พุทธธรรมสงฆ์


อาศัยตัณหาละตัณหาก็มี ไม่ใช่ว่าความอยากทั้งหมดจะผิดหมด

อยากทำชั่ว อันนี้ คือ อาศัยความอยากในทางที่ผิด เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นบาป อยากทำความดีคือ อาศัยความอยากในทางที่ถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นบุญ เรียกว่า เป็นมรรค เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นในมรรคมีองค์แปด ถ้าเห็นถูกจะถูกหมดเลย ฉะนั้น อาศัยตัณหาละตัณหาก็มี ไม่ใช่ว่าความอยากทั้งหมดจะผิดหมด

...เธอพึงอาศัยตัณหาละตัณหาเสีย นี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้ยินข่าวว่าภิกษุชื่อนั้น เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองสำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี่ เธอมีความปรารถนาว่า เมื่อไรนะ เราจักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ฯลฯสำเร็จอยู่ในปัจจุบันบ้าง ต่อมาเธอก็อาศัยตัณหาละตัณหาเสีย น้องหญิงข้อที่ว่า ร่างกายนี้เกิดเป็นมาด้วยตัณหา เธอพึงอาศัยตัณหาละตัณหาเสีย นี้เราอาศัยข้อนี้แลกล่าวแล้ว

ก็เพราะอาศัยบาปเพื่อหนีจากบาปและบุญ เป็นไปไม่ได้ แต่อาศัยบุญ อาศัยธรรม เพื่อหนีจากบาปและบุญ เป็นไปได้ ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าก็เช่นกัน ถ้าไม่มีความอยากที่จะเป็นและไม่แสวงหา ก็เป็นไม่ได้

...เจตนาเพื่อละกรรมดำ มีวิบากดำ เจตนาเพื่อละกรรมขาว มีวิบากขาว เจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวนั้นเสีย ข้อนี้เรากล่าวว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

[๖๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนย่อมตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆ ยาจกย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีก็ให้บ่อย ๆทานบดีให้บ่อย ๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อย ๆลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ บุคคล ย่อมลำบากและดินรนบ่อย ๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อยๆ สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆบุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อย ๆ ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก ดังนี้