พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรคที่๑ ๙
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งฉัตตวรรค๒ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า สกึปิ ธาเรติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส มีความว่า ในการ
เดินทาง ภิกษุณีกั้นร่มและสวมรองเท้า แม้ตลอดวันโดยประโยคเดียวเท่านั้น
ก็เป็นอาบัติเพียงตัวเดียว. ถ้าไปถึงที่มีเปือกตมเป็นต้น ถอดรองเท้าแล้ว กั้น
แต่ร่มอย่างเดียวเดินไป เป็นทุกกฏ. ถ้าแม้ว่า เห็นกอไม้เป็นต้น หุบร่มเสีย
แล้ว สวมแต่รองเท้าเดินไป เป็นทุกกฏเหมือนกัน. ถ้าหุบร่มแล้วก็ดี ถอด
รองเท้าแล้วก็ดี กลับกั้นร่มและสวมรองเท้าอีกเป็นปาจิตตีย์. พึงทราบอาบัติ
มากตัวด้วยการนับประโยคอย่างนี้. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น .
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา โนสัญญา-
วิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ
๑-๒. บาลีเป็น ฉัตตปาหนวรรค.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัพพวรรค สิกขาบทที่ ๒
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๒ พึงทราบดังนี้;-
แม้ในคำว่า ยาเนน ยายติ นี้ ก็พึงทราบว่า เป็นอาบัติหลายตัว
ด้วยประการนับประโยคของภิกษุณีผู้ลง ๆ ขึ้น ๆ (ผู้ขึ้นลงบ่อย ๆ). บทที่เหลือ
มีนัยดังกล่าวแล้วในสิกขาบทที่ ๑ ทั้งนั้นแล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๔ พึงทราบดังนี้;-
บทว่า วิปฺปกิรึสุ คือ พวงแก้ว๑มณีเครื่องประดับเอว ตกเรี่ยราย
ลง. แม้ในสิกขาบทนี้ ก็พึงทราบว่า เป็นอาบัติมากตัว ด้วยการนับประโยค
ของภิกษุณีผู้ถอดแล้วใช้. สมุฏฐานเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน. ใน
สิกขาบทนี้ เป็นอกุศลจิตอย่างเดียว แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ
๑. ปาฐะโยชนา ๒/๑๖๑ เป็น มณโย.

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔
วินีจฉัยในสิกขาบทที่ ๔ พึงทราบดังนี้;-
บรรดาเครื่องประดับ มีเครื่องประดับศีรษะเป็นต้น ภิกษุณีใช้เครื่อง
ประดับชนิดใด ๆ พึงทราบว่า เป็นอาบัติมากตัว โดยนับวัตถุด้วยอำนาจแห่ง
เครื่องประดับนั้น ๆ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในสิกขาบทที่ ๓ นั่นแล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๕ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า คนฺธวณฺณเกน คือด้วยเครื่องหอมและเครื่องประเทืองผิว.
คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น. สมุฏฐานเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกับสิกขาบทที่ ๓ ทั้ง
นั้นแล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖
คำทั้งหมดในสิกขาบทที่ ๖ เป็นเช่นเดียวกันกับคำที่กล่าวแล้วใน
สิกขาบทที่ ๕ นั้นแล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๗ พึงทราบดังนี้:-
ในคำว่า อุมฺมทฺทาเปติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส นี้ มีวินิจฉัยว่า
ในการบีบนวดไม่ปล่อยมือ เป็นอาบัติเพียงตัวเดียว. ในการบีบนวดปล่อยมือๆ
เป็นอาบัติมากตัว โดยการนับประโยค. แม้ในการขยำก็นัยนี้นั่นแล.
บทว่า คิลานาย ได้แก่ มีอาพาธ โดยที่สุดแม้ด้วยความเมื่อยล้าใน
การเดินทาง.
บทว่า อาปทาสุ ได้แก่ ในอันตรายมีร่างกายสั่นเท้า เพราะความ
กลัวพวกโจรเป็นต้น. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น . สมุฏฐานเป็นต้นเช่นเดียวกัน
กับสิกขาบทที่ ๓ นั้น แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘-๙-๑๐
ใน ๓ สิกขาบท มีสิกขาบทที่ ๘ เป็นต้น. คำว่า สิกฺขมานาย
สามเณริยา คิหินิยา นี้เท่านั้นทำให้ต่างกัน. คำที่เหลือ เหมือนกันกับคำ
ที่กล่าวแล้วในสิกขาบทที่ ๗ นั้นแล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘-๙-๑๐ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๑ พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า ภิกฺขุสฺส ปุรโต คือ ตรงหน้าจัง ๆ. ก็คำนี้บัณฑิต
พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายเอาอุปจาร (ที่ใกล้โดยรอบ ๑๒ ศอก). คำที่เหลือ
ง่ายทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑
ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นทั้งกิริยาทั้งอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๒ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า อโนกาสกตํ ได้แก่ ผู้ที่ตนยังมิได้ทำการขอโอกาสอย่างนี้ว่า
ดิฉันจักถามในสถานที่โน้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บทว่า
ผู้ที่ตนยังมิได้ขอโอกาส คือ ตนยังไม่ได้บอกกล่าว.
บทว่า อนุทฺทิสฺส มีความว่า ไม่กำหนดอย่างนี้ว่า ดิฉันจักถามใน
ฐานะชื่อโน้น กล่าวอย่างนี้อย่างเดียวว่า ดิฉันจะถามข้อที่ควรถาม ซึ่งมีอยู่
พระผู้เป็นเจ้า ! คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจปทโสธรรมสิกขาบท เกิดขึ้นทางวาจา ๑
ทางวาจากับจิต ๑ เป็นทั้งกิริยาทั้งอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณ-
ณัตติวัชชะ วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาฉัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒ จบ