติยวาร:-
สามบทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ มีความว่า ทรงเปล่งอุทาน
มีประการดังกล่าวแล้วนี้ ซึ่งแสดงอานุภาพแห่งอริยมรรคที่เป็นเหตุ ทรงทราบ
เนื้อความกล่าวคือความเกิดและความดับแห่งกองทุกข์นั้น ด้วยอำนาจกิจ
และด้วยทำให้เป็นอารมณ์.
ความสังเขปในอุทานนั้นดังต่อไปนี้:- เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย
ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัด เสนา
มารด้วยโพธิปักขิยธรรมซึ่งเกิดแล้วเหล่านั้น หรือด้วยอริยมรรคเป็นเครื่อง
ปรากฏแห่งจตุสัจจธรรมาดำรงอยู่ ข้อว่า วิธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ ความ
ว่า ย่อมกำจัด คือผจญ ปราบเสนามาร มีประการดังกล่าวแล้ว โดยนัยเป็น
ต้นว่า การทั้งหลาย เป็นเสนาที่ ๑ ของท่านดังนี้๑ ดำรงอยู่.
ถามว่า กำจัดอย่างไร ?
ตอบว่า เหมือนพระอาทิตย์ส่องอากาศให้สว่างฉะนั้น.
อธิบายว่า พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว เมื่อส่องอากาศให้สว่างด้วย
รัศมีของตนแล ชื่อว่ากำจัดมืดเสีย ข้อนี้ฉันใด. พราหมณ์แม้นั้นเมื่อตรัสรู้
สัจจะทั้งหลายด้วยธรรมเหล่านั้นหรือด้วยมรรคนั้นแล ชื่อว่ากำจัดเสนามารเสีย
ได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบสันนิษฐานว่าใน ๓ อุทาน
นี้ อุทานที่ ๑ เกิดขึ้นด้วยอำนาจความพิจารณาปัจจยาการ อุทานที่ ๒ เกิดขึ้น
ด้วยอำนาจความพิจารณาพระนิพพาน อุทานที่ ๓ เกิดขึ้นด้วยอำนาจความ
พิจารณามรรค ด้วยประการฉะนี้.
๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๕๕.
ส่วนในอุทาน๑ ท่านกล่าวว่า ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท โดย
อนุโลมตลอดยามต้นแห่งราตรี โดยปฏิโลมตลอดยามที่ ๒ โดยอนุโลมและปฏิ-
โลมตลอดยามที่ ๓ คำนั้นท่านกล่าวหมายเอามนสิการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ให้เกิดขึ้นตลอดราตรี ด้วยทรงตั้งพระหฤทัยว่า พรุ่งนี้เราจักลุกจากอาสนะ
เพราะครบ ๗ วัน. จริงอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงพิจารณาส่วน
อันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ตลอดปฐมยาม และมัชฌิมยาม ด้วยอำนาจแห่งความทราบ
ชัดซึ่งปัจจยาการ และความบรรลุความสิ้นปัจจัย ซึ่งมีอานุภาพอันอุทานคาถา
๒ เบื้องต้นแสดงไว้ แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพิจารณาอย่างนั้น
ในราตรีวันปาฏิบท. จริงอยู่ ในราตรีเพ็ญวิสาขมาส พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ระลึกปุพเพนิวาสในปฐมยาม ทรงชำระทิพยจักษุในมัชฌิยามทรงพิจารณา
ปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุความเป็นพระ
สัพพัญญูในขณะที่จะพึงกล่าวว่า อรุณจักขึ้นเดี๋ยวนี้. อรุณขึ้นในเวลาติดต่อ
กับเวลาที่ได้ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูทีเดียว. แต่นั้นพระองค์ทรงปล่อย
วันนั้นให้ผ่านพ้นไปด้วยการนั่งขัดสมาธิฉะนั้นแล แล้วทรงพิจารณาอย่างนั้น
เปล่งอุทานเหล่านั้น ในยามทั้ง ๓ แห่งราตรีวันปาฏิบทที่ถึงพร้อมแล้ว. พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอย่างนั้นในราตรีวันปาฏิบท ให้ ๗ วันที่ท่านกล่าว
อย่างนี้ว่า ประทับนั่งด้วยบัลลังก์อันเดียว ที่โพธิรุกขมูลตลอด ๗ วัน. นั้น
