พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๐ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อาหุนฺทริกา แปลว่า คับแคบ.
สองบทว่า ธุรํ นิกฺขิตฺตมตฺเต มีความว่า ถ้าแม้นว่า ภิกษุณี
ทอดธุระแล้ว ภายหลังจึงหลีกไป เป็นอาบัติเหมือนกัน. แม้เมื่อปวารณาแล้ว
ไปสิ้น ๕ โยชน์ ไม่เป็นอาบัติ. ใน ๖ โยชน์ ไม่มีคำที่จะพึงกล่าวถึงเลย.
ก็ถ้าว่า ภิกษุณีไปได้ ๓ โยชน์ แล้วย้อนกลับมาโดยทางเดิมนั่นแล ไม่ควร.
จะมาโดยทางอื่น ควรอยู่.
บทว่า อนฺตราเย คือ มีอันตราย ๑๐ อย่าง. ภิกษุณีออกไปด้วย
คิดว่า เราจักไปละ แต่ห้วงน้ำหลากมาเต็มแม่น้ำ หรือมีพวกโจรดักซุ่มอยู่
ใกล้ทาง หรือเมฆตั้งเค้ามา จะกลับมา ก็ควร. คำที่เหลือตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจปฐมปาราชก เป็นอกิริยา สญญาวิโมกข์
สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา แล.
อรรถกถาตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
อรรถกถาตุวัฏฏวรรค ที่ ๔ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรคที่ ๕
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งจิตตาคารวรรค พึงทราบดังต่อไปนี้:-
บทว่า ราชาคารํ ได้แก่ โรงละครหลวง.
บทว่า จตฺตาคารํ ได้แก่ ศาลาแสดงจิตรกรรมน่าเพลิดเพลิน.
บทว่า อารามํ ได้แก่ สวนที่เป็นสถานที่หย่อนใจ.
บทว่า อุยฺยานํ ได้แก่ อุทยานเป็นที่หย่อนอารมณ์.
บทว่า โปกฺขรณึ ได้แก่ สระโบกขรณีเป็นที่สำหรับเล่นกีฬา เพราะ
เหตุนั้นแล ในบทภาชนะ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสคำว่า ยตฺถ กตฺถจิ
รญฺโญ กีฬิตุํ เป็นต้น.
ในคำว่า ทสฺสนาย คจฺฉติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส นี้ พึงทราบ
วินิจฉัยดังนี้:- เป็นทุกกฏ โดยนับย่างเท้า.
ก็ในคำว่า ยตฺถ ฐิตา ปสฺสติ นี้ มีวินิจฉัยว่า ถ้าภิกษุณียืนใน
ที่เดียวนั่นแหละ ไม่ยกเท้าไปมาดูอยู่ถึง ๕ ครั้ง ก็เป็นปาจิตตีย์ตัวเดียวเท่านั้น.
แต่เมื่อภิกษุณีมองดูทิศภาคนั้น ๆแล้วดูอยู่ เป็นอาบัติ แยกออกไปหลายตัว.
แต่เป็นทุกกฏแก่ภิกษุในที่ทั้งปวง.
สองบทว่า อาราเม ฐิตา มีความว่า ชนทั้งหลายสร้างพระราชวัง-
หลวงเป็นต้นใกล้อารามที่อยู่ ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุณีมองเห็นพระราชวังหลวง
เป็นต้นนั้น.
สองบทว่า คจฺฉนฺตี วา อาคจฺฉนฺตี วา มีความว่า มองเห็น
พระราชวังหลวงเป็นต้นนั้น ซึ่งมีอยู่ใกล้ทางของภิกษุณีผู้เดินไปเพื่อประโยชน์
แก่บิณฑบาตเป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ.
คำว่า สติ กรณีเย คนฺตฺวา มีความว่า ภิกษุณีไปยังราชสำนัก
ด้วยกิจจำเป็นบางอย่าง แล้วเห็น ไม่เป็นอาบัติ.
บทว่า อาปทาสุ มีความว่า ภิกษุณีถูกอันตรายบางอย่างรบกวน
หลบเข้าไปแล้วเห็นไม่เป็นอาบัติ. บทที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา โนสัญญา-
วิโมกข์ อจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๒
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๒ พึงทราบดังนี้:-
บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอาบัติมากตัว ด้วยการนับประโยคในกาลนั่งทับ
และนอนทับ. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานเหมือนเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา โนสัญญา-
วิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๓
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๓ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า อุชฺชวูชฺชเว มีความว่า เมื่อภิกษุณีม้วนด้ายเท่าที่สาวออก
ไปด้วยมือเข้ามา เป็นอาบัติตัวเดียว. แต่เป็นทุกกฏ ในทุก ๆ ประโยค โดย
นับครั้งขยับมือ ตั้งต้นแต่เลือกฝ้ายก่อนจะกรอ.
บทว่า กนฺติตสุตฺตํ ความว่า กรอด้ายเชิงชายให้ควบกันเป็นต้น
หรือกรอด้ายที่เขากรอไว้ไม่ดีใหม่. บทที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา โนสัญญา-
วิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๔
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๔ พึงทราบดังนี้ :-
ในบทว่า ยาคู วา เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นทุกกฏ โดยนับประโยค
ในทุก ๆ ประโยค ตั้งต้นแต่การบดข้าวสารเป็นต้น . ในข้าวต้มและข้าวสวย
พึงทราบว่า เป็นปาจิตตีย์มากตัว โดยการนับภาชนะ. ในของควรเคี้ยวเป็นต้น
เป็นปาจิตตีย์มากตัว โดยการนับชนิดของ.
