สึก (ที่หมายถึงลาสิกขา) กับ สึก (ที่หมายถึงนาสนะ)
19/06/2025 13:10:01โย โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวติ โส อาคโต น อุปสมฺปาเทตพฺโพ
2. นาสนะ ก็เรียกกันว่า สึก แต่ใช้กับผู้ที่ไม่ใช่อุปสัมบัน เช่น ผู้ที่ต้องปาราชิก "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุจำเลยนั้นปฏิญาณว่า ตนต้องอาบัติปาราชิกสงฆ์พึงนาสนะเสีย แล้วจึงปวารณา"
โส เจ ภิกฺขเว จุทิโต ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ปฏิชานาติ นาเสตฺวา สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ
หรือ ผู้ที่บวชไม่ขึ้น (เช่น บัณเฑาะก์ คนลักเพศ เข้ารีดเดียรถีย์... ) "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย"
ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ อุปสมฺปนฺโน นาเสตพฺโพติ
แต่คำว่า สึก ในความหมายที่ว่า นาสนะ ไม่ได้หมายความว่า เป็นพิธีการทำให้เปลี่ยนจากอุปสัมบันมาเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่แบบนั้นนะ เพียงแต่ว่า ถ้าใครต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ท่านให้ยอมรับแล้วสึกก็เท่านั้น คือ เขายอมรับ เขาแจ้งให้ทราบแล้วก็เปลี่ยนไปนุ่งห่มเหมือนคฤหัสถ์ก็เท่านั้นเอง มันไม่ใช่มาทำเป็นพิธีว่า ต้องมาสละเพศก่อน มาถอดจีวรก่อน จึงจะเป็นอนุปสัมบันได้ ไม่ใช่แบบนั้น ถ้าจับเนื้อความไม่ได้ งงกับคำสมมุติว่า สึก แน่นอน
...ดูก่อนอานนท์ ก็ปฏิญญาตกรณะเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถูกโจทหรือไม่ถูกโจทก็ตาม ย่อมระลึกและเปิดเผยอาบัติได้ เธอพึงเข้าไปหาภิกษุผู้แก่กว่า ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วไหว้เท้า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี กล่าวแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว...
การที่ผู้ใดรู้ว่าตนเองต้องปาราชิกแล้ว ยอมรับแล้วสึก มันไม่ได้หมายความว่า เขาสึกจากอุปสัมบันมาเป็นอนุปสัมบันนะ เพราะว่าเขาปาราชิกแล้ว ขาดจากการเป็นอุปสัมบันทันทีโดยอัตโนมัติ จะมีภาวะอะไรให้ละ ? สึก เป็นเพียงคำสมมุติเรียกให้เข้าใจง่ายก็เท่านั้น เช่น ในเรื่องนี้ เขาคิดว่าเขาต้องปาราชิก เขาก็ยินดีที่จะสึก แต่ไปให้พระวินัยธรวินิจฉัยก่อน สุดท้ายไม่ใช่ปาราชิก ก็เลยไม่ได้สึก
...ได้เห็นผ้ากาสาวะนั้นแล้วก็ถือเอาด้วยไถยจิต แต่กลับมีความเดือดร้อนขึ้น เมื่อเกิดความคิดขึ้นว่าบัดนี้ เราไม่เป็นสมณะ เราจักสึก แล้วจึงคิดว่า จักถามพระวินัยธรทั้งหลายดู...
ฉะนั้น ที่มีอธิบายไว้ว่า ปาราชิกแล้วสึกสามารถบรรลุธรรมได้ถ้าละภิกษุภาวะมาเป็นคฤหัสถ์ แล้วมีคนไปเข้าใจว่า พระปาราชิกยังเป็นอุปสัมบันอยู่ ต้องมาสละเพศพระ มาถอดจีวรก่อนจึงจะเป็นอนุปสัมบันได้นั้น อันนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากหลักพระธรรมวินัย
อนึ่ง ภิกษุผู้ต้องปาราชิกนั้น (ละภิกษุภาวะ) เป็นคฤหัสถ์ หรือเป็นอุบาสก เป็นอารามิกะ หรือเป็นสามเณร ย่อมเป็นผู้ควร เพื่อยังทางสวรรค์ให้สำเร็จ ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย มี ทาน สรณะ ศีล และสังวรเป็นต้น หรือยังทางพระนิพพานให้สำเร็จ
อย่าไปงงกับคำว่า สึก นะ ปาราชิกแล้ว จะสึกหรือไม่สึกก็ตาม จะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ตาม จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ตาม ผู้นั้นก็ไม่ใช่อุปสัมบันเหมือนเดิม

