หาสังวาสมิได้ ความเป็นผู้มีสิกขาขาดแล้ว พระปาราชิกไม่ใช่อุปสัมบัน

ศีลของพระที่ต้องปาราชิกนั้นไม่ได้มีแล้ว พระที่ต้องพระปาราชิกจึงไม่ต้องอาบัติข้ออื่นอีก

[๓๗] บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่า สังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่าหาสังวาสมิได้

ศีลขาดด้วยเหตุ ๕ ประการ ในนั้น จะเห็นว่า ปาราชิก รวมอยู่ในหมวดเดียวกันกับ ลาสิกขา เข้ารีดเดียรถีย์ และ ตาย ซึ่งบ่งบอกความเป็นอนุปสัมบันทั้งนั้น เพราะการลาสิกขาก็กลายมาเป็นอนุปสัมบัน เข้ารีดเดียรถีย์ก็ห้ามบวช บวชก็ไม่เป็นอุปสัมบัน ส่วนตาย ก็ขาดจากการเป็นอุปสัมบันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

...ก็ศีลของปุถุชนย่อมขาดด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ต้องอาบัติปาราชิก ลาสิกขา เข้ารีดเดียรถีย์ บรรลุพระอรหัต ตาย...

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # บัณเฑาะก์และพระที่ต้องปาราชิกแม้จะห่มผ้ากาสาวะอยู่ จัดเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน และลักเพศด้วย   # ตัวบ่งชี้ความเป็นอุปสัมบันดูจากตรงไหน ?   # ภิกษุผู้มีผ้ากาสายะพันคอ ผูกเข้าที่มือ ขอดไว้ที่ผม ที่หู จัดเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่ อุปสัมบัน   # ธรรมและวินัยอันเดียวกัน ไม่ได้จำกัดว่าพูดเรื่องวินัยต้องเทียบในหมวดวินัยเท่านั้น   # พระพุทธเจ้าเป็นผู้รับรองเองทั้งนั้นว่าพระที่ต้องปาราชิกเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน   # ในพระไตรปิฎก คำว่า “ไม่ใช่สมณะ” มีอยู่ 2 ความหมาย (พระปาราชิกจัดเป็นอนุปสัมบัน)   # คำสมมุติเรียกเพศ 2 อย่าง (พระที่ต้องปาราชิกไม่มีอุปสัมบันเพศ)