ผ่านพ้นไปที่โพธิรุกขมูลนั้นแล ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาโพธิกถา จบ
๑. ขุ. อุ. ๒๕/๓๘

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาอชปาลนิโครธกถา
ในคำว่า อถ โข ภควา ตสฺส สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา
สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา โพธรุกฺขมูลา, เยน อชปาลนิโคตรโธ เตนุป-
สงฺกมิ นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยดังนี้:-
พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จเข้าไปที่ต้นอชปาล-
นิโครธ จากโคนโพธิพฤกษ์ ในทันทีทีเดียวหามิได้ เหมือนอย่างว่าในคำที่
พูดกัน ว่า ผู้นี้กินแล้วก็นอน จะได้มีคำอธิบายอย่างนี้ว่า เขาไม่ล้างมือ ไม่
บ้วนปาก ไม่ไปใกล้ที่นอน ไม่ทำการเจรจาปราศรัยอะไรบ้าง อย่างอื่น แล้ว
นอน หามิได้ แต่ในคำนี้มีความหมายที่ผู้กล่าวแสดงดังนี้ว่า เขานอนภายหลัง
แต่การรับประทาน เขาไม่ได้นอนหามิได้ ข้อนี้ฉันใด แม้ในคำนี้ ก็ฉันนั้น
จะได้คำอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จหลีกไปใน
ทันทีทีเดียว หามิได้ ที่แท้ในคำนี้ มีความหมายที่ท่านผู้กล่าวแสดงดังนี้ ว่า
พระองค์เสด็จหลีกไปภายหลังแต่การออก ไม่ได้เสด็จหลีกไปหามิได้.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จหลีกไปในต้นทีแล้ว ได้ทรงทำ
อะไรเล่า ?.
ตอบว่า ได้ทรงให้ ๓ สัปดาห์แม้อื่นอีกผ่านพ้นไปในประเทศใกล้เคียง
โพธิพฤกษ์นั่นเอง.
ในข้อนั้น มีอนุปุพพีกถาดังนี้:- ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่งด้วยการนั่งชัดสมาธิอันเดียว สัปดาห์
๑ เทวดาบางพวกเกิดความแคลงใจขึ้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จลุกขึ้น
ธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า แม้อื่น จะมีอีกละกระมัง ? ลำดับนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าออกจากสมาบัติในวันที่ ๘ ทรงทราบความแคลงใจของเหล่า
เทวดา เพื่อตัดความแคลงใจจึงทรงเหาะขึ้นไปในอากาศ แสดงยมกปาฏิหาริย์
กำจัดความแคลงใจของเหล่าเทวดาเหล่านั้นแล้ว ประทับยืนจ้องดูด้วยพระเนตร
มิได้กระพริบ ซึ่งพระบังลังก์ และโพธิพฤกษ์ อันเป็นสถานที่บรรลุผลแห่ง
พระบารมีที่ทรงสร้างมาตลอด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์ ให้สัปดาห์ ๑ ผ่าน
พ้นไปทางด้านทิศอุดรเฉียงไปทางทิศปราจีนหน่อยหนึ่ง (ทิศอีสาน) แต่พระ
บัลลังก์ สถานที่นั้น ชื่ออนิมมิสเจดีย์
ลำดับนั้น เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมอันยาวยืดไปข้างหน้าและข้าง
หลังระหว่างพระบัลลังก์กับที่เสด็จประทับยืน (อนิมมิสเจดีย์) สัปคาห์ ๑ ผ่าน
พ้นไป. สถานที่นั้น ชื่อรัตนจงกรมเจดีย์.
ต่อจากนั้น เทวดาทั้งหลายนิรมิตเรือนแก้วขึ้นทางด้านทิศประจิม พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จนั่งขัดสมาธิ ณ เรือนแก้วนั้น ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฏก
คือสมันตปัฏฐาน ซึ่งมีนัยไม่สิ้นสุดในอภิธรรมปิฏกนี้ โดยพิสดารให้สัปดาห์ ๑
ผ่านพ้นไป. สถานที่นั้น ชื่อรัตนฆรเจดีย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ ๔ สัปดาห์ผ่านพ้นไป ในประเทศใกล้เคียง
โพธิพฤกษ์นั่นเอง จึงในสัปดาห์คำรบ ๕ เสด็จจากโคนโพธิพฤกษ์เข้าไปที่ต้น
อชปาลนิโครธ ด้วยประการฉะนี้.
ได้ยินว่า คนเลี้ยงแพะไปนั่งที่ร่มเงาแห่งต้นนิโครธนั้น เพราะเหตุ
นั้น ต้นนิโครธจึงเกิดชื่อว่า อชปาลนิโครธ.
สองบทว่า สตฺตาหํ วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที มีความว่า เมื่อทรง
พิจารณาธรรมอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธแม้นั้นนั่นแล ชื่อว่าประทับเสวยวิมุตติสุข
ต้นไม้นั้น อยู่ด้านทิศตะวันออกจากต้นโพธิ. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่งอย่างนั้นที่ต้นอชปาลนิโครธนี้ พราหมณ์คนหนึ่งได้มาทูลถามปัญหา
กะพระองค์. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวคำว่า อถ โข
อญฺญตโร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หุํหุํกชาติโก มีความว่า ได้ยินว่า
พราหมณ์นั้น ชื่อทิฏฐมังคลิกะ เที่ยวตวาดว่า หึหึ ด้วยอำนาจความถือตัว และ
ด้วยอำนาจความโกรธ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกแกว่า พราหมณ์หุงหุงกะชาติ
บางอาจารย์ก็กล่าวว่า พราหมณ์หุหุกชาติบ้าง.
สองบทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบใจความสำคัญแห่งคำที่แกกล่าวนั้น จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น.
เนื้อความแห่งอุทานนั้นว่า พราหมณ์ใด ชื่อว่าเป็นพราหมณ์
เพราะมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว จึงได้เป็นผู้ประกอบด้วยบาปธรรมมีกิเลส
เป็นเครื่องขู่ผู้อื่นว่า หึหึ และกิเลสดุจน้ำฝากเป็นต้น เพราะด่าที่มาถือว่า สิ่งที่
เห็นแล้วเป็นมงคล ปฏิญาณข้อที่ตนเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุสักว่าชาติอย่างเดียว
หามิได้ พราหมณ์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีบาปธรรมอันลอยแล้ว เพราะเป็นผู้ลอย
บาปธรรมเสีย ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องขู่ผู้อื่นว่า หึหึ เพราะมาละกิเลส
เป็นเครื่องขู่ผู้อื่นว่า หึหึ เสียได้ ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสดุจน้าฝาด เพราะไม่มีกิเลส
ดุจน้ำฝาดมีราคะเป็นต้น ชื่อว่ามีตนสำรวมแล้ว เพราะเป็นผู้มีจิตประกอบด้วย
ภาวนานุโยค อนึ่ง ชื่อว่าผู้มีตนสำรวมแล้ว เพราะเป็นผู้มีจิตสำรวมแล้วด้วย
ศีลสังวร ชื่อว่าผู้จบเวทแล้ว เพราะเป็นผู้ถึงทีสุดด้วยเวททั้งหลาย กล่าวคือ
จตุมรรคญาณ หรือเพราะเป็นผู้เรียนจบไตรเพท ชื่อว่าผู้จบพรหมจรรย์แล้ว
เพราะพรหมจรรย์คือมรรค ๔ อันตนได้อยู่เสร็จแล้ว.
บาทพระคาถาว่า ธมฺเมน โส พฺรหฺมวาทํ วเทยฺย มีความว่า
กิเลสเครื่องฟูขึ้น ๕ อย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ในเพราะ
อารมณ์น้อยหนึ่ง คือว่า แม้ในเพราะอารมณ์อย่างหนึ่ง ในโลกทั้งมวลไม่มีแก่
พราหมณ์ใด พราหมณ์นั้นโดยทางธรรม ควรกล่าววาทะนี้ว่า เราเป็นพราหมณ์.
เมฆที่เกิดขึ้นในเมื่อยังไม่ถึงฤดูฝน ชื่อว่า อกาลเมฆ ก็แลเมฆนี้เกิด
ขึ้นในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน.
บทว่า สตฺตาหวทฺทลิกา มีความว่า เมื่ออกาลเมฆนั้นเกิดขึ้นแล้ว
ได้มีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน.
บทว่า สีตวาตทุทฺทินี มีความว่า ก็แลฝนตกพรำตลอด ๗ วันนั้น
ได้ชื่อว่า ฝนเจือลมหนาว เพราะเป็นวันที่ลมหนาวเจือเม็ดฝนพัดวนไปโดย
รอบโกรกแล้ว.
