พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาคัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๐ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า เนว วูปกาเสยฺย ได้แก่ ไม่พาเอาสหชีวินีไป.
บทว่า น วูปกาสาเปยฺย ได้แก่ ไม่สั่งภิกษุณีอื่นว่า แม่เจ้า !
ขอจงพาภิกษุณีนี้ไป. คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีการทอดธุระเป็นสมุฏฐาน เป็นอกิริยา สัญญาวิโมกข์
สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา แล.
อรรถกถาคัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ
อรรถกถาคัพภินีวรรคที่ ๗ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรคที่ ๘
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑-๒-๓
สิกขาบทที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ แห่งกุมารีภูควรรค เช่นเดียวกับคิหิคต
สิกขาบททั้ง ๓ นั่นเอง. ก็มหาสิกขมานา ๒ รูปก่อนเขาทั้งหมดบัณฑิตพึงทราบ
ว่า มีอายุล่วง ๒๐ ปีแล้ว มหาสิกขมานาเหล่านั้นจะเป็นสตรีคฤหัสถ์ (เคยมี
สามีแล้ว) หรือมิใช่สตรีคฤหัสถ์ก็ตามที สงฆ์ควรเรียกว่า สิกขมานา เหมือนกัน
ในสมมติกรรมเป็นต้น ไม่ควรเรียกว่า ติหิคตา หรือว่า กุมารีภูตา. ภิกษุณี
สงฆ์พึงให้สิกขาสมมติแก่สตรีคฤหัสถ์ในเวลามีอายุ ๑๐ ปี แล้วทำการอุปสมบท
ในเวลามีอายุ ๑๒ ปี. ให้ในเวลามีอายุ ๑๑ ปี แล้วทำอุปสมบทในเวลามีอายุ
๑๓ ปี. ให้สมมติในเวลามีอายุ ๑๒ ปี ๑๓ ปี ๑๔ ปี ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี และ
๑๘ ปี แล้วพึงกระทำการอุปสมบทในเวลามี ๑๔-๑๕-๑๖-๑๗-๑๘-๑๙-๒๐
ปี. ก็แล ตั้งแต่เวลามีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป สตรีคฤหัสถ์นี้ จะเรียกว่า คิหิคตา
บ้าง ว่า กุมารีภูตาบ้าง ก็ได้. แต่สตรีผู้เป็นกุมารีภูตา ไม่ควรเรียกว่า คิหิคตา
ควรเรียกว่า กุมารีภูตาเท่านั้น. ฝ่ายมหาสิกขมานา จะเรียกว่า คิหิคตาบ้าง
ก็ไม่ควร. จะเรียกว่ากุมารีภูตาบ้าง ก็ไม่ควร. แม้ทั้ง ๓ นาง ควรเรียกว่า
สิกขมานาด้วยอำนาจการให้สิกขาสมมติ.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑-๒-๓ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๔-๕-๖
คำทั้งหมดในสิกขาบทที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ตื้นทั้งนั้น. ทุกสิกขาบท
มีสมุฏฐาน ๓. สิกขาบทที่ ๔ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ ปัณณัตติ-
วัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
สิกขาบทที่ ๕ เป็นทั้งกิริยาทั้งอกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล. ส่วนว่า
คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสิกขาบทที่ ๕ นี้ว่า สงฺเฆน ปริจฺฉินฺ-
ทิตพฺพา มีใจความว่า อันสงฆ์พึงพิจารณาดู.
