การปฏิญาณของพระที่ต้องปาราชิก
24/06/2025 14:12:21
ปฏิญาณ หรือ ปฏิญญา ไม่ได้หมายความว่า สละความเป็นอุปสัมบันมาเป็นอนุปสัมบัน เช่น ถูกโจทแล้วปฏิญาณว่า ตนต้องอาบัติปาราชิกแล้ว (ยอมรับ เปิดเผย) สงฆ์พึงนาสนะเสีย เพราะรับทราบแล้ว มันไม่ใช่ว่าเขาเป็นอุปสัมบัน แม้ไม่ยอมรับ ก็ไม่ใช่อุปสัมบันเหมือนเดิม แต่ถ้าหมายถึง สละเพศในความหมายที่ว่า สละเพศที่ตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่ควรจะครองได้อันนี้ใช่ แต่มันไม่ใช่ว่า ยังเป็นอุปสัมบันอยู่ จุดประสงค์ของผู้เขียนอยากสื่อให้เข้าใจว่า พระปาราชิกไม่ใช่อุปามบัน
กระทู้เกี่ยวข้อง :
#
รวมกระทู้เกี่ยวกับประเด็นพระปาราชิกไม่ใช่อุปสัมบัน
- การสึก (นาสนะ) ของพระปาราชิก ก็คือ ยอมรับ เปิดเผย แล้วก็ถอดผ้าออก ไปนุ่งห่มเหมือนคฤหัสถ์ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีพิธีลาสิกขาแต่อย่างใด เพราะผู้ปาราชิกไม่ใช่อุปสัมบันแล้ว อย่างเช่นในเรื่องนี้ เขาเข้าใจว่า เขาต้องปาราชิกแล้ว เขาก็เสพเมถุนต่อเลย ไม่ใช่จะมาประกอบพิธีลาสิกขาก่อนนะ เพียงแต่ว่า ในเรื่องนี้เขาเข้าใจผิดก็เท่านั้นเอง ฉะนั้น อุปสัมบันจะต้องอาบัติปาราชิกครั้งที่สองไม่มี อนุปสัมบันจะต้องอาบัติครั้งที่หนึ่งก็ไม่มี การที่ไปตีความว่า พระปาราชิกยังเป็นอุปสัมบันอยู่จึงไม่สอดคล้อง
- ถ้ารู้ว่าตนเองปาราชิก แล้วก็สึกออกไปเองเลย ผูกใจไว้ว่าจะสึก อันนี้เรียกว่ารู้ความเอาเอง
- ถ้ารู้ว่าตนเองปาราชิก แต่ไม่สึก ตั้งใจจะให้คนเข้าใจว่าตนยังเป็นอุปสัมบันอยู่ อันนี้เรียกว่าเถยยสังวาสก์
- ถ้าไม่มั่นใจว่าตนเองปาราชิก แล้วมีการบังคับให้สึก ก็สึกลาสิกขาไปเลย กันไว้ ให้มันเป็นอันสึก ถ้าไม่เป็นอันสึก จะซวยเอา เหมือนอย่าง พระที่เข้าใจว่าตนเองปาราชิกเพราะอทินนาทาน แต่ที่จริงปาราชิกเพราะเสพเมถุนธรรม
...ภิกษุนั้นคิดว่า แม้โดยปกติ เราก็ไม่เป็นสมณะแล้ว จึงเสพเมถุนธรรมในสตรีเลี้ยงโคนั้น ไปถึงเมืองโกสัมพีแล้ว แจ้งเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ๆ จึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะอทินนาทาน แต่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะเสพเมถุนธรรม...

