สัตตานัง จะสัตตาไหนก็คือสัตว์ มันไม่ใช่อมตธาตุ ไม่ใช่อสังขตะ ไม่ได้อยู่เหนืออวิชชา

จะสัตตาไหนก็คือสัตว์ สัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่าสัตว์ นับมาตั้งแต่มีนามรูป สังขารและวิญญาญปรุงตั้งรูปขึ้น เป็นนามรูป เรียกว่าสัตว์ มีแต่อวิชชา ไม่เรียกว่า สัตว์ อวิชชา คือ จิตโง่ๆดวงเดิมที่ไม่มีอะไร

...ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกายต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศนั้น ๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า

ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิตอุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้น ๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า...

...ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแลเป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณเป็นผู้เกี่ยวข้องในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่าสัตว์...

ฉะนั้น การเกิดขึ้นของสัตว์มีอยู่ในปฏิจจสมุปบาท ทั้งนามและรูปมีอยู่ในนั้น ไม่มีนอกเหนือไปจากนี้ สัตว์ไม่ได้อยู่เหนืออวิชชา แต่อยู่หลังอวิชชา ไม่ใช่อมตธาตุ ไม่ใช่อสังขตะ ถ้าสัตว์คืออสังขตะ นั่นก็หมายความว่า นิพพานแล้วกลับมาเป็นสัตว์ยึดขันธ์ 5 ได้อีก

ที่เรียกว่าสัตว์ นับมาตั้งแต่มีนามรูป มีแต่อวิชชา ไม่เรียกว่า สัตว์ ฉะนั้น สัตว์ไม่ใช่นาม แต่เป็นนามและรูป อรูปพรหมก็มีรูป เพราะยังถูกเรียกว่าสัตว์ เพราะยังมีการเกิดอยู่ เพียงแต่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ไม่ใส่ใจในรูปก็เท่านั้น มันไม่ใช่ว่า อรูปพรหมมีแต่นาม ไม่มีรูป (ไม่มีตัว) ซึ่งหลายคนเข้าใจผิด

กระทู้เกี่ยวข้อง :  #ผู้ที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้อย่างละเอียดมีแต่ พระโพธิสัตว์ 2 จำพวกเท่านั้น นอกนี้ไม่มี  #รวมกระทู้เกี่ยวกับประเด็นอรูปพรหมมีรูป