สิกขาบทที่ ๖ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ
กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนาแล. แต่คำที่ตรัสไว้ใน
สิกขาบทที่ ๖ นี้ว่า ปริจฺฉินฺทิตฺวา มีใจความว่า ได้พิจารณาดูแล้ว.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๔-๕-๖ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๗
คำทั้งหมดในสิกขาบทที่ ๗ ตื้นทั้งนั้น. สิกขาบทนี้ มีการทอดธุระ
เป็นสมุฏฐาน เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจี
กรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา แล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๘
คำทั้งหมดแม้ในสิกขาบทที่ ๘ ก็ตื้นทั้งนั้น. สมุฏฐานเป็นต้นก็เป็น
เช่นเดียวกับสิกขาบทถัดไปแล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๙
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๙ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า โสกวสํ มีความว่า นางสิกขมานาใด ทำการนัดหมายแล้ว
(ไม่ไปตามนัด) ยังความโศกให้เข้าไปภายในใจของพวกบุรุษ เพราะฉะนั้น
สิกขมานานั้น จึงชื่อว่า ผู้ยังชายให้ระทมโศก. บวชให้สิกขมานาผู้ยังชายให้
ระทมโศกนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ที่ชื่อว่า ผู้ยัง
ชายให้ระทมโศก คือ ก่อทุกข์ให้เกิดแก่ชายอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง นางสิกขมานาแม้นี้ เมื่อไม่ได้สมาคมกับบุรุษย่อมเข้าสู่
ความโศกเศร้าเสียเอง ดุจหญิงเจ้าของเรื่องเข้าสู่เรือนฉะนั้น. นางสิกขมานา
เข้าสู่ความโศกใด ด้วยอาการอย่างนี้ ความโศกนั้นเป็นที่อยู่แห่งสิกขมานานั้น
เหตุนั้น สิกขมานานั้น จึงชื่อว่า มีความโศกเป็นที่อยู่. ด้วยเหตุนั้น พระผู้-
มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ย่อมนำความโศกมา.
บทว่า อชานนฺตี ได้แก่ ไม่รู้ว่า ผู้นี้ เป็นเช่นนี้. คำที่เหลือ
ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๓ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๐ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อนาปุจฺฉา แปลว่า ไม่บอกกล่าว. พวกภิกษุณีควรบอก
กล่าว ๒ ครั้ง คือ ในคราวบรรพชาครั้ง ๑ ในคราวอุปสมบทครั้ง ๑. แต่พวก
ภิกษุแม้เมื่อบอกกล่าวคราวเดียว ก็ควร.
บทว่า อชานนฺตี ได้แก่ ไม่รู้ว่ามารดาเป็นต้น ยังมีอยู่. คำที่เหลือ
ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานที่สำคัญไม่ซ้ำก่อน ๔ สมุฏฐาน เกิดขึ้นทาง
วาจา ๑ ทางกายกับวาจา ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑. คือ
อย่างไร คือภิกษุณีนั่งในขัณฑสีมา ด้วยกิจที่ควรทำบางอย่างนั่นแล ในกรรม
มีอัพภานกรรมเป็นต้น กล่าวว่า พวกท่านจงเรียกสิกขมานามา พวกเราจัก
ให้เธออุปสมบท ในขัณฑสีมานี้แหละ แล้วอุปสมบทให้ อย่างนี้ชื่อว่า เกิด
ขึ้นทางวาจา ๑. เมื่อภิกษุณีกล่าวตั้งแต่สำนักที่อยู่ว่า เราจักให้อุปสมบท แล้ว
เดินไปยังขัณฑสีมา ชื่อว่า เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑. เมื่อภิกษุณีไม่รู้เลยว่า
เป็นข้อที่ทรงบัญญัติห้ามไว้ ทำการล่วงละเมิด ในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่า เกิดขึ้น
ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑. เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา เพราะไม่
ให้ขออนุญาตดูก่อนแล้วให้อุปสมบท เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติ-
วัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๑ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า ปริวาสิยฉนฺททาเนน คือ โดยให้ฉันทะค้าง. ในคำว่า
การให้ฉันทะค้างนั้น การค้างมี ๔ อย่างคือ ค้างโดยที่ประชุม ๑ ค้างโดย
ราตรี ๑ ค้างโดยฉันทะ ๑ ค้างโดยอัธยาศัย ๑.