บทว่า ยาคุปาเน มีความว่า เมื่อพวกชาวบ้านกำลังปรุงข้าวยาคู ทำ
น้ำปานะหรือสังฆภัตเพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ ภิกษุณีหุงต้มโภชนะอย่างใดอย่าง
หนึ่ง โดยสมบทเข้าร่วมกับชาวบ้านเหล่านั้น ไม่เป็นอาบัติ. ภิกษุณีเป็นเพื่อน
บูชาพระเจดีย์ บูชาของหอมเป็นต้น ควรอยู่.
สองบทว่า อตฺตโน เวยฺยาวจฺจกรสฺส มีความว่า ถ้าแม้นว่า
มารดาและบิดามาหา ภิกษุณีจะวานให้ท่านทำของอย่างใดอย่างหนึ่งให้ เป็น
พัด หรือด้ามไม้กวาดก็ได้ ตั้งในไว้ฐานะแห่งไวยาจักรก่อนแล้วหุงต้มโภชนะ
อย่างใดอย่างหนึ่งให้ ควรอยู่. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สมุฏฐานเป็นต้น เป็นเช่นเดียวกับสิกขาบทที่ ๓ ทั้งนั้นแล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๕
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๕ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า อสติ อนฺตราเย ได้แก่ เมื่อไม่มีอันตราย ๑๐ อย่าง.
ภิกษุณีทอดธุระแล้ว ภายหลังจึงวินิจฉัย ชื่อว่า ต้องอาบัติก่อนแล้วจึงวินิจฉัย.
สองบทว่า ปริเยสิตฺวา น ลภติ มีความว่า ไม่ได้ภิกษุณีทั้งหลาย
ผู้ร่วมมือ. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น .
สิกขาบทนี้ มีการทอดธุระเป็นสมุฏฐาน เป็นอกิริยา สัญญาวิโมกข์
สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศล เป็นทุกขเวทนา แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๖
คำทั้งหมดในสิกขาบทที่ ๖ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ใน
อาคารริกสิกขาบท ในนัคควรรคนั่นแล. แต่มีความแปลกกันอย่างนี้;-
อาคาริกสิกขาบทนั้น มีสมุฏฐาน ๖ สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลม
สิกขาบท เพราะท่านกล่าวว่า ด้วยมือของตนเอง เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์
อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคาวรรค สิกขาบทที่ ๗
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๗ พึงทราบดังนี้;-
บทว่า ปุนปริยาเย แปลว่า คราวต่อไป.
บทว่า อาปทาสุ มีความว่า พวกโจรลักจีวรที่มีราคาแพงซึ่งภิกษุณี
เปลื้องออกจากกาย เก็บไว้ดีแล้วไป ในอันตรายเห็นปานนี้ไม่เป็นอาบัติ แก่
ภิกษุณีผู้นุ่งไม่สละ. คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น .
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑
ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นทั้งกิริยาทั้งอกิริยา เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ
ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๘
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๘ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อนิสฺสชฺชิตฺวา มีความว่า ไม่มอบให้เพื่อประโยชน์แก่การ
รักษา คือ ไม่มอบหมายอย่างนี้ว่า พึงช่วยกันรักษาดูแลห้องที่อยู่นี้ให้ด้วย
ดังนี้.
สองบทว่า ปริเยสิตฺวา น ลภติ คือ ไม่ได้ผู้ดูแลรักษา.
บทว่า คิลานาย คือ ไม่สามารถจะพูดได้.
บทว่า อาปทาสุ มีความว่า เมื่อแว่นแคว้นแตกทะลาย พวกภิกษุณี
ทั้งหลาย ทิ้งอาวาสแล้วหนีไป ในอันตรายเห็นปานนี้ ไม่เป็นอาบัติ. บทที่
เหลือ ตื้นทั้งนั้น. สมุฏฐานเป็นต้น ก็เป็นเช่นกับสิกขาบทถัดไปนั่นแล.
อรรถกถาจิตตคารวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ

อรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๙ พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า พาหิรกํ อนตฺถสํหิตํ ได้แก่ (ศิลปวิทยาการ) ทำลาย
ผู้อื่น มีชนิดเช่นศิลปะเนื่องด้วยช้าง ม้า รถ ธนู และดาบ กับมนต์อาถรรพณ์
มนต์ฝังหุ่น มนต์ทำให้มีอำนาจ มนต์ทำให้ผอมแห้งและวิชาประกอบยาพิษ
เป็นต้น.
บทว่า ปริตฺตํ ได้แก่ (วิชาป้องกันตัว) มีชนิดเช่นวิชาป้องกันพวก
ยักษ์ และป้องกันพวกนาค (งู) เป็นต้น แม้ทุกอย่าง ย่อมสมควร. บทที่
เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจปทโสธรรมสิขาบท เกิดขึ้นทางวาจา ๑ ทาง
วาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ วจีกรรม
มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถาจิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