กล่าวตู่ว่ารูปปั้นคือพระพุทธเจ้าระวังไปอเวจี

ทำบาปต่อพระพุทธเจ้า เท่าที่เห็น มีแต่ไปอเวจีลูกเดียว เช่น สุปปพุทธะขวางทางพระพุทธเจ้าถูกแผ่นดินสูบไปอเวจี โตเทยยพราหมณ์เกิดเป็นสุนัขแล้วไปเห่าพระพุทธเจ้า ไปอเวจี นางจิญจมาณวิกา ด่าพระตถาคตด้วยคำไม่เป็นจริง ถูกแผ่นดินสูบไปอเวจี

....ครั้นในเวลานางล่วงคลองพระเนตรของพระตถาคตไป แผ่นดินใหญ่แตกแยกช่องให้แล้ว เปลวไฟตั้งขึ้นจากอเวจี นางจิญจมาณวิกานั้นไปเกิดในอเวจี เป็นเหมือนห่มผ้ากัมพลที่ตระกูลให้...

การกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ก็เป็นการทำบาปต่อพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เช่น เป็นพระพูดอยู่อย่างนั้นว่ารูปปั้นคือตัวแทนพระพุทธเจ้า โยมถาม ก็พูดอยู่อย่างนั้นว่าอุทเทสิกเจดีย์คือการสร้างรูปปั้น พระเครื่องเป็นพระพุทธเจ้า มีพุทธคุณ แม้มีคนให้ข้อมูลว่าไม่ใช่ ก็ยังเถียงอยู่อย่างนั้น ยันอยู่อย่างนั้น งัดกับธรรมพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนั้น แบบนี้ ระวังไปอเวจี เพราะท่านตรัสว่า กล่าวตู่พระพุทธเจ้าบาปมาก

...ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วยขุดตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็ความเห็นนั้นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน...

อย่างเช่น พระกปิละ แสดงสิ่งที่เป็นอกัปปิยะว่ากัปปิยะ แสดงสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ มีคนเตือนก็ไมฟัง ไปอเวจีเลย

...ครั้งนั้น พระโสธนเถระก็ได้ปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง พระกปิละแม้นั้นทำศาสนานั้นให้เสื่อมถอยลงไปอย่างนี้แล้ว เมื่อถึงแก่กรรม ก็บังเกิดในอเวจีมหานรก มารดาและน้องสาวของท่านแม้นั้นถึงทิฏฐานุคติของพระกปิละนั้นนั่งเอง ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รัก ทำกาละแล้วก็บังเกิดในนรก...

ฉะนั้น การกล่าวตู่พระธรรม การแสดงความไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ได้จำกัดโทษแค่อาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์เท่านั้น