ที่ชื่อว่า ค้างโดยที่ประชุม คือ พวกภิกษุกำลังประชุมกันด้วยกรณีย-
กิจบางอย่าง. คราวนั้น เมฆฝนตั้งเค้าขึ้นก็ดี ถูกเขาทำการขับไล่ก็ดี พวก
ชาวบ้านมามุงดูกันก็ดี ภิกษุทั้งหลาย ยังไม่ทันสละฉันทะเลย พากันลุกไป
โดยอ้างว่า ไม่ใช่โอกาส พวกเราจงไปที่อื่นเถอะ. นี้ชื่อว่า ค้างโดยที่ประชุม.
ก็การค้างโดยที่ประชุม ควรจะทำกรรมได้ เพราะภิกษุทั้งหลาย ยังไม่ได้สละ
ฉันทะ แม้ก็จริง ถีงอย่างนั้น ตกกลางคืนพวกภิกษุประชุมกันอีก ด้วยตั้งใจ
ว่า พวกเราจักทำกรรม มีอุโบสถเป็นต้น จึงเชื้อเชิญภิกษุรูปหนึ่ง ด้วย
ตั้งใจว่า จักฟังธรรมจนกว่าภิกษุจะมาประชุมกันทั้งหมด. เมื่อภิกษุนั้นกำลัง
แสดงธรรมกถาอยู่นั่นแหละ อรุณขึ้นเสีย. ถ้าพวกภิกษุนั่งประชุมกันด้วยตั้ง
ใจว่า จักทำจาตุทสีอุโบสถ แล้วทำด้วยตกลงกันว่า ปัณณรสีอุโบสถ ก็ได้.
ถ้านั่งประชุมกันเพื่อทำปัณณรสีอุโบสถ วันแรมค่ำ ๑ ไม่ใช่วันอุโบสถ จะ
ทำอุโบสถ ไม่ควร แต่จะทำสังฆกิจอย่างอื่น ควรอยู่. นี้ชื่อว่า ค้างโดย
ราตรี.
พวกภิกษุประชุมกันอีก ด้วยตั้งใจว่า จักทำสังฆกรรม มีอัพภาน
เป็นต้นบางอย่างนั่นแล. ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นนักโหราศาสตร์
กล่าวอย่างนี้ว่า วันนี้ฤกษ์ร้าย (ฤกษ์ทารุณ) พวกท่านจงอย่าทำกรรม
นี้. ภิกษุพวกนั้นสละฉันทะตามคำของภิกษุนั้นแล้ว ยังนั่งประชุมกันอยู่อย่าง
นั้นแหละ. ทีนั้น ภิกษุรูปอื่นมาพูดขึ้นว่า ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ที่มัว
ถือฤกษ์ยามอยู่ แล้วกล่าวว่า พวกท่านจะทำอะไรด้วยดาวฤกษ์. นี้ชื่อว่า
ค้างโดยฉันทะ และค้างโดยอัธยาศัย. ในการค้างนั่น จะไม่นำฉันทะและ
ปาริสุทธิมาใหม่ทำกรรม ย่อมไม่ควร.
สองบทว่า วุฏฺฐิตาย ปริสาย ความว่า เมื่อที่ประชุมสละฉันทะ
แล้วเลิกประชุมไปด้วยกายก็ดี ด้วยอาการเพียงสละฉันทะเท่านั้นก็ดี.
ข้อว่า อนาปตฺติ อวุฏฺฐิตาย ปรสาย มีความว่า เมื่อที่ประชุม
ยังไม่สละฉันทะ ยังไม่เลิกประชุม ไม่เป็นอาบัติ. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๓ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๒ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า อุปสฺสโย น สมฺมติ ได้แก่ สำนักที่อยู่ไม่เพียงพอกัน.
คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น. สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นเดียวกับสิกขาบทถัดไป
นั้นแล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๓
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๓ พึงทราบดังนี้:-
สามบทว่า เอกํ วสฺสํ เทฺว ได้แก่ ให้สิกขมานาบวชปีละ ๒ รูป
เว้นระยะ ๑ ปี. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น. แม้สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นเดียว
กับที่กล่าวแล้วนั่นแล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๓ จบ
อรรถกถากุมารีภูตวรรคที่ ๘ จบ