พุทธธรรมสงฆ์


โยมที่บรรลุอรหันต์เป็นภิกษุโดยธรรม โดยอัตโนมัติ แม้ไม่ได้บวชก็ตาม

เป็นอรหันต์ก็เรียกว่าภิกษุ โยมที่บรรลุอรหันต์เป็นภิกษุโดยธรรม โดยอัตโนมัติ แม้ไม่ได้บวชก็ตาม แต่ถ้าบวช จะเป็นภิกษุโดยธรรมและโดยวินัย เพราะต้องถือวินัยด้วย แต่ถ้าไม่ได้บวช ท่านจะปรินิพพานในวันนั้น

...บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น บุคคลผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ มากด้วยความอิจฉาและความโลภจักเป็นสมณะอย่างไรได้ ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้โดยประการทั้งปวง ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้วประพฤติพรหมจรรย์รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเราเรียกว่าเป็นภิกษุ...

เช่น เรื่องสันตติมหาอำมาตย์ แม้ไม่ได้บวชก็ตาม จะเรียกว่าภิกษุก็ได้ เรียกสมณะ เรียกพราหมณ์ก็ได้

...สันตติมหาอำมาตย์ควรเรียกว่าสมณะหรือพราหมณ์พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ สันตติมหาอำมาตย์บรรลุพระอรหัตในเวลาจบพระคาถา ๆ เดียว ยังประดับประดาอยู่นั่นแหละ นั่งบนอากาศปรินิพพานแล้ว การเรียกเธอว่า ' สมณะ' ควรหรือหนอแล ? หรือเรียกเธอว่า ' พราหมณ์ ' จึงจะควร "พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า ' พวกข้าพระองค์ นั่งประชุมกันด้วยกถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า

" ภิกษุทั้งหลายการเรียกบุตรของเราแม้ว่า ' สมณะ ' ก็ควร เรียกว่า ' พราหมณ์ ' ก็ควรเหมือนกัน " ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัส พระคาถานี้ว่า ๙. อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย๑ สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี สพฺเพสุ ภุเตสุ นิธาย ทณฺฑํ โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ" แม้ถ้าบุคคลประดับแล้ว พึงประพฤติสม่ำเสมอ เป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว เที่ยงธรรม มีปกติประพฤติประเสริฐ วางเสียซึ่งอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก บุคคลนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ "...

แม้พระพาหิยะจะไม่ได้บวชก็ตาม ถูกวัวชนก่อน แต่ก็เรียกว่า เป็นยอดภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว เพราะเป็นภิกษุโดยธรรม โดยโลกุตระ

...แต่ต่อมาภายหลังพระศาสดาประทับนั่งกลางสงฆ์ ทรงสถาปนาท่านพาหิยเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็วแล...

บรรลุเป็นพระปัจเจกแล้ว ก็เรียกว่าเป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ ท่านอธิษฐาน เพศก็ปรากฏ ไม่มีใครบวชให้ แต่ถ้าบวชในพระพุทธศาสนา ต้องมีอุปัชฌาย์บวชให้ จึงจะมีเพศ แม้จะบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ก็มีพระพุทธเจ้าเป็นอุปัชฌาย์

... รับสั่งว่าพวกเราไม่ได้เป็นเทวะ พวกเราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างหากเล่า พวกราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์ตรัสคำหนัก ธรรมดาว่า พระปัจเจก พุทธเจ้าไม่เป็นอย่างพระองค์ดอก พระเจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นต้องทรงผมและหนวด ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘ สวมอยู่ที่พระกายสิพระเจ้าข้า พระราชกุมารเหล่านั้นทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป บริขาร ๘ ก็สวมที่พระกาย ต่อนั้นก็เหาะไปยังเงื้อมเขาชื่อนันทมูลกะทั้งที่มหาชนเห็น ๆ อยู่นั่นเอง...

ดังนั้น โยมที่บรรลุอรหันต์ก็เรียกว่าเป็นภิกษุ แต่ไม่มีเพศ ท่านต้องบวชในพุทธศาสนาจึงจะมีเพศ และดำรงอยู่ได้ ไม่ต้องปรินิพพาน

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # บวชในพระพุทธศาสนา ต้องมีอุปัชฌาย์บวชให้จึงจะมีเพศ