อรรถกถาอชปาลนิโครธกถา จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถามุจจลินทกลา
หลายบทว่า อถ โข มุจฺจลินฺโท นาคราชา มีความว่า พระยานาค
ผู้มีอานุภาพใหญ่ เกิดขึ้นที่สระโบกรณีใกล้ต้นไม้จิกนั่นเอง.
หลายบทว่า สตฺตกฺขตฺตุํ โภเคหิ ปริกฺขิปิตฺวา มีความว่า
เมื่อพระยานาคนั้นวงรอบพระกาย ด้วยขนด ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่ปก
เบื้องบนพระเศียรอยู่อย่างนั้น ร่วมในแห่งวงขนดของพระยานาคนั้น มีประมาณ
เท่าห้องเรือนคลังในโลหปราสาท, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็น
เหมือนประทับนั่งในปราสาทอันอับลม มีประตูหน้าต่างปิด.
คำว่า มา ภควนฺตํ สีตํ เป็นต้น แสดงเหตุที่พระนาคนั้น
ทำอย่างนั้น. จริงอยู่ พระยานาคนั้นได้ทำอย่างนั้น ก็ด้วยตั้งใจว่า หนาวอย่า
ได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า. ร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า
และสัมผัสเหลือบเป็นต้น อย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า อันที่จริง
เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน ในที่นั้น ไม่มีความร้อนเลย. ถึงอย่างนั้น
ก็สมควรที่พระยานาคนั้นจะคิดอย่างนี้ว่า ถ้าเมฆจะหายไประหว่าง ๆ ความ
ร้อนคงจะมี แม้ความร้อนนั้นอย่าได้เบียดเบียนพระองค์เลย.
บทว่า วทฺธํ ได้แก่ หายแล้ว อธิบายว่า เป็นของมีไกลเพราะหมด
เมฆ.
บทว่า วิคตวลาหกํ ได้แก่ ปราศจากเมฆ.
บทว่า เทวํ ได้แก่ อากาศ.
บทว่า สกวณฺณํ ได้แก่ รูปของตน.
สองบทว่า สุโข วิเวโก มีความว่า อุปธิวิเวก กล่าวคือ นิพพาน
เป็นสุข.
บทว่า ตุฏฺฐสฺส มีความว่า ผู้สันโดษด้วยความยินดีในจตุมรรคญาณ.
บทว่า สุต๑ธมฺมสฺส ได้แก่ ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว.
บทว่า ปสฺสโต มีความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งวิเวกนั้น หรือธรรม
อย่างใดย่างหนึ่งซึ่งจะพึงเห็นได้ทั้งหมด ด้วยดวงตาคือญาณ ซึ่งได้บรรลุ
ด้วยกำลังความเพียรของตน.
ความไม่เกรี้ยวกราดกัน ชื่อว่าความไม่เบียดเบียนกัน.
ธรรมเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วย
บทว่า ความไม่เบียนเบียดนั้น.
สองบทว่า ปาณภูเตสุ สญฺญโม มีความว่า และความสำรวม
ในสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า ความที่ไม่เบียดเบียนกัน เป็นความสุข.
ธรรมเป็นส่วนเบื้องต้น แห่งกรุณา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วย
บทว่า ความสำรวมนั้น.
บาทคาถาว่า สุขา วิราคตา โลเก มีดวามว่า แม้ความปราศจาก
กำหนัด ก็จัดเป็นความสุข.
ถามว่า ความปราศจากกำหนัดเป็นเช่นไร ?
ตอบว่า คือความล่วงกามทั้งหลายเสีย.
อธิบายว่า ความปราศจากกำหนัดอันใด ที่ท่านเรียกว่าความล่วงกาม
ทั้งหลายเสีย แม้ความปราศจากกำหนัดอันนั้น ก็จัดเป็นความสุข. อนาคามิ-
มรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยบทว่า ความปราศจากกำหนัดนั้น.
๑. สุต ศัพท์ในที่นี้ ท่านให้แปลว่า ปรากฏ. เช่นอ้างไว้ใน สุมงฺคลวิลาสินี ภาค ๑ หน้า ๓๗.
ส่วนพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยคำนี้ว่า ความกำจัด
อัสมิมานะเสีย. จริงอยู่ พระอรหัตท่านกล่าวว่าเป็นความกำจัดด้วยระงับ
อัสมิมานะ. ก็ขึ้นชื่อว่าสุขอื่นจากพระอรหัตนี้ไม่มี เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ข้อนี้แลเป็นสุขอย่างยิ่ง.
อรรถกถามุจจสินทกถา จบ